ทฤษฎีแพทย์แผนไทย เปลี่ยนคนไข้ ‘มะเร็ง’ กลายเป็นหมอ

dailynews140427_001_1ความเจ็บป่วยเมื่อเกิดขึ้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตทั้งของผู้ที่เจ็บป่วยเองและคนที่อยู่รอบข้าง ยิ่งถ้าชีวิตต้องเจ็บป่วยด้วย “โรคมะเร็ง” ต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ทนทุกข์ทรมาน การปรับตัวย่อมทำได้ยากลำบากและมีผลกระทบต่อจิตใจ จึงจำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้จิตใจเข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายและก้าวผ่านไปให้ได้ เฉกเช่น ภิรตา จิรวัชราธิกุล ผู้ที่มะเร็งเปลี่ยนชีวิต จากคนไข้กลายมาเป็นหมอ

 dailynews140427_001_3

ภิรตา จิรวัชราธิกุล หรือ หมอติ่ง เล่าถึงประสบการณ์ที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งให้ฟังว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. 2544 ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่เต้านมด้านซ้ายใกล้หัวใจแล้วลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเป็นระยะที่ 3 ทันทีที่รู้ก็วูบไปเหมือนกัน จากนั้น ได้รับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันดังเช่นผู้ป่วยโรคมะเร็งคนอื่น ๆ เมื่อรักษาไปได้สักระยะหนึ่งก็รู้สึกได้ว่าไม่มีทางหายขาดแน่ ๆ จึงถอดใจ

’แต่ก็เริ่มหาวิธีรักษาตัวเอง โดยคิดถึงสมุนไพรไทยแต่ไม่กล้าซื้อมากิน โชคดีมีพี่คนหนึ่งแนะนำเรื่องสมุนไพรว่า สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข กำลังเปิดรับสมัครจึงตัดสินใจเข้าเรียน รอไม่ได้ เพราะความตายอยู่เบื้องหน้า เมื่อเข้าเรียนในสัปดาห์แรกบอกอาจารย์ว่า ตนเองเป็นมะเร็ง อาจารย์มียาอะไรช่วยได้หรือไม่ อาจารย์ตอบกลับมาว่า เลือด น้ำเหลือง ต้องดี มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ถ้าเลือด น้ำเหลืองไม่ดี ปวนทุกระบบในร่างกาย แล้วก็ให้สูตรยามา ตั้งแต่บัดนั้นมาที่คิดว่าจะต้องตายแล้วจนวันนี้ผ่านมา 14 ปีที่หายขาดจากโรคมะเร็ง โดยใช้สมุนไพรไทยและแพทย์แผนไทยเป็นทางเลือกในการรักษาตนเอง“

จากการได้เรียนรู้ ได้ทำยาสมุนไพรตามวิชาแพทย์แผนไทยที่เรียนมา (ใบประกอบโรคศิลปะ บภ.บผ. และ พท.ว.) ประกอบกับดูแลสุขภาพตนเองมาโดยตลอด ทำให้มั่นใจว่านี่คือ อีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เพื่อนมนุษย์พ้นจากโรคร้ายที่กำลังเผชิญอยู่ได้ จึงเปิด ศุภเวชคลินิคการแพทย์แผนไทย ขึ้น โดยใช้สมุนไพรต่าง ๆ ในการรักษาโรค รวมทั้งรับบรรยายในเรื่องเคล็ดลับสุขภาพดีด้วยภูมิปัญญาไทยตามสถานที่ต่าง ๆ

 dailynews140427_001_2

สำหรับขั้นตอนในการรักษาผู้ป่วย หมอติ่ง เล่าว่า คนไข้ที่เข้ามารักษาส่วนใหญ่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเม็ดเลือด รวมทั้ง โรคสะเก็ดเงิน การรักษาจะใช้ทฤษฎีแพทย์แผนไทย โดยการจัดตรวจวิเคราะห์ธาตุ ซึ่งได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งจะโยงสู่การกินอาหารรักษาโรค รวมทั้ง มีการซักประวัติอย่างละเอียด

“จากการสอบถามผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยดื่มน้ำ กินข้าวไม่ตรงเวลา นอนไม่เป็นเวลา บางคนอดนอน รวมทั้งไม่ขับถ่ายของเสียทุกวัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมก่อโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง แม้ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่ปัจจัยที่สำคัญ คือ พฤติกรรมที่ปฏิบัติในแต่ละวัน อะไรไม่ดีไม่ถูกกับตัวเองก็ไม่รู้ แต่มักเลือกเอาความต้องการของตัวเองเป็นหลัก มีความคิดที่ว่า ฉันชอบกินอย่างนี้ก็จะกินอย่างนี้ จึงทำให้เป็นการกินไปป่วยไป เพราะอาหารที่กินไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงทำให้เกิดอาการป่วยขึ้นตามมา”

