‘แตงโม’ แดงจัดฉีดสีจริงหรือ ?

dailynews140405_001ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตว่าแตงโมที่มีสีแดงเข้มและหวานจัดอาจจะมีการฉีดสีหรือสารให้ความหวานนั้น แม้จะมีคนโพสต์ต่อว่าเป็นข้อมูลมั่ว แต่หลายคนก็ยังมีข้อกังขาอยู่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ช่วงหน้าร้อนคนกินแตงโมเยอะ กินไปกินมาก็มีข้อสงสัยว่า ทำไมหวานดี หวานจัด สีแดงมาก และมีข้อสงสัยอยู่เรื่อย ๆ ว่าใส่สีหรือเปล่า เพิ่มสารให้ความหวานเข้าไปหรือเปล่า เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย

เรื่องนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เคยทำการศึกษามาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำตลอดเวลา ซึ่งผลการศึกษาก่อนหน้านั้น ได้ทำการตรวจวิเคราะห์สีสังเคราะห์ในแตงโมที่เก็บตัวอย่างมาจากหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีส้ม สีชมพู ก็ไม่พบสีสังเคราะห์แต่อย่างใด

ส่วนความหวานที่สงสัยว่าใส่วัตถุหรือสารให้ความหวานลงไปหรือเปล่า ผลการตรวจวิเคราะห์ก็ไม่พบสารให้ความหวาน ไม่ว่าจะเป็น ซัคคาริน, อะซีซัลเฟม เค, แอสปาแตม และไซคลาเมต อย่างไรก็ตามได้ทำการตรวจวิเคราะห์สารต้องสงสัยทุกชนิดปรากฏว่าไม่พบเช่นเดียวกัน

จากผลการตรวจวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันว่าแตงโมไทยไม่มีการใช้สีสังเคราะห์เพื่อให้สีสดสวย และไม่มีการใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือน้ำตาลทราย เพื่อเพิ่มความหวานแต่อย่างใด

นักวิทยาศาสตร์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้ความเห็นว่า

ผลไม้จะมีลักษณะป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ ถ้าเกิดมีใครแผลงฉีดสารอะไรเข้าไปในแตงโมจะทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรวดเร็ว และทำให้แตงโมเน่าและเสียง่าย ดังนั้นจึงไม่คุ้มค่าที่จะทำเช่นนั้น

ความหวานและสีของแตงโมไทยเป็นคุณสมบัติเด่นของผลไม้โดยแท้ ระหว่างการเพาะปลูก เกษตรกรจะใช้เทคนิค เช่น ลดการให้น้ำ ให้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ก่อนเก็บเกี่ยว ทำให้แตงโมมีรสหวานและสีสดสวยตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหน้าร้อนแตงโมจะมีสีเข้มมาก

นอกจากการตรวจวิเคราะห์หาสีสังเคราะห์ และสารให้ความหวานซึ่งไม่พบแล้ว กรมวิทยา ศาสตร์การแพทย์ยังได้ตรวจวิเคราะห์ปริมาณการตกค้างของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามผิวของแตงโม ปรากฏว่าพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ แต่พบในปริมาณต่ำ ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด แต่เพื่อความปลอดภัยก่อนนำแตงโมไปผ่ารับประทาน หรือพ่อค้าแม่ค้านำไปผ่าขายโดยหั่นเป็นชิ้น ๆ ใส่ถุง ควรล้างเปลือกให้สะอาดก่อน จะทำให้ลดปริมาณสารพิษตกค้างทำให้ปลอดภัยจากการได้รับสารพิษตกค้างด้วย

สรุปว่าแตงโมไทยมีความปลอดภัย ไม่มีการฉีดสี หรือสารให้ความหวาน ผู้บริโภคสบายใจได้ในการรับประทานแตงโมไทย ผลไม้ที่มีประโยชน์และปลอดภัย อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรไทยอีกทางหนึ่งด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา :  เดลินิวส์ 5 เมษายน 2557

‘กระชายดำ’

dailynews140330_003จากการระดมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนภายใต้แผนพัฒนาสมุนไพรไทยของกรมแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้คัดเลือกสมุนไพร 4 ชนิดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 รายการ ได้แก่ กวาวเครือขาว กระชายดำ บัวบก ไพล และลูกประคบ เพื่อพัฒนาสมุนไพรสู่ผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย (Thailand Champion Herbal Products: TCHP)

หลักเกณฑ์พิจารณาคัดเลือก มีดังนี้

1.มีคุณค่าในการใช้เป็นยารักษาโรค หรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือเครื่องสำอาง
2.สามารถพัฒนาให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจ
3.มีสรรพคุณและความปลอดภัย
4.มีผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม หลายประเภท
5.เป็นสมุนไพรที่ปลูกได้ในประเทศไทย และมีการวิจัยโดยนักวิจัยไทย

เรื่องการเพิ่มคุณค่าและสร้างผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยให้เป็นที่นิยมเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพ ส่งเสริมภูมิต้านทานของร่างกาย สามารถแก้ไขกลุ่มอาการง่าย ๆ ให้กับสาธารณสุขมูลฐานได้อย่างดียิ่ง ทั้งนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาตามหลักการของแพทย์แผนปัจจุบันอย่างชัดเจน สามารถระบุขนาดยา วิธีใช้ ข้อบ่งชี้ในการใช้ และข้อระวัง ผลข้างเคียงหรือผลแทรกซ้อน รวมทั้งศึกษาด้วยว่าจะมีปฏิกิริยาเสริมฤทธิ์หรือต้านฤทธิ์กับยาแผนปัจจุบันใด ๆ หรือไม่ ควรมีฉลากแสดงรายละเอียดของยาและรายละเอียดของวิธีใช้อย่างชัดเจนรวมถึงป้องกันปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายทั้งมวลไว้ด้วย เพราะความรู้ด้านสมุนไพรไทยนั้นมิได้กำหนดเป็นการเรียนการสอนในหลักสูตรใด ๆ ที่ชัดเจน

หากพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยทั้งที่เป็นยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือยาที่ลดกลุ่มอาการต่าง ๆ จนเป็นที่นิยมใช้ได้อย่างแพร่หลายแล้วจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวสวน ชาวไร่ ที่ทำการปลูกสมุนไพร สามารถสงวนพันธุ์ ผสมพันธุ์ เพิ่มพันธุ์ เพิ่มคุณค่า ให้กับสมุนไพรได้อย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นสินค้าออกได้อย่างดียิ่ง หากได้นำออกเผยแพร่สรรพคุณจนเป็นที่แพร่หลายในทั่วโลก ปัจจุบันนี้มีผงสกัดของสมุนไพรอินเดียภายใต้ศาสตร์ของอายุรเวทแผนอินเดีย ผงสกัดสมุนไพรจีนส่งเข้ามาเผยแพร่และจำหน่ายในประเทศไทยอยู่มากมาย และดูคล้ายว่าจะมียอดการจำหน่ายและความนิยมเพิ่มขึ้นทุกปี

สำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรผู้นำ 4 ชนิดและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 ชนิดนั้น ผมได้นำความรู้เรื่องของบัวบก กวาวเครือ นำเสนอท่านผู้อ่านมาแล้ว และความรู้เรื่องขมิ้นชัน ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยและ ได้ใช้เป็นยาแผนปัจจุบันโดยทั่วไปได้นำเสนอในคอลัมน์นี้ไปแล้ว วันนี้จะเพิ่มความรู้เรื่องกระชายดำต่อไป

กระชายดำ (Kaempferia parviflora Wall. Ex Baker) ในสมัยโบราณมีการบันทึกถึงการใช้ว่านกระชายดำในทางคงกระพันชาตรี  ต่อต้านศาสตราวุธ และแคล้วคลาดจากคมหอกคมดาบได้เป็นอย่างดี มีตำนานเล่าขานกันมาว่า นักรบในสมัยโบราณมักพกกระชายดำติดตัวไปทุกครั้งเมื่อออกสนามรบและจะเคี้ยวอมไว้ในปากเวลาต่อสู้กับข้าศึก

ในตำรายาโบราณบางฉบับมีการบันทึกถึงการนำกระชายดำไปใช้เป็นยาสมุนไพรในหลายตำรับ ดังเช่นคัมภีร์ยา “นพเก้า” ที่กล่าวกันว่าเป็นสุดยอดของตำรายาสมุนไพร ซึ่งมีตัวยาทั้งหมด 9 ชนิด และกระชายดำก็เป็นหนึ่งในเก้าชนิดนั้นเช่นกัน ตำรายาของขอมโบราณก็มีการบันทึกตำรับยากระชายดำผสมนํ้าผึ้งเดือนห้าไว้ด้วย

ส่วนตำราว่านมหามงคลนั้นก็มีบันทึกถึงกระชายดำเช่นกันว่า เป็นว่านมหามงคล มีเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี ถ้าปลูกไว้หน้าบ้าน หรือปลูกใส่กระถางนำไปตั้งไว้หน้าบ้านจะเป็นสิริมงคลมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในบ้าน ป้องกันภูตผีปิศาจ ซึ่งบรรดานักเลงว่านทั้งหลายนิยมสะสมกันมานาน และในสมัยก่อนถือว่าเป็นว่านที่หายากมีราคาแพง

