ชาคอมบูชา (KOMBUCHA TEA ) ดีต่อสุขภาพ จริงหรือ?

IMG_1949

ชื่อสามัญ: ชาคอมบูชา (KOMBUCHA TEA)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scientific Name(s): Yeast/bacteria fungal symbiont
ชื่ออื่น ๆ : Algue de Thé, Champagne of Life, Champignon de la Charité, Champignon des Héros, Champignon de Longue Vie, Champignon Miracle, Combucha Tea, Dr. Sklenar’s Kombucha Mushroom Infusion, Kombucha Thé, Laminaire de Thé, Mushroom Infusion, Fungus Japonicus, Kargasok Tea, Kombucha Tea, Kombucha Mushroom Tea, Kwassan, Manchurian Fungus, Manchurian Mushroom Tea, Petite Mère Japonaise, Spumonto, T’Chai from the Sea, Té de Kombucha, Thé de Combucha, Thé de Kombucha, Tschambucco, ชาเห็ด, ชาหมัก, คอมบูชา, กอมบูชา, คอมพูชา,  คอมบูชะ, คอมบูฉะ

ชาคอมบูชา (Kombucha) คือชาหมัก ที่ได้จากการหมักชาที่เติมน้ำตาล กับน้ำตั้งต้นชาหมักที่ประกอบด้วยแบคทีเรียและยีสต์ (เรียกสคูบี้หรือสโคบี้ SCOBY = Symbiotic Culture of Bacteria and Yeast มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาวขุ่น เป็นโคโลนีของแบคทีเรียและยีสต์) ชาคอมบูชาเป็นเครื่องดื่มโปรไบโอติก  (probiotic)  มีแบคทีเรียดีๆ เช่น Gluconacetobacter, Acetobacter, Lactobacillus และ Zygosaccharomyces

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความหมายไว้ว่า โปรไบโอติก (probiotic)  คือกลุ่มจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารที่มีผลต่อความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้มีคุณสมบัติทนต่อสภาวะกรดในกระเพาะอาหารและทนต่อเกลือน้ำดีในลำไส้สามารถผลิตกรดแล็กติกและสร้างสารยับยั้งแบคทีเรียชนิดก่อโรคได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดความสมดุลในระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ช่วยให้สุขภาพของมนุษย์ดีขึ้น
🔲สรรพคุณของชาคอมบูชา

ประโยชน์ของโปรไบโอติก  จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าโปรไบโอติกในปริมาณที่เหมาะสมได้สมดุล  ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย ช่วยลดจำนวนของแบคทีเรียที่ก่อโรค  ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆรวมทั้งสารก่อมะเร็ง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร   โรคท้องเสียในเด็กอ่อน  โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  และโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ  ช่วยลดการอักเสบในลำไส้  ช่วยสร้างและช่วยการดูดซึมวิตามิน และเกลือแร่หลายชนิด  เช่น   วิตามิน เค (ช่วยการแข็งตัวของเลือด)  และวิตามินซี วิตามิน บี  ช่วยลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ และอาจช่วยลดการดูดซึมไขมัน โคเลสเตรอล (cholesterol) ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่มีความสัมพันธ์กับการกินอาหารไขมันสูง เพราะไขมันในอาหารจะกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดน้ำดีในลำไส้ใหญ่มากขึ้น ร่วมกับกรดน้ำดีอีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากแบคทีเรียเองซึ่งมีส่วนส่งเสริมให้เกิดมะเร็งได้ดังนั้นกลไกในการต้านมะเร็งของโพรไบโอติก ได้แก่ กดการทำงานของสารก่อมะเร็ง สามารถลดเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ควบคุมหรือเหนี่ยวรั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีเอนไซม์ในการทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง มีผลต่อการเคลื่อนไหวหรือการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ร่างกายกำจัดสารก่อกลายพันธุ์ออกได้เร็วขึ้น และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
และชาคอมบูชา ยังมีสรรพคุณช่วยรักษาและบรรเทา ภาวะสูญเสียความทรงจำ อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) อาการปวดข้อ (โรคไขข้ออักเสบ rheumatism) ข้ออักเสบ(Arthritis) ความแก่ชรา อาการเบื่ออาหาร ความเครียด ภาวะซึมเศร้า โรคเอดส์ โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง ท้องผูก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ ลดน้ำหนัก การปลูกผม  อีกทั้งใช้สำหรับเพิ่มปริมาณของเม็ดเลือดขาว (T–cell) เพิ่มภูมิคุ้มกัน และเสริมสร้างกระบวนการเผาผลาญอาหาร  บางคนทาชาคอมบูชาที่ผิวโดยตรงเพื่อลดความเจ็บปวด
🔲กลไกการออกฤทธิ์

การศึกษาเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นของชาคอมบูชายังมีไม่มากเพียงพอ กรุณาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับแพทย์ อย่างไรก็ตาม มีการงานวิจัยบางชิ้นรายงานว่า ชาคอมบูชาประกอบด้วย แอลกอฮอล์ น้ำส้มสายชูหมัก วิตามินซี วิตามินบี บี6 บี12 คาเฟอีน น้ำตาล กรดซิติก และสารอื่น ๆ มีสารอาหารที่อยู่ในชา เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ polyphenols สารเสริมสื่อประสาท คลายเครียด L-Theanine  แต่ยังไม่มีการศึกษามากพอจะสรุปว่าชาคอมบูชาออกฤทธิ์อย่างไรเมื่อใช้เป็นยารักษาโรค
🔲ความปลอดภัยจากการใช้ชาคอมบูชาชา

ในผู้ใหญ่การดื่มชาคอมบูชาค่อนข้างปลอดภัย แต่จะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เอชไอวี/โรคเอดส์ เพราะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย
และกระบวนการผลิตในบ้านที่ไม่ได้ควบคุมมาตรฐาน มีการปนเปื้อนต่างๆ การใช้ภาชนะไม่เหมาะสม เช่น หมักในหม้อเซรามิคเคลือบตะกั่ว มีรายงานว่าชาคอมบูชามีการปนเปื้อนพิษจากสารตะกั่วมาจากกระบวนการดังกล่าว บางกรณีมีการปนเปื้อนเชื้อโรคทำให้มีอาการอาหารเป็นพิษ บางกรณีได้รับกรดเกิน เกิดกระเพาะอาหารอักเสบจากการดื่มชาที่หมักไว้นานเกินไป หรือได้รับแอลกอฮอล์เกินจากการเติมรสชาติ หรือมีการเติมน้ำตาลมาก
🔲ข้อควรระวังและคำเตือน

🚫สตรีตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร: เป็นไปได้ที่ชาคอมบูชาจะไม่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ เพื่อความปลอดภัย

🚫ภาวะติดเหล้า เพราะในชาคอมบูชามีปริมาณแอลกอฮอล์(0.5%)

🚫ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: ชาคอมบูชาอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรเฝ้าระวังสัญญาณที่บ่งชี้ว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ (ภาวะเลือดมีน้ำตาลน้อย) ควรตรวจสอบน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด หากเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานและใช้ชาคอมบูชา

🚫อาการท้องร่วง: การใช้ชาคอมบูชาซึ่งมีผสมคาเฟอีนเป็นส่วนผสมในปริมาณมาก อาจทำให้อาการท้องร่วงรุนแรงขึ้นจากเดิม

🚫โรคลำไส้แปรปรวน (IBS): การใช้ชาคอมบูชาซึ่งมีคาเฟอีนเป็นส่วนผสมในปริมาณมาก อาจทำให้อาการท้องร่วงและโรคลำไส้แปรปรวนรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม

🚫การผ่าตัด: เนื่องจากชาคอมบูชาอาจส่งผลต่อระดับกลูโคสในเลือด จึงมีความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงในการควบคุมกลูโคสในเลือดระหว่างและหลังการผ่าตัด ควรหยุดการใช้ชาคอมบูชาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด

🚫ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ: ไม่ควรใช้ชาคอมบูชา หากเป็นโรคระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเอชไอวี/โรคเอดส์ หรือสาเหตุอื่น ๆ ชาคอมบูชาอาจจะเร่งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงขึ้นได้
🔲ผลข้างเคียง

