ทําอย่างไรให้ไร้ฝ้า

thairath140815_01คุณผู้หญิงหลายคนคงรู้สึกกังวลกับปัญหาต่างๆ บนใบหน้ามากเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องสิว กระ รอยดํา รวม ถึงปัญหาฝ้าบนใบหน้า

ฝ้า มีลักษณะเป็นรอยสีน้ําตาลดําที่มักเกิดบนใบหน้า บริเวณแก้ม หน้าผาก จมูก บริเวณเหนือริมฝีปาก และคาง บางครั้งอาจลามมาบริเวณคอและปลายแขนด้านนอกที่ถูกแสงแดด ปัญหาฝ้ามักพบบ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และมักพบมากในหญิงสาววัยกลางคน

สําหรับสาเหตุที่ทําให้เกิดฝ้านั้น มาจากการเพิ่มจํานวนของเซลล์ที่สร้างเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวหนัง ซึ่งนอกจากจะเพิ่มจํานวนแล้ว เซลล์เหล่านี้ ยังขยันทํางานสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มมากกว่าปกติ จึงก่อให้เกิดปื้นน้ําตาล-ดําขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการลุกลามของฝ้า ได้แก่

1. แสงแดด เป็นปัจจัยสําคัญที่สุดในการเกิดฝ้า โดยแสงอัลตร้าไวโอเลต ชนิด เอ ชนิด บี และแสงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะสามารถกระตุ้นให้ฝ้าดําคล้ำขึ้นหรือกลับเป็นซ้ำได้บ่อยๆ

2. ฮอร์โมน เช่น ในผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่รับประทานยาคุมกําเนิดจะมีโอกาสเกิดฝ้าได้มาก โดยผู้ที่เป็นฝ้า อาจสังเกตว่าหน้าคล้ำลงในระยะใกล้มีประจําเดือน ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนนั่นเอง

3. สารเคมีบางอย่าง เช่น สี หรือน้ําหอมในเครื่องสําอาง

4. ความเครียด รวมทั้งการอดนอน

วิธีการดูแลตนเองเมื่อเป็นฝ้า

ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดฝ้า เช่น เลี่ยงการรับประทานยาคุมกําเนิด และเครื่องสําอางที่สงสัย ที่สําคัญคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น. และหากจําเป็น ต้องสัมผัสกับแดด ควรป้องกันผิวด้วยหมวกปีกกว้าง กางร่ม ร่วมกับการใช้ยากันแดดช่วย

ในด้านการรักษาฝ้า ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการรักษาฝ้าให้หายขาดเป็นเรื่องยากและเมื่อเป็นแล้วก็มักเป็นๆ หายๆ ยารักษาฝ้าเท่าที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันก็ยังไม่มีที่ได้ผล 100% หรือทําให้หายขาด และมักต้องใช้ยาหลายๆ ชนิดร่วมกัน

ตัวยาที่ใช้รักษา

1. ยาที่มีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดสีโดยไม่ทําลายเซลล์สร้างเม็ดสี เช่น ไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ ยาทา สเตียรอยด์ ซึ่งยาที่กล่าวมานั้น สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่อนุญาตให้ผสมและจําหน่ายอยู่ในเครื่องสําอางทั่วไป เพราะถือว่าเป็นยาที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง เช่น เกิดอาการระคายผิว หน้าแดง ไวต่อแสงแดด หน้าบาง สิวขึ้น ขนขึ้น หรือเส้นเลือดฝอยขึ้น จึงควรใช้ยาดังกล่าว ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น

2. สารที่มีคุณสมบัติลดการสร้างเม็ดสีในหลอดทดลองที่มีฤทธิ์อ่อนกว่ายาในกลุ่มแรกแต่ผลข้างเคียงน้อยกว่า ซึ่งผสมอยู่ในเครื่องสําอางต่างๆ เช่น สารกรดโคจิค ไลโคไรซ์ อาร์บูตินและวิตามินซี เป็นต้น

3. สารอื่นๆ เช่น กรดอซีเลอิก กลุ่มกรดไฮตรอกซี่ ทั้งเอเอชเอและบีเอชเอ การทําทรีตเมนต์ใช้ร่วมในการรักษาฝ้าได้ แต่ต้องระวังเพราะมีความเป็นกรด จึงอาจระคายผิวและอาจทําให้แสบคันเมื่อใช้ความเข้มข้นสูงได้

คําแนะนําและรักษา

คําแนะนําในการรักษาฝ้า ไม่ควรซื้อยาฝ้าใช้เอง เพราะอาจทําให้เกิดผลข้างเคียงสูง หากใช้ไม่ระมัดระวัง และในระหว่างรักษาฝ้า ควรพบแพทย์เป็นระยะตามคําแนะนําเพื่อปรับยาให้เหมาะสม นอกจากนี้ ไม่ควรหยุดทายาฝ้าทันทีเมื่อฝ้าจางลง เพราะฝ้าอาจกลับคล้ำขึ้นอีกได้ ควรให้แพทย์แนะนําการปรับใช้ยาหรือลดยาให้เหมาะสม

แนวทางการรักษาดีที่สุดคือ การมาพบแพทย์ผิวหนังและควรมาพบแพทย์ผิวหนังตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรักษาต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ผิดกับคําสุภาษิตที่กล่าวไว้ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” หากเกิดปัญหาขึ้นบนใบหน้า จะแต่ง จะกลบอย่างไรก็ไม่สวย ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหาและมีอาการผิดสังเกตเกิดขึ้นบนใบหน้าต้องรีบพบแพทย์ทันที เพื่อจะได้ไม่ลุกลาม และรักษาให้หาย โดยการควบคุมของแพทย์เฉพาะทางจะเป็นสิ่งที่ดีและเห็นผลมากที่สุด.

รศ.พญ.เพ็ญพรรณ วัฒนไกร
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา : ไทยรัฐ 15 สิงหาคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s