หมอพื้นบ้านมีการนำว่านกระชายดำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรมานานแล้ว โดยเฉพาะยารักษาโรคต่าง ๆ และยาชูกำลังหรือยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคลไม่เผยแพร่ให้รู้จัก เพราะเชื่อกันว่าตัวยานี้มีครูที่จะต้องเก็บรักษามีคาถาอาคมประกอบ และต้องมีสัจจะต่อครูบาอาจารย์คือไม่ให้เปิดเผยโดยทั่วไป ยกเว้นเสียแต่ว่ามีผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนจะได้รับการถ่ายทอดวิชาและสอนตำรับยาอย่างเป็นทางการนั้นจะต้องผ่านพิธีกรรม การสาบาน ตนเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ และต้อง เสียค่าบูชาหรือที่เรียกว่าค่าครูด้วย มิ เช่นนั้นจะถือว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ด้วยวิธีการถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องสูตรยาสมุนไพรที่ยุ่งยากซับซ้อนนี้ จึงทำให้คนรุ่นหลังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก ทำให้ตำรายาดี ๆ หลายตำรับหายสาบสูญไปกับเจ้าของสูตรนั้นมามากต่อมากแล้ว กระชายดำก็เช่นกันแม้จะมีการใช้ทำยามานาน แต่ถูกปิดบังโดยเงื่อนไขทางพิธีกรรมที่สืบทอดกันมา จึงทำให้สมุนไพรชนิดนี้ในอดีตไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ

การขยายพันธุ์กระชายดำ : จะใช้หัวพันธุ์ ต้นพันธุ์ หรือแบ่งเหง้าจากต้นที่เติบโตสมบูรณ์แล้วนำมาปลูก สามารถปลูกในกระถางเพื่อเป็นไม้ประดับหรือปลูกรวมกับว่านชนิดอื่น ๆ หรือพื้นที่ที่จะปลูกเป็นที่ลาดชัน (slope) อาจไม่ต้องยกร่องก็ได้

ฤดูปลูก  : ปลูกได้ทั้งปี แต่ฤดูที่เหมาะสม อยู่ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

แหล่งปลูก : เลย อุดรธานี พิษณุโลก

 

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

การวิจัยในสัตว์ทดลองเพศผู้สนับสนุนฤทธิ์เสริมสมรรถภาพทางเพศของกระชายดำ แต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยในคน แต่มีรายงานวิจัยทางคลินิกว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายในผู้สูงอายุ ส่วนหนึ่งเนื่องจากฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน กระชายดำยังมีฤทธิ์อื่นที่น่าสนใจ เช่น ต้านอักเสบ ต้านการแพ้ (anti-allergy) ขยายหลอดเลือด ลดภาวะอ้วน ลดการสะสมไขมันในช่องท้องในหนูเบาหวานที่อ้วน รวมทั้งลดการดื้อยาคีโมของเซลล์มะเร็ง สารสกัดกระชายดำยังมีฤทธิ์ทางชีวภาพและเภสัชวิทยาที่สำคัญหลายประเภท ได้แก่ ต้านจุลชีพ ต้านการกลายพันธุ์ ยับยั้งการไหลกลับของยาในลำไส้เล็ก ต้านการอักเสบ มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งเพาะเลี้ยงหลายชนิด ลดระดับนํ้าตาลและไขมันในเลือด มีผลต่อสมรรถ ภาพทางเพศ ขยายหลอดเลือดและเพิ่มอัตราการไหลเวียนเลือด เพิ่มการเรียนรู้ความจำ ปกป้องเซลล์ประสาทถูกทำลายและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ จึงควรได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดกระชายดำ

การศึกษาทางพิษวิทยา: ผงกระชายดำและสารสกัดที่ได้จากแหล่งปลูกในจังหวัดเลยมีความปลอดภัย มีการปนเปื้อนของโลหะหนักและจุลินทรีย์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกำหนด สารสกัดกระชายดำที่สกัดด้วยเอทานอล 95% ไม่ก่อให้เกิดการกลายพันธุ์เมื่อทดสอบด้วยวิธีแบคทีเรียชนิด Salmonella typhimurium ผงกระชายดำและสารสกัดกระชายดำที่ได้ยังมีพิษต่อเมื่อใช้ทดสอบพิษเฉียบ พลันและพิษเรื้อรังในสัตว์ทดลอง โดยทดสอบกับหนูนาน 6 เดือนพบว่าผลกระชายดำ 2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือสารสกัดกระชายดำขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัมมีความปลอดภัย

กระชายดำมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงร่างกายในคนทั่วไปและผู้สูงอายุ ยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายทำนองเดียวกับผลิตภัณฑ์รากปลาไหลเผือกของมาเลเซีย ยาช่วยลดความอ้วน และครีมทาลดเซลลูไลต์ เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์จากกระชายดำ : ยาบำรุงร่างกายชนิดเม็ด-นํ้า กาแฟสำเร็จรูปกระชายดำ ชากระชายดำ ไวน์กระชายดำ

ข้อมูลจาก หนังสือคู่มือการดูแลสุขภาพด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.

 

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 30 มีนาคม 2557

กินป้องกันลำไส้หน้าร้อน

dailynews140329_002ถ้าลำไส้เป็นสุข สุขภาพก็แข็งแรง นี่คือสัจธรรม เพราะภูมิคุ้มกันร่างกายส่วนสำคัญอยู่ที่ลำไส้ด้วยที่หนึ่ง ยกตัวอย่าง “ไส้ติ่ง” ที่มีต่อมน้ำเหลืองสร้างเกราะป้องกันเชื้อโรคให้เราได้อยู่มาก หากไปตัดออกโดยไม่จำเป็นก็จะทำให้ขาดของดีไป

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า ในผู้ที่มีสุขภาพไม่ดีนั้นขอให้หันมามองที่ลำไส้ด้วยส่วนหนึ่ง บางทีมันอาจเป็นคำตอบที่ท่านหามานาน เช่น บางท่านมีอาการเจ็บป่วยง่าย อาจเกิดจากการไวต่ออาหารในลำไส้หรือพูดง่าย ๆ ว่าไส้รั่วเพราะแพ้อาหารบางชนิดที่กินมาตลอดชีวิต

ลำไส้และทางเดินอาหารจึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ท่านมีความสุขอยู่ไม่น้อย โดยมันคอยช่วยสุขภาพในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยขับสารพิษ ช่วยดูดซับของดีจากอาหาร ช่วยสร้างเคมี หรือ ฮอร์โมนปรับสมดุลร่างกาย

ในหน้าร้อนมีผลต่อลำไส้เช่นกัน โดยส่วนหนึ่งมาจากอากาศเองด้วยที่ทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติไป เป็นต้นว่า ทำให้ลำไส้บีบตัวผิดปกติ มีการหลั่งน้ำย่อยไม่เป็นปกติ จนถึงกระตุ้นให้ลำไส้แปรปรวนกำเริบ

 

7 สมุนไพรที่ควรเปิบเพื่อช่วยการทำงานของลำไส้ มีดังนี้

โหระพา น้ำมันหอมกรุ่นกลิ่นที่อยู่ในโหระพาคือพระเอก ช่วยเจริญอาหาร ลดอาการโรคกระเพาะที่จุกเสียดแน่น ช่วยต้านมะเร็งจาก “เบต้าแคโรทีน” ที่มีอยู่สูง นอกจากนั้นน้ำมันโหระพายังมีฤทธิ์ต้านพยาธิลำไส้ตัวสำคัญอย่าง “ไกอาเดีย” ด้วย

ใบแมงลัก อยู่ในแกงเลียงซดชื่นใจ จะใส่ขนมจีนน้ำยาก็อร่อยเด็ด ใบแมงลักช่วยคลายท้องอืดแน่นเฟ้อได้ราวกับร่ายมนตร์ สามารถรับประทานจากในแกงหรือรับประทานสดเป็นผักแกล้มก็ได้ ช่วยให้ท่านคลายรำคาญจากอาการท้องอืด นอกจากนั้นใบแมงลักยังช่วยแก้อาการท้องร่วงท้องเสียได้ด้วย

หัวหอม มีของดีที่ช่วยลำไส้คือเส้นใยสุขภาพที่ชื่อ “อินนูลิน” ที่กินแล้วช่วยเสริมภูมิให้ลำไส้ ไล่พยาธิและอาการอักเสบต่าง ๆ ในช่องท้อง ช่วยในผู้ป่วยเบาหวานที่กระเพาะลำไส้ทำงานไม่ค่อยดี มีท้องอืดหรือแน่นท้องบ่อยให้สบายขึ้นได้

กระเทียม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อในลำไส้ได้จากสารกลุ่ม “ซัลเฟอร์” หรือกำมะถัน การรับประทานกระเทียมเหมือนกับการกินยาปฏิชีวนะธรรมชาติที่ไม่ทำร้ายลำไส้มากจนเกินไป นอกจากนั้นยังมีรายงานว่ากระเทียมช่วยรักษาโรคบิดได้

กะเพรา อาหารประเภทไม่ต้องคิดมากอย่าง “ผัดกะเพรา” มีฤทธิ์ไม่ธรรมดา เพราะใบกะเพรามีชื่อเสียงในเรื่องดูแลลำไส้ ช่วยให้อาการปวดท้องคลายลง ช่วยย่อยอาหาร ที่สำคัญคือไล่มะเร็งได้ด้วย

ตะไคร้ ช่วยกระตุ้นลำไส้ น้ำมันหอมในตะไคร้ช่วยขับน้ำดี ช่วยลดการอักเสบแก้อาการปวดเกร็งได้แบบที่แพทย์ไทยเรียกว่าแก้กษัยเส้น ท้องแข็งเป็นดาน นอกจากรับประทานเป็นอาหารแล้วตะไคร้ยังใช้ชงดื่มเป็นชาสมุนไพรหอมดื่มได้ด้วย

