นอนน้อยเท่ากับฉลาดน้อย (จริงหรือ?)

dailynews140802_02ก่อนจะเข้าสู่คำตอบว่า นอนน้อยเท่ากับฉลาดน้อยจริงหรือไม่นั้น อยากให้ท่านผู้อ่านลองคิดดูดี ๆ ว่า คืนไหนที่นอนน้อยแล้วต้องไปทำงานแต่เช้า หรือคืนไหนที่นอนน้อยแล้วต้องไปสอบ มีอาการอย่างไรบ้างเสียก่อนค่ะ

ถ้ายังตอบว่า..ดี อย่างนั้นก็ขอให้ตอบคำถามอีกสักข้อในกรณีที่เมื่อคืนนอนน้อยบ้างว่า เมื่อวานเรียนอะไรไปแล้วบ้าง หรือเมื่อวานต้องทำงานเรื่องอะไรบ้าง ขอเป็นรายละเอียดไม่ใช่แค่หัวข้อนะคะหลายท่านอาจบอกว่า..แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

เรื่องของการนอนก็เหมือนกับเรื่องของการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย ที่เมื่อใดก็ตามเราใช้มันมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็จะกลายเป็นดาบสองคมกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้ อย่างในคลินิก มักจะมีคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกเรียนเก่งมาถามว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งก็มีอีกเหมือนกันที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษเข้ามาถามว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยให้ลูกมีทักษะวิธีการคิดที่ดีขึ้น จากการที่ได้พูดคุย คุณพ่อคุณแม่หลายท่านสนใจที่จะปรับแก้พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันก่อนเป็นลำดับแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกหลายท่านที่ไม่เชื่อเรื่องการดูแลตัวเองจะส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเชื่อว่า ถ้าอ่านหนังสือมาก ๆ ก็จะทำให้สอบได้ หรือแม้กระทั่งเด็กเก่งและฉลาดมาจากยีนของพ่อแม่แต่เพียงอย่างเดียว และเด็กที่เก่งผิดแผกจากพ่อแม่ก็เป็นเพราะผลบุญที่พ่อแม่ทำ หรืออาจจะเป็นเพราะเกิดยีนผ่าเหล่าก็เป็นไปได้

นักวิจัยไม่ว่าจะเป็นด้านประสาทวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ทางกระบวนการคิด ได้พยายามหาคำตอบในสิ่งที่คนตั้งคำถามเรื่องกลไกของสมองมาเกือบ 200 ปี นับตั้งแต่เรารู้ว่า สมองเป็นตัวสั่งการและควบคุมการทำงานของร่างกาย แต่จนบัดนี้เรากลับรู้ความลับของการทำงานของสมองได้ไม่ถึง 30% นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้โดยใช้วิธีการสแกนสมองคนที่เสียชีวิตแล้ว เพราะสมองเขาเกือบจะหยุดทำงานทันทีที่สภาวะต่าง ๆ ในร่างกายล้มเหลว จึงจำเป็นต้องใช้สมองคนที่ยังทำงานและยังใช้การได้อยู่ ซึ่งนักวิทยา ศาสตร์เหล่านี้มีทางเลือกไม่มากนัก ด้วยเพราะการจำกัดทั้งคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างที่จะวิจัย เครื่องมือที่จะตอบคำถาม หรือแม้กระทั่งการแปรผล และนี่คือสิ่งที่ 30% นั้นบอกเราว่า..

การที่เด็กบางคนทำข้อสอบได้คะแนนดี ทั้งที่อ่านหนังสือได้ไม่กี่วันนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจ ถึงแม้พ่อแม่หลายท่านจะพึงมองแค่เกรดที่ลูกทำได้เท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เขาจะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาใช้ได้อีก เขาอาจต้องเรียนใหม่ เรียนซ้ำเรื่องเดิมในสิ่งที่เคยเรียนรู้ไปแล้ว แต่จำไม่ได้ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสมองจะเก็บข้อมูลในการอ่านอย่างรวดเร็วไว้ในส่วนที่ตื้นที่สุดที่สามารถสั่งเรียกข้อมูลมาได้ไวที่สุด แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ส่วนที่ตื้นที่สุดนั้นสามารถถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ความสามารถที่เราคิดว่าน่าจะดี โดยแท้จริงแล้วไม่ได้มีความสำคัญในแง่การเรียนรู้ ซึ่งตามปกติสมองจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อให้เราเรียกคืนได้ง่าย ๆ เช่น จำได้ว่าเราจอดรถไว้ที่ชั้นใดหรือแม้กระทั่งชื่อของเพื่อนใหม่ที่เราเพิ่งรู้จัก ซึ่งอีกสัปดาห์หรือเดือนต่อมา เราคงจำไม่ได้แน่ ๆ ว่าเราเคยจอดรถไว้ที่ชั้นไหนบ้าง หรือแม้กระทั่งชื่อเพื่อนซึ่งถ้าเราไม่เจออีกหรือหาความเกี่ยวโยงกับเพื่อนเก่า ๆ ไม่ได้แล้วละก็ เราแทบจะลืมหลังจากที่เดินคล้อยหลังไปเสียด้วยซ้ำ

