อาหารไฟแรง เผาสมองเสื่อม

thairath150206-1นักวิจัยของวิทยาลัยแพทย์เมาท์ ไซนาย รัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ค้นพบด้วยความห่วงใยผู้คนว่า การกินอาหารที่ประกอบอาหารด้วยไฟแรงๆ จะทำให้ล่อแหลมต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมหนักขึ้น

เมื่อเราปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ หรือแม้แต่เก็บเนื้อสัตว์ไว้ในอุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานๆ อย่างเช่น พวกเนยแข็ง มันจะทำให้เกิดสารผสม ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล โปรตีนและสารที่มีอณูขนาดใหญ่อื่นๆ สารผสมนี้จะทำให้เป็นโรคเรื้อรังต่างๆขึ้นโดยง่าย ด้วยการก่อให้เกิดการอักเสบ หรือการที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของความเสื่อมโรคเรื้อรังมากกว่า 70 ชนิด

นักวิจัยกล่าวว่า เราพบว่าหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีสารผสมนี้สูง จะเกิดโรคเหมือนกับกินอาหารแบบตะวันตกขึ้นในสมอง ซึ่งเป็นสารประกอบของคราบที่ทำให้เกิดเป็นโรคสมองเสื่อม การปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ มากเท่าไรยิ่งก่อให้เกิดสารนี้มากขึ้น.

ที่มา : ไทยรัฐ  6  กุมภาพันธ์ 2558

นาฬิกาชีวภาพ บอกให้รู้วันตาย

thairath150204นักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่านาฬิกาชีวภาพในตัวเราสามารถจะกำหนดอายุของเราได้ว่าจะตายเมื่อไหร่

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเอดินเบอระร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ออสเตรเลียและสหรัฐฯศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของระบบพันธุกรรมจนรู้ได้ว่ามันอาจจะบอกให้รู้วันตายของเราได้ เมื่อทดสอบเปรียบเทียบระหว่างอายุขัยที่แท้จริงกับอายุตามที่นาฬิกาชีวภาพบอก ปรากฏว่าไม่ต่างกันมากเท่าไร

ผู้ใดที่มีเวลาตามนาฬิกาชีวภาพเร็วกว่าอายุที่เป็นจริงจะมีอายุสั้นกว่าผู้ที่เวลาตามนาฬิกาชีวภาพเดินตรงกับอายุจริง

นักวิจัยได้บอกอย่างหนักแน่นว่า ความเกี่ยวพันระหว่างนาฬิกาชีวภาพที่เดินเร็วกับอายุสั้นนั้นแน่นอน ไม่ว่าจะคำนึงถึงปัจจัยอื่นตั้งแต่การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยหรือไม่.

ที่มา : ไทยรัฐ  4  กุมภาพันธ์ 2558

เคี้ยวหมากฝรั่งเก็บ เชื้อโรคตั้งร้้อยล้าน

thairath150129นักวิจัยมหาวิทยาลัยโครนิงเกน ของเนเธอร์แลนด์ พบว่า ชั่วแต่การเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่สัก 10 นาที จะสามารถกำจัดแบคทีเรีย เรือน 100 ล้านให้พ้นจากปากได้ ไม่แพ้การใช้ไหมขัดฟัน เพราะการเคี้ยวจะช่วยตะล่อมและกวาดต้อนแบคทีเรียเหล่านั้น ออกจากช่องปาก

พวกเขาได้ทดลองให้นักศึกษาวิศวกรรมชีวการแพทย์ 5 ราย เคี้ยวหมากฝรั่งธรรมดา รสสะระแหน่ คนละเวลานานระหว่างครึ่งวินาทีถึง 10 นาที แล้วให้คายใส่ถ้วยซึ่งใส่น้ำฆ่าเชื้อแล้วไว้เต็ม นำไปวิเคราะห์