ขิง เป็นสิ่งดี ๆ ที่ช่วยให้ผู้ที่มีอาการทางเดินอาหารที่มักคลื่นไส้อาเจียนเวียนหัวบ่อยดีขึ้นได้ แม้ขิงจะเป็นของร้อนแต่ในขิงมีน้ำมันพิเศษที่ช่วยต้านอักเสบและคลายลำไส้ ช่วยรักษาแผลกระเพาะที่ติดลำไส้ส่วนต้น ช่วยลดการอักเสบของตับ นอกจากนั้นขิงยังถือเป็นยาอายุวัฒนะ ถึงขนาดชาวจีนขนานนามว่า “โสมน้อย” ทีเดียว

ในกลุ่มของอาหารที่ว่ามาสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ ให้สังเกตอาการโรคลำไส้ในหน้าร้อน 3 อาการหลักได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสียและมีไข้ เมื่อใดที่เริ่มมีอาการให้ดื่มน้ำให้มากและดูแลเรื่องอาหารให้ดี ถ้ามีอาการมากก็ไปพบแพทย์แต่ถ้าไม่มากก็ป้องกันไว้ก่อนด้วยสมุนไพรดังที่กล่าวไว้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2557

ประโยชน์ของ ‘น้ำมันตับปลา’

dailynews140329_001หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินชื่อ “น้ำมันตับปลา”

แล้วทราบหรือไม่ว่า การรับประทาน “น้ำมันตับปลา” ให้ประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย

“น้ำมันตับปลา” คือน้ำมันที่สกัดมาจากตับปลา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลาทะเล อันได้แก่ “ปลาค็อด” จึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “cod liver oil”

ตับปลาเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้น น้ำมันตับปลาจึงมีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามินดี สูง

แต่ทั้งนี้ ก็มีคำถามที่พบบ่อยก็คือ แล้วน้ำมันตับปลาต่างจากน้ำมันปลาทะเลอย่างไร

น้ำมันตับปลาเป็นน้ำมันที่สกัดจากตับปลา โดยตับเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ส่วน “น้ำมันปลาทะเล” หรือบางคนเรียกสั้น ๆ ว่า “น้ำมันปลา” หรือ “fish oil” นั้น สกัดมาจากปลาทะเล (ซึ่งได้จากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหางปลาทะเล) ปลาที่ใช้สกัดมักเป็นปลาทะเลน้ำลึก

น้ำมันปลาทะเลมีกรดไขมันหลายชนิด แต่กรดไขมันที่มีมากในน้ำมันปลาทะเลคือ กรดไขมันโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid หรือที่เรารู้จักกันว่า..DHA..นั่นเอง) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว (polyunsaturated fatty acids) ในกลุ่มโอเมก้า 3

คุณประโยชน์ของ “น้ำมันตับปลา” ต่อสุขภาพของคนเรานั้น ต้องบอกว่า น้ำมันตับปลามีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี สูง ซึ่งวิตามิน เอ มีบทบาทสำคัญในการสร้างเยื่อบุผิวปกติและกระดูก รวมถึงการสร้างภูมิต้านทาน บทบาทที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของวิตามิน เอ คือ การช่วยให้มองเห็นในที่มืดหรือที่มีแสงสลัว

ในภาวะที่ขาดวิตามิน เอ ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงทางผิวหนังและเยื่อบุตา โดยอาการจะเริ่มต้นที่ตา ได้แก่ อาการตาบอดกลางคืน หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาในเวลาที่เหมาะสม ผู้ป่วยอาจตาบอดได้

ส่วนวิตามิน ดี นั้นมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหารผ่านเยื่อบุลำไส้เข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ วิตามิน ดี ยังมีบทบาทสำคัญที่อวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น ไต โดยเพิ่มการดูดซึมกลับของแคลเซียมและฟอสฟอรัส เป็นต้น วิตามิน ดี จึงมีความสำคัญต่อการสร้างกระดูกให้เป็นไปอย่างปกติ

ในเด็กที่ขาดวิตามิน ดี จะเกิดภาวะกระดูกอ่อน ซึ่งในเด็กเรียกว่า โรคกระดูกอ่อน และในผู้ใหญ่เรียกว่าภาวะออสธีโอมาลาเซีย (osteomalacia)

สรุปแล้วน้ำมันตับปลามีประโยชน์ต่อสุขภาพในแง่ที่ให้วิตามิน เอ และวิตามิน ดี

อย่างไรก็ตาม ร่างกายจะได้รับวิตามิน เอ จากอาหารประเภทเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ตำลึง รวมทั้งแครอท ส่วนวิตามิน ดี นั้นก็มีมากในตับและไข่แดง เช่นเดียวกัน

โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายสามารถสร้างวิตามิน ดี ได้ที่ผิวหนัง โดยผิวหนังที่ได้รับแสงแดด จะสร้างวิตามิน ดี ซึ่งจะถูกเปลี่ยนที่ไตและตับให้เป็นรูปแบบที่ทำงานได้

นอกจากนี้ วิตามิน เอ และวิตามิน ดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน การได้รับวิตามิน 2 ชนิดนี้มากเกินไป จะทำให้มีการสะสมและเพิ่มระดับวิตามินในเลือด จนอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากระดับวิตามินที่สูงมากได้ จึงควรระมัดระวัง

 

ส่วนคำถามที่ว่า การบริโภคน้ำมันตับปลา ส่งผลให้คอเลสเตอรอลสูงจริงหรือไม่นั้น

คำตอบคือ ตับเป็นแหล่งที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ดังนั้น การบริโภคน้ำมันตับปลาในปริมาณมาก ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ ส่วนดีเอชเอก็มีบทบาทเกี่ยวกับการพัฒนาระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองเห็นในช่วงอายุ 6 เดือนแรก และมีความสำคัญต่อการสร้างสารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาท ซึ่งมีผลต่อการทำงานหรือการสั่งงานของสมอง

ดีเอชเอนั้นมีมากในน้ำมันปลาทะเล (ซึ่งไม่ใช่น้ำมันตับปลา) ซึ่งทารกที่เกิดครบกำหนด เด็ก และผู้ใหญ่ สามารถสร้างดีเอชเอได้ในร่างกาย โดยสร้างจากกรดแอลฟ่าลิโนเลนิก (alpha-linolenic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็น อย่างไรก็ตามปริมาณที่ร่างกายสร้างได้มีไม่มาก จึงมีการแนะนำให้บริโภคปลาทะเลน้ำลึกเพื่อเพิ่มระดับดีเอชเอในร่างกาย

 

ในทางการแพทย์ น้ำมันตับปลาสามารถรักษาโรคหรือทำให้อาการของโรคทุเลาลงได้หรือไม่

คำตอบคือ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดวิตามิน เอ ร่วมกับภาวะขาดวิตามิน ดี อาจจะมีการแนะนำให้บริโภคน้ำมันตับปลา โดยแพทย์ต้องพิจารณาปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี ที่ผู้ป่วยจะได้รับจากน้ำมันตับปลา และจากอาหารอื่นที่ให้วิตามิน เอ และวิตามิน ดี รวมไปถึงความร่วมมือของผู้ป่วยเองในการบริโภคน้ำมันตับปลาด้วย

คำแนะนำในการบริโภคน้ำมันตับปลา ตามที่ทราบแล้วว่า น้ำมันตับปลามีปริมาณวิตามิน เอ และวิตามิน ดี สูง  วิตามินทั้งสองตัวนี้เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงมีโอกาสที่จะถูกสะสมจนถึงระดับที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อบริโภคพร้อมกับยาอื่นที่มีวิตามิน เอ และหรือวิตามิน ดี ร่วมอยู่ด้วย ดังนั้น การบริโภคน้ำมันตับปลาในรูปยาหรือวิตามินเสริม จึงควรทำด้วยความระมัดระวัง ต้องพิจารณาทั้งปริมาณและระยะเวลาที่บริโภค อีกอย่างน้ำมันตับปลาไม่เหมือนน้ำมันปลาทะเล สารอาหารที่ได้รับก็มีความแตกต่างกัน.

 

รศ.ดร.พญ.นลินี จงวิริยะพันธุ์
สาขาวิชาโภชนวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 29 มีนาคม 2557

ดูแลตนเองเมื่อเป็น “โลหิตจาง”

matichon140321_001aโลหิตจางเป็นความผิดปกติของเลือดที่พบได้บ่อยที่สุด

โรงพยาบาลหลายแห่งกำลังขาดแคลดเลือด ซึ่งทีมงามอีแมกกาซีนก็พร้อมที่จะช่วยเหลือสังคม แต่ทว่าหนึ่งสาวในทีมของเรากลับไม่สามารถบริจาคเลือดได้ แม้ว่าเธอจะดูแลร่างกายและพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม โดยคุณหมอได้ให้เหตุผลว่า เธอมีอาการของโลหิตจาง

ซึ่งวันนี้เราคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับโรคที่ว่านี้กัน ภาวะโลหิตจาง (Anemia) เป็นโรคทางโลหิตวิทยาที่พบบ่อยที่สุด โดยเกิดจากการมีจำนวนเม็ดโลหิตแดงน้อยหรือมีการทำงานที่ผิดปกติ สีของเม็ดเลือดแดงมาจากฮีโมโกลบิล ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีธาตุเหล็กเป็นตัวนำออกซิเจน

สำหรับการเกิดของโรคโลหิตจางก็เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากการขาดอาหาร การเผาผลาญบกพร่อง ยาบางชนิด ได้รับสารพิษ เสียโลหิตเป็นจำนวนมาก เป็นมะเร็งและโรคอื่นอีกหลายชนิด

 

คุณเป็นโลหิตจางหรือไม่

ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผิวซีด หอบเหนื่อย หัวใจเต้นแรง แต่การวินิจฉัยที่แน่นอนคือการตรวจเลือด (CBC)

แล้วใครบ้างละเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการเกิดโรค ?

กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจาง ได้แก่ สตรีมีครรภ์ สตรีหลังคลอด สตรีมีประจำเดือน และเด็กในวัยเจริญเติบโต ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์จะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถนำสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงคุณแม่ และทารกในครรภ์อย่างเพียงพอ

ส่วนสตรีหลังคลอดจะสูญเสียธาตุเหล็กไปกับเลือดขณะคลอด ดังนั้น ร่างกายต้องการธาตุเหล็กมากกว่าปกติเช่นกัน สำหรับเด็กจะต้องการธาตุเหล็กโดยเฉลี่ย 1 มิลลิกรัมต่อวัน จึงเพียงพอต่อร่างกายที่กำลังเจริญเติบโต แต่ธาตุเหล็กจากอาหารจะได้รับการดูดซึมไม่ดีนัก หรือเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

ดังนั้นเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางในเด็กจึงควรได้รับธาตุเหล็กวันละ 8 ถึง 10 มิลลิกรัม ทั้งนี้ความต้องการธาตุเหล็กของเด็กที่ดื่มนมแม่จะน้อยกว่านี้ เพราะธาตุเหล็กจากนมแม่จะดูดซึมได้ดีกว่าถึง 3 เท่าตัว

นอกจากนี้อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โลหิตจางได้คือการได้รับสารตะกั่วเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป เด็กในช่วงอายุระหว่าง 9 เดือน – 2 ปี จะเป็นช่วงเสี่ยงต่อการเป็นโรคโลหิตจางมากที่สุด เด็กที่อยู่ในช่วงวัยนี้ควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อดูว่าเป็นโรคโลหิตจางหรือไม่ โดยเฉพาะเด็กที่เกิดก่อนกำหนดควรได้รับการตรวจเลือดเร็วกว่าช่วงอายุดังกล่าว

matichon140321_001b

โลหิตจาง…ที่พบบ่อย

-ชนิดขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ซึ่งพบมากที่สุด เกิดจากร่างกายขาดธาตุเหล็ก ทำให้ไม่เพียงพอในการสร้างฮีโมโกลบิน อาจเกิดจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ มีโรคลำไส้หรือเสียเลือด ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการมีประจำเดือนมากหรือมีการเสียโลหิตเรื้อรังจากสาเหตุอื่น

-ชนิดไขกระดูกบกพร่องหรืออะพลาสติก (Aplastic) เกิดเมื่อไขกระดูกไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดบางชนิดได้เพียงพอ เช่น เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือด แต่เม็ดเลือดที่ผลิตได้จะมีลักษณะทั่วไปเป็นปกติ สาเหตุที่เป็นไปได้คือ มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือมีเนื้องอกของต่อมไทมัส การได้รับรังสีและสารเคมีบางชนิดหรือเกิดภายหลังโรคติดเชื้อ ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นโดยไมทราบสาเหตุ

-ชนิดขาดกรดโฟลิก (Folic acid Deficiency Anemia) มักเป็นผลจากการขาดวิตามินบีซึ่งจำเป็นในการสร้างฮีโมโกลบิน ภาวะโลหิตจางชนิดนี้พบบ่อยในโรคพิษสุรา และโรคลำไส้ ซึ่งพบน้อยกว่า

- ชนิดเม็ดเลือดแดงแตกหรือฮีโมลิติก (Hemolytic Anemia) เกิดจากมีการทำลายเม็ดเลือดแดงเกินกว่าที่ร่างกายจะสร้างทัน บางครั้งเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านเซลล์เม็ดเลือดแดง

- ชนิดขาดวิตามินบี หรือเพอร์นิเซียส (Pernicious Anemia) เกิดจากการขาดวิตามินบี12 เนื่องจากกระเพาะอาหารไม่สามารถสร้างสารที่จำเป็นในการดูดซึมวิตามินเข้าสู่กระแสโลหิต

matichon140321_001c

การรักษา

การรักษาโรคโลหิตจางในแต่ละชนิด มีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน หากสงสัยควรไปรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง แต่โดยทั่วไปควรรับประทานอาหารเสริมสุขภาพและได้สมดุล แต่ก็ไม่ควรรับประทานยาเม็ดธาตุเหล็ก หรืออาหารเสริมชนิดอื่นๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์ การได้รับธาตุเหล็กมากเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อตับ หัวใจ และอวัยวะอื่นๆ

นอกจากนี้ คุณอาจเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กได้เช่นกัน โดยเลือกจากแหล่งอาหารของธาตุเหล็กอยู่ในอาหารหลัก 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

ธาตุเหล็กชนิดที่อยู่ในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเล อาหารกลุ่มนี้จะมีธาตุเหล็กสูง และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีที่สุด จะสังเกตได้จากเนื้อที่มีสีแดงยิ่งเข้มขึ้นแสดงว่ามีธาตุเหล็กสูง เมื่อรับประทานร่วมกับอาหารที่มิวิตามิน ซี สูง เช่น บร็อคโคลี่ พริก มะเขือเทศ ฝรั่ง ส้ม จะยิ่งช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้น

ธาตุเหล็กชนิดที่มีอยู่ในไข่และพืช ผักใบเขียวต่างๆ รวมไปถึงถั่วเมล็ดแห้ง อาหารพวกนี้มีธาตุเหล็กสูง แต่ธาตุเหล็กในกลุ่มนี้จะดูดซึมเข้าร่างกายได้ไม่ดีนัก จึงควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามิน ซี สูงในมื้อเดียวกัน เพื่อช่วยในการดูดซึม

ขอขอบคุณบทความและภาพจาก e-magazine.info

ที่มา : มติชน  21 มีนาคม 2557

โทษของไขมันเกาะในร่างกาย สูตรลดหน้าท้องล้างใส้

matichon140319_001

ใครที่สะสมไขมันไว้ในร่างกาย สะสมไว้ไม่ดีนะคะเลยมาแชร์ข้อมูลโทษของไขมันที่เกาะในร่างกายส่งผลอะไรกันมั่ง

โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้กระเพาะอาหาร หากสะสมมาจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น

1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย

มาแชร์สูตรล้างลำใส้กระทุ้งไขมันเกาะและยังช่วย ลดไขมันหน้าท้องได้อีก ฉะนั้นเรามาป้องกันการเกิดไขมันเกาะในผนังลำไส้และก่อโรคอ้วน

หน้าท้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะบ่งบอกถึงว่าตอนนี้สภาพร่างกายคุณเป็นอย่างไร นั้นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้ามันสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้องมาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอ ๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ เราจึงมีวิธีทำสูตรนี้มาแนะให้ทำกันค่ะ

สูตรลดหน้าท้องนี้จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและควบคุมน้ำหนักผู้ที่รักสุขภาพและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อยๆ หรือโรคอ้วน สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้

  • นมสดรสจืด หรือ นมสดไขมันต่ำ 1 กล่อง ขนาด 250 ml
  • โยเกิร์ตรสจืด หรือ โยเกิร์ตรไขมันต่ำ ครึ่งถ้วย
  • น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ(ถ้าไม่อยากให้หวานมาก ก็ลดเหลือ 3/4 ช้อนค่ะ)
  • มะนาวสด 1 ลูก

น้ำผึ้ง จะพบว่าในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียวและยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต

นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ และต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล ควรวางทิ้งไว้ 15-30 นาที เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงาน และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น

สรรพคุณไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ  ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต ทำให้ลำใส้ทำงานได้ดีไม่ทำให้ลำใส้บวมหน้าท้องป่องควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวันนะค่ะ

ที่มา

ธรรมชาติบำบัด อ.สุทธิวัสน์ เครดิต คุณสาคู
Facebook คณะการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต

ที่มา : มติชน  19 มีนาคม 2557

ต้นแบบชีวิตคิดบวก โดย บุษกร ภู่แส

bangkokbiznews140316_001เด็กสาววัย 14 ประสบอุบัติเหตุสูญเสียทั้งสองขา ผ่านไป 4 ปี ดีกรีความสุขของเธอกลับพุ่งสูงขึ้น ด้วยมุมมองการใช้ชีวิตแบบคิดบวก

เพราะความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับมุมมองของการใช้ชีวิต หากมัวแต่มองชีวิตเฉพาะในส่วนที่ล้มเหลว พลาดหวัง ชีวิตก็คงไร้ซึ่งความสุข แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากคนเรามองชีวิตในด้านบวก และมองเห็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตแต่ละวัน แล้วเลือกที่จะมองข้ามส่วนที่ผิดพลาดล้มเหลว หรืออุปสรรคไป ชีวิตของคุณจะมีคุณค่า และมีความสุขมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนอย่างสาวน้อยผู้นี้

หลายคนคงจะทราบข่าวชีวิตพลิกผันของ “ธัญย์” ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ กันมาบ้างแล้ว จากเด็กสาววัย 14 ที่เผชิญมรสุมชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุถูกรถไฟฟ้าสิงคโปร์ทับเมื่อ 4ปีที่ผ่านมาทำให้เธอสูญเสียขาทั้งสองข้าง แต่นั่นไม่ได้ส่งผลให้ความสุขของเธอลดลง ตรงกันข้าม ดีกรีความสุขกับพุ่งสูงขึ้นมาพร้อมกับมุมมองการใช้ชีวิตแบบคิดบวก