เมื่อรับประทานชาคอมบูชา อาจมีผลข้างเคียงดังนี้ ปัญหาที่กระเพาะอาหารและลำไส้ การติดเชื้อรา อาการภูมิแพ้ อาการดีซ่าน อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ
อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และอาจจะมีอาการของผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวไว้ข้างต้น มีความเป็นไปได้ที่อาการผิดปกติอาจเกิดจาก ⁉️บริโภคชาคอมบูชามากเกินไป ⁉️หรือเกิดกับผู้ป่วยภูมิแพ้ที่แพ้สารต่างๆที่เป็นส่วนประกอบชาคอมบูชา ⁉️หรือเกิดจากกระบวนการผลิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ⁉️หรือเกิดจากบริโภคชาคอมบูชาที่มีระยะเวลาหมักนานเกินไป(มีความเป็นกรดสูง) ⁉️หรือได้รับชาคอมบูชาในขณะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ในขณะได้ยาเคมีบำบัด หรือ ขณะมีเม็ดเลือดขาวต่ำ  จึงอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้  และมีรายงาน เป็นการติดเชื้อถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าคุณมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องผลข้างเคียง ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หรือ บุคลากรทางการแพทย์
🔲ปฏิกิริยาระหว่างชาคอมบูชากับยา

เกิดปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อใช้ชาคอมบูชา
ชาคอมบูชามีคาเฟอีนหรือชาคอมบูชาที่ผสมสมุนไพร อาจทำปฏิกิริยากับยาที่คุณรับประทานหรือส่งผลกระทบกับการรักษาของคุณในปัจจุบัน. ดังนั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้

ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะมีปฏิกิริยากับชาคอมบูชา ได้แก่
ยาอดเหล้าไดซัลฟิแรม Disulfiram (Antabuse) ชาคอมบูชามีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ร่างกายย่อยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัด ยาอดเหล้าไดซัลฟิแรมลดการย่อยแอลกอฮอล์ ดังนั้นการใช้ชาคอมบูชาร่วมกับยาอดเหล้าไดซัลฟิแรม ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน ผิวหนังสีแดง และอาการที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ รุนแรงขึ้น
🔲ปริมาณการใช้ยากับชาคอมบูชา

ข้อมูลนี้ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรหรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ยาร่วมกับชาคอมบูชานี้ทุกครั้ง
🔲ปริมาณการใช้ชาคอมบูชาโดยทั่วไปอยู่ที่เท่าไหร่

แต่ละคนอาจใช้ชาคอมบูชาในปริมาณที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ อายุ ความแข็งแรงของสุขภาพ และเงื่อนไขอื่น ๆ และยังไม่มีงานวิจัยชี้ชัดว่าควรบริโภคเท่าไรต่อวัน แต่โดยทั่วไป ในผู้ใหญ่ ดื่มได้วันละ 100-250 มิลลิลิตร แต่ผู้ที่รับประทานอาหารแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรท จำกัดน้ำตาล อย่างคีโตเจนนิคไดเอต ดื่มได้วันละ 30-60 มิลลิลิตร อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบส่วนผสม วันที่ผลิต และพยายามหลีกเลี่ยงแบรนด์ที่เติมน้ำตาลมาก

 

 

แหล่งที่มา
Kombucha tea. http://www.webmd.com/vitamins-supplements/ingredientmono-538-kombucha%20tea.aspx?activeingredientid=538&activeingredientname=kombucha%20tea. Accessed Apr 1st, 2017
Kombucha tea. https://www.drugs.com/npp/kombucha.html. Accessed Apr 1st, 2017
Eight potential benefits of kombucha By Lana Burgess
Reviewed by Debra Rose Wilson, PhD, MSN, RN, IBCLC, AHN-BC, CHT https://www.medicalnewstoday.com/articles/319630.php
The health benefits of kombucha By Jo Lewin – Associate nutritionist. https://www.bbcgoodfood.com/howto/guide/health-benefits-kombucha