ตามรายงานของหนังสือ พิมพ์ “การแพทย์รายวัน” แจ้งว่า นักวิจัยได้พบในถ้วยแต่ละใบมีแบคทีเรียที่เกาะตามเศษชิ้นของหมากฝรั่งมากประมาณ 100 ล้าน และพบว่ามันจะเพิ่มมากขึ้นถ้าหากนักศึกษาเคี้ยวนานขึ้น

หากว่านักศึกษาเคี้ยวนานยิ่งกว่านั้น จะพบว่าหมากฝรั่งหมดความเหนียว แสดงว่ามันได้ดักเก็บแบคทีเรียเอาไว้ได้ “โดยที่แบคทีเรียที่ติดอยู่กับเศษหมากฝรั่งเหล่านั้น สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กทรอนิกส์”.

ที่มา : ไทยรัฐ  29 มกราคม 2558

ออกกำลังไม่ลบ ภัยการนั่งนาน

thairath150127นักวิจัยของสถาบันพักฟื้นของแคนาดา อ้างว่า ทราบผลจากการศึกษาว่า การนั่งเป็นเวลานานหลายชั่วโมงจะยิ่งเสี่ยงกับโรคเบาหวาน หัวใจ มะเร็ง และการเสียชีวิตหนักขึ้น ถึงแม้จะเป็นผู้ออกกำลังประจำอยู่ก็ตาม ค้านกับความเชื่อที่เป็นมานานแล้วที่ว่า แค่ได้ออกกำลังนาน 1 ชั่วโมง ก็สามารถล้างโทษของการนั่งๆนอนๆนานๆออกได้หมด

นักวิจัยกล่าวว่า ได้ศึกษาด้วยการเอาผลการศึกษาที่แล้วๆมา 47 เรื่องด้วยกัน มาตรวจทบทวนดูอีกหนหนึ่ง

นักศึกษาปริญญาเอกผู้เป็นหัวหน้านักวิจัยเปิดเผยว่า “เราได้พบว่า การนั่งๆนอนๆนานๆ มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคร้ายเหล่านี้อยู่อย่างแน่นหนา โดยชี้ให้เห็นว่า “เมื่อตอนเรายืน กล้ามเนื้อบางมัดในตัวเราจะต้องทำงานหนักมาก ในการที่จะทำให้เรายืนได้ตรง” แล้วบอกต่อไปว่า “แต่เมื่อเรานั่งนานๆการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานของเราจะหยุดชะงักลง การประพฤติเช่นนี้จะทำให้เกิดโทษหลายประการ”

เขายังได้แนะนำวิธีบรรเทาความเสียหายจากการนั่งจุมปุ๊กนานว่า หากนั่งนานทุกๆครึ่งชั่วโมงก็ควรจะลุกขึ้นพัก หรือเดินระหว่าง 1-3 นาที ถ้าหากนั่งดูทีวี ก็ควรจะลดเวลาดูให้น้อยลง ระหว่าง 15-20 นาที

ทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตเกือบปีละ 3.2 ล้านคน เพราะขาดการออกกำลัง องค์การอนามัยโลกได้กล่าวโทษการไม่ยอมออกกำลังเป็นมัจจุราชชั้นนำอันดับ 4 ของการเสียชีวิตทั่วโลก.

ที่มา : ไทยรัฐ  27 มกราคม 2558

“หลังยาว”เผาชีวิต หนักกว่าอ้วนอึ้ดทึ่ด

thairath150119-1อุตส่าห์ลงทุนศึกษาผู้คนจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 คน มาเป็นเวลานานตั้ง 12 ปี ถึงได้ทราบความลับว่าขาดการออกกำลังยิ่งร้ายกว่าการปล่อยตัวให้อ้วนใหญ่เสียอีก

