สิ่งแวดล้อมกับออทิสติก

dailynews150214-1คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ว่า ช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมานี้ เรามักจะพบหรือได้ยินคำว่า “ออทิสติก” เพิ่มมากขึ้น และมากขึ้นทุกปี เรื่องเดียวกันนี้เคยมีคนตั้งคำถามไปยังสถาบันต่าง ๆ ที่วิจัยออทิสติกของสหรัฐเพื่อให้ได้คำตอบว่า ถ้าพันธุกรรมเป็นตัวทำให้เกิดออทิสติกจริง ทำไมเราจึงพบพ่อแม่ที่เป็นออทิสติกน้อย มาก ในขณะเดียวกันเรากลับพบลูกเป็นเด็กออทิสติก มากขึ้น

ถึงแม้ว่าสาเหตุของออทิสติกจะยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือ จนทำให้คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นออทิสติกเริ่มมองข้ามสาเหตุแล้วไปมองถึงวิธีการดูแลรักษาแทนนั้น สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือเมื่อเรารับรู้ว่าออทิสติกเกิดจากอะไรได้บ้างแล้ว ความรู้สึกตระหนักเพื่อจะป้องกันก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน เช่น เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ และมหาวิทยาลัยอลาบามา-เบอร์มิงแฮม

ในสหรัฐได้ตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของออทิสติกที่เชื่อว่าเป็นเพราะสมองทารกเกิดการอักเสบอันเกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันโรคทำงานบกพร่อง ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงสาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดออทิสติกค่ะ อีกงานวิจัยหนึ่งที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายคืองานวิจัยที่ทำโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิส ของสหรัฐ ได้ทำงานวิจัยในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อม (ที่นอกจากควันพิษจากรถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว ยังรวมไปถึงยาฆ่าแมลง เชื้อไวรัส และสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ในบ้าน) กับออทิสติก โดยเฉพาะที่รัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งมีประชากรออทิสติก มากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ (และมีการเพิ่มขึ้นของออทิสติกเป็น 7 เท่าภายในระยะเวลา 15 ปี) ในวารสารระบาดวิทยาของสหรัฐยังระบุด้วยว่า

ในปี ค.ศ. 2006 รัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากรออทิสติกใหม่เพิ่มขึ้น 3,000 ราย และเมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 1990 ซึ่งมีประชากรออทิสติกเพียง 205 รายเท่านั้น แน่นอนว่าคำถามเช่นการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำขึ้นทำให้จำนวนเด็กออทิสติกเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่ คำตอบก็คือ การวินิจฉัยที่แม่นยำทำให้สามารถกรองเคสที่เด็กมีอาการกึ่งออทิสติกได้ดีมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้ถึงครึ่งของจำนวน 3,000 คนแต่อย่างใด และนั่นไม่ได้เป็นคำตอบที่ว่าทำไมอัตราประชากรออทิสติกจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่านักวิจัยจะยอมรับว่า พันธุกรรมในแง่ของการเกิดการกลายพันธุ์ในยีนส่งผลต่อการเกิดออทิสติก แต่ก็ยอมรับว่าเปอร์เซ็นต์ของพันธุกรรมที่ส่งผลนั้นค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ เช่น เมื่อ 20 ปีก่อน นักวิจัยเชื่อว่า พันธุกรรมส่งผลถึง 70% อันเนื่องมาจากการทำงานวิจัยในแฝดที่เป็นออทิสติกทั้งคู่ จนในปัจจุบันพันธุกรรมส่งผลต่อการเป็นออทิสติกเพียงแค่ 20-30% เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ตามกฎของเมนเดลแล้ว พันธุกรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภายในระยะเวลารวดเร็วเช่นนี้ได้ ส่วนที่เหลือคือปัจจัยภายนอกที่รวมเรียกว่าสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

หลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการที่สารเคมีเป็นอันตรายต่อเซลล์สมองมีมานานมากกว่าศตวรรษ รวมถึงงานวิจัยที่ว่าสารเคมีเหล่านี้ส่งผลให้เกิดโรคทางระบบประสาทซึ่งรวมถึงออทิสติก แต่การใช้สารเคมีเหล่านี้ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปัจจุบันพบว่า สารเคมีในภาคอุตสาหกรรมนั้นมีถึง 8,000 กว่าชนิด และเกินครึ่งเป็นสารเคมีที่ได้รับการปรับสูตรและดัดแปลงทางเคมีอย่างที่ไม่มีมาก่อนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เชื่อหรือไม่ว่า เราพบสารเคมีเหล่านี้รอบตัว ไม่ว่าจะอยู่ในอากาศที่เราหายใจ อาหารที่เรากิน หรือแม้แต่น้ำที่ดื่มเข้าไป มีการคาดการณ์ไว้ว่า เราใช้ยาฆ่าแมลงกันถึงปีละ 2 ล้านกิโลกรัมในอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปอาหาร รวมถึงในครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นสารพิษต่อระบบประสาทแทบทั้งสิ้น

ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม นอกจากเรื่องของยาฆ่าแมลง เชื้อไวรัส และสารเคมีในบ้านแล้ว นักวิจัยส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า การที่คุณแม่ตั้งครรภ์สัมผัส (ทั้งทางจมูก ปาก และผิวหนัง) มลพิษต่าง ๆ ทั้งสารโลหะหนัก เช่น สารปรอท สาร PCBs (ที่ใช้เป็นส่วนผสมของกาว พลาสติก น้ำมันหล่อลื่น หม้อแปลงไฟฟ้า ในโรงงานอุตสาหกรรม) จะทำให้สมองของทารกในครรภ์มีพัฒนาการบกพร่อง ในขณะที่สารจำพวกสบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย แชมพูฆ่าเหาฆ่าเห็บ ก็มีส่วนประกอบที่ทำร้ายเซลล์สมองได้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ไปเปลี่ยนแปลงระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกายให้มีความสามารถในการต้านทานเชื้อโรคต่าง ๆ น้อยลง ซึ่งก็เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดออทิสติกในเด็กได้เช่นเดียวกัน

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐได้ประกาศถึงการใช้สารเคมีต่างๆ ว่า “ปลอดภัยเมื่อใช้ในปริมาณที่ต่ำ” แต่ต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่นั้นไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยสำหรับเด็กหรือแม้แต่ทารก ยิ่งสมองที่กำลังพัฒนาของเด็กด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกทำลายจากสารเคมีต่าง ๆ เหล่านี้ง่ายมากขึ้นค่ะ งานวิจัยช่วงหลัง ๆ จึงแสดงถึงความสามารถของโลหะหนักที่ส่งผ่านรกไปยังทารกในครรภ์มารดาได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น การพบค่าสารปรอทที่รกซึ่งมีค่าสูงกว่าในเลือดของแม่ที่ตั้งครรภ์เสียอีก หรือแม้แต่คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ทำงานในไร่ที่ใช้สารเคมีพบว่าเด็กมีภาวะการจำรูปภาพและการรับรู้โลกรอบตัวบกพร่อง (visuospatial deficits)

