‘ใจสั่น’

dailynews140928_01อาการใจสั่นเป็นความรู้สึกของผู้ป่วยต่อการเต้นของหัวใจ ซึ่งหัวใจอาจจะเต้นปกติหรือผิดปกติก็ได้ โดยทั่วไปคนมักไม่รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจ แม้ในภาวะที่หัวใจบีบตัวแรงและเต้นในอัตราที่เร็วมากขณะออกกำลังกาย ตรงกันข้ามในภาวะที่ปราศจากสิ่งกระตุ้นใด ๆ คนบางคนอาจเกิดอาการใจสั่น เช่น ขณะจะเข้านอน ความรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจ อาจทำให้บางคนสงสัยว่า หัวใจของตนเกิดความผิดปกติทั้งที่หัวใจไม่ได้เกิดความผิดปกติหรือเต้นผิดจังหวะแต่อย่างใด

อาการใจสั่นที่อาจเกิดจากความผิดปกติของการเต้นของหัวใจหรือโรคหัวใจ

ใจสั่นร่วมกับอาการอื่น เช่น หน้ามืด เป็นลมหมดสติ เจ็บแน่นหน้าอก หรือเหนื่อยหอบกว่าปกติ อาจบ่งบอกถึงโรคหัวใจรุนแรงควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

อาการใจสั่นที่เกิดขึ้นทันทีทันใด โดยไม่สัมพันธ์กับการออกแรงและสามารถหายได้เอง ผู้ป่วยมักแยกอาการแตกต่างกันขณะที่มีและไม่มีอาการใจสั่น โดยเฉพาะหากสังเกตได้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจเร็วกว่าปกติมากเกิน 100 ครั้งต่อนาที

อาการใจสั่นที่เกิดร่วมกับจังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ

อาการใจสั่นในผู้ป่วยที่ทราบว่าเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว เช่น ผู้ป่วยที่เคยมีกล้ามเนื้อหัวใจตายจากหลอดเลือดอุดตัน หัวใจโตล้มเหลว หัวใจผิดปกติแต่กำเนิด

อาการใจสั่นในผู้ป่วยที่มีประวัติคนในครอบครัวใกล้ชิดเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะการเสียชีวิตกะทันหันก่อนวัยอันควร

การตรวจวินิจฉัย

ในเบื้องต้นแพทย์จะสอบถามประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจเอกซเรย์เงาปอดและหัวใจ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อช่วยการวินิจฉัยหรือนำไปสู่การส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมที่เหมาะสม ผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจมีหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแพทย์อาจส่งตรวจการเต้นของหัวใจด้วยการเดิน วิ่ง สายพานเลื่อน (Exercise Stress Test) ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา หัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ผนังกั้นหัวใจรั่ว หรือโรคของเยื่อหุ้มหัวใจ แพทย์จะส่งตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocariography)

ส่วนการวินิจฉัยว่ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ หลายครั้งที่ผู้ป่วยมาถึงแพทย์ อาการและการเต้นผิดจังหวะของหัวใจได้หายแล้ว การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจไม่กี่วินาทีอาจไม่พบความผิดปกติ ผู้ป่วยอาจมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโดยการจับชีพจร และนับอัตราการเต้นของชีพจรในระยะเวลา 1 นาทีและสังเกตจังหวะของชีพจรว่าชีพจรเร็วกว่าปกติหรือไม่ ชีพจรสม่ำเสมอหรือเร็วช้าไม่สม่ำเสมอ

ผู้ป่วยที่สงสัยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแต่เกิดอาการไม่บ่อย แพทย์อาจส่งตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อเนื่องที่สามารถพกพาติดตัวและบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ ได้ เช่น 24-48 ชั่วโมง (Ambulatory ECG monitoring หรือ Holter)

แนวทางการรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับผลการตรวจว่า มีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ ถ้ามีหัวใจเต้นผิดจังหวะ การที่หัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นเป็นชนิดใด และที่สำคัญมีสาเหตุจากโรคหัวใจ หรือความผิดปกติของอวัยวะใด การรักษาที่สำคัญคือรักษาที่สาเหตุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว หากหลอดเลือดหัวใจตีบมาก อาจต้องได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจ เช่น การทำบอลลูน หรือการถ่างหลอดเลือดด้วยขดลวด ภาวะหัวใจเต้นเร็ว บ่อยครั้งที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจแต่เกิดจากความผิดปกติอื่น ๆ เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ภาวะเลือดจาง ภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ เช่น จากโรคท้องร่วง หรือเสียเลือดมาก ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาแล้วภาวะหัวใจเต้นเร็วก็จะกลับสู่ปกติโดยไม่ต้องใช้ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ ส่วนการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจให้การรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่

1. ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Antiarrhythmic drug) ซึ่งมักมีฤทธิ์ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ทำให้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะน้อยลงหรืออัตราการเต้นของหัวใจช้าลงซึ่งทำให้อาการใจสั่นลดลง แต่อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถแก้ไขที่สาเหตุการรักษาด้วยยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะมักจะไม่ทำให้ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหายขาดได้

2. การรักษาด้วยการใส่สายสวนเข้าทางหลอดเลือดไปในหัวใจ เพื่อตรวจหาตำแหน่งที่ก่อหรือนำสัญญาณไฟฟ้าผิดปกติ (Electrophysiologic study) และใช้จี้ทำลายจุดเล็ก ๆ ที่ผิดปกตินั้นด้วยพลัง
งานรูปแบบต่าง ๆ (Catherter ablation)เช่น ไฟฟ้าความถี่สูง (Radiofrequency ablation) ซึ่งเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน 55-75ํ หรือใช้ความเย็นจัดต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก (Cryoablation) ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหลายชนิดให้หายขาดได้โดยไม่ต้องกินยาอีก หรือลดการใช้ยาลงได้มาก

3. การใช้ไฟฟ้ากระแสตรงความต่างศักย์สูง ช็อกผ่านผิวหนังหน้าอกผ่านหัวใจ (Cardioversion, Defibrillation) สำหรับการแก้ไขหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด โดยเฉพาะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เร็วมากหรือสั่นพลิ้วในภาวะฉุกเฉินที่หัวใจเต้นผิดจังหวะนั้นทำให้ความดันเลือดลดลงอย่างมาก ตรวจจับความดันและชีพจรไม่ได้

4. การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าให้จังหวะหัวใจ (Permanent cardiac pacemaker) สำหรับภาวะหัวใจเต้นช้ามากหรือเครื่องกระตุกช็อกไฟฟ้าอัตโนมัติชนิดฝังในตัวผู้ป่วย (Automatic Implantable Cardioverter Defibrillator : AICD) สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากหัวใจห้องล่าง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง หัวใจล้มเหลว เพื่อให้ได้รับการรักษากระตุกช็อกไฟฟ้าหัวใจในทันที (ภายในไม่กี่วินาที) หากเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากหัวใจห้องล่าง

ข้อมูลจาก ศูนย์หัวใจพญาไท โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s