ยังทำให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แห่งอังกฤษ รู้ด้วยว่าการทำตัวให้หลังยาว ไม่ออกกำลังเลย ทำให้ชาวเมืองน้ำชาต้องเสียชีวิตลงเปล่าๆปลี้ๆ ปีละประมาณ 676,000 คน เมื่อเทียบกับจำนวนคนตายเพราะความอ้วน มีปีละ 337,000 รายเท่านั้น ทั้งที่แค่เจียดเวลาออกกำลังเพียงแค่อย่างต่ำ วันละ 20 นาทีเท่านั้น ก็จะเป็นมงคลแก่ชีวิตเหลือหลาย ไม่ว่าคนเราจะอ้วนแค่ไหน จะได้ผลบุญจากการออกกำลังด้วยกันทั้งนั้น

ผู้ที่เกียจคร้านในการออกกำลังจะต้องเสี่ยงภัยจากโรคภัยต่างๆนับไม่ถ้วน คนอ้วนๆยังจะตายยากกว่ากัน

ผลการศึกษาเปิดเผยอยู่ในวารสาร “โภชนศาสตร์คลินิก” ของสหรัฐฯ.

ที่มา : ไทยรัฐ  19 มกราคม 2558

หลับตาฟังเรื่อง ทำให้จำได้แม่น

thairath150119นักวิจัยมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ของอังกฤษ พบเคล็ดเมื่อตอนคนเรานึกอะไรไม่ออกว่าให้ลองหลับตาสักพักหนึ่ง จะทำให้นึกออกได้เกือบ ถูกหมด

นักวิทยาศาสตร์ได้พบในการทดสอบกับอาสาสมัคร โดยพยายามจะค้นหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้พยานบุคคลในเหตุอาชญากรรมสามารถจดจำรายละเอียดเมื่อให้การกับตำรวจ และได้พบว่าอาสาสมัครคนที่หลับตาอยู่แทบตลอดเวลา เมื่อถูกถามไถ่กลับเล่ารายละเอียดได้ดี ตอบคำถาม 17 ข้อได้มากถึง 3 ใน 4 ในขณะที่คนอื่นๆซึ่งไม่ได้หลับตาลงเลย คงลืมตาตามปกติ กลับตอบคำถามถูกแค่ร้อยละ 41 เท่านั้น

พวกเขาได้สรุปความรู้ว่า การหลับตามีผลกระทบช่วยให้จดจำรายละเอียดถูกต้องได้แรงที่สุด รวมทั้งความรู้สึกสบายดีขณะเมื่อถูกซักถาม ก็มีส่วนอยู่ด้วยเหมือนกัน ด้วยเหตุว่ามันช่วยป้องกันไม่ให้เสียสมาธิ.

ที่มา : ไทยรัฐ  19 มกราคม 2558

อาการซึมเศร้าเป็นโรคทางกาย

thairath150114อาการซึมเศร้าแท้จริงอาจจะไม่ใช่อาการทางจิตหรืออารมณ์ แต่หากเป็นอาการอักเสบ เกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย

นักจิตวิทยาคลินิกจอร์จ สลาวิค มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้ศึกษาเรื่องอาการซึมเศร้ามานานหลายปี ได้สรุปว่ามันเป็นอาการทางจิต เท่าๆกับอาการทางกาย เขาบอกว่า “ควรจะเลิกเรียกมันว่าเป็นอาการทางจิตอีกต่อไปแล้ว แม้มันจะเกี่ยวกับจิตใจ แต่มันก็เกี่ยวกับหลายส่วนของชีววิทยาแห่งสุขภาพร่างกายเราด้วย”

เคยมีการวิจัยพบมาแล้วว่าแม้แต่คนปกติก็อาจจะทำให้เกิดอาการเศร้าซึม ความวิตกกังวลชั่วคราวอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อถูกฉีดวัคซีน ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบขึ้นสูง.

