การใช้ ‘ออนโคเทอร์เมีย’ รักษามะเร็ง

dailynews141012_01สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนานวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยวิธีใช้ความร้อนด้วยเครื่องออนโคเทอร์เมียเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เสริมประสิทธิภาพรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของประเทศไทย พบว่ามะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชาย และมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง

สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และพยาธิใบไม้ในตับ สำหรับวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้จะทำได้โดยการผ่าตัด แต่มีผู้ป่วยมะเร็งตับที่สามารถทำการผ่าตัดได้เพียง 10 – 15% เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การฉีดยาเคมีบำบัดร่วมกับการอุดเส้น เลือดแดงที่จะไปเลี้ยงมะเร็ง ซึ่งยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากมีจำนวนมะเร็งหลายก้อน มีการอุดตันของเส้นเลือดดำใหญ่ที่ไปเลี้ยงตับจากมะเร็ง หรือ มีเนื้อตับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสตับวายจากการรักษาได้ หรือมะเร็งมีการกระจายออกนอกตับ การรักษาที่เหลือจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถอยู่ได้อีกประมาณ 2-3 เดือนเท่านั้น

สำหรับมะเร็งเต้านม แม้ว่าการรักษามะเร็งในระยะต้นจะได้ผลดี โดยมีอัตราการมีชีวิตรอดอยู่ที่ 5 ปี ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สูงถึงเกือบ 100 % แต่อัตราการอยู่รอดจะลดลงเหลือเพียง 30-50% เมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 3 และ 4 ดังนั้นเพื่อเพิ่มสัดส่วน และยกระดับผลการรักษาให้ดีขึ้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงมีนโยบายอยู่ 2 ด้าน คือ ทำการส่งเสริมสุขภาพ และมีการตรวจคัดกรองเพื่อเพิ่มสัดส่วนของผู้ป่วยในระยะแรกให้มากขึ้น และสนับสนุนให้มีการศึกษา วิจัย พัฒนานวัตกรรมการรักษาพยาบาลวิธีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มอัตราการอยู่รอดในผู้ป่วย มองหาเทคโนโลยีใหม่เพื่อนำมาใช้ร่วมกับการรักษาตามมาตรฐานที่มีข้อจำกัดอยู่ในปัจจุบัน และทำการประเมินประสิทธิผลของกระบวนการรักษาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการทำการวิจัยในครั้งนี้

ด้าน นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีใช้ความร้อนเพื่อเป็นการรักษาทางเลือก หรือร่วมรักษาในโรคมะเร็ง ปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

1.การใช้ความร้อนระดับต่ำ อยู่ที่ 38-40 องศาเซลเซียส เป็นวิธีที่ทำให้เกิดความร้อนทั้งตัว โดยคาดหวังว่าความร้อนนี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อให้สามารถต่อสู้กับมะเร็งได้

2.การใช้ความร้อนระดับปานกลาง โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 42-43 องศาเซลเซียส เฉพาะที่กับตัวมะเร็ง โดยคาดหวังว่าจะทำให้เกิดกระบวนการตายของเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ เครื่องออนโคเทอร์เมีย

3.การใช้ความร้อนระดับสูง ประมาณ 60-90 องศาเซลเซียส ซึ่งการใช้ความร้อนระดับนี้จำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการทำลายเซลล์มะเร็งไปยังตำแหน่งเฉพาะที่ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ เช่น เครื่องไฮฟู

วิธีการรักษาแต่ละวิธี จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป เช่น วิธีที่ 1 อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เหมือนภาวะฮีทสโตรก เช่นเดียวกับเวลาที่ตากแดดนาน ๆ และอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่มีสุขภาพอ่อนแอ ดังนั้นวิธีที่ 2 และ 3 จึงได้รับความนิยมมากกว่าวิธีที่ 1

เครื่องออนโคเทอร์เมียให้ความร้อนระดับปานกลางมีการนำมาใช้งานจำนวนมากในต่างประเทศ ทั้งประเทศในแถบทวีปยุโรป และเอเชีย แต่สำหรับในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย มีการนำมาใช้ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติเป็นแห่งแรก โดยได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชน ตั้งแต่ปี 2555 และเนื่องจากการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งโดยการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียในประเทศไทย ยังไม่เคยมีการทำการศึกษา วิจัย อย่างเป็นระบบมาก่อน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงได้มอบนโยบายให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติทำการศึกษา วิจัย การทำงานของเครื่องนี้ เพื่อประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และหากผลการศึกษาพบว่า การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้ได้ผลดี และมีความคุ้มค่าเพียงพอ ประกอบกับเครื่องมือนี้มีราคาไม่แพงมากนัก กรมการแพทย์จะสนับสนุนให้โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องมีเครื่องออนโคเทอร์เมียไว้ใช้เพื่อให้บริการผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต

ขณะที่ นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ทีมวิจัยเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2555 โดยออกแบบงานวิจัยเป็น 2 โครงการย่อยเพื่อเปรียบเทียบผลการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมีย คือ
1. ศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบอัตราการยุบของก้อนมะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยระยะที่ 3 ที่ใช้เครื่องออนโคเทอร์เมีย ร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัด จำนวน 30 ราย
2. ศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบเวลาการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยมะเร็งตับระยะท้าย ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องออนโคเทอร์เมีย เทียบกับผู้ป่วยมะเร็งตับที่ให้การรักษาแบบประคับประคอง จำนวน 22 ราย

ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า อายุเฉลี่ย ชนิดของมะเร็งขนาดก้อนมะเร็งก่อนการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ทั้ง 2 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ 22% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 ในกลุ่มทดลองที่ใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียร่วมรักษา มีการตอบสนองจนก้อนมะเร็งยุบหายหมด ในขณะที่ไม่มีผู้ป่วยรายใดในกลุ่มการรักษาแบบปกติ ที่มะเร็งยุบหมด ส่วนมะเร็งตับระยะสุดท้าย พบว่า 25% ของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองมีการตอบสนองต่อการรักษา ระยะเวลาเฉลี่ยของการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา 15.3 เดือน ส่วนระยะเวลาการอยู่รอดของผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอยู่ที่ 2.7 เดือน เทียบกับกลุ่มควบคุม 2.2 เดือน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม การทดลองไม่พบผู้ป่วยรายใดมีผลแทรกซ้อนจากการรักษาเพิ่มเติม ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้ พบว่าการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียรักษามะเร็งด้วยความร้อน มีศักยภาพที่จะใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านมร่วมกับยาเคมีบำบัด และอาจใช้เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s