‘ตรวจพบไวรัสตับอักเสบซีทำอย่างไรดี’ ตอนที่ 1

dailynews150104คุณสมใจ แม่ค้าในตลาดที่แปดริ้ว อายุเข้าวัยกลางคน เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเคยตกเลือดขณะคลอดบุตรได้รับเลือดไปหลายถุง ที่ผ่านมาสุขภาพร่างกายแข็งแรง ลูกชายเรียนจบสมัครเข้าทำงานได้เลยพาคุณแม่ไปตรวจเช็กร่างกายประจำปี ไปพบว่ามีตับอักเสบ ค่า SGOT/SGPT สูงประมาณสองเท่าของค่าปกติ หมอตรวจเพิ่มเติมพบไวรัสตับอักเสบซี และมีตับแข็งระยะต้น คุณสมใจบ่นอยู่ในใจ ไม่เคยได้ยินมาเลยว่ามันคือตัวอะไร ฉันก็แข็งแรงดี จะทำอย่างไรดี จะเอาเงินที่ไหนมารักษา

ไวรัสตับอักเสบซี เป็นไวรัสตัวเล็ก ๆ ที่ชอบอาศัยอยู่ในตับและก่อให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังได้ ติดต่อได้ทางเลือด ผลิตภัณฑ์ของเลือด และเพศสัมพันธ์ ในอดีตรู้กันว่า มีไวรัสที่ทำให้เกิดตับอักเสบหลังได้รับเลือด เรียกชื่อกันแต่เดิมว่า “ไวรัสที่ไม่ใช่เอไม่ใช่บี” มาพิสูจน์ชัดและเริ่มมีการตรวจคัดกรองในเลือดที่รับบริจาคตั้งแต่ปี 2532-2533 คือร่วมยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา คนที่ติดเชื้อจากเลือด 100 คน ประมาณยี่สิบคนจะหายเอง ส่วนอีกประมาณแปดสิบคนจะกลายเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ก่อให้เกิดตับอักเสบแบบเรื้อรัง ตามมาด้วยตับแข็ง โดยประมาณเวลาก็ราว ๆ 20-30 ปี เมื่อเข้าสู่ระยะตับแข็ง ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งประมาณหนึ่งในสามเป็นอย่างน้อยจะมีโอกาสเกิดมะเร็งตับแทรกซ้อนขึ้นมา ดูไปก็คล้าย ๆ กับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่ไม่ซับซ้อนเท่า เพราะเป็นโรคแบบระยะเดียว ก้าวไปเรื่อย ๆ แอบกินตับไปทีละน้อย เหมือนสนิมกัดกร่อนตับไปช้า ๆ แบบเจ้าตัวไม่รู้ถ้าไม่ไปตั้งใจตรวจหา ไวรัสตัวนี้มักไม่แสดงอาการกะโตกกะตาก คือก่อให้เกิดตับอักเสบเฉียบ พลันแทรกซ้อนเหมือนกับไวรัสตับอักเสบบีที่ทำให้ตาเหลืองตัวเหลืองแบบสังเกตเห็นได้ ทำให้ผู้เป็นโรคไม่มีทางทราบแม้แต่น้อย มารู้อีกทีก็เมื่อตับแข็งจนตับวาย หรือเกิดมะเร็งตับแทรกซ้อนขึ้น

บ้านเราพบประมาณ 2% ของประชากร (2 คนใน 100 คน) โดยเฉพาะในคนที่เคยได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือด เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผู้ที่สักตามร่างกาย ใช้เข็มร่วมกัน มีสามีภรรยาเป็นโรคอยู่ และผู้ใหญ่ทุกคน ควรได้รับการตรวจคัดกรองโดยตรง เริ่มจากตรวจภูมิต่อไวรัสซี เรียก “AntiHCV” หรือ “HCV Antibody” ถ้าให้ผลบวก ไม่ได้แปลว่าเรามีภูมิป้องกันโรค แต่แปลว่า

1) เคยติดเชื้อมาแล้วหายไปเอง แต่ภูมิยังจะให้ผลบวกอยู่ตลอดไป หรือ แปลว่า

2) กำลังติดเชื้ออยู่ การตรวจยืนยันว่ามีเชื้อหรือไม่ แพทย์จะส่งตรวจดูสายพันธุกรรมของไวรัสโดยตรงและนับออกมาเป็นจำนวนตัว เรียกว่าตรวจ HCV viral load รายงานผลออกมาเป็น กี่ยูนิต ต่อซีซี เช่น ถ้าน้อยกว่า 12 ยูนิต ต่อซีซี (<12 unit/mL, ความไวในการตรวจที่ใช้อยู่ขณะนี้คือระดับ 12 unit) เรียกว่าเป็นลบ คือไม่พบเชื้อ ถ้าออกมามากกว่า 12 ยูนิต ก็เรียกว่าพบเชื้อ โดยมากจะมีเชื้อเป็นหลายแสน หรือหลายล้านยูนิต ต่อซีซี