ที่มา : ไทยรัฐ  14 มกราคม 2558

ข้อเข่าเสื่อม…รักษาได้ไม่ยาก ตอนที่ 1 : กระดูกอ่อนในข้อ

thairath150213-1ความสำคัญของกระดูกอ่อนในข้อ

กระดูกอ่อนในข้อ หรือ กระดูกอ่อนข้อต่อ เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มอยู่ที่ปลายกระดูกส่วนที่อยู่ในข้อต่อ ทำหน้าที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัด กระดูกอ่อนข้อต่อจึงมีโครงสร้างที่ต่างจากกระดูกอื่นๆ คือ มีผิวมันวาว มีความหนาและแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้สูง กระดูกอ่อนข้อต่อจะไม่มีหลอดเลือดไปเลี้ยง แต่ได้รับสารอาหารจากน้ำหล่อเลี้ยงที่ผลิตจากเยื่อบุข้อที่เรียกว่าไขข้อ ซึ่งจะไปเคลือบอยู่ระหว่างผิวข้อทั้งสองด้านเพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวง่ายขึ้น โดยทั่วไปกระดูกอ่อนข้อต่อสามารถใช้งานได้ตลอดอายุขัยของแต่ละคน

กระดูกอ่อนอยู่ในส่วนใดของร่างกายบ้าง

กระดูกอ่อนข้อต่อจะมีอยู่เฉพาะในข้อต่อที่มีไขข้อเท่านั้น เนื่องจากต้องมีไขข้อมาหล่อเลี้ยง ส่วนกระดูกอ่อนที่พบในตำแหน่งอื่น เช่น ดั้งจมูก หรือใบหู เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนเส้นใยซึ่งพบบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลังหรือระหว่างกระดูกหัวหน่าว ซึ่งเป็นข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวน้อย กระดูกอ่อนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากพูดถึงข้อเสื่อมเราจะหมายถึงกระดูกอ่อนในข้อหรือกระดูกอ่อนข้อต่อ ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า ‘กระดูกอ่อน’ นั่นเอง

thairath150213-2

จะทราบได้อย่างไรว่ากระดูกอ่อนเริ่มผิดปกติ

เมื่อกระดูกอ่อนข้อต่อเริ่มเกิดการเสื่อม ผิวนอกที่เรียบเป็นมันวาวจะเริ่มแตกเป็นเส้นใยฝอยๆ เป็นการปริแยกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อโรคดำเนินต่อไปก็จะแตกเป็นร่องลึก ผิวข้อจะเริ่มขรุขระ ลึกลงไปถึงชั้นกระดูกผิวข้อจะค่อยๆ บางลงและเสื่อมสลายไปหมดจนเหลือแต่กระดูกแข็ง

อาการของโรคข้อเสื่อม คือ อาการปวด จะปวดแบบเสียวลึกๆ ขัด และตึงในข้อ อาการจะมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรืออากาศเย็น ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนผู้ป่วยอาจจะเดินได้ช้าลง การเคลื่อนไหวลดลง มีเสียงกรอบแกรบในข้อ ข้อบวม กล้ามเนื้อรอบข้อลีบลง และเมื่อโรคลุกลามจะทำให้ข้อมีลักษณะผิดรูป ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมักจะทำให้ขาโก่ง

การปฏิบัติตัวเมื่อพบว่ากระดูกข้อเสื่อม

สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคข้อเสื่อมลุกลาม ได้แก่

1. ควบคุมน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับข้อเสื่อมโดยเฉพาะข้อเข่า การลดน้ำหนักลงได้ 5 กิโลกรัมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อข้อเข่าเลื่อมลงได้ครึ่งหนึ่ง

2. หลีกเลี่ยงการใช้งานที่ต้องรับแรงกระทำมากๆ ทุกวัน เช่น งานที่ต้องนั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรืองานที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ

3. ไม่ควรทำกิจกรรมต่างๆ บนพื้น เช่น การล้อมวงกินข้าว การซักผ้า รัดผ้า หรือการใช้ห้องน้ำที่ต้องนั่งยองๆ