ในขณะเดียวกัน สำหรับเด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลก ในช่วงแรกก่อนที่ร่างกายจะสร้าง Blood-brain barrier (BBB) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันสารเคมีต่าง ๆ ไม่ให้เข้าทำลายสมองได้ง่ายดายขึ้นนั้น ในช่วง 6 เดือนแรกเป็นช่วงที่สำคัญมากในการที่จะละเว้นไม่ให้ทารกสัมผัสกับสารเคมีต่าง ๆ เนื่องจากทารกมีความไวมากกว่าปกติ รวมถึงยังไม่มีความสามารถในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้ได้ เราจึงพบเด็กที่มีพัฒนาการถดถอยลงเนื่องจากสัมผัสกับสารเคมีเมื่อหลัง 6 เดือน ถึง 1 ปีนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นไปได้คุณแม่จึงไม่ควรใช้อุปกรณ์การทำความสะอาดในครัวเรือน หลีกเลี่ยงการสูดดมมลพิษต่าง ๆ รวมทั้งกินอาหารที่ปลอดสารเคมีจะดีที่สุดนั่นเองค่ะ

อาจจะถึงเวลาแล้วที่คุณพ่อคุณแม่ต้องตื่นตัวให้มากขึ้น เมื่อจะเลือกซื้อหรือเลือกใช้สิ่งของต่าง ๆ กับลูกน้อย เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า เราในวันนี้อาจไม่เคยได้สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว แต่ลูกของเราเขาเกิดมาพร้อมกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ส่งผลต่อเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย คราวนี้คงขึ้นอยู่กับว่า คุณพ่อคุณแม่จะเลือกสิ่งแวดล้อมอย่างไรให้ลูกนั่นเองค่ะ ต้นเดือนหน้ามาพบกับเรื่องระบบภูมิคุ้มกันโรคกับออทิสติก เรื่องที่คุณแม่นมผงควรต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอะไร และเป็นไปได้อย่างไร

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งถือว่าเป็นวันแห่งความรักนี้ ทางทีมงานหมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพและบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขอให้ความรักที่ไม่จำเพาะแต่ความรักของคู่รัก หากยังหมายถึงความรักระหว่างพ่อแม่-ลูก ความรักฉันเพื่อน และความรักแด่เพื่อนร่วมโลก จงเบ่งบานในใจของผู้อ่านทุก ๆ คนนะคะ.

อาจารย์ ดร.ปรียาสิริ วิฑูรชาติ
ศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  14 กุมภาพันธ์ 2558

‘เซ็กซ์’ ห้ามไม่ได้ ต้องเข้าถึง ‘ถุงยางอนามัย’

dailynews150214เป็นที่ทราบกันดีทั้งคนในและคนนอกแวดวงสาธารณสุขว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องคุณแม่วัยใสอย่างหนัก เพราะแม้จะอยู่อันดับ 5 ของอาเซียน ซึ่งล่าสุดสถิติวัยรุ่น วัยเรียนอายุต่ำกว่า 20 ปี ตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์ เรียกง่าย ๆ คือ “พลาด” จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกว่า 200,000 ราย ซ้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่อัตราการเกิดของทารกทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 800,000 รายต่อปี

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่จับงานทางด้านการรณรงค์ป้องกัน และแก้ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระบุว่า ค่ามาตรฐานกลางของประเทศไทยได้กำหนดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปี เอาไว้ที่ 50 คนต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน แต่ ณ วันนี้ อัตราการตั้งครรภ์ในเยาวชนหญิงอยู่ที่ 52 คนต่อ 1,000 ประชากรหญิง และยังมีอีกหลายพื้นที่สถานการณ์ค่อนข้างรุนแรงอัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมสูงถึง 75 คนต่อ 1,000 ประชากรหญิง หนำซ้ำยังพบว่าร้อยละ 20 ยังเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2-3 ทั้ง ๆ ที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำไป และกว่าครึ่งหนึ่งหันไปพึ่งพาการยุติการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะไปใช้บริการคลินิกเถื่อนนั้นเสี่ยงต่อการมีลูกยาก หรือในอนาคตไม่สามารถมีลูกได้อีกเลย ไปจนถึงการเสียชีวิต

“ในประเทศไทยเรามีกลุ่มอายุน้อยกว่า 15 ปี ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และคลอดเช่นเดียวกัน ตรงนี้ถึงเป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งทุกประเทศในขณะนี้พยายามจะลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ลงให้ได้ เพราะมีงานวิจัยยืนยันชัดเจนแล้วว่ามีผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งตัวพ่อ แม่ที่เป็นวัยรุ่น และลูก อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้มากว่าลูกที่เกิดจากพ่อ แม่ที่ไม่พร้อมเมื่อโตมาก็อาจจะมีคุณภาพชีวิตเหมือนกับแม่วัยใส”

นอกจากปัญหาท้องไม่พร้อมที่ทุกฝ่ายกำลังหาทางแก้ปัญหากันอยู่นั้น เรื่องการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันยังนำมาซึ่งโรคติดต่ออื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งเอชไอวี หรือเอดส์ หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส เริม กามโรคและหูด เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยาเมื่อปี 2557 พบว่าสถิติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น โดยอัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากอัตราการเกิด 35.89 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2552 เป็น 52.69 ต่อแสนประชากร โดยเฉพาะในรอบ 10 ปีนี้พบวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ติดกามโรคเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าตัว จากอัตราการเกิดโรค 7.53 เป็น 34.50 ต่อประชากรแสนคน อายุ 20-19 ปี เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากอัตราการเกิดอยู่ที่ 26.66 เป็น 42.73 ต่อประชากรแสนคน ส่วนโรคเอดส์มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 7,695 คน และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทั้ง 2 กลุ่มจะเพิ่มขึ้นเป็น 21,137 คน เพราะใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ลดลง

จากการสำรวจความเห็นประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป 3,000 คน ระหว่างวันที่ 11-13 ม.ค. พบว่าใช้ถุงยางอนามัยร้อยละ 88.6 ไม่เคยใช้ร้อยละ 6.7 ถ้าเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่พบว่ามีการใช้ถุงยางอนามัยประจำร้อยละ 57 ใช้เป็นบางครั้งร้อยละ 35.7 ไม่เคยใช้เลยร้อยละ 7.3 ส่วนการเข้าถึงถุงยางอนามัยส่วนใหญ่หาได้จากร้านสะดวกซื้อร้อยละ 66.5 ซูเปอร์มาร์เกต หรือห้างสรรพสินค้าร้อยละ 49.7 รพ.สถานบริการทางการแพทย์ร้อยละ 43.6 ส่วนสถานศึกษานั้นมีเพียงร้อยละ 18.5 เท่านั้น ซึ่งจากการสำรวจเพิ่มเติมเรื่องการติดตั้งเครื่องหยอดถุงยางอนามัยในโรงเรียนพบว่าประชาชนเห็นด้วยร้อยละ 60 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 47.6

ทั้งนี้ พญ.พรรณพิมล ยังบอกอีกว่า วันนี้เราไม่สามารถห้ามเด็กไปมีเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือเน้นทักษะการแก้ไขปัญหามากกว่าการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่ไม่สามารถเอาไปใช้จริงในชีวิตประจำวันได้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ถุงยางอนามัยให้มากที่สุด.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  14 กุมภาพันธ์ 2558

การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น

dailynews150215‘การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น’ (Esophago-gastro-duodenoscopy)

ปัจจุบันแพทย์สามารถมองเห็นทะลุปรุโปร่งไปในหลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้ส่วนต้นได้อย่างกระจ่างชัดแล้วพร้อมถ่ายภาพมาให้ดูกันได้ด้วยที่เรียกกันว่า “การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้ส่วนต้น” ซึ่งหลายท่านผ่านการตรวจนี้มาแล้ว โดยยังไม่เข้าใจลึกซึ้งมากนัก จึงขอขยายความไว้ ณ ที่นี้ถึงหัวข้อต่าง ๆ อันเป็นหลักคิดด้วย

ข้อบ่งชี้ในการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Indication for Esophago-gastro duodenoscopy)

  • ปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ ใต้ชายโครงซ้ายเหนือสะดือ เสียดท้อง ปวดแสบท้อง
  • อาหารไม่ย่อย ลมแน่นท้อง (Dyspepsia)
  • กลืนอาหารลำบาก (Dysphagia)
  • กลืนอาหารเจ็บ (Odynophagia)
  • น้ำหนักลดลง (Weight loss)
  • เบื่ออาหาร (Anorexia)
  • อาเจียนบ่อย (Repeated vomiting)
  • ซีด ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
  • อาเจียนเป็นเลือด (Hematemesis)
  • ถ่ายอุจจาระดำ (Melena)
  • พบก้อนในช่องท้องด้านบน (Upper abdominal mass)

การตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น

วิธีการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร เป็นวิธีหนึ่งซึ่งสามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยกล้องที่ใช้ตรวจจะมีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ สามารถโค้งงอไปตามท่อทางเดินอาหารได้ ซึ่งจะเริ่มส่องกล้องนี้เข้าทางช่องปากไปจนถึงลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งสามารถช่วยให้แพทย์เห็นภาพในกระเพาะอาหารได้อย่างชัดเจน ทั้งลักษณะความผิดปกติและตำแหน่งที่พบความผิดปกติได้ทางจอรับภาพ พร้อมทั้งสามารถบันทึกภาพและนำรูปภาพออกมาดูได้

การเตรียมตัวก่อนมา รพ.

1. ต้องงดน้ำ-อาหารอย่างน้อย 6 ชม. และอาหารมื้อสุดท้าย ก่อนงดควรเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย เพื่อให้กระเพาะอาหารว่าง

2. ถ้ามีฟันปลอมให้ถอดออกก่อนการส่องกล้อง

3. ถ้ามียาที่รับประทานอยู่ประจำควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อพิจารณางดยาถ้าจำเป็น เช่น ยาในกลุ่มละลายลิ่มเลือด แอสไพริน

4. ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีความวิตกกังวลสูงควรพาญาติมา รพ.ด้วย

5. ควรมาถึง รพ.ก่อนเวลานัดอย่างน้อย 1/2 -1 ชม.ก่อนเวลาส่องกล้อง

 

ขณะที่แพทย์ส่องกล้องท่านจะพบกับอะไรบ้าง

1. ท่านจะได้รับยาชาเฉพาะที่ชนิดพ่นลงในลำคอ ซึ่งสามารถกลืนได้โดยไม่เป็นอันตราย ถ้าผู้ป่วยมีความวิตกกังวลขณะส่องกล้อง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาคลายกังวลซึ่งจะทำให้ท่านสบายขึ้น

2. ท่านจะต้องนอนในท่าตะแคงซ้ายขณะส่องกล้อง และสามารถช่วยแพทย์โดยการกลืนน้ำลายลงคอ เพื่อช่วยให้กล้องผ่านเข้าสู่หลอดอาหารได้สะดวก และลดการรบกวนหลอดอาหารได้ด้วย โดยขั้นตอนนี้แพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำตลอดเวลา

3. เมื่อกล้องผ่านหลอดอาหารแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องกลืนน้ำลาย สามารถปล่อยให้น้ำลายไหลลงที่ผ้ากันเปื้อนได้

4. ใช้เวลาในการส่องกล้องประมาณ 5-10 นาที ในระหว่างส่องกล้องท่านอาจจะมีอาการอึดอัดบ้าง เนื่องจากแพทย์จะเป่าลมเข้าทางกล้อง เพื่อขยายกระเพาะอาหารให้เห็นได้ชัดเจน

5. ขณะส่องกล้องท่านจะสามารถหายใจทางจมูกได้ตามปกติ อย่ากลั้นหายใจ เพราะจะทำให้ท่านรู้สึกอึดอัดและไม่สุขสบาย

 

ประโยชน์ของการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร

เพื่อตรวจดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นว่ามีลักษณะผิดปกติ เช่น ตีบ อุดตัน เป็นแผล อักเสบ เนื้องอกมะเร็ง จุดเลือดออก เส้นเลือดแตกหรือไม่

ถ้าพบลักษณะแผล เนื้องอกมะเร็ง แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งพิสูจน์ต่อไปว่า เป็นแผลธรรมดา เป็นมะเร็ง หรือมีเชื้อโรคเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไรหรือไม่

ถ้าพบจุดเลือดออก อาจฉีดยาห้ามเลือด หรือใช้ความร้อน จากกระแสไฟฟ้าห้ามเลือด หรือใช้ hemoclip (คล้ายเข็มเย็บกระดาษ) ช่วยหยุดเลือด

หากมีการตีบตันก็จะใช้กล้องส่องกระเพาะช่วยขยายได้บางส่วน

ในกรณีที่มีเส้นเลือดดำโป่งพอง ที่ส่วนปลายหลอดอาหาร (พบในผู้ป่วยตับแข็ง ซึ่งจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด) สามารถรัดเส้นเลือดดำที่แตกนี้ได้โดยรัดผ่านกล้องส่องตรวจกระเพาะอาหารซึ่งเป็นวิธีที่นิยมทำ

เพื่อติดตามผลการรักษาด้วยยา ว่าแผลหายดีหรือไม่ผลข้างเคียงของการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารอาจมีเลือดออก พบได้น้อยกว่า 1 : 1000 มักพบในรายที่จี้ตัดเนื้องอก หรือตัดชิ้นเนื้อหลาย ๆ แห่งการสำลักน้ำลาย เกิดปอดอักเสบ พบได้น้อยการติดเชื้อ พบได้น้อยส่วนอาการเจ็บระคายคอ การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยได้

 

การปฏิบัติตัวหลังได้รับการส่องกล้อง

1. ท่านจะรู้สึกเหมือนมีเสมหะติดที่ลำคอ หรือรู้สึกหนา ๆ บริเวณโคนลิ้น ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากฤทธิ์ของยาชา ท่านจะรู้สึกอยู่นานประมาณ 30 นาที แล้วอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเอง

2. ท่านสามารถอมน้ำบ้วนปากได้ แต่ยังไม่ควรดื่มน้ำในทันที เพราะอาจทำให้ท่านสำลักน้ำได้ เนื่องจากยังมีฤทธิ์ยาชาอยู่ จะบังคับการกลืนได้ไม่ดี