dailynews140427_001_4

เมื่อซักประวัติเรียบร้อยแล้ว จะให้ผู้ป่วยกินยาระบายของเสียทุกคน ถึงแม้ผู้ป่วยจะขับถ่ายได้เป็นปกติก็จะต้องกินยาระบายเช่นกัน รวมทั้ง ยาที่เป็นสมุนไพรกินเพื่อไม่ให้มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะส่วนอื่น ซึ่งจะให้ยาชนิดใดขึ้นอยู่กับลักษณะและโรคที่ดำเนินอยู่ และที่สำคัญจะให้ผู้ป่วยปรับการดำเนินชีวิตเสียใหม่ ทั้งในส่วนของการกินโดยอาหารใดที่เป็นของแสลงที่จะทำให้โรคกำเริบทั้งหลายควรหลีกเลี่ยง และควรกินอาหารสด ที่ปรุงสุก ใหม่

  dailynews140427_001_6

’สิ่งสำคัญที่จะทำให้คนเราแก่สง่า ตายสงบ มีอยู่ 3 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรก คือ หัวใจ ถ้าหัวใจหยุดเต้นเมื่อไรเปลี่ยนภพทันที ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มียาหอมบำรุงหัวใจ มีสมุนไพรจำพวก มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสร บัวหลวง จำปา กระดังงา ลำดวน ลำเจียก”

ต่อมา คือ อาหารใหม่ เพราะกินถูกเป็นโอสถทิพ กินผิดเป็นยาพิษทำลายตัวเอง โดยอาหารที่กินจะต้องเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะอยู่ในกระเพาะกับลำไส้เล็กรอการย่อยเพื่อดูดซึมไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ฉะนั้น จะแนะนำผู้ป่วยในเรื่องการกินอาหารอย่างไรให้เป็นยา จะได้ไม่ป่วย เพราะการป้องกันจะดีกว่าการรักษา อย่ารอให้ป่วย ถ้าป่วยแล้วจะเจ็บทั้งตัว อีกทั้งยังต้องเสียทรัพย์อีกเป็นจำนวนมาก

สุดท้ายก็คือ อาหารเก่า หรืออาหารที่ผ่านการย่อย ดูดซึมแล้วอยู่ที่ลำไส้ใหญ่เพื่อถ่ายเป็นอุจจาระออกจากร่างกาย คนเรากินอาหารต้องเทขยะทิ้งทุกวันด้วย ไม่ควรให้มีการหมักหมมกลายเป็นมลพิษในร่างกาย นอกจากการดูแลตนเองในเรื่องอาหารแล้ว จะต้องบำรุงในเรื่องของเลือด น้ำเหลืองร่วมด้วย ซึ่งตัวยาที่ให้ผู้ป่วยจะเป็นยาสมุนไพร มีทั้งยาต้ม ยาผง เวลาจะกินต้องชงก่อน และยาแคปซูล โดยตัวยาหลัก ๆ จะเป็นตัวยาตำรับซึ่งมีหลายตัวด้วยกัน มีตัวยาหลัก ตัวยารอง ตัวยาแก้ ตัวยากัน ซึ่งจะเป็นสมุนไพรไทยทั้งจาก ราก ดอก ผล ของต้นไม้ทั้งสิ้น

ความเปลี่ยนแปลงจะขึ้นอยู่กับคนไข้ ซึ่งแต่ละคนจะใช้เวลาในการรักษาที่แตกต่างกัน ถ้าเป็นมากจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 เดือนถึงจะเห็นผล โดยจะเห็นผลช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคนไข้ในการดูแลตัวเอง ซึ่งจะต้องคุมปัจจัยที่จะก่อให้อาการกำเริบให้ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของอาหาร ซึ่งจะเน้นให้กินปลาเป็นหลัก ผักเป็นพื้น

“โดยจะต้องกินให้ถูกต้องตามธาตุของตนเอง ผู้ที่เป็นธาตุไฟจะต้องกิน ขม เย็น จืด กินคุมไว้ไม่ให้ข้างในร่างกายร้อนรุ่มมากนัก เพราะถ้าข้างในร่างกายร้อนรุ่มมากจะส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว กระทบอารมณ์จะหงุดหงิดขี้รำคาญ ส่วนคนที่เป็นธาตุดิน จะต้องกินฝาด หวาน มัน เค็ม คนที่เป็นธาตุน้ำจะต้องกิน เปรี้ยว ขม ธาตุลม เผ็ด ร้อน”

ในส่วนของยาบำรุงโลหิต จะมี เบญจกุล โดยเบญจแปลว่า 5 คือ ดูแล อากาศ ธาตุในร่างกาย มีเทียนทั้ง 5 มีโกศทั้ง 5 บำรุงกำลัง ทั้งหมดนี้คือ ครึ่งส่วน แล้วก็ตัวยาหลัก เช่น ดอกคำไทย กว่างเสน แก่นไม้สัก ว่านชักมดลูก ซึ่งจะช่วยดูแลทั้งเม็ดเลือดแดงและน้ำเหลือง