ปัจจุบัน น้องธัญย์ กลายเป็นวิทยากรอิสระ ซึ่งถูกรับเชิญไปบรรยายให้กำลังใจแก่กลุ่มคนต่างๆที่ต้องการแรงบันดาลใจจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือภาคเอกชน ในศูนย์การค้าต่างๆ ล่าสุด ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ให้คนหันมาออกกำลังกาย ในรูปแบบการเป็นพรีเซ็นเตอร์ สปอร์ตโฆษณาชุด วิ่ง สู่ชีวิตใหม่ โดยเป็นตัวแทนของผู้ที่สูญเสียขาแต่ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย

“ครั้งแรกที่มีคนติดต่อมา คิดว่าคงทำไม่ได้หรอก เพราะคอนเซ็ปต์ ต้องวิ่ง เป็นเรื่องยากสำหรับเรา เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการวิ่ง นอกฟิตเนส ไม่ได้เป็นทางเรียบเหมือนกับลู่วิ่งบนเครื่องที่เป็นทางเรียบตลอดเวลา สถานที่จริงมีทั้งทางราบ สเตปเยอะมาก การรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ครั้งนี้จึงเท่ากับว่า เราชนะใจตนเอง รู้สึกดีใจ ที่สามารถทำ ต้องยอมรับว่าเหนื่อยมาก จนบางครั้งร้องไห้ แต่ด้วยกำลังจากทุกคนในครอบครัว และคนรอบข้าง ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้”

เติมชีวิตให้คิดบวก

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ถึงมุมมอง แนวคิดที่ทำให้ ณิชชารีย์ สามารถลุกขึ้นมามีพลังในการดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เธอ มองว่า สิ่งสำคัญเกิดจากการปลูกฝังแนวคิดเชิงบวกของคุณพ่อกิตติ์ธเนศ บวกกับเป็นคนที่มีอุปนิสัยร่าเริงอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยเครียดกับปัญหาที่เข้ามา แม้ว่าจะรู้สึกแย่ แต่ก็สามารถจะปรับตัวได้เร็ว จากการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ความคิดบวก ส่งผลให้ เธอมีสุขภาพกายใจเต็ม 100 เพราะออกกำลังสม่ำเสมอ ส่วนสุขภาพใจเรียกได้ว่าเกิน 100 เนื่องจากทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มพูนกำลังใจอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างการเป็นวิทยากรรับเชิญในการนำเสนอวิธีคิดเชิงคิดบวกในการสร้างกำลังใจแก่บุคคลกรต่างๆ ไม่ว่าเป็นนักเรียน นักศึกษา รวมถึง ระดับผู้บริหาร

เธอ เล่าว่า ทุกครั้งที่ไปคุณพ่อจะไปด้วยเสมอเสมือนเป็นโค้ช คอยแนะวิธีการพูดให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังว่าควรจะพูดในลักษณะไหน ตรงนี้ถือเป็นทางลัดในการเรียนรู้ที่ดีเพราะไม่มีประสบการณ์ตรงนี้มาก่อน แต่จากประสบการณ์จริงและการสั่งสมข้อมูลจากการอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยา ส่งผลให้เธอได้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเชิงบวกเพิ่มขึ้น ที่สำคัญเป็นการให้กำลังใจตนเองซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่คุ้มค่า ส่งผลให้กลายเป็นคนกระตือรือร้นมากขึ้น

สำหรับแรงบันดาลใจในการมองโลกในแง่บวกส่วนหนึ่งมาจาก “พันโทหญิง ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นหญิงเหล็ก เชื้อสายไทยที่เคยเป็นนักบินหญิงในกองทัพอากาศสหรัฐ ผ่านสงครามอิรัก ถูกยิงเครื่องบินตก กลายเป็นคนพิการที่ต้องใช้แขนและขาเทียม แต่ได้รับการยอมรับ เป็นไอดอลในดวงใจของน้องธัญย์ ฝันไว้ว่าอยากจะได้รับการยอมรับเหมือนกับหญิงเหล็กคนนี้

“ เพราะเรามีความพิการในระดับเดียวกัน สูญเสียขาเหมือนกัน แต่เขามีกำลังใจดีมากจนสามารถกลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ อนาคต ธัญย์ อยากเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำต่างๆเพราะเป็นสิ่งที่ชอบและถนัด จากเดิมที่คิดว่าจะเป็นหมอ ที่สามารถรักษาคนได้โดยตรง แต่พอคิดได้ว่า ศาสตร์วิชาอื่นก็สามารถที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้เช่นกัน เพียงแค่เราเลือกที่จะใช้แบบไหนที่เราถนัดมากกว่า”

หลังจากตั้งเป้าหมาย ที่อยากจะเป็นแล้ว ขั้นตอนแรกเธอจึงเริ่มต้นจากการตั้งใจเรียนก่อนเพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า หากมีโอกาส น้องธัญย์ อยากไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ มุมมองจากเพื่อนต่างชาติ แลกเปลี่ยนทัศนคติ ฯลฯ เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เพราะจากประสบการณ์ไปเที่ยวต่างประเทศทำให้เธอได้มุมมองที่แปลกใหม่ทุกครั้ง

แต่สิ่งที่เธอ อยากให้เกิดในประเทศไทย ก็คือ การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ใช้วิลแชร์ เหมือนในต่างประเทศในทุกๆที่ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สถานที่ท่องเที่ยว ระบบคมมนาคมขนส่ง จะช่วยให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้อยากให้สังคมไทยเปิดโอกาสให้คนพิการได้ใช้ชีวิตได้ทัดเทียมกับคนทั่วไปจะทำให้เขาไม่รู้สึกความแปลกแยก

“ ทุกวันนี้ไม่ได้นั่งวิลแชร์บ่อยเพราะใส่ขาเทียมแล้ว แต่ด้วยความที่ออกกำลังกายหนัก เพราะเข้าฟิตเนสทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ทั้งเดินบนลู่วิ่ง ซิทอัพ วิดพื้น ยกเวท ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เวลาเดินจะสามารถ เดินได้ตามปกติไม่เอียงไปมา ตรงนี้ถูกฝึกมาตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลให้ยกเวท 2-3 กิโล วิดพื้น หนักมาก ตอนแรกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ แต่พอทำแล้วรู้ว่ามันดีต่อกล้ามเนื้อมาก”

พลิกมุมคิดชีวิตเปลี่ยน

แม้ว่าณิชชารีย์ จะมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตจากร่างกาย แต่เธอพยายามเอาชนะข้อจำกัดเหล่านั้น เช่น การเล่นแบดมินตัน แสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดด้านร่างกายไม่ได้มีผลต่อการใช้ชีวิตของเธอ

“ อยากบอกกับทุกคนว่า ให้กล้าลงมือทำในสิ่งที่ฝันไว้ให้ดีที่สุดเพราะว่า ในช่วงชีวิตของคนเรา ไม่มีใครรู้หรอกว่า อะไรจะเกิดขึ้นสานความให้เป็นจริงอย่างธัญย์แม้ว่าจะสูญเสียขา แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะสานความฝันให้เป็นจริง เพราะเชื่อว่าได้ผ่านบททดสอบที่หนักมาแล้ว”

ความฝันที่จะก้าวมาเป็นผู้ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกเหมือนกับ นิค วูจิซิค ชาวออสเตรเลียที่เกิดมาไม่มีแขน มีเพียงขาสั้นๆ และนิ้วโป้งที่โผล่มาเพียงสองนิ้วจบในระดับปริญญาตรี ด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชีกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง ที่ยอดขายถล่มทลาย

“จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยคิดว่า ตนเองจะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ แต่เหมือนประสบการณ์สอนให้สามารถที่จะมีเรื่องเล่าที่สามารถช่วยสร้างกำลังใจคนอื่นได้ ถือเป็นสิ่งที่เราอยากต่อยอด และในอนาคต ถ้าเราได้มีโอกาสจะทำให้ถึงระดับประเทศ เพราะทุกครั้งที่พูดออกไปแล้วรู้สึกมีความสุข ที่คนที่ฟังสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ โดยเฉพาะคนที่กำลังต้องการกำลังใจ สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะจากครอบครัว และกำลังใจจากใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่เราสร้างได้ด้วยตนเอง”

ส่วนความทุกข์ ในมุมมองของเธอ แนะว่า ให้กันไปมองอีกด้านหนึ่งของความทุกข์ เพราะทุกเรื่องล้วนมีสองด้านถ้ามองให้ดีมันก็ดี ถ้ามองไม่มีดีมันก็ไม่ดี ดังนั้นพยายามกลับเหรียญให้เป็นอีกด้านหนึ่ง เพราะการมองโลกเชิงบวกจะทำให้ชีวิตบวกตามไปด้วย ทว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้น้องธัญย์ ก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณพ่อ กิตติ์ธเนศ ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกที่แตกต่างจากพ่อคนอื่น กล่าวคือ จะไม่ขีดกรอบ หรือมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของลูกๆ จะปล่อยลูกฝึกที่จะตัดสินใจและลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเอง

“ไม่ว่าเป็นที่เรียน การซื้อหนังสือ ธัญย์ต้องเดินไปเลือกซื้อด้วยตนเอง ยิ่งเมื่อใส่ขาเทียมก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงคุณค่าในการทำกิจกรรมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือ การเดินไปเรียน เพราะทุกครั้งที่เดินจะเจ็บขา ตรงนี้ ทำให้เรารับรู้ถึงคุณค่าของการที่จะได้มาในแต่ละสิ่งและอย่าง เกิดความมุ่งมั่นในการลงมือทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ แทนที่จะรอให้คนอื่นมาช่วย”

กายคิดจิตกำหนด

ขณะเดียวกันคุณพ่อกิตติ์ธเนศ เป็นเอกชนะศักดิ์ เล่าว่า หลังจากอุบัติเหตุจะสอนลูกสาวเสมอว่า อย่าคิดว่าตนเองพิการ ถ้าเราอยู่กับสภาพสังคมได้ตามปกติ เราไม่ใช่ผู้พิการ อีกอย่างหนึ่งอวัยวะที่เราสูญเสียไปก็คือขา มันไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนได้ ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของลูกค้าให้คิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องลุกขึ้นมาเดินได้ตามปกติ หลังจากที่ฟื้นตัวธัญย์ ก็เริ่มทำกายภาพทันที ทำไมจะเดินไม่ได้ ในเมื่อฝึกเดินทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องหักโหม สุดท้ายจะสามารถเดินได้ดีหรือดีกว่าคนที่ขาปกติ

“คนเราทุกคนเหมือนกันหมด พอคลอดออกมาก็ตั้งฝึกเดิน ไม่ใช่ เกิดมาปุ๊ปเดินได้ทันที ฉันใดก็ฉันนั้น ธัญย์จะต้องฝึกที่เดินใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่กับอุปกรณ์ที่จะมาช่วยให้เดินได้ เพราะต่อให้วิเศษขนาดไหน แต่ถ้าตัวเรายอมแพ้ซะแล้วก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

สมัยที่ลูกยังเล็ก คุณพ่อกิตติ์ธเนศ จะพาไปเรียนรู้ธรรมชาติเสมอๆ เพราะมีความเชื่อว่าการที่เด็กๆเรียนรู้จากธรรมชาติ จะทำให้เด็กมีอีคิว ส่วนไอคิวให้ไปเรียนในห้องเรียน ทุกครั้งที่ปิดเทอมจะตะล่อนพาลูกไปเที่ยวต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสาน กรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้และสัมผัสสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

“ เวลาที่ครูถาม เขาสามารถยกมือออกไปพรีเซ็นหน้าชั้นเรียนได้ สมัยก่อนธัญย์เรียนไม่เก่ง เขาก็ถามพ่อว่าทำอย่างไรถึงเรียนเก่ง ผมก็บอกเขาว่า ให้อ่านหนังสือเรียนที่มีไปก่อนที่จะเรียน พอครูสอน ถ้าไม่เข้าใจให้ยกมือถาม จากที่สอบได้ที่ 38 ขยับมาที่ 11 ขยับมาที่ 2 และเป็นที่ 1 ในที่สุด ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า เรียนเก่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกคน ถ้าทำทุกวันมันจะเกิดความชำนาญ พอทำต่อไปเรื่อยๆจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญ เหมือนนักวิทยาศาสตร์เก่ง เพราะเขาทดลองแล้วทดลองอีก”

สไตล์การเลี้ยงลูก ตามแบบฉบับของ คุณพ่อกิตติ์ธเนศ จะฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะล้มลุกคลุกคลานตามธรรมชาติแทนที่ไปช่วยเหลือ จะทำให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเอง พร้อมกันนั้นก็เปิดกว้างด้านความคิด ซึ่งจะแตกต่างจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายส่วนใหญ่ ที่ชอบไปลิขิตชีวตลูกหลาน เช่น เห็นลูกเรียนเก่งก็ผลักดันให้ลูกเรียนหมอ หรือบังคับให้ทำโน่นทำนี่ แทนที่ปล่อยให้คิดตัดสินใจเอง

“ปรัญญาชีวิตของผมมีอยู่ 2 ข้อ ข้อที่หนึ่งใครทำมาหากินเก่งกว่ากัน ข้อที่สองอยู่ในสังคมได้ โดยที่เพื่อนไม่รังเกียจ เพราะไม่เอาเปรียบสังคม รู้จักการให้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม ผมสอนลูกเสมอว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งแต่เรียนจบมาสามารถมาหากินหาเงินได้ อยู่ในสังคมได้ก็พอแล้ว” คุณพ่อกิตติ์ธเนศ กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 16 มีนาคม 2557

อย่านอนกับเครื่องใช้ไฟฟ้า โดย หนูดี วนิษา เรซ

bangkokbiznews140318_001เป็นประเด็นที่หนูดีระมัดระวังเสมอมา เรื่องของการ “นอนกับแหล่งกำเนิดไฟฟ้า” เพราะมันเป็นตรรกะที่คิดเองได้ง่ายๆ ตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาโทวิชาแรก ที่อาจารย์สอนเรื่อง การทำงานของสมอง

ที่บอกว่า สมองของเราส่งข้อมูลในระดับเซลล์เป็นสารสื่อประสาทที่เรียกว่า Neurotransmitter และภายในสมองของเรามีประจุไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนการทำงานของเซลล์ต่างๆ ซึ่งถ้าหากเรากักเก็บกระแสไฟฟ้าไว้ได้เหมือนปลาไหลไฟฟ้า สมองเราก็จะมีกระแสไฟฟ้าถึง 12 วัตต์เลยทีเดียว

เปรียบไป พลังงานไฟฟ้าในสมองเรา 12 วัตต์นี้ ก็จุดหลอดไฟดวงเล็กๆ ในตู้เย็นติดนั่นละค่ะ นี่คือ ในกรณีเราเก็บไฟฟ้าไว้ช็อตใครๆ ได้เหมือนปลาไหลไฟฟ้านะคะ น่าเสียดายที่มนุษย์ทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่า สมองของเรา เป็นอวัยวะชีวภาพที่บอบบางกับกระแสไฟมาก ก็แค่กับโทรศัพท์เครื่องเล็กๆ สมองของเราก็รวนแล้ว นับประสาอะไรกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่กว่านั้น เช่น โทรทัศน์​หรือ เครื่องไมโครเวฟ

แม้ในปัจจุบัน จะยังไม่มีงานวิจัยระยะยาว (Longitudinal Studies) ที่ติดตามผลเกิน 10 ปี ในกลุ่มคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือว่า จะทำให้เกิดมะเร็งสมองได้จริงหรือไม่ เพราะเรื่องราวยังใหม่เกินไป แต่มีงานวิจัยเรื่อยๆ เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความร้อน ที่ออกมาจากการใช้มือถือในระยะประชิดตัว

ใครสนใจอยากติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ลองหาอ่านในเว็บที่น่าเชื่อถือ เช่น http://www.cancer.gov ซึ่งเป็นของ National Cancer Institute ณ​National Institutes of Health ซึ่งจะคอยอัพเดตเรื่องราวใหม่ๆ เกี่ยวกับมะเร็งประเภทต่างๆ โดยเฉพาะงานวิจัยที่น่าสนใจนะคะ หนูดีเองก็คอยลุ้นว่า ปีนี้จะมีงานวิจัยใหม่ๆ อะไรออกมา เราจะได้เตือนกันถูกและระวังตัวให้ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม การใช้โทรศัพท์มือถือแม้จะยังไม่ฟันธงว่า ก่อให้เกิดมะเร็งในสมองได้ แต่นักวิจัยก็ยังเตือนว่า มีความเสี่ยง และยิ่งสำหรับเด็กแล้ว ถือว่ามีความเสี่ยงสูง หากเป็นได้ ขอให้เลี่ยงการที่เด็กเล็ก ในวัยที่สมองกำลังฟอร์มตัวและพัฒนาในระบบประสาทส่วนกลาง มิให้เล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของพ่อแม่ รวมถึงงดของเล่นประเภทแทบเลตโดยสิ้นเชิง ด้วยกังวลว่า อันตรายจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและความร้อนที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์จะทำลายเนื้อเยื่ออ่อนๆ ของเด็กในระยะประชิดได้

ที่สำคัญ ถึงแม้ในวัยผู้ใหญ่แล้ว นักวิจัยก็ยังคงเตือนมิให้เราใช้โทรศัพท์มือถือพร่ำเพรื่อ โดยเน้นว่า หากอยู่ในบ้านหรือในออฟฟิศ ขอให้ใช้โทรศัพท์สายบ้านเท่านั้น และหากต้องโทรมือถือ ก็ต้องใช้หูฟังที่แยกออกมา อย่าเอาโทรศัพท์ไปแปะไว้ที่ข้างแก้มเพราะเนื้อเยื่อตรงนั้นอ่อนๆ โดนความร้อนและคลื่นอาจไม่ปลอดภัย

ส่วนในห้องนอน หนูดีไม่มีการชาร์จโทรศัพท์มือถือ เพราะเกรงสัญญานที่ออกมาในขณะที่เราหลับจะทำร้ายสมอง เพราะแม้ปิดเครื่องแล้วแต่ใครจะรู้ว่า สัญญาณคลื่นแม่เหล็กที่เล็ดลอดออกมาจะส่งผลเสียกับสมองแค่ไหน เพราะเสี่ยงแม้เพียงนิดเดียวหนูดีก็ไม่อยากเอาสมองอันมีค่าไปทดลอง ที่สำคัญ อย่าคิดว่า ไม่มีงานวิจัยออกมาบอกว่า “มันอันตรายนะ” แล้วมันคือปลอดภัย เพราะงานวิจัยชิ้นหนึ่งกว่าจะตีพิมพ์ได้ใช้เวลาหลายปี ระหว่างที่เก็บข้อมูลเราก็เอาตัวไปเสี่ยงแล้ว ดังนั้น นอกจากศึกษางานวิจัยแล้ว หนูดีเน้น “คอมมอนเซนส์”​หรือ ตรรกเบื้องต้นเลยค่ะ อะไรที่มันดูไม่น่าไว้วางใจก็จะหนีห่างเอาไว้ก่อนเลย ไม่อยากวัวหายล้อมคอก