3. เมื่อรู้สึกว่าคอหายชาแล้ว ให้ท่านลองจิบน้ำก่อน ถ้าท่านสามารถบังคับการกลืนได้ดี ไม่มีอาการสำลักน้ำจึงสามารถเริ่มรับประทานอาหารได้ และควรเริ่มเป็นอาหารอ่อนก่อน

4. ในกรณีที่ท่านได้รับยาคลายวิตกกังวล ท่านอาจจะต้องนอนในห้องพักฟื้นจนกว่าท่านรู้สึกตัวดีจึงกลับบ้านได้

5. ในกรณีที่แพทย์สั่งยารักษาให้ท่านควรรับประทานยาให้ครบถ้วนและถูกต้องอย่างเคร่งครัด

6. เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ควรมารับการตรวจรักษาตามที่แพทย์นัดทุกครั้ง เพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง

ข้อมูลจาก ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ (GI & LC Center) โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์  15 กุมภาพันธ์ 2558

การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา และวิธีป้องกัน

dailynews150121ขึ้นชื่อว่าการออกกำลัง และการเล่นกีฬา ย่อมเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้แรง มีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงและรวดเร็ว ดังนั้น นอกจากความรู้ความเข้าใจในทักษะของกีฬาแล้ว “ผู้เล่นกีฬา” ก็ควรที่จะมีความรู้ในเรื่องความเสี่ยงต่างๆของการเล่นกีฬา ที่จะนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บ และวิธีป้องกันการบาดเจ็บเหล่านั้นด้วย

การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา เป็นการบาดเจ็บที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ขึ้นอยู่กับประเภทของกีฬา ส่วนความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับประเภทของกีฬาเหล่านั้นด้วย แต่หลักการใหญ่ๆ จะเกิดมาจาก 2 สาเหตุหลักคือ

·การใช้มากเกิน (overuse injury) เนื่องจากในการเล่นกีฬาแต่ละประเภท จะมีการใช้โครงสร้างกล้ามเนื้อที่ใช้แตกต่างกัน การบาดเจ็บจึงขึ้นอยู่กับประเภทของกีฬาแต่ละชนิดด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการบาดเจ็บที่ขา เพราะกีฬาส่วนใหญ่ จำเป็นต้องเดิน ยืน วิ่ง เป็นหลัก

·การบาดเจ็บที่เกิดจากแรงปะทะ ทำให้เกิดการแตก ฉีก หัก ซึ่งกีฬาแต่ละประเภทก็จะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับแรงปะทะ แต่กีฬาที่มีความเสี่ยงมากที่สุด คือ “กีฬาที่มีการต่อสู้” (Martial Art) อาทิ มวย คาราเต้ ยูโด ซึ่งเป็นกีฬาที่มีการบาดเจ็บมากที่สุด แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาเพื่อป้องกันการบาดเจ็บให้กับผู้เล่นมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น กีฬามวย ที่มีอุปกรณ์ที่ป้องกันการบาดเจ็บมากขึ้น มีการปรับขนาดนวม และกติกาการเล่น ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

แต่ทั้งนี้ กีฬาแต่ละประเภทก็ใช้กล้ามเนื้อและอวัยวะแตกต่างกัน มีวิธีการเล่นที่แตกต่างกัน การบาดเจ็บจะมาก-จะน้อย ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ อีกมากมาย อาทิ ตำแหน่งของผู้เล่น-การฝึกซ้อม-ทักษะของผู้เล่น และสำหรับกีฬาที่ไม่ได้ใช้การเคลื่อนไหวมากนัก ก็มีโอกาสในการบาดเจ็บเช่นเดียวกัน แต่อาจจะน้อยกว่ากีฬาที่ใช้แรงมากๆ อาทิ กีฬากอล์ฟ ก็มีโอกาสปวดข้อมือ ปวดแขน หรือข้อเท้าพลิก แต่มีโอกาสเสี่ยงน้อยมาก เนื่องจากกีฬาเหล่านี้ เป็นกีฬาที่ผู้เล่นสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย ใช้ทักษะการตีที่ต่างกัน แม้ผู้เล่นจะมีอายุเท่ากัน แต่จะมีโอกาสบาดเจ็บที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับฝีมือและการฝึกฝน ของแต่ละบุคคล อย่าง กีฬาฟุตบอล เป็นกีฬาที่มีทั้งการปะทะ และการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ดังนั้นการบาดเจ็บส่วนใหญ่จะแตกต่างกันตามตำแหน่งของผู้เล่น เช่น “ผู้รักษาประตู” เสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากแรงปะทะ บาดเจ็บที่มือ ส่วน “ผู้เล่น” ที่วิ่งในสนามจะมีโอกาสที่จะบาดเจ็บที่ข้อเท้า ขา หรือศรีษะ เป็นต้น

“จะมีวิธีป้องกันอาการบาดเจ็บได้อย่างไร?”

เป็นคำถามที่คุณหมออธิบายไว้ว่า นักกีฬาจำเป็นต้องฝึกฝนทั้งทักษะและความแข็งแรงของร่างกายควบคู่กัน เพราะถ้าหากนักกีฬาฝึกฝนเฉพาะร่างกาย แต่ขาดทักษะในการเล่น ร่างกายจะเกิดความไม่สมดุลย์ เพราะกีฬาแต่ละชนิด ใช้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนที่ต่างกัน และจำเป็นที่จะต้องใช้ทักษะที่แตกต่างกันในการพัฒนาร่างกายในส่วนต่างๆ ด้วย

ผู้ที่เล่นกีฬาจึงควรมีความพร้อม ทั้งในเรื่องของสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และทักษะของกีฬาชนิดนั้นๆ เช่น ควรมีสภาพจิตใจที่ดีบวกกับสภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ เพื่อให้การฝึกซ้อมได้ประสิทธิภาพ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายไม่สมดุลย์ นั่นหมายถึงการบาดเจ็บของตัวนักกีฬานั่นเอง นอกจากนี้ เคล็ดลับดีๆ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา สามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ดังนี้

-ผู้เล่นต้องมีความพร้อมทั้งร่างกาย และจิตใจ คือไม่เจ็บป่วย ไม่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ ประกอบกับการมีสมาธิและความตั้งใจที่จะเล่นกีฬา มีสภาพร่างกายที่เหมาะสมกับชนิดกีฬานั้นๆ

-รู้กฏ กติกา มารยาท ของกีฬาแต่ละชนิดและควรมีน้ำใจเป็นนักกีฬา

-ดื่มน้ำให้เพียงพอ และมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับกีฬานั้นๆ

-การอบอุ่นร่างกาย หรือ “วอร์มอัพ” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการออกกำลังกาย เพราะการอบอุ่นร่างกาย คือการยืดกล้ามเนื้อให้เต็มที่ในทุกๆ ส่วนที่จะต้องใช้ในการเล่นกีฬา จะทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงตัวอยู่นั้น อ่อนตัวลงบ้าง เพื่อเผชิญกับการถูกยืดหรือเหยียดอย่างกะทันหันในขณะเล่นกีฬา ทำให้เกิดความคล่องตัวยืดหยุ่นและอดทนได้ดี เสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้น้อยที่สุด

หลังการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเสร็จแล้ว ก็ไม่ควรมองข้ามการคูลดาวน์ (Cool down) หรือ “การคลายอุ่น” เนื่องจากหลังการเล่นกีฬา หัวใจยังเต้นเร็วอยู่ จึงไม่ควรหยุดกิจกรรมโดยทันที เพราะอาจเป็นอันตรายได้ เช่น เกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ หรือขั้นสูงสุดคือเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรเคลื่อนไหวต่อไปเรื่อยๆ สักครู่เพื่อให้หัวใจเต้นช้าลงใกล้เคียงปกติเสียก่อน

วิวัฒนาการในการป้องกันและรักษา

แม้ว่าการออกกำลังจะทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาทำให้ความเสี่ยงจากการบาดเจ็บมีน้อยลง อาทิ โปรแกรมการฝึกซ้อม ที่ทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีกล้องความเร็วสูง ที่สามารถจับภาพการเคลื่อนไหว ซึ่งนำมาใช้เพื่อดูความเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อให้การฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพ ในบางประเทศต้องมีการเจาะเลือดนักกีฬาทุกครั้งหลังการเล่น เพื่อตรวจหากรดแลคติกแอซิด ซึ่งเป็นของเสียในเลือด อันเกิดจากการcool downที่ไม่สมบูรณ์เพียงพอ ซึ่งหากมีการตรวจพบนักกีฬาก็จำเป็นที่จะต้องกลับไปcool downใหม่ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว ซึ่งการรักษาอาการบาดเจ็บก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างเช่นในอดีต เอ็นไขว่หน้าข้อเข่าขาด หมายถึงการจบอนาคตของนักกีฬา แต่ในปัจจุบันมีการรักษา ที่ทำให้นักกีฬาสามารถกลับมาเล่นได้ ด้วยการผ่าตัด โดยมีหลายวิธีที่จะรักษาให้หายทั้งการผ่าตัดแผลเล็ก ผ่าแบบส่องกล้อง ซึ่งการรักษาจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเองด้วย
…………………………….

ขอบคุณข้อมูลจาก “โรงพยาบาลธนบุรี”

http://www.thonburihospital.com/

ที่มา: เดลินิวส์  21 มกราคม 2558

สุขภาพแข็งแรงด้วยแคลเซียม

dailynews150127ร่างกายทุกคนต้องการแคลเซียมเพื่อสุขภาพที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง ความแข็งแรงของกระดูกและฟันของเรามาจากการได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ ถ้าเราได้รับแคลเซียมไม่พอเพียง ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่มีในกระดูกเรามาบำรุงเซลล์ ซึ่งในระยะยาวจะนำไปสู่ภาวะของโรคกระดูกพรุน

ดังที่เราจะสังเกตได้ว่า ผู้ใหญ่มักมีปัญหาเรื่องกระดูก เวลาที่ล้ม กระดูกจะหักง่าย เนื่องจากว่า แคลเซียมเป็นสิ่งที่เราต้องสะสม และเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตแคลเซียมได้น้อยลง สิ่งที่ทำได้คือ รักษาปริมาณของแคลเซียมไม่ให้น้อยลง

ปริมาณของแคลเซียมที่เราควรได้รับในแต่ละวันคือ 1,000 มิลลิกรัม ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจจะมากถึง 1,200 มิลลิกรัม พยายามรับแคลเซียมจากแหล่งที่มาของอาหารมากกว่าอาหารเสริม ให้อาหารเสริมทำหน้าที่เติมเต็มส่วนที่ขาดก็พอ รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้แคลเซียมลดน้อยลง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เป็นต้น ออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักบ้าง รับประทานอาหารเสริมที่ช่วยการทำงานของแคลเซียมให้ดียิ่งขึ้นอันได้แก่ แมกนีเซียม วิตามินดี และวิตามินเค

อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมนั้นหลัก ๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่มาจากนม เช่น นม โยเกิร์ต ชีส พืชผัก เช่น คะน้า เซเลอรี่ บรอกโคลี ผักกาด หน่อไม้ฝรั่ง และถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วขาว เป็นต้น

กระดูกและฟันเปรียบเหมือนเสาบ้าน ถ้าเราอยากให้ร่างกายเราเป็นเหมือนบ้านที่แข็งแรง อย่าลืมให้ความสำคัญกับแคลเซียมนะครับ.

พล ตัณฑเสถียร

ที่มา: เดลินิวส์  27 มกราคม 2558

‘เจ็บหน้าอก’ สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

dailynews150201ทุกครั้งที่มีคนบ่นว่าเจ็บหน้าอก หลายคนจะนึกถึงโรคหัวใจ แต่น้อยคนนักที่จะนึกต่อได้ว่าเกิดสถานการณ์วิกฤติเข้าแล้วและต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด อันที่จริงสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นไปได้หลายประการแต่ความเป็นไปได้ที่ร้ายแรงที่สุด คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจวาย” นั่นเอง

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็น 1 ใน 3 สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดใกล้เคียงกับการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และโรคมะเร็ง แม้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดอาการแล้ว ผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตเสมอไป สิ่งที่จะ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในสถานการณ์วิกฤตินี้คือผู้ป่วยถึงมือแพทย์ได้เร็วเพียงใด

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุร แพทย์โรคหัวใจและการสวนหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย หากเกิดแบบเฉียบพลัน เรียกว่า “Heart Attack” เป็น

กลุ่มอาการที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากการขาดเลือด ไม่มีแรงบีบตัว หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา ผู้ป่วยอาจหายใจติดขัดและหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น และเสียชีวิต ส่งผลให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองตายกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนและมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ“ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) เกิดการอุดตันอย่างฉับพลัน จนไม่สามารถส่งผ่านเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนจะเริ่มตาย หากไม่รีบเปิดทางเดินของหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทำลายมากขึ้นและหัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด”

“ในขั้นเริ่มแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลอดเลือดหัวใจตีบลงมากขึ้นผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเมื่อออกแรง ออกกำลังกาย หรือทำอะไรรีบ ๆ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ให้เพียงพอนั่นเอง”

อาการบอกเหตุของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายที่สามารถสังเกตได้ คือคนไข้จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากดทับ จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ หายใจสั้น หอบ อาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม เหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น

อาการเจ็บแน่นหน้าอกถือว่าเป็นอาการนำของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันซึ่งโดยมากมักจะเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น เหงื่อออก หายใจหอบ ปวดร้าวไปที่แขนข้างเดียว หรือทั้งสองข้างไปจนถึงคอ และกราม ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าหากมีอาการอยู่ตลอดต้องถือว่าเป็นสัญญาณวิกฤติของอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาลทันที

สาเหตุที่ต้องส่งผู้ป่วยให้ถึงแพทย์โดยเร็วนั้น เพื่อทำการรักษาให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อส่วนหนึ่งจะเริ่มตาย และเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายแล้วก็ไม่สามารถฟื้นฟูหรือสร้างใหม่ได้ ดังนั้น ถ้าสามารถปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจมิให้ถูกทำลายได้มาก โอกาสรอดชีวิตก็มีสูง สาเหตุใหญ่ที่ผู้ป่วยตัดสินใจมาโรงพยาบาลช้า มักเกิดจากความไม่แน่ใจว่าใช่อาการเตือนของโรคหัวใจหรือไม่ หรือคิดว่าเป็นโรคอื่น

