ล้วงกลเม็ด’กินเจ’ สบายกระเป๋า เช็กราคาผักก่อนเปิบ!

thairath140923_01“เทศกาลกินเจ”...ในปีนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบ 132 ปีที่พิเศษกว่าปีไหนๆ เพราะเดิมทีแล้ว การกินเจจะเริ่มตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ยาวต่อเนื่องไปถึง 9 วัน 9 คืน แต่ในปีนี้ตามปฏิทินจีนปรากฏว่า มีเดือน 9 ถึง 2 ครั้ง ฉะนั้น เท่ากับว่า กินเจถึงสองรอบ! 

ในช่วงเทศกาลกินเจนั้น หลายคนมักเลือกฝากท้องไว้กับร้านอาหารเจนอกบ้าน หรืออาหารเจสำเร็จรูป ดังนั้น จึงหนีไม่พ้นต้องพบเจอกับอาหารที่เน้นหนักไปที่ของมันๆ ทอดๆ แป้งและไขมันสูง และเมื่อทันที่ออกเจ แทนที่จะกินเจแล้วได้ประโยชน์ทางสุขภาพ แต่กลับทำให้สุขภาพแย่ลง มีไขมันในเลือดสูงขึ้นเป็นการทดแทน

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่กินเจอาจจะทำให้คุณกระเป๋ารั่ว เงินไหลออกมากกว่าปกติ เพราะด้วยวิถีชีวิตของการรับประทานอาหารที่แตกต่างออกไปจากทุกวัน แต่เดิมที่สามารถทำกินได้ที่บ้าน ก็จะต้องออกไปหาซื้อมารับประทาน หรือแม้กระทั่งซื้อหามารับประทานจำนวนมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ช่วงเทศกาลกินเจ รายรับของคุณจะเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายพุ่งปรี๊ด จนคุณต้องกุมขมับ!

แนะกลเม็ด เปิดเคล็ดลับ…กินเจอย่างไรให้ให้เซฟมันนี่ ?
อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ (TIFTEC) แนะนำเทคนิคดีๆ ทำง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ให้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ฟังเกี่ยวกับเคล็ด(ไม่)ลับกินเจอิ่มบุญ พร้อมๆ กันกับเซฟเงินในกระเป๋าให้คุณไปในตัวอีกด้วย

อ.ยิ่งศักดิ์ ชี้ชัดปัญหา 2 ประการสำคัญที่คนกินเจต้องเจอ มีดังต่อไปนี้ 1. อาหารมัน – หากเพราะอาหารเจมักจะเป็นของทอด แทนที่จะกินแล้วได้สุขภาพแต่กลับได้ไขมันเพิ่มขึ้นมาซะอย่างนั้น 2. ข้าวของแพง – ไม่ว่าจะเป็นพืชผักประเภทต่างๆ ก็ขยับขึ้นราคาขานรับเทศกาลกินเจกันอย่างไม่แคร์สื่อ…ดังนั้น เราต้องมีวิธีรับมือแบบรวยบุญ รวยเงินกันเสียก่อน!

ทว่า กลเม็ดเคล็ดลับกินเจ อิ่มบุญที่สามารถปกป้องเงินในกระเป๋าให้รั่วไหลออกไปให้น้อยที่สุด นั่นก็คือ อาหารเจไทย…อาทิ ผักไทยประเภทต่างๆ เช่น บวบผัด น้ำเต้าผัด ผักกระเฉดผัด หรือแม้กระทั่งนำกฐินริมรั้ว มะเขือหั่นหยาบๆ ไปย่าง เพื่อนำมารับประทานคู่กับน้ำพริกเจก็ยังได้ หรือแม้แต่นำบรรดาเห็ดไทยๆ มาย่าง ลวก ต้ม ก็อร่อยไปอีกแบบเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะถูกจะแพงก็ขึ้นอยู่กับวิธีการปรุง เช่นกัน หากเพราะอาหารเจไทยนั้น เป็นอาหารจำพวกที่ใช้น้ำมันเพียงน้อยนิดเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องการกินเจควรเลือกรับประทานเป็นอาหารจานเดียวได้จะยิ่งประหยัด หากเพราะการกินเจนั้น 1 ปีจะรับประทานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เราอาจจะเกิดความรู้สึกที่ว่า เอ๊ะ! ต้มเปื่อยอันนี้น่ากิน ทอดอันนู้นน่ากิน แต่ผัดก็ยังน่ากินอีก…จากเดิมที่เคยรับประทานกับข้าวมื้อละ 3 อย่าง ก็กลายเป็น 5 อย่างในช่วงเทศกาลกินเจไปซะอย่างนั้น

