“เด็กดักแด้” พันธุกรรมที่ถูกส่งต่อจาก “พ่อ-แม่”

dailynews140723_01เคยสังเกตกันบ้างหรือไม่ว่า เหตุใดผู้ป่วยที่เป็นโรคดักแด้ หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า “เด็กดักแด้” เกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุมาจากปัจจัยใดบ้าง จึงส่งผลทำให้เกิดลักษณะอาการทางผิวหนังที่ผิดปกติไปจากคนธรรมดาทั่วไปรวมทั้งผู้ป่วยเหล่านั้นจะมีวิธีการใช้ชีวิตแตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างไร ตลอดจนโรคดังกล่าวสามารถรักษาหายขาดได้หรือไม่

ต้นปี 2557 เป็นต้นมา “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้นำเสนอข่าวผู้ป่วยที่เป็นโรคดักแด้มาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนนำเสนอข่าวผู้ที่มีน้ำใจให้ความช่วยเหลือแก่เด็กดักแด้ อย่างเมื่อเดือนมกราคมพบเด็กดักแด้ที่จังหวัดเลย ต้นเดือนมีนาคมพบที่จังหวัดสุรินทร์ ปลายเดือนพบที่จังหวัดยะลา ส่วนเดือนมิถุนายนพบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และล่าสุดเดือนกรกฎาคมพบที่จังหวัดนครพนม

รศ.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง และประธานฝ่ายแพทย์และจริยธรรม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคเด็กดักแด้ (Lamella icthyosis) เกิดจากการถ่ายทอดกรรมพันธุ์แบบผิดปกติ ถึงแม้ว่าพ่อและแม่จะไม่ได้ป่วยเป็นโรคดังกล่าว แต่หากพ่อและแม่เป็นพาหะและทั้งคู่มาแต่งงานกัน จึงมีสิทธิ์ถ่ายทอดโรคไปสู่ลูกได้ โดยเกิดลักษณะอาการความผิดปกติที่ผิวหนังพบได้ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งลูกจะมีโอกาสราว 25% ที่จะเป็นโรคต่อการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง

ส่วนลักษณะอาการของ “เด็กดักแด้” รศ.นพ.เวสารัช ระบุว่า เด็กที่เกิดมาจะมีเปลือกบางๆ หุ้มอยู่เหมือน “ดักแด้” เมื่อเด็กคลอดออกมาจากครรภ์และสัมผัสอากาศผิวหนังจะแห้ง ลอก ตกสะเก็ดไปทั้งตัวเหมือนเปลือกไข่ ซึ่งผิวที่แห้งตึงจะมีอาการรัดอย่างมาก จนอาจทำให้ตาและปากถูกดึงจนปลิ้น อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาในการขยับ แขน-ขา มือ-เท้า จนอาจเกิดความพิการซ้ำซ้อนได้ อาทิ นิ้วมือนิ้วเท้าไม่สามารถเหยียดตรงได้ หรือเกิดแผลที่กระจกตาจากการที่เปลือกตาปิดไม่สนิท

ด้านวิธีรักษาในปัจจุบัน รศ.นพ.เวสารัช ระบุอีกว่า หากเด็กดักแด้มีอาการของโรคในระดับที่ไม่รุนแรง มีวิธีดูแลโดยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ทาครีมบำรุงผิวแบบเข้มข้นหรือน้ำมันทาผิว ซึ่งจะให้ความชุ่มชื้นมากและยาวนานอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผิวหนังแห้งและลอกเป็นแผ่นๆ ทางด้านเด็กดักแด้ที่มีอาการของโรคในระดับรุนแรงจะต้องดูแลปัญหาการอักเสบติดเชื้อ โดยการให้ยาปฏิชีวนะในรูปยาทา รับประทานหรือฉีด รวมทั้งดูแลผลแทรกซ้อนเกี่ยวกับตา หู การหายใจ นอกจากนี้ควรให้สารอาหารประเภทโปรตีนอย่างเต็มที่เพื่อให้เจริญเติบโตและเด็กจะไม่แคระแกรน

ทั้งนี้ รศ.นพ.เวสารัช กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจสอบด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ได้ว่าเด็กที่อยู่ในครรภ์จะแสดงอาการของโรคจนกว่าเด็กจะคลอดออกมาจากครรภ์แล้วเท่านั้น แต่สิ่งที่สามารถทำได้หลังจากนั้นคือการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ส่วนการป้องกัน สามารถทำได้ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ ทั้งก่อนการตั้งครรภ์ ระหว่างการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องควรระวังและคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนคือครอบครัวที่มีประวัติหรือมีลูกที่เกิดความผิดปกติเป็นโรคเด็กดักแด้ควรวางแผนครอบครัวโดยการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดในลูกคนต่อไป

เดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กรกฎาคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s