ส่วนทาง ด้านจิตใจ จะให้คำแนะนำ ทั้งผู้ป่วยและญาติเพราะไม่ใช่คนไข้คนเดียวที่จิตตกคนรอบข้างก็พลอยเป็นไปด้วย โดยจะใช้หลักธรรมคำสอนทั้งหลายปลอบประโลมจิตใจ เพื่อให้จิตใจเขาพองฟูขึ้นมาก่อน พอจิตใจพองฟูแล้วพูดให้ทำอะไรก็จะง่ายขึ้น ถ้าจิตตกจะทำอะไรก็ลำบาก โดยจะพยายามพูดให้คนไข้อยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันยังมีลมหายใจอยู่ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อดีตผ่านไปแล้วอย่าไปรื้อฟื้นขึ้นมา อนาคตยังมาไม่ถึงอย่าไปเอื้อม เพราะคนไข้หลายคนชอบเข้าไปอยู่ในอนาคต ฉันจะต้องอย่างนั้น ฉันจะต้องอย่างนี้ วาดภาพไปเอง โดยทั้งหมดยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง ทำให้เกิดความเครียด พอเครียดมะเร็งกำเริบ ฉะนั้น ต้องทำให้สารความสุขหลั่งมาก ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายเข้มแข็ง

 dailynews140427_001_5

หมอติ่ง กล่าวทิ้งท้ายว่า มี 6 ดี หนีมะเร็งได้ ซึ่งได้แก่ อาหารไทยดี นั้นก็คือ ปลาเป็นหลัก ผักเป็นพื้น กินธัญพืช ถั่ว งา กินผักหลากสี เขียว เหลือง ส้ม แดง ม่วง ผลไม้ตามฤดูกาลที่ไม่หวานจัด โดยจะต้องสด มีการปรุงสุกใหม่ รวมทั้งดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 2 ลิตร ต่อวัน เพราะน้ำเป็นยาอายุวัฒนะที่ถูกที่สุด อาหารที่ชอบแต่ไม่ดีกับสุขภาพต้องฝืนใจหยุด อาหารที่ไม่ชอบแต่ทำให้ร่างกายแข็งแรงต้องฝืนใจกินเข้าไป

ต่อมา คือ ยาดี ธรรมชาติทั้งหลายได้สร้างต้นไม้ให้มนุษย์แต่ไม่ได้ให้ไว้เป็นอาหารอย่างเดียว แต่สามารถใช้เป็นยาได้ด้วยซึ่งก็คือ สมุนไพรต่าง ๆ จากนั้น คือ อารมณ์ดี ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่เครียด คิดติดบวกไว้เสมอ และหมั่นทำบุญ ทำทาน จากนั้นจะเป็น ออกกำลังกายดี โดยออกกำลังกายเบา ๆ ไม่ว่าจะเป็นเดินตากแดดยามเช้า เล่นโยคะ รำไทเก๊ก

ดีที่ 5 คือ อุจจาระดี จะต้องขับถ่ายระบายของเสียทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้า ร่างกาย สมองจะปลอดโปร่ง โล่ง สบาย ไม่อึดอัด รำคาญ โดยอาจารย์สอนไว้ว่า รักษาไข้อย่าเสียดายขี้ เอาขี้ออกเสียได้หายเร็วทุกโรค ถึงแม้จะถ่ายได้ทุกวันก็อย่าคิดว่าจะออกหมด โดยจะมี ปะระเมหะ แปลว่า คราบเมือกมัน เปลวไต อยู่ทั่วเส้นเอ็นทั้งหลายในร่างกายที่มีอยู่  2,700 เส้น ตอนแรกก็เป็นเมือกมันก่อน สะสมนานเข้าก็เป็นนิ่ว หินปูน ถ้าดื่มน้ำน้อย เลือดก็จะหนืดการไหลเวียนไม่ดี เกิดการตกตะกอนกลายเป็นมะเร็งได้ อย่าให้ของเสียตกค้างอยู่ในร่างกาย สุดท้าย หลับดี การหลับที่ดีจะต้องหลับลึก ไม่ใช่หลับไปฝันไป หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในขณะที่หลับ ถ้าสามารถทำให้ตัวเองหลับลึกได้ร่างกายก็จะไม่ทรุดโทรม

วิชาแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาไทยทั้งหลาย ถือเป็นมรดกของคนไทยทุกคน อยากให้ลูกหลานช่วยกันดำรงรักษาภูมิปัญญานี้ไว้ ช่วยกันรักษาต้นไม้ที่เป็นสมุนไพรไทยทั้งหลาย เพื่อให้คงอยู่กับประเทศไทยสืบต่อไป และที่สำคัญช่วยให้ผู้ป่วยพ้นทนทุกข์ทรมานจากโรคที่เป็นอยู่.

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์ 27 เมษายน 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s