นพ.ปัญเกียรติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ แพทย์อาจจะแนะนำการตรวจได้หลายวิธี ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง เช่น การเดินสายพาน, การตรวจภาพหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง(echocardiogram),การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multislice CT scan), การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (cardiac MRI) ในกรณีที่มีอาการมากแพทย์อาจจะตรวจเลือดว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่หรืออาจจะทำการตรวจสวนหัวใจ (coronary angiography–CAG) เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

ถ้าหากผลการตรวจพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะแนะนำการรักษาซึ่งอาจจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคลขึ้นกับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบและสุขภาพผู้ป่วย แต่หลักการสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Heart Attack คือ ความรวดเร็วในการได้รับการรักษายิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า50%ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่า 50% ดังนั้นการใช้รถ Mobile CCUจะช่วยทำให้การปฏิบัติการกู้ชีพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากในรถ Mobile CCU จะมีแพทย์โรคหัวใจและเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจไปกับรถด้วยและมีการประสานงานระหว่างรถ Mobile CCUกับทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์พร้อมให้การรักษาขั้นสูงทันทีเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล.

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์
อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
การสวนหลอดเลือดหัวใจทางข้อมือ
โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2558

‘ปวดหลัง’ สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์

dailynews150104_1โรคปวดหลังนับว่าเป็นปัญหาสำคัญและพบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งของโรคกระดูกและข้อ และนับวันยิ่งจะพบเพิ่มมากขึ้นในทุกเพศ ทุกวัยอันเนื่องมาจากลักษณะของกิจวัตรประจำวัน การปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามีอาการปวดหลังร่วมกับกลุ่มอาการบางอย่างที่สำคัญดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป กลุ่มอาการดังกล่าวได้แก่

1. ไข้ สาเหตุส่วนใหญ่อาจเกิดเนื่องมาจากการติดเชื้อในร่างกาย บางครั้งอาจจะมีการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง สาเหตุส่วนใหญ่นั้นอาจจะมีการติดเชื้อในบริเวณอื่นของร่างกายก่อน เช่น ระบบทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบโดยเฉพาะในเพศหญิงวัยหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และเกิดการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง มีการทำลายกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณรอบ ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงร่วมกับอาการไข้ สาเหตุของเชื้อที่พบส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรีย และในบางครั้งอาจจะพบมีการติดเชื้อวัณโรคของกระดูกสันหลังได้เช่นเดียวกัน

2.มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้ มะเร็งที่มักจะแพร่กระจายมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้แก่ มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด ระบบทางเดินอาหาร ต่อมไทรอยด์ เมื่อมีการแพร่กระจายของมะเร็งมาตามกระแสเลือดและมาที่บริเวณกระดูกสันหลังจะกระตุ้นให้เกิดการทำลายกระดูกเป็นอย่างมาก ทำให้โครงสร้างกระดูกปกติถูกทำลายลง เกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ก่อให้เกิดอาการปวดหลังมาก ในบางครั้งถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลังก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อาการอ่อนแรงของขา ไม่สามารถเคลื่อน ไหวได้ รวมทั้งอาจจะไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ ทำให้เป็นอัมพาต

3. ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หรือมีปัสสาวะเล็ด สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากมีการกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งสาเหตุของการกดทับเส้นประสาทมีได้หลายสาเหตุเช่น หมอนรองกระดูกที่มีขนาดใหญ่มากเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท โรคมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกและมีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง รวมทั้งภาวะของการติดเชื้อของกระดูกสันหลังที่อาจจะมีหนองไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ระบบการขับถ่ายผิดปกติ

4. มีอาการอ่อนแรงของขา หรือสูญเสียสมดุลของร่างกาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะนั้น ๆ ถูกกดทับ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการทำงาน การเคลื่อนไหวของระยางค์นั้น ๆ ได้

5.มีอาการปวดตอนกลางคืนหรือปวดขณะพัก อาจจะมีหรือไม่มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งของภาวะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมาส่งผลทำให้มีอาการปวดมากแม้ขณะนอนพัก

6.อาการชารอบ ๆ ทวารหนัก หรือสูญเสียความรู้สึกรอบ ๆ ทวารหนัก เกิด เนื่องมาจากมีการกดทับของเส้นประสาทที่ควบคุม และรับความรู้สึกในบริเวณรอบ ๆทวารหนัก

7.มีการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอสแอลอี (โรคพุ่มพวง) หรือผู้ป่วยที่ชอบซื้อยาสเตียรอยด์รับประทานเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้ง่ายกว่าคนปกติเพราะภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน และมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

8.ได้รับอุบัติเหตุ ในผู้ป่วยที่มีประวัติได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการปวดหลังแบบเฉียบพลันนั้นอาจจะทำให้เกิดกระดูกสันหลังหัก ยุบ ทำให้มีอาการปวดหลังเป็นอย่างมาก

9.น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจมีสาเหตุที่เกิดจากภาวะมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูก เพราะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายและน้ำหนักลด

10.ปวดหลังร่วมกับส่วนสูงที่ลดลง อาจเกิดเนื่องมาจากการที่มีโรคกระดูกพรุนร่วมกับการเกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ทำให้เกิดหลังโก่งค่อม และส่วนสูงลดลง จึงทำให้เกิดมีอาการปวดมาก ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ

ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร่วมกับอาการดังกล่าวข้างต้นควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ และให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com และ http://www.taninnit.com

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มกราคม 2558

นอนกรนในเด็ก ส่วนใหญ่จากต่อมอะดีนอยด์

dailynews150208ในผู้ใหญ่การนอนกรนอาจนำมาซึ่งการหยุดหายใจและสมองเสื่อมได้ แต่ในเด็ก แม้การนอนกรนจะเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้ทางผ่านลมจากจมูกลงสู่ปอดแคบลง ต่อมอะดีนอยด์โตเป็นสาเหตุที่พบบ่อยอย่างหนึ่ง

ต่อมอะดีนอยด์คืออะไร

ต่อมอะดีนอยด์เป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังของโพรงจมูก ทำหน้าที่ในการกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคคออักเสบ โรคโพรงไซนัสอักเสบ โรคหูชั้นกลางอักเสบ หรือโรคหลอดลมอักเสบ เป็นต้น ต่อมอะดีนอยด์โตได้อย่างไร

สาเหตุที่ทำให้ต่อมอะดีนอยด์โต ได้แก่

1. การติดเชื้อเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคโพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง โรคโพรงไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

2. โรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ของเยื่อบุโพรงจมูก หรือโรคแพ้อากาศ

3. การติดเชื้อเรื้อรังของต่อมอะดีนอยด์

โดยส่วนใหญ่จะพบต่อมทอนซิลโตร่วมกับต่อมอะดีนอยด์โต เนื่องจากต่อมทอนซิลเป็นต่อมน้ำเหลืองที่อยู่บริเวณภายในช่องคอ ซึ่งทำหน้าที่เช่นเดียวกับต่อมอะดีนอยด์เด็กที่มีต่อมอะดีนอยด์โตจะมีอาการอย่างไร

