โรคกระดูกพรุน คืออะไร

dailynew140518_02เป็นภาวะที่ความหนาแน่นเนื้อกระดูกลดลง จากโครงสร้างของกระดูกที่เคยหนาแน่นประสานกันเป็นโยงใยในการรับน้ำหนักได้ดีขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการโปร่งบางของโครงสร้างกระดูกไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีเท่าเดิม อีกทั้งยังมีโอกาสเปราะหักเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายอีกด้วย

 

มีภาวะใดบ้างที่ก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน

• เพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าเพศชายเนื่องจากโครงกระดูกในเพศหญิงมีความหนาแน่นน้อยกว่า

• เมื่อมีอายุสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุเกินกว่า 40 ปี

• ภาวะหมดประจำเดือนในเพศหญิงที่เกิดการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

• ผู้ที่รับแคลเซียมและวิตามินดี ในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

 

ทำอย่างไรจึงจะรักษาความหนาแน่นของกระดูก เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน?

• กระดูกคนเราจะมีความหนาแน่นสูงสุดในอายุ 30 ปี ดังนั้นการเสริมสร้างกระดูกให้มีความหนาแน่นมากที่สุดเมื่ออายุ 20-30 ปี เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด และระยะสำคัญรองลงมาก็คือในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

• เสริมสร้างกระดูกให้มีความหนาแน่นมากที่สุด ตั้งแต่ในช่วงอายุ 20-30 ปี ด้วยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและวิตามินดีให้เพียงพอ นอกจากนี้อาจใช้ยาช่วยได้ ซึ่งแบ่งกลุ่มยาเป็น 2 กลุ่มคือ

1. ยาระงับการทำลายกระดูก ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนแคลซิโตนิน ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนท และแคลเซียม เป็นต้น

2. ยากระตุ้นการสร้างกระดูกได้แก่ วิตามินและฟลูออไรด์

 

มีวิธีป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร?

ในผู้ที่มีเนื้อกระดูกมากตั้งแต่แรกจะมีโอกาสเกิดการกระดูกพรุนได้น้อยกว่าผู้ที่มีเนื้อกระดูกน้อย ดังนั้น “การสะสมเนื้อกระดูกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวก็จะเป็นวิธีการป้องกันกระดูกพรุนได้ดีที่สุด รวมถึงการได้รับการตรวจ

วัดความหนาแน่นของกระดูกซึ่งสามารถตรวจพบการลดลงของเนื้อกระดูกตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นได้”

 

ตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร?

จากการใช้เครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometer) ที่ใช้เทคนิคการเรดิเอชั้น ซอร์ส (Radiation Source) โดยใช้หลักการจากการดูความหนาแน่น (Thickness) และส่วนประกอบของเนื้อ (Composition) แล้วนำไปเปรียบเทียบกับค่าปกติ

 

บุคคลที่ควรได้รับการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง Bone Densitometry

• หญิงทุกคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

• หญิงวัยหมดประจำเดือน แม้ว่าอายุน้อยกว่า 65 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน

• หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีประวัติกระดูกหัก หรือมีภาพเอกซเรย์กระดูกผิดปกติ หญิงที่ต้องการรักษาโรคกระดูกพรุน การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกจะช่วยในการตัดสินใจ

• หญิงที่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน มาเป็นระยะเวลานาน ๆ

• บุคคลที่มีภาวะกระดูกสันหลังผิดปกติ

• บุคคลที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

• บุคคลที่ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ

• เพื่อติดตามการรักษากระดูกพรุน

• บุคคลที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา

• บุคคลที่ไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ

 

ผู้หญิงอายุเท่าไหร่ ที่ควรรับประทานแคลเซียมเสริม?

ผู้หญิงควรรับประทานแคลเซียมในช่วงอายุ  20-30 ปี และในช่วงก่อนหมดประจำเดือน

 

การรักษา

เป็นการรักษาที่มุ่งเน้นเพื่อให้มีผลยับยั้งการทำลายกระดูกและเพื่อเป็นการเสริมสร้างให้กระดูกหนาแน่นและมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น

จะติดตามผลการรักษาภาวะกระดูกพรุนได้อย่างไร?

จากการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่องตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometry) เป็นระยะสม่ำเสมอตามแผนติดตามการรักษาของแพทย์

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง Bone Densitometry ต่างจากการตรวจด้วยเครื่อง Ultrasound อย่างไร?

การตรวจด้วยเครื่อง Bone Densi-tometry เป็นวิธีการตรวจที่จะได้รับความหนาแน่นของกระดูกมาตรฐาน ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุดในขณะนี้

ข้อมูลจาก ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s