ในเวลาเดียวกันกับที่ตรวจนับเชื้อ แพทย์จะตรวจชนิดของไวรัสซีร่วมไปด้วย ไวรัสซีแบ่งสายพันธุ์ (genotype) ออกเป็น 6 สายพันธุ์ เรียกว่าสายพันธุ์ 1, 2, 3, 4, 5 หรือ 6 บ้านเราพบ สายพันธุ์ ที่ 1 ประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ สายพันธุ์ที่ 3 ประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นสายพันธุ์ที่ 6 ประมาณเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ แตกต่างกันไปตามภาคของประเทศไทย เช่น สายพันธุ์ 6 พบมากในภาคเหนือและอีสาน ที่ต้องตรวจชนิดของสายพันธุ์ก็เพราะแต่ละสายพันธุ์มีการรักษาด้วยระยะเวลาที่แตกต่างกันและโอกาสการหายไม่เท่ากัน

นอกจากนี้แพทย์จะตรวจประเมินค่าการทำงานตับ เม็ดเลือด ค่าการแข็งตัวของเลือด ค่ามะเร็ง (AFP) ตรวจอัลตราซาวด์ตับ หรือเอกซ เรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือ คลื่นแม่ เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตามความเหมาะสม ปัจจุบันมีการตรวจความหนาแน่นของตับ (liver stiffness) เพื่อประเมินในเบื้องต้นว่าตับมีพังผืดมากน้อยอย่างไร และอาจมีการ เจาะตับเพื่อประเมินก่อนการรักษาในกรณีที่จำเป็น อยู่ในดุลพินิจของแพทย์และผู้รับการรักษาร่วมกัน

การรักษาไวรัสซี มีประโยชน์แน่นอน ยิ่งรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ดีกว่าปล่อยไปเริ่มรักษาตอนตับแข็งไปแล้ว ถ้าหายจากโรคคือหายขาด ไวรัสซีหายไปเลย ผลที่ได้ คือ ตับจะหยุดอักเสบ พังผืดที่เคยเกิดขึ้นก็จะลดลง ตับที่เคยแข็งก็จะหยุดและพังผืดก็จะค่อย ๆ ลดลง นานเข้าตับแข็งก็หายไป โอกาสการเป็นมะเร็งตับก็จะลดลงเช่นกัน

การรักษาด้วยยามาตรฐาน ประกอบด้วยยาสองชนิดคือ ยาฉีด เพ็คกีเลเต็ดอินเตอร์เฟียรอน (Pegylated interferon) เข้า ใต้ผิวหนัง อาทิตย์ละครั้ง ร่วมกับยาชนิดรับประทานชื่อ ไรบาวิริน (Ribavirin) วันละสองครั้ง หลักการคือยาอินเตอร์เฟียรอนไปกระตุ้นภูมิต้านทานให้ไปทำลายไวรัส และตัวยาเองก็ช่วยทำลายไวรัสด้วย ยาอินเตอร์ เฟียรอนมีสองชนิด เลือกชนิดใดชนิดหนึ่ง ระหว่าง ชนิดอัลฟ่า 2a (Pegasys) หรือ ชนิดอัลฟ่า 2b (Peg-intron, Redipen) ภาวะแทรกซ้อนของยานี้มีหลายประการได้แก่ ไข้ขึ้นปวดเมื่อยตามร่างกายหลังฉีดยาเข็มแรก ๆ กดไขกระดูกทำให้ โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวตํ่า และเกล็ดเลือดตํ่าลง มีผลต่ออารมณ์ ความเครียด นอนไม่หลับ ผมร่วงมากขึ้น และบางครั้งไปกระตุ้นภูมิต้านทานบางอย่างมีผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ เป็นต้น ส่วนยาไรบาวิรินไปช่วยลดการแบ่งตัวของไวรัสซี มีภาวะแทรกซ้อนทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย เกิดโลหิตจาง ยาตัวนี้ห้ามให้ขณะมีครรภ์ การรักษาด้วยยาทั้งสองชนิดร่วมกันทำให้ผลการรักษาออกมาดี โดยสรุปผลและระยะเวลาการรักษาดูได้จากตารางข้างล่าง

ข้อมูลจาก นายแพทย์ ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ ศูนย์โรคตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มกราคม 2558

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s