‘หูด’ ปัญหาผิวหนัง รบกวนจิตใจ

dailynews140726_02เมื่อพูดถึง “หูด” หลายคนก็คงจะเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และหลายคนก็คงจะมีรู้สึกว่ามันเป็นปัญหารบกวนจิตใจอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว เรามาทำความรู้จักหูดกันดีกว่า

หูด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางผิวหนังที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย มักพบในเด็กและวัยรุ่น โดยจะโตช้า ๆ และอยู่นานโดยไม่มีอาการ หูดมีหลายขนาดและหลายลักษณะ เกิดขึ้นตามผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย บริเวณที่พบได้บ่อยคือ มือและเท้า ข้อมูลประชากรไทยราว 20–40 % เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหูดแล้วไม่พบว่ามีการแสดงอาการ

สาเหตุสำคัญเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีหลายสายพันธุ์ เชื้อไวรัสหูดจะกระตุ้นให้เซลล์หนังกำพร้าเกิดการหนาตัวหรือแข็งตัวขึ้น โดยมีระยะฟักตัวนาน 1-6 เดือน และสามารถติดต่อกันได้ทางการสัมผัสผิวหนังและทางเพศสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับชนิดของหูด เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่ถลอกเปื่อยยุ่ย มีรอยขีดข่วน มีแผล หรือการสัมผัสกับผิวหนังที่เป็นหูด รวมทั้งการหยิบจับสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ หูดสามารถติดต่อจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งได้ แม้กระทั่งการแกะเกาก็ทำให้หูดแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้

การแสดงอาการของหูด มักไม่ค่อยมีอาการ ส่วนมากจะพบว่าเจ็บมากบริเวณที่เป็นหูด เช่น ตามฝ่าเท้าเพราะเมื่อเดินจะกดทับโดยตรงทำให้เจ็บ นอกจากนี้ ลักษณะของหูดจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสและบริเวณที่เป็น อาทิ หูดที่มือหรือเท้า จะมีลักษณะเป็นเม็ดนูนแข็ง ผิวอาจเรียบหรือขรุขระก็ได้ และอาจมีเพียงเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดได้เช่นกัน

หากจะกล่าวถึงรูปร่างของหูดนั้น จะมีรูปร่างลักษณะหลายแบบด้วยกัน ได้แก่

1) หูดธรรมดา เป็นตุ่มนูนแข็งสีผิวหนังหรือสีดำ ผิวค่อนข้างขรุขระ มีสะเก็ด อาจมีเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดก็ได้
2) หูดผิวเรียบ เป็นตุ่มแบนสีผิวหนัง ผิวเรียบ มีสะเก็ดเล็กน้อย
3) หูดฝ่าเท้า เป็นไตหนาแข็ง สีค่อนข้างเหลือง
4) หูดที่อวัยวะเพศ เป็นตุ่มนูนสูงคล้ายหงอนไก่ พบบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนักและขาหนีบ
5) หูดที่เป็นติ่งเนื้อแข็ง ๆ ยื่นมาจากผิวหนัง เป็นตุ่มขรุขระ แต่ยาวคล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ มักพบบริเวณใบหน้าและลำคอ

เมื่อพบว่าเป็นหูดแล้ว การรักษาทางการแพทย์คือ ต้องทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่

การทายา ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซิลิก กรดแลคติก กรดไตรคลออะซิติก หรือไบคลออะซิติก ซึ่งได้ผลดี แต่ใช้เวลานานหลายสัปดาห์กว่าจะหาย ผู้ป่วยสามารถทาเองได้ที่บ้าน

การจี้ด้วยไนโตรเจนเหลว เป็นการรักษาด้วยความเย็นซึ่งใช้ได้ผลดีในหูดขนาดไม่ใหญ่มาก หากมีแผ่นหนาปกคลุมแพทย์จะฝานออกก่อนจี้ แพทย์อาจใช้ไม้พันสำลีจุ่มไนโตรเจนเหลวแล้วจี้ที่ตัวหูด หรือใช้หัวจี้ซึ่งต่อกับภาชนะที่บรรจุไนโตรเจนเหลวจี้ ระหว่างจี้ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ วันต่อมาจะพองเป็นตุ่มน้ำ และใหญ่ขึ้นเป็นถุงน้ำ หรืออาจมีเลือดออกอยู่ข้างใน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ แห้งลงแล้วตกสะเก็ด และจะหายในเวลา 1-3 สัปดาห์ ซึ่งอาจต้องจี้ซ้ำอีกหลายครั้งจึงจะหายขาด ส่วนใหญ่แพทย์มักให้ใช้ยาทาควบคู่ไปด้วย

การจี้ด้วยไฟฟ้า เป็นการรักษาโดยการใช้ความร้อน

 การรักษาด้วยเลเซอร์ เป็นการรักษาด้วยความร้อน โดยแพทย์จะใช้เลเซอร์จี้ที่ตัวหูด ซึ่งได้ผลดีแต่ค่าใช้จ่ายสูง

การผ่าตัด ทำการผ่าตัดนำก้อนหูดออก ซึ่งมักไม่ค่อยนิยมใช้วิธีการนี้

โดยทั่วไปแล้ว หูดอาจหายได้เอง แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยจึงควรรักษาความสะอาดเพื่อไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสู่ผู้อื่น การล้างมือจะช่วยลดการรับเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อได้ดี แต่หากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำจะติดเชื้อและลุกลามได้ง่าย เป็นแล้วหายยาก จึงควรรีบรักษาแต่เนิ่น ๆ และหมั่นรักษาความสะอาด เพราะถึงแม้หูดจะสามารถหายได้ แต่ก็อาจติดเชื้อใหม่ได้อีก.

หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา  : เดลินิวส์ 26 กรกฎาคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s