หัวใจวาย..ทำอย่างไรดี

dailynew1405 10_01หัวใจวาย คือภาวะที่หัวใจหยุดทำงานและผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งอาจเกิดฉับพลันทันทีหรือค่อยเป็นค่อยไป สาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้หัวใจหยุดทำงานคือการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตัน(เกิดลิ่มเลือดไปอุด) และไม่มีเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลทำให้เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้ว หรือหัวใจเสียการบีบตัวไม่สามารถทำหน้าที่ที่เป็นเสมือนปั๊มน้ำได้ จนผู้ป่วยเสียชีวิต

การที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันจากลิ่มเลือดนั้น ถึงแม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เกิดผลร้ายมากนักนอกเหนือไปจากอาการแน่นหน้าอกที่เป็นเวลานาน แต่บ่อยครั้งก็ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ส่วนหนึ่งก็จะเสียชีวิตฉับพลันทันทีก่อนที่จะได้พบแพทย์ และถึงไม่เสียชีวิตก็อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงและหัวใจล้มเหลวตามมาได้ ข้อที่น่าสังเกตคือ ผู้ที่มีการอุดตันเกิดขึ้นฉับพลันมักเป็นผู้ที่ไม่เคยมีความเจ็บป่วยร้ายแรงเกิดขึ้นมาก่อน ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเล็ก ๆ น้อย ๆ นำมาเลย

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะช่วยลดภาวะการเจ็บป่วยจากอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต และสิ่งที่จะช่วยลดอัตราการตายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ดีคือ การเฝ้าระวังและแก้ไขภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้ว และการแก้ไขภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจ

อันตรายที่เกิดขึ้น เนื่องด้วยหัวใจเป็นอวัยวะที่มีเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งต้องการออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดที่ไปเลี้ยงผ่านหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบตัวตามการกระตุ้นของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ ซึ่งจะแผ่ไปในแนวทางเดียวกันและก่อให้เกิดการบีบตัวพร้อมกันของทุกเซลล์เพื่อประสิทธิภาพในการผลักส่งเลือด ดังนั้น เมื่อมีภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตันก็อาจส่งผลให้เกิดความปกติในการบีบตัวส่งเลือดและภาวะไฟฟ้าของหัวใจ สิ่งที่จะทำให้หัวใจวายและผู้ป่วยเสียชีวิตคือ ภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้วและการบบตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพ

“ภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้ว” คือ การที่กระแสไฟฟ้าในหัวใจไม่ได้แผ่ไปในทางเดียวกัน แต่แตกกระซ่านเซ็นไปในทุกระยะทาง ทำให้ไม่มีการบีบตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกไปได้ (ซึ่งถือเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่งซึ่งรุนแรง) บางครั้งภาวะหัวใจไฟฟ้าพริ้วเกิดเป็นช่วงสั้น ๆ และหายไปได้เอง แต่บ่อยครั้งที่ไม่หายไปเองหัวใจก็จะหยุดแน่นิ่งและผู้ป่วยเสียชีวิต ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจกำลังขาดเลือดและเซลล์กำลังตาย โดยจะพบได้บ่อยในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการเกิดภาวะอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ แต่ก็อาจเกิดได้หลัง 24 ชั่วโมงไปแล้วก็ได้

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไม่เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้ว ก็ยังคงเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่อง จนกล้ามเนื้อหัวใจตายไปมาก และกล้ามเนื้อที่เหลืออยู่ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประมาณว่าถ้ากล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายซึ่งเป็นห้องสำคัญตายไปมากกว่าร้อยละ 40 หัวใจก็ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด ความดันตก และภาวะช็อกจนเสียชีวิตตามมา ผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตได้แต่มีการทำงานของหัวใจลดลง ไม่สามารถบีบตัวได้ดีเหมือนเดิม ก็จะมีภาวะหัวใจล้มเหลว จะมีอาการเหนื่อยเมื่อมีการออกกำลัง การตายอย่างต่อเนื่องของกล้ามเนื้อหัวใจนี้จะเกิดได้เร็วมากในช่วงแรก ๆ ของการอุดตัน ซึ่งถ้าแก้ไขภาวะการอุดตันของหลอดเลือดได้ก็จะทำให้การรอดตายของกล้ามเนื้อมีมากขึ้นและทำให้โอกาสที่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และผู้ป่วยเสียชีวิตลดลง กล้ามเนื้อหัวใจที่หลอดเลือดอุดตันไปเลี้ยงนั้นจะตายเกือบหมดถ้าหลอดเลือดอุดตันมากกว่า 6 ชั่วโมงไปแล้ว