ล่าสุด มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า เด็กที่มีโทรทัศน์ในห้องนอนนั้น เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักตัวเทียบกับกลุ่มเด็กที่ไม่มีโทรทัศน์ในห้องนอนพบว่า เด็กที่มีโทรทัศน์จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยสูงกว่าประมาณหนึ่งปอนด์ พูดง่ายๆ ว่า เด็กที่พ่อแม่ใจดี ใส่โทรทัศน์เข้าไปในห้องนอนให้ลูกนั้น ส่งผลให้ลูกอ้วนกว่าเด็กที่พ่อแม่เข้มงวดกว่า และไม่ยอมให้ดูโทรทัศน์ในห้องนอน

นักวิจัยคาดว่า อาจเป็นไปได้ว่า เป็นเพราะเด็กดูโฆษณาขนมอาหารมากกว่า หรือเป็นได้ว่า คลื่นกระแสแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรทัศน์จะไปรบกวนการหลับและการหลั่งฮอร์โมน การซ่อมแซมร่างกายของเด็ก โดยในงานวิจัยถึงแม้เด็กจะไม่เปิดโทรทัศน์ดูเลย แต่ผลที่ได้ก็ไม่ต่างกันเลย…น่ากลัวจริงๆ ค่ะ

สำหรับโลกของแพทย์ทางเลือกก็กลัวเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่แตกต่างกัน โดยในหนังสือของคุณหมอฝังเข็มของหนูดี คุณหมอไพร ในเล่ม “รู้ก่อนป่วย ด้วยแพทย์แผนจีน” ได้เล่าว่า มีคนไข้คนหนึ่งที่ปวดหัวมาหาคุณหมอ จึงได้ฝังเข็มและให้ยาจีนรับประทาน โดยรักษาแล้วก็หาย แต่แล้วก็กลับมาเป็นอีกอย่างน่าประหลาดใจ อาการกลับมาเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุผล

แต่ในที่สุดวันหนึ่ง คนในครอบครัวสังเกตว่า ที่หัวนอนของคนไข้มีการติดเครื่องกรองน้ำแบบเสียบไฟฟ้าอยู่นอกห้อง แต่ติดกับตรงหัวเตียงคนไข้พอดี อีกทั้ง แพทย์แผนญี่ปุ่นก็มีความเชื่อว่า กระแสไฟฟ้าเหล่านี้จะไปรวนกระแสไฟฟ้าในร่างกาย ทำให้ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะ ปวดต้นคอ ปวดไหล่ ฯลฯ ที่หาสาเหตุไม่พบ จนทำให้หมอวินิจฉัยและรักษาผิดทางมานักต่อนัก

ในที่สุด ในกรณีนี้ คนไข้ตัดสินใจหันหัวเท้าสลับกัน คือ ยังนอนบนเตียงเดิมอยู่ แต่หันปลายเท้าไปทางเครื่องกรองน้ำ ผลที่ได้คือ อาการปวดหัวค่อยๆ หายไปจนหายสนิทในที่สุด

ลองตรวจดูในห้องนอนของเรานะคะว่า มีโทรทัศน์หรือไม่ เราชาร์จแบตมือถือไว้หัวนอนไหม เรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรที่อยู่ใกล้ๆ หัวเราขณะหลับบ้าง รีบย้ายออกไปเสียนะคะ สมองของเรามีค่าสูงมาก อย่าเอาไปเสี่ยงด้วยการวางสมองไว้ใกล้ๆ แหล่งกำเนิดไฟฟ้าทั้งคืนเลยค่ะ

( * ตีพิมพ์ใน นสพ.กรุงเทพธุรกิจ เซกชั่นกรุงเทพธุรกิจกายใจ ชื่อคอลัมน์ฉลาดสุขกับหนูดี ฉบับวันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม 2557)

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 18 มีนาคม 2557

ผ่าตัดแผลเล็กรักษาโรคกระดูกสันหลัง

bangkokbiznews140326_001aสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพเผย 5 ปีแห่งความสำเร็จของการเลือกใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็กสำหรับรักษาโรคกระดูกสันหลัง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา สู่การสร้างเครือข่ายของการรักษากระดูกสันหลัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย

นายแพทย์พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า สถานการณ์ของโรคกระดูกสันหลังในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงขึ้น แม้จะไม่มีการเก็บสถิติไว้อย่างชัดเจน ด้วยวิถีชีวิตของคนโดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง

สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ เราเลือกสรรวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้การรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับ ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้มาตรฐานตามหลักสากล จนได้รับรองมาตรฐานการรักษาเฉพาะทางด้านโรคปวดหลังจาก JCI สหรัฐอเมริกา ทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้ทีมแพทย์สหสาขา อันได้แก่ ประสาทศัลยแพทย์ แพทย์ศัลยกรรมกระดูก แพทย์ประสาทวิทยา จิตแพทย์ วิสัญญีแพทย์ แพทย์ เวชศาสตร์ ฟื้นฟู พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่เทคนิค ที่จะร่วมกันให้การดูแลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านกระดูกสันหลัง อย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ทันสมัย อาทิ Microscope, Minimal access surgeries, O-ARM and Navigation, Intraopertative monitoring (IOM) เครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัดเพื่อให้เกิดประสิทธิผล และประสิทธิภาพของการรักษา

“สิ่งสำคัญคือ การป้องกันและรักษากระดูกสันหลังของคนไทย โดยโรงพยาบาลกรุงเทพเองจะเข้ามามีบทบาทผ่านการสร้างเครือข่ายของโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตร ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคนิคการรักษาแบบใหม่ และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น” ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพเผย

bangkokbiznews140326_001b

นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ กล่าวว่า ครบรอบ 5 ปีสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ เริ่มเปิดทำการมาตั้งแต่ พศ. 2552 โดยทำการรักษาผู้ป่วยอย่างครบครัน พร้อมทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมดูงานของแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแพทย์จากภูมิภาคเอเชีย ได้แวะเวียนมาเพื่อศึกษาการผ่าตัดด้วยวิธีที่ทันสมัย จนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการผ่าตัดด้านแผลเล็ก อาทิเช่น การผ่าตัดแบบ OLIF โอ-ลิฟ หรือ การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังข้างลำตัวแบบแผลเล็ก (Olique lumbar Interbody Fusion)

หนึ่งในเทคนิคที่ทางสถาบันได้นำมาใช้ในการรักษาโรคทางกระดูกสันหลัง คือ การผ่าตัดแผลเล็กข้างลำตัว DLIF (Direct Lateral Interbody Fusion) หรือ OLIF (Olique Lumbar Interbody Fusion) เป็นการผ่าตัดวิธีใหม่เสริมหมอนรองกระดูกสันหลังข้างลำตัวแบบแผลเล็ก โดยไม่จำเป็นต้องผ่าเลาะกล้ามเนื้อหลัง ด้วยการใส่อุปกรณ์หนุนหมอนรองกระดูกแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกสันหลังข้อนั้นแข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น การปวดหลังจึงลดลง ซึ่งปัจจุบันได้ปรับปรุงวิธีการให้ดีขึ้น และเปลี่ยนชื่อจาก DLIF เป็น OLIF เน้นการผ่าตัดแผลเล็ก กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อย เสียเลือดน้อย (เฉลี่ย 50 ซีซี.) ให้ผลสำเร็จในการเชื่อมข้อมากกว่าการผ่าตัดแบบทั่วไป ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดปัญหาปวดหลังเรื้อรังและภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท และที่สำคัญคือ มีโรคแทรกซ้อนต่ำ ปัจจุบันสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ได้รักษาผู้ป่วยด้วยวิธีนี้มากกว่า 150 ราย ได้ผลสำเร็จอยู่ในระดับดีมาก

ในขณะที่เทคนิคการผ่าตัดแบบ Anterior Lumbar Interbody Fusion (ALIF) นายแพทย์สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ อธิบายว่า ALIF เป็นการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง โดยที่แผลผ่าตัดอยู่ด้านหน้าท้อง เป็นวิธีผ่าตัดที่ทำมานาน มีประสิทธิภาพและให้ผลการรักษาที่ดีมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดที่เรียกว่า Minimal Invasive ALIF ซึ่งมีข้อดี คือ เป็นการผ่าตัดที่ทำลาย หรือ รบกวน กล้ามเนื้อน้อยมาก ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างรวดเร็ว ผลข้างเคียงน้อย (โดยที่ในปัจจุบันมีวัสดุที่ใส่ในช่องหมอนรองกระดูก และยึดให้มั่นคงที่ในผู้ป่วยจำนวนมากไม่จำเป็นต้องผ่าตัดยึดโลหะจากด้านหลัง) แต่การผ่าตัดดังกล่าวมีโอกาสเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือด ซึ่งผู้ป่วยอาจมีผลแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ ดังนั้นศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง และศัลยแพทย์ด้านหลอดเลือด จะร่วมกันผ่าตัด Minimal Invasive ALIF เพื่อลดอัตราเสี่ยงดังกล่าวลง ทางสถาบันได้รับความร่วมมือจากศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง และศัลยแพทย์ด้านหลอดเลือด (ที่ผ่านการฝึกอบรม spine access surgery) ในการเข้าทำผ่าตัดร่วมกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ป่วย ลดระยะเวลาการผ่าตัด ลดอัตราการเสียเลือด ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเร็วขึ้น ตลอดจน ทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจถึงมาตรฐานการรักษาที่ดี