อาหารไฟแรง เผาสมองเสื่อม

thairath150206-1นักวิจัยของวิทยาลัยแพทย์เมาท์ ไซนาย รัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ค้นพบด้วยความห่วงใยผู้คนว่า การกินอาหารที่ประกอบอาหารด้วยไฟแรงๆ จะทำให้ล่อแหลมต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมหนักขึ้น

เมื่อเราปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ หรือแม้แต่เก็บเนื้อสัตว์ไว้ในอุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานๆ อย่างเช่น พวกเนยแข็ง มันจะทำให้เกิดสารผสม ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล โปรตีนและสารที่มีอณูขนาดใหญ่อื่นๆ สารผสมนี้จะทำให้เป็นโรคเรื้อรังต่างๆขึ้นโดยง่าย ด้วยการก่อให้เกิดการอักเสบ หรือการที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของความเสื่อมโรคเรื้อรังมากกว่า 70 ชนิด

นักวิจัยกล่าวว่า เราพบว่าหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีสารผสมนี้สูง จะเกิดโรคเหมือนกับกินอาหารแบบตะวันตกขึ้นในสมอง ซึ่งเป็นสารประกอบของคราบที่ทำให้เกิดเป็นโรคสมองเสื่อม การปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ มากเท่าไรยิ่งก่อให้เกิดสารนี้มากขึ้น.

ที่มา : ไทยรัฐ  6  กุมภาพันธ์ 2558

นาฬิกาชีวภาพ บอกให้รู้วันตาย

thairath150204นักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่านาฬิกาชีวภาพในตัวเราสามารถจะกำหนดอายุของเราได้ว่าจะตายเมื่อไหร่

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเอดินเบอระร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียและสหรัฐฯศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของระบบพันธุกรรมจนรู้ได้ว่ามันอาจจะบอกให้รู้วันตายของเราได้ เมื่อทดสอบเปรียบเทียบระหว่างอายุขัยที่แท้จริงกับอายุตามที่นาฬิกาชีวภาพบอก ปรากฏว่าไม่ต่างกันมากเท่าไร

ผู้ใดที่มีเวลาตามนาฬิกาชีวภาพเร็วกว่าอายุที่เป็นจริงจะมีอายุสั้นกว่าผู้ที่เวลาตามนาฬิกาชีวภาพเดินตรงกับอายุจริง

นักวิจัยได้บอกอย่างหนักแน่นว่า ความเกี่ยวพันระหว่างนาฬิกาชีวภาพที่เดินเร็วกับอายุสั้นนั้นแน่นอน ไม่ว่าจะคำนึงถึงปัจจัยอื่นตั้งแต่การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยหรือไม่.

ที่มา : ไทยรัฐ  4  กุมภาพันธ์ 2558

เคี้ยวหมากฝรั่งเก็บ เชื้อโรคตั้งร้้อยล้าน

thairath150129นักวิจัยมหาวิทยาลัยโครนิงเกน ของเนเธอร์แลนด์ พบว่า ชั่วแต่การเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่สัก 10 นาที จะสามารถกำจัดแบคทีเรีย เรือน 100 ล้านให้พ้นจากปากได้ ไม่แพ้การใช้ไหมขัดฟัน เพราะการเคี้ยวจะช่วยตะล่อมและกวาดต้อนแบคทีเรียเหล่านั้น ออกจากช่องปาก

พวกเขาได้ทดลองให้นักศึกษาวิศวกรรมชีวการแพทย์ 5 ราย เคี้ยวหมากฝรั่งธรรมดา รสสะระแหน่ คนละเวลานานระหว่างครึ่งวินาทีถึง 10 นาที แล้วให้คายใส่ถ้วยซึ่งใส่น้ำฆ่าเชื้อแล้วไว้เต็ม นำไปวิเคราะห์

ตามรายงานของหนังสือ พิมพ์ “การแพทย์รายวัน” แจ้งว่า นักวิจัยได้พบในถ้วยแต่ละใบมีแบคทีเรียที่เกาะตามเศษชิ้นของหมากฝรั่งมากประมาณ 100 ล้าน และพบว่ามันจะเพิ่มมากขึ้นถ้าหากนักศึกษาเคี้ยวนานขึ้น

หากว่านักศึกษาเคี้ยวนานยิ่งกว่านั้น จะพบว่าหมากฝรั่งหมดความเหนียว แสดงว่ามันได้ดักเก็บแบคทีเรียเอาไว้ได้ “โดยที่แบคทีเรียที่ติดอยู่กับเศษหมากฝรั่งเหล่านั้น สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กทรอนิกส์”.