ศาสตราจารย์จากศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมและโมเลกุลของมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ในสหรัฐ ได้ทำงานวิจัยแล้วพบว่า สมองของเราจะมีตัวกลางตัวหนึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากสมอง ส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งสมองส่วนนี้มีลักษณะเด่นคือการเก็บข้อมูลเร็วมีเนื้อความจุน้อย ไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า นีโอคอร์เทกซ์ ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและมีเนื้อความจุมาก ข้อมูลที่เก็บในส่วนนี้จะมีความคงที่ นั่นหมายความว่า จะเรียกกลับขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ หรืออีกอย่างหนึ่งคือ เป็นความทรงจำระยะยาว ซึ่งศาสตราจารย์เองก็เน้นย้ำว่า การเคลื่อนย้ายกลุ่มก้อนข้อมูลจากสมองส่วนฮิปโปแคมปัสมายังสมองส่วนนีโอคอร์เทกซ์นี้จะเกิดขึ้นขณะที่เรานอนหลับเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า การนอนหลับจะช่วยให้ข้อมูลต่าง ๆ เคลื่อนย้ายจากสมองส่วนที่เป็นความจำตื้นมาเป็นความจำถาวร ซึ่งสำคัญและจำเป็นมากสำหรับเด็กที่กำลังเรียนหนังสือ เพราะถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้อมูลบางส่วนขาดหายไป การเชื่อมโยงหรือปะติดปะต่อเรื่องราว (หรือบทเรียน) ก็จะยิ่งยากขึ้นนั่นเองค่ะ

ในเรื่องเดียวกันนี้ คณบดีคณะจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลในสหรัฐได้กล่าวอ้างไว้จากหนังสือการนอนเพื่อความสำเร็จ (Sleep for success) ว่า การนอนหลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจำ คนที่นอนน้อยจะทำให้ความสามารถในการเรียกข้อมูลต่ำลง 19% คนที่ไม่ได้นอนเลยจะมีความสามารถในการจดจำแค่ 50% เท่านั้น รวมถึง 2 ชั่วโมงสุดท้ายในการนอนถือว่าสำคัญที่สุดที่ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังสมองส่วนที่จดจำที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วการนอนยังมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเคลียร์พื้นที่สมองให้มีที่ว่างสำหรับจดจำข้อมูลในวันต่อ ๆ ไป เปรียบได้กับการฟอร์แมตเครื่องคอมพิวเตอร์ในทุกวัน

คำถามคือ แท้จริงแล้วคนเราต้องการเวลานอนหลับกี่ชั่วโมงต่อวันกันแน่ ซึ่งถึงแม้ว่าคำตอบจะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่สถาบันเพื่อสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐได้ให้คำแนะนำไว้ว่า คนที่อายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ควรนอนหลับ 7.5 -9 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เบริ์กลี่ย์ได้สนับสนุนแนวความคิดนี้ด้วยว่า การนอนหลับคือตัวการสำคัญในการช่วยเตรียมสมองให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ใครก็ตามที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน แล้วหวังจะให้สมองมีประสิทธิภาพในการทำงานดีเลิศ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ รวมถึงจากงานวิจัยยังพบด้วยว่าแนวโน้มของการเรียนรู้ในวันใหม่นั้นจะถดถอยลงตามชั่วโมงของการนอน

ดังนั้นถ้าอยากให้เก่ง ฉลาด คืออยากให้ตัวเองสามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วรวมถึงนำกลับมาใช้ได้เมื่อไหร่ที่ต้องการแล้ว ก็ควรที่จะนอนหลับให้มากเพียงพอนั่นเองค่ะ

ต้นเดือนหน้าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยวัยแบเบาะ มาพบกับคำตอบของคำถามที่ว่า เราจะสามารถสอนทักษะกระบวนการคิดให้กับเด็กอายุไม่ถึงขวบได้จริงหรือไม่ และอย่างไรค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 2 สิงหาคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s