ลดน้ำหนักอย่างไร…ถึงไม่ผอมลงสักที

dailynews140307_001หลายต่อหลายคนที่กำลังลดน้ำหนัก คงเคยอ่อนอกอ่อนใจกับความตั้งใจและความพยายามในการลด แต่พยายามยังไงก็ไม่เห็นจะผอมลงสักที มุมสุขภาพประจำวันศุกร์นี้จึงขอนำเคล็ด(ไม่)ลับดี ๆ มาฝากผู้ที่กำลังต้องการลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี ปรับความรู้และความเข้าใจในการลดน้ำหนักที่มี ให้ถูกต้องและถูกหลักการที่ดีต่อสุขภาพ มาฝากกันค่ะ

กินสลัดเพื่อลดน้ำหนัก :จริงอยู่ที่สลัดประกอบด้วยผักสดที่ดูแล้วน่าจะสุขภาพดีและไม่อ้วน แต่น้อยคนที่จะกินสลัดโดยไม่ราดน้ำสลัด ที่สำคัญหลายคนชอบราดน้ำสลัดแบบครีมข้นหรือมีส่วนผสมของมายองเนส 2 – 3 ช้อนชา ซึ่งให้พลังงานประมาณ 100 แคลอรีหรือมากกว่าข้าวขาว 1 ทัพพี นอกจากน้ำสลัดแล้ว บางคนยังชอบใส่ข้าวโพด เผือก กล้วยตาก แห้ว ฯลฯ หรือไม่พอ กินสลัดแล้วไม่อยู่ท้อง ต้องกินอย่างอื่นเพิ่มทำให้ได้พลังงานมากเกินจนน้ำหนักเพิ่มได้

ดังนั้น สลัดที่กินแล้วช่วยให้น้ำหนักลดลง ต้องประกอบด้วยผักผลไม้พลังงานต่ำที่ให้เส้นใยสูง เช่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผลกลาง ให้พลังงาน 40 แคลอรี่ เป็นต้น

ไม่กินแป้งและไขมันแล้วจะผอม : เพื่อน ๆ หลายคนไม่ยอมกินข้าวเพราะกลัวอ้วน แต่การไม่กินแป้งทำให้น้ำหนักลดเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น เพราะเมื่อน้ำหนักลดแล้ว ร่างกายจะมีอาการโหยหาแป้งและน้ำตาล เสี่ยงต่อการกินแบบสะบั้นหั่นแหลก ทำให้กลับมาอ้วนแบบตั้งรับไม่ทัน! แม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ร่างกายก็ต้องการคาร์โบไฮเดรตวันละประมาณ 60 – 80 กรัม ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอดแป้งก็ผอมได้ นอกจากแป้งแล้ว บางคนยังไม่กินไขมันเลย ถ้าร่างกายขาดไขมันอาจเกิดภาวะพร่องไขมัน ผิวแห้ง หน้าตาหม่นหมอง ผมร่วง และประจำเดือนขาด ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็น เพียงแต่อย่ากินเกินวันละ 2 ช้อนชา

ดังนั้น เลือกกินแป้งที่ร่างกายดูดซึมได้ช้าและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ เช่น ข้าวซ้อมมือ เส้นสปาเกตตีสัก 1 ถ้วยอาหาร ถั่ว ผลไม้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล กล้วย ฝรั่ง มะละกอ ฯลฯ เป็นต้น

Sugar-free และ Low Fat : เพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนักมักจะเลือกกินผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาล (Sugar – free) หรือไขมันต่ำ (Low Fat) โดยเข้าใจว่ากินแล้วไม่อ้วน เป็นเพียงความรู้สึกหลอกลิ้น แต่หลอกสมองไม่ได้ เพราะสมองสามารถแยกความแตกต่างของน้ำตาลและน้ำตาลเทียมได้ เมื่อร่างกายยังไม่ได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งการให้เรากินอาหารอื่น เพิ่มเพื่อสนองความต้องการให้สมบูรณ์ นอกจากน้ำหนักไม่ลด ยังเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ฯลฯ และยังไม่มีการยอมรับในวงการแพทย์ว่า กินแล้วไม่อ้วน ส่วนผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ (Low Fat) แม้จะมีการลดปริมาณไขมันแต่ก็มักเติมรสหวานเข้าไปแทนที่ เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ากิน ถ้าเพื่อน ๆ เข้าใจว่ากินเท่าไรก็ไม่อ้วน อาจได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้น้ำหนักเพิ่มในที่สุด