ที่มา : ไทยรัฐ  29 มกราคม 2558

ออกกำลังไม่ลบ ภัยการนั่งนาน

thairath150127นักวิจัยของสถาบันพักฟื้นของแคนาดา อ้างว่า ทราบผลจากการศึกษาว่า การนั่งเป็นเวลานานหลายชั่วโมงจะยิ่งเสี่ยงกับโรคเบาหวาน หัวใจ มะเร็ง และการเสียชีวิตหนักขึ้น ถึงแม้จะเป็นผู้ออกกำลังประจำอยู่ก็ตาม ค้านกับความเชื่อที่เป็นมานานแล้วที่ว่า แค่ได้ออกกำลังนาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถล้างโทษของการนั่งๆนอนๆนานๆออกได้หมด

นักวิจัยกล่าวว่า ได้ศึกษาด้วยการเอาผลการศึกษาที่แล้วๆมา 47 เรื่องด้วยกัน มาตรวจทบทวนดูอีกหนหนึ่ง

นักศึกษาปริญญาเอกผู้เป็นหัวหน้านักวิจัยเปิดเผยว่า “เราได้พบว่า การนั่งๆนอนๆนานๆ มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคร้ายเหล่านี้อยู่อย่างแน่นหนา โดยชี้ให้เห็นว่า “เมื่อตอนเรายืน กล้ามเนื้อบางมัดในตัวเราจะต้องทำงานหนักมาก ในการที่จะทำให้เรายืนได้ตรง” แล้วบอกต่อไปว่า “แต่เมื่อเรานั่งนานๆการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานของเราจะหยุดชะงักลง การประพฤติเช่นนี้จะทำให้เกิดโทษหลายประการ”

เขายังได้แนะนำวิธีบรรเทาความเสียหายจากการนั่งจุมปุ๊กนานว่า หากนั่งนานทุกๆครึ่งชั่วโมงก็ควรจะลุกขึ้นพัก หรือเดินระหว่าง 1-3 นาที ถ้าหากนั่งดูทีวี ก็ควรจะลดเวลาดูให้น้อยลง ระหว่าง 15-20 นาที

ทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตเกือบปีละ 3.2 ล้านคน เพราะขาดการออกกำลัง องค์การอนามัยโลกได้กล่าวโทษการไม่ยอมออกกำลังเป็นมัจจุราชชั้นนำอันดับ 4 ของการเสียชีวิตทั่วโลก.

ที่มา : ไทยรัฐ  27 มกราคม 2558

“หลังยาว”เผาชีวิต หนักกว่าอ้วนอึ้ดทึ่ด

thairath150119-1อุตส่าห์ลงทุนศึกษาผู้คนจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 คน มาเป็นเวลานานตั้ง 12 ปี ถึงได้ทราบความลับว่าขาดการออกกำลังยิ่งร้ายกว่าการปล่อยตัวให้อ้วนใหญ่เสียอีก

ยังทำให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แห่งอังกฤษ รู้ด้วยว่าการทำตัวให้หลังยาว ไม่ออกกำลังเลย ทำให้ชาวเมืองน้ำชาต้องเสียชีวิตลงเปล่าๆปลี้ๆ ปีละประมาณ 676,000 คน เมื่อเทียบกับจำนวนคนตายเพราะความอ้วน มีปีละ 337,000 รายเท่านั้น ทั้งที่แค่เจียดเวลาออกกำลังเพียงแค่อย่างต่ำ วันละ 20 นาทีเท่านั้น ก็จะเป็นมงคลแก่ชีวิตเหลือหลาย ไม่ว่าคนเราจะอ้วนแค่ไหน จะได้ผลบุญจากการออกกำลังด้วยกันทั้งนั้น

ผู้ที่เกียจคร้านในการออกกำลังจะต้องเสี่ยงภัยจากโรคภัยต่างๆนับไม่ถ้วน คนอ้วนๆยังจะตายยากกว่ากัน

ผลการศึกษาเปิดเผยอยู่ในวารสาร “โภชนศาสตร์คลินิก” ของสหรัฐฯ.