เด็กที่มีต่อมอะดีนอยด์โตจะมีอาการของทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้น เช่น หายใจไม่สะดวก หายใจมีเสียงดัง นอนอ้าปาก เนื่องจากมีการหายใจทางปาก นอนกรน สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือมีภาวะหยุดหายใจ เป็นต้น ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถสังเกตเห็นได้ในช่วงตอนกลางคืนขณะที่เด็กมีการนอนหลับสนิท ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคต่อมอะดีนอยด์

1. เด็กจะรู้สึกง่วง หรืออ่อนเพลียในช่วงเวลากลางวัน จากการนอนหลับไม่เต็มที่ ทำให้ผลการเรียนตกต่ำลง

2. มีพฤติกรรมไม่อยู่นิ่ง สมาธิสั้น

3. มีการหลั่งของฮอร์โมนที่จำเป็นในการเจริญเติบโตลดน้อยลง เนื่องจากฮอร์โมนดังกล่าวจะหลั่งในขณะที่เด็กมีการนอนหลับสนิท

4.มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกใบหน้า ทำให้รูปหน้ารีเป็นรูปไข่ จากการโก่งตัวสูงขึ้นของกระดูกเพดานปาก และมีการยื่นออกของฟันหน้าจนผิดรูป ซึ่งเกิดจากการที่เด็กหายใจทางปาก

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ การขาดออกซิเจนในช่วงของการนอนตอนกลางคืนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคความดันเลือดในปอดสูง เป็นต้น

 

การรักษาโรคต่อมอะดีนอยด์โต

นอกจากการรักษาโรคที่พบร่วมด้วยแล้ว แนวทางการรักษาโรคต่อมอะดีนอยด์โต อาจแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี

1. การรับประทานยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการใช้ยาพ่นสเตียรอยด์ผ่านจมูก ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 4-6 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามเด็กอาจมีอาการกลับเป็นซ้ำได้ หากมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรือมีการกำเริบของโรคแพ้อากาศ

2. การผ่าตัดรักษา

 

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ คือ

– กรณีที่เด็กไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยการรับประทานยา และยาพ่นสเตียรอยด์

– กรณีที่เด็กมีภาวะหยุดหายใจ

– กรณีที่เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังกับมีน้ำคั่ง หรือโรคโพรงไซนัสอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

 

การผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์ จะเกิดผลเสียต่อเด็กหรือไม่

การผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์จะไม่เกิดผลเสียในด้านลดความสามารถของร่างกาย ในการกำจัดเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายเนื่องจากร่างกายมีระบบต่อมน้ำเหลืองอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถทำงานทดแทนต่อมอะดีนอยด์ที่ถูกตัดออกไป รวมถึงบทบาทของต่อมอะดีนอยด์ก็จะลดน้อยลงและต่อมจะมีขนาดเล็กลงในเด็กที่อายุมากกว่า 5-7 ปี

ข้อมูลจาก นายแพทย์ปรีดา สง่าเจริญกิจ กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกัน ศูนย์ภูมิแพ้ แผนกกุมารเวช โรงพยาบาลพญาไท 1 http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 8 กุมภาพันธ์ 2558

นอนกรน

dailynews150125การนอนกรน (Snoring)

กรนคือเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อนขณะนอนหลับ เนื่องจากในเวลาที่เราหลับสนิทนั้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในช่องคอโดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นไก่และเพดานอ่อนจะคลายตัว บางคนมีการคลายตัวมากจนย้อยลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลมหายใจเข้าไม่สามารถไหลผ่านลงสู่หลอดลมและปอดได้โดยสะดวก กระแสลมหายใจที่ถูกปิดกั้นไหลผ่านในลำคอไปกระทบลิ้นไก่และเพดานอ่อนจนเกิดการสั่นมากกว่าปกติผลก็คือมีเสียงกรนตามมายิ่งการอุดกั้นมากเพียงใดเสียงกรนก็จะดังมากขึ้นเท่านั้นจนในที่สุดการปิดกั้นนี้เพิ่มมากขึ้นจนอุดตันทางเดินหายใจจนหมดจะทำให้อากาศไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยสมบูรณ์กระทั่งเกิดภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea)

ชนิดความผิดปกติในการนอนกรน

1. ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย (Simple Snoring) คนที่นอนกรนชนิดนี้ มักจะมีเสียงกรนสม่ำเสมอไม่มีหายใจสะดุด เสียงกรนมักดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย แต่ความดังของเสียงกรนไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ การกรนชนิดนี้ไม่มีภาวะขาดอากาศร่วมด้วยจึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากนัก เว้นแต่ทำให้รบกวนคู่นอนได้

2. ชนิดที่เป็นอันตราย (Snoring with obstructive sleep apnea) คนที่มีภาวะนี้มักจะกรนเสียงดังและมีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลียไม่สดชื่นหรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ใช้เวลานาน 7-8 ชม.แล้ว กลางวันบางคนอาจมีอาการง่วงนอน, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, หงุดหงิดง่าย, ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลง การเฝ้าสังเกตการณ์ผู้ป่วยด้วยตนเองไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าผู้ป่วยมีการนอนกรนชนิดใด

สาเหตุของการนอนกรน

1. อายุ ที่มากขึ้น กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะหย่อนยานลงรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจได้ง่าย

2. เพศ เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน

3. โรคอ้วน มีไขมันส่วนเกินไปสะสมในช่วงคอเบียดช่องหายใจให้แคบลง

4. ดื่มสุราหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ขยายช่องหายใจ

5. การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้ช่องคอระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อทางเดินหายใจจึงตีบแคบลงเกิดการอุดตันได้ง่าย

6. อาการคัดจมูกเรื้อรัง เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หรือเนื้องอกในจมูก

7. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าคนปกติ

8. ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางร่นไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว กระดูกโหนกแก้มแบน โรคที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น Down’s syndrome เป็นต้น

9. โรคที่มีความผิดปกติด้านฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมน ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroid) พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

การตรวจวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับ

.การซักประวัติ ตรวจร่างกาย

.การตรวจประเมินทางเดินหายใจ

.การตรวจสุขภาพการนอนหลับ (Sleep test)

โดยการอ่านและแปลผลโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคจากการหลับ (Sleep specialist physician)

 

การรักษาการนอนกรน

1. การรักษาการนอนกรนแบบไม่ผ่าตัด

  • .เปลี่ยนท่านอน ในบางรายเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงก็ทำให้ความรุนแรงโรคนี้ลดลงอย่างมาก
  • .การลดน้ำหนัก

ในรายที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานซึ่งดูจากค่าดัชนีมวลกาย โดยมีวิธีคำนวณดังนี้

ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ของท่าน = น้ำหนัก (กิโลกรัม)/ส่วนสูง (เมตร2)