ดังนั้น ทางที่ดีควรอ่านฉลากโภชนาการที่ระบุพลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะได้รู้ว่าควรกินในปริมาณมากน้อยแค่ไหน

กินผลไม้ไม่อ้วนหรอก : บางคนเข้าใจว่ากินผลไม้แล้วไม่อ้วน จึงกินมากหรือกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แม้จะเป็นน้ำตาลจากผลไม้ แต่ถ้ากินมากก็อ้วนได้ แถมบางชนิดมีน้ำตาลสูงปรี๊ด เช่น กล้วยไข่ เงาะ มะม่วงสุก ลองกอง ลำไย ทุเรียน ฯลฯ หากรู้ตัวว่าวันไหนกินผลไม้มาก ควรลดอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป

ดังนั้น กินผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ส้ม ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ล ฯลฯ ทุกวัน วันละไม่เกิน 2 ผล เล็กได้ประโยชน์ แถมยังไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

ดื่มเครื่องดื่มรสหวานแทนข้าวหรือขนม : บางคนพอดื่มเครื่องดื่มรสหวานแล้วรู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องกินข้าว จึงเข้าใจว่าน่าจะช่วยลดน้ำหนักได้เครื่องดื่มหลายชนิดให้พลังงานสูงโดยที่เราคาดไม่ถึงเช่น นมรสหวาน 1 กล่อง ให้พลังงานประมาณ 250 kcal. ถ้าดื่มวันละ 2 กล่อง ให้พลังงานใกล้เคียงกับกินข้าวไข่เจียว 1จาน!

ดังนั้น จงระวัง! เครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟ ใส่นม ครีมและน้ำตาล หรือน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น น้ำฝรั่ง น้ำอ้อยฯลฯ ให้พลังงานประมาณ 250 – 300 kcal ดื่มวันละ 2 แก้วไม่แตกต่างจากการกิน ข้าวเพิ่มวันละ 1 มื้อ ทำให้น้ำหนักขึ้นเดือนละ 2 – 3 กิโลกรัม

ออกกำลังกายมาก ๆ หุ่นจะได้ผอมเพรียว : หลายคนออกกำลังกายทุกวันเพื่อลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักกลับไม่ลด ซ้ำยังเพิ่มจากเดิมถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 15 – 20 นาทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ถ้าเราใช้เวลาในการออกกำลังกายสั้นกว่านั้นแทนที่ร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมมาใช้ กลับดึงกลูโคสในกระแสเลือดมาใช้แทน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ รู้สึกหิวและกินมากขึ้นทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล แถมบางคนยังคิดว่า ขอตามใจปากก่อนเดี๋ยวค่อยไปออกกำลังกายเผาผลาญทีหลัง ก็ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จเช่นกัน

ดังนั้น การออกกำลังกายมากเกินไปจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม คือ แทนที่จะดูสดชื่นแจ่มใส กลับรู้สึกอ่อนเพลียและดูโทรม

แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนดีล่ะ : ออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานฯลฯ ควบคู่กับฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต ฝึกกายบริหาร ฯลฯ เพื่อลดน้ำหนักและช่วยให้หุ่นเฟิร์ม แถมยังเป็นการลดไขมันในเส้นเลือดและเพิ่มการเผาผลาญ

ดังนั้น แนะนำกีฬาอย่าง ว่ายน้ำ (ขึ้นอยู่กับการออกแรง) 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 250 – 650 kcal. กาย บริหาร 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 220 kcal. เต้นรำ 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 300 kcal. เดินเล่น 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 120 kcal. ลองเลือกที่เหมาะกับคุณดูนะคะ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงเข้าใจกับการลดน้ำหนักที่ผ่านมา ว่าทำไมน้ำหนักเราถึงไม่ค่อยจะลดลงสักที ลองปรับพฤติกรรมใหม่ตามแนวทางที่เหมาะสมนี้ ตั้งใจลดด้วยหลักการที่ถูกต้องกันอีกที หุ่นสวยและสุขภาพดี อยู่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

โดย “PrincessFangy”
Twitter @Princessfangy
เนื้อหาบางส่วนจาก http://kbeautifullife.askkbank.com/

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มีนาคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s