ที่มา : ไทยรัฐ  19 มกราคม 2558

หลับตาฟังเรื่อง ทำให้จำได้แม่น

thairath150119นักวิจัยมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ของอังกฤษ พบเคล็ดเมื่อตอนคนเรานึกอะไรไม่ออกว่าให้ลองหลับตาสักพักหนึ่ง จะทำให้นึกออกได้เกือบ ถูกหมด

นักวิทยาศาสตร์ได้พบในการทดสอบกับอาสาสมัคร โดยพยายามจะค้นหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้พยานบุคคลในเหตุอาชญากรรมสามารถจดจำรายละเอียดเมื่อให้การกับตำรวจ และได้พบว่าอาสาสมัครคนที่หลับตาอยู่แทบตลอดเวลา เมื่อถูกถามไถ่กลับเล่ารายละเอียดได้ดี ตอบคำถาม 17 ข้อได้มากถึง 3 ใน 4 ในขณะที่คนอื่นๆซึ่งไม่ได้หลับตาลงเลย คงลืมตาตามปกติ กลับตอบคำถามถูกแค่ร้อยละ 41 เท่านั้น

พวกเขาได้สรุปความรู้ว่า การหลับตามีผลกระทบช่วยให้จดจำรายละเอียดถูกต้องได้แรงที่สุด รวมทั้งความรู้สึกสบายดีขณะเมื่อถูกซักถาม ก็มีส่วนอยู่ด้วยเหมือนกัน ด้วยเหตุว่ามันช่วยป้องกันไม่ให้เสียสมาธิ.

ที่มา : ไทยรัฐ  19 มกราคม 2558

อาการซึมเศร้าเป็นโรคทางกาย

thairath150114อาการซึมเศร้าแท้จริงอาจจะไม่ใช่อาการทางจิตหรืออารมณ์ แต่หากเป็นอาการอักเสบ เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย

นักจิตวิทยาคลินิกจอร์จ สลาวิค มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้ศึกษาเรื่องอาการซึมเศร้ามานานหลายปี ได้สรุปว่ามันเป็นอาการทางจิต เท่าๆกับอาการทางกาย เขาบอกว่า “ควรจะเลิกเรียกมันว่าเป็นอาการทางจิตอีกต่อไปแล้ว แม้มันจะเกี่ยวกับจิตใจ แต่มันก็เกี่ยวกับหลายส่วนของชีววิทยาแห่งสุขภาพร่างกายเราด้วย”

เคยมีการวิจัยพบมาแล้วว่าแม้แต่คนปกติก็อาจจะทำให้เกิดอาการเศร้าซึม ความวิตกกังวลชั่วคราวอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อถูกฉีดวัคซีน ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นสูง.

ที่มา : ไทยรัฐ  14 มกราคม 2558

ข้อเข่าเสื่อม…รักษาได้ไม่ยาก ตอนที่ 1 : กระดูกอ่อนในข้อ

thairath150213-1ความสำคัญของกระดูกอ่อนในข้อ

กระดูกอ่อนในข้อ หรือ กระดูกอ่อนข้อต่อ เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มอยู่ที่ปลายกระดูกส่วนที่อยู่ในข้อต่อ ทำหน้าที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัด กระดูกอ่อนข้อต่อจึงมีโครงสร้างที่ต่างจากกระดูกอื่นๆ คือ มีผิวมันวาว มีความหนาและแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้สูง กระดูกอ่อนข้อต่อจะไม่มีหลอดเลือดไปเลี้ยง แต่ได้รับสารอาหารจากน้ำหล่อเลี้ยงที่ผลิตจากเยื่อบุข้อที่เรียกว่าไขข้อ ซึ่งจะไปเคลือบอยู่ระหว่างผิวข้อทั้งสองด้านเพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวง่ายขึ้น โดยทั่วไปกระดูกอ่อนข้อต่อสามารถใช้งานได้ตลอดอายุขัยของแต่ละคน