การรักษาเมื่อเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้วอันเนื่องมาจากภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันนั้นจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจเป็นสำคัญ โดยมีหลักคิดทางวิทยา ศาสตร์คือภาวะหัวใจพริ้วเป็นความผิดปกติทางไฟฟ้าหัวใจ และถ้าใช้กระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจแล้วเซลล์ทุกเซลล์ในหัวใจก็จะถูกกระตุ้นพร้อมกันหมดและหยุดพริ้ว เซลล์กระแสไฟฟ้าตัวนำปกติจะกลับมาทำงานก่อนเซลล์อื่น ๆ ซึ่งก็จะชี้นำให้การกระตุ้นไฟฟ้าไปในทางเดียวกันจนหัวใจบีบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง การช็อตหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้านี้จะต้องใช้เครื่องช็อตที่คล้ายกับกระแสไฟบ้าน ซึ่งเครื่องที่มีใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบันเป็นการช็อตหัวใจผ่านผนังและกล้ามเนื้อหน้าอก ทำให้เมื่อใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น กล้ามเนื้อหน้าอกและร่างกายส่วนบนก็จะถูกกระตุ้นทางไฟฟ้าเกิดการกระตุกไปทั่ว ดังที่คงเคยเห็นในภาพยนตร์ การรักษานี้เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและได้ประโยชน์มาก

ภาวะหัวใจไฟฟ้าพริ้วนี้อาจเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ป่วยจะมาถึงโรงพยาบาล แต่ถ้าสามารถพาผู้ป่วยไปถึงห้องฉุกเฉินได้ทันเวลา หรือถ้ามีรถพยาบาลที่มีเครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจไปถึงได้เร็วพอ ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรอดตายได้ด้วยการช็อตหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า แต่ถ้ารอนานเกินไป (มากกว่า 15 นาทีหลังหมดสติ) ก็อาจไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ หรือในบางรายหัวใจหยุดนิ่งไปนานไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมอง ถึงแม้หัวใจถูกกระตุกกลับมาได้และสามารถกลับมาบีบตัวได้เหมือนเดิม แต่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเสียนานก็ทำให้ผู้ป่วยไม่ฟื้นหรือไม่ตื่นเพราะเกิดภาวะเซลล์สมองตาย หรือที่เรียกว่าเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา

ใน 6 ชั่วโมงแรกนอกจากเป็นช่วงเวลาที่อาจเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้วแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีความสำคัญคือเป็นช่วงที่จะมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง จำนวนหรือปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวของผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งถ้ามีกล้ามเนื้อตายมากก็จะมีความสามารถในการบีบตัวลดลง โอกาสที่จะเสียชีวิตหรือโอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะมากขึ้น ภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะทำให้ผู้ที่รอดชีวิตมีอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง นอนราบไม่ได้ ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจประจำวันได้ตามปกติ

การตายของกล้ามเนื้อหัวใจสามารถถูกจำกัดให้มีจำนวนหรือปริมาณน้อยลงได้ด้วยการคลายการอุดตันที่เกิดจากลิ่มเลือด ความสามารถในการคลายการอุดตันของหลอดเลือด (ซึ่งช่วยให้รอดชีวิตและช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการอุดตันและวิธีการคลายการอุดตัน จะได้ผลดีมากภายในช่วง 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการแน่นหน้าอก (คือปริมาณการตายของกล้ามเนื้อหัวใจลดลงได้มาก อัตราของการกลับมาทำงานของหัวใจจะดีขึ้น และโอกาสที่จะเสียชีวิตน้อยลง) ผลเหล่านี้จะได้ดีที่สุดถ้าสามารถทำได้ในระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงแรก เพราะการตายของกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นเร็วมากในช่วงแรกและช้าลงตามลำดับ

อย่างไรก็ตามการตายของกล้ามเนื้อยังขึ้นอยู่กับภาวะต้องการออกซิเจนในช่วงที่เกิดการอุดตัน และภาวะการได้เลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดเส้นอื่น (กล้ามเนื้อหัวใจมีช่องทางเล็ก ๆ หรือหลอดเลือดฝอยส่งต่อข้ามถึงกันระหว่างหลอดเลือดโคโรนารี) ถ้ามีการทำงานของหัวใจมาก (โดยวัดจากอัตราการเต้นต่อนาทีและความดันเลือด) ก็จะต้องการออกซิเจนมากและเกิดการตายได้เร็วมาก ถ้าการทำงานยังไม่มากนักก็จะใช้เวลาในการตายช้าลง ถึงแม้คนส่วนใหญ่กล้ามเนื้อมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง แต่ก็มีคนบางกลุ่มซึ่งการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอาจจะใช้เวลานานขึ้น ซึ่งอาจจะเป็น 12 ชั่วโมงได้ เพราะมีการทำงานที่น้อยลงและพอจะมีเลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดฝอย และตราบใดที่ยังมีอาการแน่นหน้าอกอยู่ก็ยังจะได้ประโยชน์จากการรักษาเพื่อคลายการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ.

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
หน่วยหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 10 พฤษภาคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s