อ้วน–ไม่อ้วน จะเอายังไงดีหนอ?

dailynews130512_001เมื่อพูดถึง “โรคภัยไข้เจ็บ” เชื่อแน่ว่าคงไม่มีใครอยากประสบพบเจอกับมัน หลายคนจึงพยายามสรรหาทุกวิถีทางในการที่จะดูแลสุขภาพ แต่บางครั้งก็เผลอลืมเรื่องใกล้ตัวอย่างการดูแลและควบคุมอาหารไปจนถึงการควบคุมน้ำหนัก

การที่เรารับประทานอาหารกันมากเกินไป ไม่เพียงทำให้อ้วนเท่านั้น แต่ความอ้วนยังนำพามาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บอีกมากมาย ดังนั้นถ้าท่านไม่ต้องการมีโรค ก็ต้องเริ่มต้นที่ว่า ไม่รับประทานมากเกินความจำเป็น เราก็จะไม่อ้วน เมื่อไม่อ้วน โรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่ตามมาครับ  ตรงกับคำรำพึงว่า “ไม่อ้วน–ไม่โรค”

ตัวผมเองด้วยงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ทำให้มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ซึ่งพบเห็นว่า ในประเทศแถบตะวันออกกลางนั้นมีคนอ้วนมากกว่า 50% ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนในอเมริกาขณะนี้ก็เช่นเดียวกันคือมีคนอ้วนมากมาย ซึ่งรัฐบาลเขาก็ตื่นตัวในเรื่องนี้มาก…ขณะที่ในประเทศไทยเองขณะนี้มีรายงานว่ามีคนอ้วนจำนวนไม่มากนัก ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าข้อมูลดังกล่าวจะจริงเท็จประการใด แต่เมื่อเป็นดังนี้แล้ว คนที่ยังไม่อ้วนก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ ต้องหาความรู้และนำไปปฏิบัติ เพื่อให้ตนเองไกลห่างจากความอ้วน ส่วนคนที่อ้วนอยู่แล้วก็ควรควบคุมน้ำหนักให้มีรูปร่างที่เหมาะสม ทั้งนี้ก็เพื่อความยืนยาว ไร้โรค และอายุยืนครับ

นายแพทย์พรพจน์  เปรมโยธิน อาจารย์สาขาวิชาโภชนาการคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาโรคอ้วนในเมืองไทยว่า “โรคอ้วนเป็นปัญหาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งในประเทศไทย มีสถิติจากการสำรวจประชากรไทย เปรียบเทียบกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546–2551 พบว่าในช่วง 5 ปีดังกล่าว สัดส่วนของประชากรที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน เพิ่มขึ้นจาก 1 ใน 4 ของประชากร เป็น 1 ใน 3 ของประชากร  โดยกลุ่มที่พบสัดส่วนมากที่สุดคือในกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคน นั่นก็คือคุณแม่บ้าน ในช่วงอายุ 40–60 ปี พบว่าสัดส่วนนั้นเพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 40–45% ในช่วงระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก”

ด้าน แพทย์หญิงรวีวรรณ  เลิศวัฒนารักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคอ้วนว่า จริง ๆ แล้วคนที่เป็นโรคอ้วนนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายอย่าง ได้แก่

1.  เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในระบบหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ, เส้นเลือดในสมองตีบหรืออุดตัน และทำให้เกิดอาการอ่อนแรงหรืออัมพฤกษ์-อัมพาตได้
2.  เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โดยมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป 2-10 เท่า
3. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ดังที่ทราบกันดีว่าโรคความดันโลหิตสูงมักจะเกิดในผู้สูงอายุ แต่โดยส่วนใหญ่ถ้ามีโรคอ้วนก็อาจทำให้พบปัญหาความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุน้อย ๆ
4. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง

นอกจากนี้โรคอ้วนยังทำให้เกิดผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะมีปัญหาเรื่องเหนื่อยง่าย ระหว่างนอนหลับอาจมีการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ทำให้เลือดหรือออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายส่วนอื่นได้ไม่เพียงพอ และโรคอ้วนยังส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร ก็คือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันเกาะตับ

และเป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อเป็นโรคอ้วนแล้วร่างกายต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเมื่ออ้วนมาก ๆ ก็จะส่งผลเสียต่อระบบข้อ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลัง และข้อเข่า ทำให้มีอาการปวดหลัง หรืออาการปวดข้อเข่า รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกาต์อีกด้วย…นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนัง คืออาจมีการติดเชื้อราได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป และที่สำคัญโรคอ้วนยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งอีกหลายชนิด เช่น ในผู้หญิงอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม, มะเร็งเยื่อบุมดลูก ส่วนในผู้ชายก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมาก และยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารทั้งในเพศหญิงและเพศชาย ทั้งมะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่นอกจากจะส่งผลทางด้านสุขภาพร่างกายแล้ว สุดท้าย โรคอ้วนยังส่งผลเสียต่ออารมณ์และสังคม คืออาจทำให้มีปัญหาต่อการใช้ชีวิตและการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ถือว่าน่าตกใจและน่ากลัวมากทีเดียวสำหรับโรคหรือปัญหาสุขภาพที่จะตามมาจากโรคอ้วน บางโรครุนแรง บางโรคเรื้อรัง และบั่นทอนสุขภาพร่างกาย จิตใจและเงินทองเป็นอันมากทีเดียว เพราะฉะนั้นการป้องกันไม่ให้อ้วนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ

ถึงตรงนี้บางท่านอาจยังคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ว่าตัวเองนั้น (ยัง) ไม่อ้วน ดังนั้นผมมีวิธีคำนวณง่าย ๆ 2 วิธี ที่จะช่วยบอกได้ว่าน้ำหนักของท่านในขณะนี้เหมาะสมหรือไม่อย่างไร คือ

1. การคำนวณค่าดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) วิธีการคือใช้น้ำหนัก  (หน่วยเป็นกก.) หารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง (หน่วยเป็นเมตร) ก็จะได้ตัวเลขออกมา ถ้าค่าที่ได้ไม่เกิน 23 ถือว่าปกติครับ  แต่ถ้าเกิน 25 ขึ้นไป ถือว่าเริ่มมีปัญหาเรื่องอ้วนแล้วครับ

2. วัดเส้นรอบเอว สำหรับคุณผู้ชาย รอบเอวที่ถือว่ากว้างมากเกินไปก็คือมากกว่า 90 ซม. ขึ้นไป ส่วนในคุณผู้หญิงคือ 80 ซม. ขึ้นไปครับ

ในบางท่าน แม้น้ำหนักจะอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องของไขมันที่สะสมอยู่เฉพาะที่ โดยเฉพาะที่ช่วงเอว เรื่องนี้คุณหมอพรพจน์ อธิบายว่า  คนไข้ที่มีน้ำหนักสะสมอยู่บริเวณช่วงกลางของร่างกายคือที่บริเวณเอวนั้น จะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนไข้ที่มีไขมันสะสมอยู่ที่บริเวณอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น บริเวณต้นขา เพราะฉะนั้นรอบเอวก็จะเป็นตัววัดที่สำคัญที่สุดที่เราให้ความสนใจ

เมื่อทราบว่าตนเองเริ่มอ้วน หลักการสำคัญในการควบคุมน้ำหนักคือต้องอาศัยการปรับพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายและการควบคุมอารมณ์ ส่วนการรักษาโรคอ้วนด้วยวิธีการอื่น ๆ คุณหมอรวีวรรณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีทั้งการใช้ยาและการผ่าตัด

“สำหรับการใช้ยาในปัจจุบันยังไม่มียาตัวไหนที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังอาจส่งผลเสียต่อการเกิดโรคหัวใจในอนาคต ส่วนการผ่าตัดก็จะสงวนไว้สำหรับคนที่มีภาวะอ้วนอย่างรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วน…คนไข้ส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เมื่อใดก็ตามที่ต้องการจะลดน้ำหนักก็สามารถเข้ารับการผ่าตัดได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วแพทย์จะพิจารณาใช้การผ่าตัดก็ต่อเมื่อ คนไข้ผ่านการปรับพฤติกรรมโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้ว น้ำหนักลดลงได้เพียงระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนไข้ลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อคนไข้มาพบแพทย์ ก็จะมีการประเมินก่อนว่าคนไข้สามารถผ่าตัดได้ไหม และการผ่าตัดจะช่วยคนไข้ได้จริงหรือไม่”

ในความเป็นจริงแล้วความอ้วนหรือโรคอ้วน ไม่ได้มีสาเหตุมาจากเรื่องของการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ซึ่งสาเหตุของโรคอ้วนแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

1.  โรคอ้วนที่มีสาเหตุ ประเภทนี้พบได้ประมาณ 5% ของผู้ป่วยโรคอ้วนทั้งหมด เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกาย คนไข้ที่มีภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์ต่ำที่อาจส่งผลให้มีน้ำหนักตัวเกินได้ รวมไปถึงโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ซึ่งในกรณีเหล่านี้ก็จะพบว่ามีประวัติอ้วนตั้งแต่เด็ก
2.  โรคอ้วนที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะ พบได้มากถึง 95% ของผู้ป่วยโรคอ้วนทั้งหมด ซึ่งเกิดมาจากพฤติกรรมการไม่ควบคุมอาหาร ร่วมกับการไม่ออกกำลังกายเลย และอาจมีปัจจัยส่งเสริมบางอย่าง เช่น การได้รับยาบางชนิด เป็นต้น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์  12 พฤษภาคม 2556

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s