กระดูกอ่อนอยู่ในส่วนใดของร่างกายบ้าง

กระดูกอ่อนข้อต่อจะมีอยู่เฉพาะในข้อต่อที่มีไขข้อเท่านั้น เนื่องจากต้องมีไขข้อมาหล่อเลี้ยง ส่วนกระดูกอ่อนที่พบในตำแหน่งอื่น เช่น ดั้งจมูก หรือใบหู เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนเส้นใยซึ่งพบบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลังหรือระหว่างกระดูกหัวหน่าว ซึ่งเป็นข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวน้อย กระดูกอ่อนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากพูดถึงข้อเสื่อมเราจะหมายถึงกระดูกอ่อนในข้อหรือกระดูกอ่อนข้อต่อ ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า ‘กระดูกอ่อน’ นั่นเอง

thairath150213-2

จะทราบได้อย่างไรว่ากระดูกอ่อนเริ่มผิดปกติ

เมื่อกระดูกอ่อนข้อต่อเริ่มเกิดการเสื่อม ผิวนอกที่เรียบเป็นมันวาวจะเริ่มแตกเป็นเส้นใยฝอยๆ เป็นการปริแยกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อโรคดำเนินต่อไปก็จะแตกเป็นร่องลึก ผิวข้อจะเริ่มขรุขระ ลึกลงไปถึงชั้นกระดูกผิวข้อจะค่อยๆ บางลงและเสื่อมสลายไปหมดจนเหลือแต่กระดูกแข็ง

อาการของโรคข้อเสื่อม คือ อาการปวด จะปวดแบบเสียวลึกๆ ขัด และตึงในข้อ อาการจะมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรืออากาศเย็น ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนผู้ป่วยอาจจะเดินได้ช้าลง การเคลื่อนไหวลดลง มีเสียงกรอบแกรบในข้อ ข้อบวม กล้ามเนื้อรอบข้อลีบลง และเมื่อโรคลุกลามจะทำให้ข้อมีลักษณะผิดรูป ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมักจะทำให้ขาโก่ง

การปฏิบัติตัวเมื่อพบว่ากระดูกข้อเสื่อม

สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคข้อเสื่อมลุกลาม ได้แก่

1. ควบคุมน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับข้อเสื่อมโดยเฉพาะข้อเข่า การลดน้ำหนักลงได้ 5 กิโลกรัมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อข้อเข่าเลื่อมลงได้ครึ่งหนึ่ง

2. หลีกเลี่ยงการใช้งานที่ต้องรับแรงกระทำมากๆ ทุกวัน เช่น งานที่ต้องนั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรืองานที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ

3. ไม่ควรทำกิจกรรมต่างๆ บนพื้น เช่น การล้อมวงกินข้าว การซักผ้า รัดผ้า หรือการใช้ห้องน้ำที่ต้องนั่งยองๆ

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ  13 กุมภาพันธ์ 2558

กามวิตถารข่มขืนหญิงชรา

dailynews150201-1กรณีคนร้ายออกอาละวาดข่มขืนผู้หญิงสูงอายุในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ สร้างความกังขาให้กับคนในสังคมว่าคนร้ายเป็นโรคจิตหรือไม่อย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า คนร้ายน่าจะมีความผิดปกติทางจิต อยู่ในกลุ่มกามวิตถาร ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก โดยบางกลุ่มก็ไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นความผิดปกติทางจิต เป็นเพียงรสนิยมทางเพศ บางคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้สูงอายุได้โดยไม่มีความรุนแรง แต่เนื่องจากในคน ๆ เดียวสามารถกระทำเช่นนี้ซ้ำได้ จึงทำให้มีเหยื่อมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อสังคมเมื่อมีความรุนแรงร่วมด้วย

กรณีนี้ผู้กระทำไม่ใช่โรคจิตอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะโรคจิต คือ ผู้ป่วยทางจิตที่หูแว่ว ประสาทหลอน คนโรคจิตก่อคดีที่เห็นได้ชัด คือ กรณีของหญิงสาวที่ใช้มีดจ้วงแทงเด็กนักเรียนโรงเรียนดัง กลางกรุงเทพมหานครเมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากมีเสียงแว่วมาสั่งให้ทำ

ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้กระทำ อาจมีความผิดปกติทางจิต อยู่ในกลุ่มกามวิตถาร ที่เรียกว่า “จีโร ฟีเลีย” หรือ “เจอรอนโตฟีเลีย” ที่มีความต้องการทางเพศกับคนสูงอายุ เป็นภาวะที่ต้องการได้รับความสุข ความพอใจทางเพศกับคนสูงอายุ หรือคนแก่ อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับการชอบร่วมเพศกับเด็ก ร่วมเพศกับศพหรือสัตว์ การถูไถอวัยวะเพศกับสิ่งของต่าง ๆ ถ้ำมอง ชอบโชว์ หรือ ซาดิสต์ แต่ในบางกลุ่มก็ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความผิดปกติ เป็นเพียงรสนิยมทางเพศอย่างหนึ่งเท่านั้น

กลุ่มกามวิตถารจะไม่รู้สาเหตุ โดยสันนิษฐานว่าอาจเกิดจาก
1.ทางกายภาพ โครงสร้างของสมอง อาจจะมีพยาธิสภาพผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกับโครโมโซมที่ผิดปกติไป หรือ อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชายผิดปกติ
2.ด้านจิตใจ มีรายงานว่าคนกลุ่มนี้อาจมีประสบการณ์ทางเพศในช่วงแรก ๆ ของชีวิต มีบางคนประสบการณ์ทางเพศกับคนที่มีอายุมากกว่า ความพึงพอใจทางเพศจึงมองไปที่ผู้มีอายุมากกว่า และ
3. การกระตุ้นจากสื่อสังคมต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันภาพโป๊เปลือยไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ยังมีภาพเด็ก รวมไปถึงภาพผู้สูงอายุด้วยแม้จะมีไม่มากก็ตาม

แนวทางการรักษา

จะประกอบด้วย การบำบัดทางกาย จิต และสังคม ได้แก่ การใช้ยา เช่น ฉีดยาคุมกำเนิดที่ใช้กับผู้หญิง เพื่อลดความต้องการทางเพศลง การทำจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด การเรียนรู้ในเชิงลบของผลที่เกิดขึ้น และการฟื้นฟูให้อยู่กับสังคมได้ รวมทั้ง การระแวดระวังของสังคมเมื่อพ้นคดีที่ต้องมีการระบุว่าอยู่ที่ไหนเพื่อให้สังคมรับทราบและเฝ้าระวังต่อไป

การสังเกตบุคคลที่เข้าข่ายมีอาการในกลุ่มกามวิตถาร อาทิ ผู้สูงอายุ สามารถดูได้จากการชอบคลุกคลีอยู่กับเด็กหรือเอ็นดูเด็กเกินปกติ รวมทั้งชอบอยู่กับเด็กตามลำพัง ซึ่งเช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ถ้ามีพฤติกรรมเชิงชู้สาวมากเกินไปให้ควรระวังเป็นพิเศษ

ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ฝากสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวว่า สื่อต้องมีความระมัดระวังสูงในการนำเสนอข่าวสาร เพราะต้องคิดว่าหากตกเป็นเหยื่อเอง หรือ เป็นย่า เป็นยายของเราจะรู้สึกอย่างไร ที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวสารอาจจะคำนึงถึงเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ว่าวัยใดจะได้รับบาดเจ็บทางจิตใจเช่นกัน การไปซักถามข้อมูลเพื่อนำมาเปิดเผยจนทำให้สังคมรู้ว่า คนนี้ อยู่บ้านหลังนี้ ที่อยู่ตรงนี้ โดนข่มขืนต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัยเด็กและผู้สูงอายุการปรับตัว ปรับใจจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติ การเยียวยาจิตใจยังต้องพึ่งพิงคนอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุกับ 2 กลุ่มนี้ ต้องเฝ้าดูแลเป็นพิเศษ ใครที่คิดว่าผู้สูงอายุผ่านเรื่องเหล่านี้มามากแล้ว ไปคิดแบบนั้นคงไม่ได้.

ที่มา : เดลินิวส์  1 กุมภาพันธ์ 2558