     BMI

<18.5 = น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

18.5 – 22.9 = น้ำหนักตัวปกติ

23 – 24.9 = น้ำหนักตัวมากกว่าปกติ

>25 = น้ำหนักตัวมากกว่าปกติมาก เป็นโรคอ้วน

  • .การใช้เครื่องวัดความดันต่อเนื่องปล่อยลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น ไม่อุดกั้นขณะนอนหลับ (Continuous positive airway pressure: CPAP)
  • .การใช้ทันตอุปกรณ์ (Oral appliance) เพื่อเลื่อนขากรรไกรล่าง พร้อมกับโคนลิ้นมาทางด้านหน้า ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะนอนหลับ
  • .การใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้บริเวณเพดานอ่อนและโคนลิ้น (RF)
  • .การใช้คลื่นความถี่วิทยุในการรักษาเยื่อบุจมูกบวม (RF)
  • .การฝังพิลลาร์ (Pillar)

2. การรักษาการนอนกรนแบบผ่าตัด

.การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน และลิ้นไก่ UPPP (Uvulopalatonpharyngoplasty) / UPF (Uvulopalatal Flap)

.การผ่าตัดทอนซิล (Tonsillectomy)

.การผ่าตัดแก้ไข ผนังกั้นช่องจมูกคด (Septoplasty)

.การผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรบนและล่าง (Maxillomandibular advancement, MMA)

 

ข้อมูลจาก คลินิก หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 1/ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 มกราคม 2558

การส่องกล้องท่อน้ำดี (ERCP)

dailynews150101การส่องกล้องท่อน้ำดี (ERCP) คือ

การตรวจท่อน้ำดีของตับ และ/หรือ ตับอ่อน โดยการฉีดสี และ เอกซเรย์ ผ่านทางการส่องกล้อง

วัตถุประสงค์ในการส่องกล้องท่อน้ำดี

1) เพื่อทำการวินิจฉัย (Diagnosis) โรคทางเดินน้ำดี และตับอ่อน
2) เพื่อการรักษา (Therapeutic)

2.1 เพื่อการรักษาในโรคทางเดินน้ำดี ได้แก่

  • เพื่อดึงนิ่วออกจากทางเดินน้ำดี (Stone removal)
  • เพื่อวางท่อระบายน้ำดีลงสู่ลำไส้เล็ก (Endoprosthesis)
  • หรือระบายออกภายนอก (Endoscopic Nasobiliary Drainage)
  • เพื่อวางท่อระบายเหนือรอยต่อส่วนที่รั่ว (Bile leakage)
  • เพื่อตัด/เปิดหรือขยายหูรูดกรณีตีบตัน (Papillary Stenosis)

    2.2 เพื่อการรักษาในโรคตับอ่อน (Panacreatic Disease) ได้แก่

  • เพื่อดึงนิ่วออกจากท่อตับอ่อน
  • เพื่อวางท่อระบายเหนือรอยต่อส่วนที่รั่ว (Pancreatic Fistula)
  • เพื่อวางท่อระบาย Pancreatic juice ในกรณีที่มีการอุดตัน

มีอาการอย่างไรถึงต้องส่องกล้องท่อน้ำดี

1) อาการดีซ่านหรือตัวเหลืองตาเหลือง ที่ไม่ได้เกิดจากตับอักเสบ
2) อาการปวดท้อง ใต้ชายโครงด้านขวา และมีไข้
3) ในรายที่มีผลเลือดแสดงการทำงานของตับและตับอ่อน ผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับโรคของทางท่อน้ำดี และตับอ่อน

การเตรียมตัวสำหรับการส่องกล้อง

1) แจ้งแพทย์ให้ทราบเกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่รวมทั้งประวัติการผ่าตัดและการแพ้ยา
2) งดการรับประทานอาหารและน้ำ อย่างน้อย 6-8 ชม. และอาจจำเป็นต้องได้ยาปฏิชีวนะก่อนทำหัตถการ
3) งดยาละลายลิ่มเลือด และแอสไพริน อย่างน้อย 7 วัน
4) การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การเจาะเลือด และการเอกซเรย์ต่าง ๆ (CT Scan or MRCP)

ขั้นตอนการส่องท่อน้ำดี

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว การส่องกล้องจะทำในห้องผ่าตัด จะใช้เวลาโดยประมาณ 30-90 นาที ผู้ป่วยจะได้รับยาชาแบบพ่นที่คอ และได้รับยานอนหลับจากวิสัญญีแพทย์

หลังทำการส่องกล้อง

ผู้ป่วยจะกลับไปพักสังเกตอาการต่อที่ Ward และอาจจะยังคงง่วงนอนต่อจากการได้รับยานอนหลับ ดังนั้นจึงมักจะต้องงดน้ำและอาหารต่อโดยประมาณ 24 ชม.

ภาวะแทรกซ้อนจากการส่องกล้อง

1) ปวดท้อง แน่นท้อง จากการมีลมในทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น
2) มีไข้
3) ตับอ่อนอักเสบ หรือ การติดเชื้อในท่อน้ำดี
4) เลือดออกในทางเดินอาหาร หรือ ภาวะลำไส้ฉีกขาดทะลุรั่วได้ อาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดในบางกรณี

ประโยชน์ของการส่องกล้องท่อน้ำดี (ERCP) ในผู้ป่วยที่มีภาวะดังต่อไปนี้

1) นิ่วในท่อน้ำดี และการอุดตันท่อน้ำดีจากนิ่ว/การอักเสบติดเชื้อในท่อน้ำดี
2) มะเร็งของท่อน้ำดี และ ตับอ่อน
3) การอุดตันท่อน้ำดีจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น พังผืด เป็นต้น
4) ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน หรือ เรื้อรังโดยเฉพาะจากนิ่ว
5) การปวดท้องทางด้านบนขวาโดยไม่ทราบสาเหตุ

เมื่อส่องกล้องแล้วจะพบอะไรบ้าง

1) พบสาเหตุของการอุดตันของท่อน้ำดี เช่น นิ่ว การตีบของปากท่อน้ำดี หรือ มะเร็งท่อน้ำดีและ/หรือ ตับอ่อน
2) สามารถดึงลากนิ่วออกจากท่อน้ำดีของตับหรือตับอ่อน
3) ระบายน้ำดีจากการอุดตันของท่อน้ำดี เช่น การใส่ท่อพลาสติก หรือ ท่อเหล็ก (Metallic stent)
4) สามารถตรวจชิ้นเนื้อ หรือ ขูดนำเซลล์ของท่อน้ำดีมาตรวจได้เพื่อการวินิจฉัย
5) สามารถเพาะเชื้อจากน้ำดีเพื่อรักษาการอักเสบของท่อน้ำดี

 

คำแนะนำการดูแลสุขภาพตับ และถุงน้ำดีให้ปลอดภัยแข็งแรง

1) หลีกเลี่ยงการรับประทานยาต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น รวมทั้งยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนเสริม ยาชุดหรือลูกกลอน ยาสมุนไพร
2) ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีผลกับตับได้
3) ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
4) รับประทานอาหารให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงความอ้วน สังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น ตัวและตาเหลือง ปวดท้องไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรรีบพบแพทย์ทางเดินอาหาร

ข้อมูลจาก นายแพทย์ทศพล เจริญวุฒิ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ/ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2558