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยประหยัดสตางค์ในกระเป๋าของคุณได้อีกหนึ่งวิธี คือ ก่อนกินเจ 1 สัปดาห์จะต้องเคลียร์ของในตู้เย็น งดซื้อเนื้อสัตว์เข้าบ้าน ไม่ทิ้งเครื่องปรุงหรือวัตถุดิบที่ไม่เจ แต่จะใช้วิธีเก็บรักษาเป็นสัดส่วน แยกของเจและไม่เจไว้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เผลอหยิบไปใช้ประกอบอาหาร

สิ่งสำคัญของการกินเจอีกประการ นั่นก็คือ ผู้กินเจจะต้องมีร่างกายที่พร้อมและแข็งแรง ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย แต่อยากจะรับประทานเจ สุดท้ายร่างกายกลับทรุดหนักลงกว่าเดิม และอีกหนึ่งประการที่จะหลงลืมไปเสียไม่ได้ คือ ผู้ที่รับประทานเจจะต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการกินเจด้วย

กินเจ! เงินสะพัดมากสุดในรอบ 7 ปี หนุนจีดีพีโตตามคาด
ขณะที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาประเมินถึงวงเงินสะพัดตลอดเทศกาลกินเจในปี 57 นี้ว่า เทศกาลกินเจปีนี้ ถือว่าทำเงินสูงที่สุดในรอบ 7 ปี เพราะมีการกินเจถึง 2 รอบ ซึ่งในการกินเจรอบแรก วงเงินค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ จะสะพัดมากกว่า 3,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.6% หรือเฉลี่ยแล้วจะมีค่าใช้จ่ายตกวันละ 240 บาทต่อคน จากปีที่แล้วที่ 200 บาทต่อคน

กระนั้น เทศกาลกินเจในครั้งนี้ นับว่ากลายเป็นเรื่องที่ดีของเศรษฐกิจไทยไปโดยปริยาย เพราะได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญอีกแรงหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ที่ 2% ตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

ส่องตลาด เช็กราคาผัก แสนแพงตามข่าวลือหรือไร?
ในช่วงเทศกาลกินเจ ราคาพืชผักที่ใช้ในการปรุงอาหารเจ มักปรับราคาขึ้นสูงกว่าปกติ ฉะนั้น ในวันที่ 22 ก.ย.57 “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ได้ทำการสำรวจตลาดไท ตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งประเทศไทย พบว่า ราคาผักมีทั้งปรับตัวขึ้น ลดลง และคงที่อยู่หลายชนิด โดยเรารวบรวมราคาพืชผักที่ได้รับความนิยมในการนำมารับประทานอาหารเจไว้ ดังนี้

– ผักบุ้งจีน ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 16 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 2 บาท)
– มะเขือเปราะ ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ท่ี 16 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 4 บาท)
– กะหล่ำดอก ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– แตงกวากลาง ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ท 12 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 4 บาท)
– บวบงู ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– คะน้าต้น ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 6 บาท)
– ผักกาดขาว (ลุ้ย แต่งผล) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 1 บาท)
– กวางตุ้งดอก ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-24 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 8 บาท)
– พริกชี้ฟ้าแดง (สดแดง) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 1.5 บาท)
– หัวไชเท้า ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 3 บาท)
– เห็ดนางฟ้า ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 5 บาท)
– เห็ดหูหนู ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 15 บาท)
– เห็ดนางรมหลวง (เห็ดเออริจิ) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 70-110 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– มะนาว (ราคาไร่ – สวน) เบอร์ 400 ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 200-300 บาทต่อร้อยละ(ลูก) (ราคาคงที่)
– แครอทไทย ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 3.5 บาท)

ผักแสนแพง ราคาอาหารพุ่งปรี๊ด วัตถุดิบพาเหรดขึ้นราคา…นี่คือโจทย์เล็กๆ แต่มีความสำคัญของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่เทศกาลกินเจทั้งหลาย…หากคุณบริหารจัดการเงินในกระเป๋าได้โดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ คุณย่อมกินเจอิ่มบุญ บรรลุทุกวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง!.

ที่มา : ไทยรัฐ 23 กันยายน 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s