“จุดประสงค์ของการผ่าตัดนี้ คือการรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลังและบรรเทาอาการปวดขาหรือหลัง อาการเหน็บชา อ่อนเพลียหรือการทรงตัวที่ผิดปกติจากความดันในเส้นประสาท”

นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ทางสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ใช้ BMP (Bone Morphogenetic Protein) ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง คือ โปรตีนสังเคราะห์ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูก (rhBMP-2) เริ่มทดลองใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังตั้งแต่ ปลายปี 2001 ต่อมามีการผลิตและใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ในสหรัฐอเมริกา FDA ระบุถึงข้อบ่งชี้ ให้ใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอวทางด้านหน้า (Anterior Lumbar Interbody Fusion) โดยร่วมกับ Interbody device

ข้อดี คือ มีประสิทธิภาพในการเชื่อมข้อสูงมาก ใช้ระยะเวลาสั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงความปวดที่ลดลงเมื่อกระดูกเชื่อมสมบูรณ์เร็วขึ้น และเทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องตัดกระดูกของผู้ป่วยเองเพื่อใช้เชื่อมข้อกระดูกสันหลัง ดังนั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุด และผลข้างเคียงน้อยที่สุด คือ การใช้ตามข้อบ่งชี้ที่ระบุให้ใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังทางด้านหน้า และให้อยู่ใน Interbody device แต่ผลข้างเคียงของ BMP อาจทำให้เกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง (ไม่แนะนำให้ใช้ในการเชื่อมกระดูกคอทางด้านหน้า) และ อาจทำให้เกิดกระดูกงอกในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอาจจะไปกดทับเส้นประสาทหรืออวัยวะอื่นได้

bangkokbiznews140326_001c

 

อุปกรณ์ในการผ่าตัดแบบแผลเล็กข้างลำตัว DLIF

 

แพทย์หญิงนันท์ชญาน์ ฉายะโอภาส แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวว่า รูปแบบการกายภาพบำบัดเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังมีทั้งแบบสำหรับผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด และต้องผ่าตัด ซึ่งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะเป็นผู้กำหนดวิธีการกายภาพให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย จุดเด่นของวิธีรักษาด้วยการทำกายภาพระยะสั้น คือ สามารถบรรเทาการเจ็บปวด ลดการใช้ยา ให้ความรู้การจัดท่าทางของแผ่นหลังและการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละบุคคล และกายภาพระยะยาว คือ ดูแลตัวเองได้ถูกต้อง ออกกำลังให้ถูกกับตัวโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องผ่าตัด จะใช้วิธีกายภาพด้วยเครื่องมือต่างๆ อาทิ การประคบร้อน กระตุ้นไฟฟ้า ฝังเข็ม ธาราบำบัด ฯลฯ เพื่อการลดปวด และควรหาสาเหตุ เฝ้าระวังป้องกันโรคก่อนที่จะรุนแรงขึ้น เช่น สังเกตพฤติกรรมออกกำลังกายผิดวิธี คงค้างอยู่ในท่าที่ผิดลักษณะเป็นเวลานานๆ ฯลฯ เพื่อหาวิธีการแก้ไขด้วยการให้ความรู้ในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละบุคคล

แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัด แพทย์ต้องดูแลความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดและหลังจากผ่าตัด เพื่อลดอาการแทรกซ้อน ฟื้นฟูสุขภาพให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านแล้วดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะส่วนหลังและสุขภาพองค์รวมไปถึงหัวใจและปอดให้แข็งแรง พร้อมทั้งเรียนรู้การออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เช่น มีโรคประจำตัวต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์ต้องดูแลประคับประคอง เพื่อลดโอกาสเกิดการดำเนินโรคที่รุนแรงมากขึ้น รวมไปถึงฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจให้ได้สูงสุดเท่าที่สภาพร่างกายอำนวย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันอีกโรคที่น่าจับตามองคือ โรคเนื้องอก หรือมะเร็งบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรคที่ปัจจุบันเราสามารถรักษาได้ นายแพทย์ยอดรัก ประเสริฐ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและกระดูกสันหลัง อธิบายว่า มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่ผิดปกติของอวัยวะในส่วนต่างๆ มีโอกาสแพร่กระจายได้ถึง 70% และในจำนวนนี้ มีโอกาสที่จะแพร่กระจายมายังกระดูกสันหลังถึง 40% แม้ว่าอาจเกิดอาการเพียง 10-20% แต่ผู้ป่วยเหล่านั้นจะต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดและอาการอ่อนแรง บางรายอาจเป็นอัมพาตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วจะมีโอกาสช่วยผู้ป่วยได้มากทั้งในการลดอาการปวดและลดความพิการจากอาการกดทับของไขสันหลัง

“วิธีการรักษามะเร็งแพร่กระจายมากระดูกสันหลังในปัจจุบันมีพัฒนาการไปมากทั้งวิธีการผ่าตัดและอุปกรณ์สำหรับใส่เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ตลอดจนการรักษาเสริมภายหลังจากการผ่าตัด ทั้งการฉายรังสีและเคมีบำบัด”

สถาบันกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้การรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลัง รวมถึงเนื้องอกของกระดูกสันหลังทุกชนิด ทุกขั้นระยะของโรค ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนการรักษาซึ่งจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างดีระหว่างทีมแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยประสาทศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง แพทย์รังสีรักษา และวิสัญญีแพทย์ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โทร. 1719 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 มีนาคม 2557

สมุนไพรรักษาหวัด

dailynews140321_001สังคมในปัจจุบันเต็มไปด้วยมลพิษรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศที่เราหายใจเข้า-ออก ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่ใกล้ตัวเรา และมลพิษเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดอาการป่วยได้ทั้งสิ้น แต่รู้กันหรือไม่ว่า รอบตัวเรานี้ก็มียารักษาอาการป่วยอยู่เช่นกัน เรื่องนี้กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เผยแพร่ความรู้ไว้ว่า ผักผลไม้หลายชนิด มีสรรพคุณทางยา สามารถใช้รักษาโรคหวัด โรคฮิตที่หลายคนป่วยกันอยู่บ่อยๆ

เมนูง่ายๆ อย่างผัดกะเพราก็มีสรรพคุณทางยา เพราะ กะเพรา เป็นสมุนไพรที่คนไทยและคนอินเดียนิยมรับประทาน เพราะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ทั้งยังแก้ไอ แก้หวัด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลายเครียด แก้อักเสบ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้ สมัยก่อนคนไทยและคนจีนใช้ตะไคร้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ แก้ปวดหัว ปวดท้อง และตะไคร้ยังเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ แก้อักเสบ ปัจจุบันผู้ขายอาหารสุขภาพจึงนำตะไคร้มาคั้นเอาแต่น้ำแล้วจำหน่าย นอกจากนี้ ตะไคร้ยังเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารไทยขึ้นชื่อ อย่าง ต้มยำ เมนูโปรดของทั้งคนและชาวต่างชาติ เมื่อตะไคร้ไปรวมตัวกับสมุนไพรอื่นในเมนูนี้ ทั้งขิง ข่า มะนาว พริก กระเทียม มะกรูด หัวหอม จึงกลายเป็นเมนูที่ช่วยบรรเทาโรคหวัดได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ไม่ได้มีแต่ผักเท่านั้นที่สามารถรักษาโรคหวัดได้ เพราะผลไม้อย่าง กระเจี๊ยบ ก็เป็นสมุนไพรสีสวยที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินซี สร้างสมดุลความดัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และมีสรรพคุณต้านหวัด แก้ไข้ แก้ไอ ขับปัสสาวะ ซึ่งกลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ระบุถึงการรายงานจากนักวิทยาศาสตร์พบว่า สารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบ มีฤทธ์ต้านเชื้อไวรัส ฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรงและลดปริมาณไวรัสเข้าสู่ร่างกาย และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ และยังเชื่ออีกว่า การรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารดังกล่าวจะช่วยลดการติดเชื้อ ลดปริมาณเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ได้ โดยสารแอนโธไซยานินสามารถหาได้จากพืชหลายชนิด เช่น ดอกอัญชัญ มะเขือม่วง กะหล่ำม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว หรือจากผลไม้ที่มีสีแดงอย่าง ทับทิมและลูกหว้า

ส่วนผลไม้พื้นบ้าน อย่างมะขามป้อม รสเปรี้ยวเข็ดฟัน ก็อุดมด้วยวิตามินซีสูง คนรุ่นเก่านิยมนำมาใช้เป็นยารักษา และใช้เป็นยาอายุวัฒนะ มีสรรพคุณแก้ไอ บำรุงเสียง ทำให้ชุ่มคอ มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน และมีสารโพลีฟีนอลที่ออกฤทธิ์เหมือนวิตามินซี ปัจจุบันพบว่า สารชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่อีกด้วย

ผักและผลไม้ในบ้านเราหลายชนิดมีสรรพคุณทางยาสามารถรักษาโรคได้โดยไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้นิยมใช้ธรรมชาติบำบัด.

 

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 21 มีนาคม 2557