ทำหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ดีจริงหรือ

dailynew140503_02อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะของโลกเคยกล่าวเอาไว้ว่า

“ใครก็ตามที่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยในขณะที่จูบสาวสวยไปด้วยได้ แสดงว่าคน ๆ นั้นไม่ได้ตั้งใจจูบจริงจังแน่”

คำกล่าวนี้เป็นตัวยืนยันถึงเรื่องของการตั้งใจจดจ่อได้ดีทีเดียวค่ะ

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างดูรีบเร่งต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างนี้ ภาพที่เราเห็นจนชินตาเวลาใช้รถบนท้องถนนเมื่อตอนรถติดหรือรถกำลังแล่นไปช้า ๆ ก็คือ คนบางคนเลือกจะกินอาหารเช้าไปด้วย ในขณะที่หญิงสาวอีกหลายคนกำลังแต่งหน้า หรือถ้าจะให้แย่ไปกว่านั้น ก็คือการพิมพ์ข้อความหรือการคุยโทรศัพท์ไปด้วย

ถึงแม้ว่าเรื่องของประสิทธิ ภาพของสมองเมื่อต้องใช้ทำงานหลาย ๆ อย่างเวลาเดียวกันนั้นจะยังเป็นเรื่องที่น่ากังขา เช่นเดียวกับไอเดียของคนส่วนใหญ่ที่คิดว่าตัวเองเป็นพวก “มีความสามารถทำหลายอย่างได้” โดยเฉพาะในหนุ่มสาวเจเนอเรชั่นนี้ที่โตมาพร้อมกับวิดีโอเกม โทรศัพท์มือถือ และเครื่องแก็ดเจ็ตต่าง ๆ แล้วนั้น หารู้ไม่ว่า จริง ๆ แล้ว งานวิจัยได้ระบุไว้ว่า คนที่ยิ่งทำอะไรหลายอย่างมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพของทักษะก็จะน้อยลงมากเท่านั้น แต่ถ้าถามว่า แล้วคนที่มีความสามารถจริง ๆ (ไม่ใช่แค่อ้างหรือคิดว่าตนมี) ในการทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกันจะมีบ้างไหม จะว่าไปแล้วจากการทดสอบก็มีค่ะ แต่น้อยมาก

ในทางทฤษฎีแล้ว การที่เราจะมีความตั้งใจจดจ่อในการทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็หมายถึง เราต้องพุ่งความสนใจไปที่สิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว ความตั้งใจในที่นี้โดยกระบวนการทำงานแล้วเป็นการขยายความสามารถบางอย่างในขณะที่ลดความสามารถอย่างอื่นลง

อาจมีคนเถียงว่า เราสามารถขับรถไปด้วยพร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปด้วยได้แถมยังจดจำได้ดีว่าปลายสายพูดว่าอะไร แสดงว่าเราใช้ทักษะความสามารถทั้งในการขับรถและการตั้งใจฟังข้อมูลจากโทรศัพท์ด้วยไม่ใช่หรือ ในทางหลักการแล้ว ไม่ใช่เลย การที่เราขับรถเป็นการดึงระบบประสาทอัตโนมัติมาใช้ เป็นเพราะว่าเราจำได้ว่า ถ้าเราจะไปข้างหน้า ก็แค่เหยียบคันเร่ง และถ้าเราจะหยุด ก็แค่เหยียบเบรก จะว่าไปแทบไม่ได้ใช้ทักษะสำคัญอื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ

ลองคิดในทางกลับกัน ถ้าเราขับรถพร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปสักพักพบว่า น้ำมันเต็มถนนทำให้รถเสียการทรงตัว คนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะวางสายโทรศัพท์หรือไม่ก็คงฟังแบบไม่ตั้งใจ แล้วมาจดจ่อกับการขับรถแทน นั่นคือการเพิ่มขีดความสามารถของความตั้งใจไปยังสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากกว่าอีกสิ่งหนึ่งตามทฤษฎีนั่นเอง

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยจำนวนมากเชื่อมโยงถึงความสามารถของการประมวลผลของสมอง ในขณะที่ทำกิจกรรม 2 อย่างพร้อมกัน ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือการจับคลื่นสมองพร้อมกับความสามารถในการมองเห็นในขณะที่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ ผลที่ได้ก็คือ ความสามารถของเราแย่ลงอย่างรุนแรงเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำอะไร 2 อย่างพร้อม ๆ กัน ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้ว นักวิจัยจะพุ่งเป้าไปที่ทักษะการประมวลผลความคิดขั้นสูง แต่ก็กลับพบด้วยว่า กิจกรรมง่าย ๆ เช่น การเดินไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วย หรือแม้แต่เคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วย ก็สามารถทำให้ประสิทธิภาพของความคิดลดลงเช่นเดียวกันค่ะ

คุณผู้อ่านอาจสงสัยว่าแล้วถ้าเป็นการคุยโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรีล่ะ จะพอช่วยได้หรือไม่

จากผลการทดลองพบว่า คนที่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถไม่ว่าจะใช้มือจับโทรศัพท์หรือไม่ จะมีความสามารถทางการมองเห็นลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นก็หมายถึง โอกาสที่จะไม่ทันสังเกตว่ามีวัตถุอะไรอยู่ด้านหน้าก็มีเพิ่มมากขึ้น และจากการสแกนสมองพบด้วยว่า การตอบสนองขณะที่คุยโทรศัพท์จะลดลงเกือบครึ่ง นั่นคือ ถ้ามีคนเดินตัดหน้ารถ กว่าจะสังเกตเห็นก็อาจอยู่ในระยะกระชั้นชิด รวมถึงความไวในการชะลอความเร็วก็จะลดลงอันเนื่องจากสมองทำงานช้าลง ในเรื่องเดียวกันงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2006 ก็คือ คนที่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถจะเป็นพวกที่ขับรถได้แย่กว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกินที่กฎหมายกำหนดเสียอีก

แต่ถึงตรงนี้ เป็นที่น่าแปลกที่ในชีวิตจริง คนที่คิดว่าตัวเอง “มีความสามารถในการทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน” มีมากขึ้น และมองว่าเป็นจุดเด่นมากกว่าจุดด้อย ทั้งที่จริงแล้ว คนที่มีลักษณะดังกล่าวแล้วมักจะมีความสามารถของการทำงานของสมองส่วนของการประมวลผลในระดับต่ำ  แต่ยังให้ค่าประสิทธิภาพของงานเหล่านั้นสูงเกินความเป็นจริง รวมถึงเป็นคนหุนหันพลันแล่นและถูกกระตุ้นง่าย หรือจะกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ ความสามารถที่คิดว่าตัวเองมีกับประสิทธิภาพของงานนั้นสวนทางกันศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบาธในอังกฤษกล่าวสรุปไว้ว่า การแบ่งความตั้งใจไปทำหลาย ๆ อย่าง จะเป็นการกีดขวางศักยภาพมากกว่าการส่งเสริมเสียอีก

ถึงตรงนี้เราจึงไม่พบว่า ไอน์สไตน์จะทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันเลยนั่นเอง.

** สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่เข้าข่ายมีภาวะสมาธิสั้นและสนใจเรื่องการบำบัดพฤติกรรม สามารถนัดเพื่อขอคำแนะนำและได้รับการประเมินเบื้องต้นได้ที่ 0-2200-4029 ค่ะ

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  3 พฤษภาคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s