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ  13 กุมภาพันธ์ 2558

กามวิตถารข่มขืนหญิงชรา

dailynews150201-1กรณีคนร้ายออกอาละวาดข่มขืนผู้หญิงสูงอายุในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ สร้างความกังขาให้กับคนในสังคมว่าคนร้ายเป็นโรคจิตหรือไม่อย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า คนร้ายน่าจะมีความผิดปกติทางจิต อยู่ในกลุ่มกามวิตถาร ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก โดยบางกลุ่มก็ไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นความผิดปกติทางจิต เป็นเพียงรสนิยมทางเพศ บางคนสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้สูงอายุได้โดยไม่มีความรุนแรง แต่เนื่องจากในคน ๆ เดียวสามารถกระทำเช่นนี้ซ้ำได้ จึงทำให้มีเหยื่อมากขึ้น และเป็นอันตรายต่อสังคมเมื่อมีความรุนแรงร่วมด้วย

กรณีนี้ผู้กระทำไม่ใช่โรคจิตอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะโรคจิต คือ ผู้ป่วยทางจิตที่หูแว่ว ประสาทหลอน คนโรคจิตก่อคดีที่เห็นได้ชัด คือ กรณีของหญิงสาวที่ใช้มีดจ้วงแทงเด็กนักเรียนโรงเรียนดัง กลางกรุงเทพมหานครเมื่อหลายปีก่อนเนื่องจากมีเสียงแว่วมาสั่งให้ทำ

ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า พฤติกรรมของผู้กระทำ อาจมีความผิดปกติทางจิต อยู่ในกลุ่มกามวิตถาร ที่เรียกว่า “จีโร ฟีเลีย” หรือ “เจอรอนโตฟีเลีย” ที่มีความต้องการทางเพศกับคนสูงอายุ เป็นภาวะที่ต้องการได้รับความสุข ความพอใจทางเพศกับคนสูงอายุ หรือคนแก่ อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับการชอบร่วมเพศกับเด็ก ร่วมเพศกับศพหรือสัตว์ การถูไถอวัยวะเพศกับสิ่งของต่าง ๆ ถ้ำมอง ชอบโชว์ หรือ ซาดิสต์ แต่ในบางกลุ่มก็ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความผิดปกติ เป็นเพียงรสนิยมทางเพศอย่างหนึ่งเท่านั้น

กลุ่มกามวิตถารจะไม่รู้สาเหตุ โดยสันนิษฐานว่าอาจเกิดจาก
1.ทางกายภาพ โครงสร้างของสมอง อาจจะมีพยาธิสภาพผิดปกติ อาจเกี่ยวข้องกับโครโมโซมที่ผิดปกติไป หรือ อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชายผิดปกติ
2.ด้านจิตใจ มีรายงานว่าคนกลุ่มนี้อาจมีประสบการณ์ทางเพศในช่วงแรก ๆ ของชีวิต มีบางคนประสบการณ์ทางเพศกับคนที่มีอายุมากกว่า ความพึงพอใจทางเพศจึงมองไปที่ผู้มีอายุมากกว่า และ
3. การกระตุ้นจากสื่อสังคมต่าง ๆ ที่ในปัจจุบันภาพโป๊เปลือยไม่ใช่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ยังมีภาพเด็ก รวมไปถึงภาพผู้สูงอายุด้วยแม้จะมีไม่มากก็ตาม

แนวทางการรักษา

จะประกอบด้วย การบำบัดทางกาย จิต และสังคม ได้แก่ การใช้ยา เช่น ฉีดยาคุมกำเนิดที่ใช้กับผู้หญิง เพื่อลดความต้องการทางเพศลง การทำจิตบำบัด พฤติกรรมบำบัด การเรียนรู้ในเชิงลบของผลที่เกิดขึ้น และการฟื้นฟูให้อยู่กับสังคมได้ รวมทั้ง การระแวดระวังของสังคมเมื่อพ้นคดีที่ต้องมีการระบุว่าอยู่ที่ไหนเพื่อให้สังคมรับทราบและเฝ้าระวังต่อไป

การสังเกตบุคคลที่เข้าข่ายมีอาการในกลุ่มกามวิตถาร อาทิ ผู้สูงอายุ สามารถดูได้จากการชอบคลุกคลีอยู่กับเด็กหรือเอ็นดูเด็กเกินปกติ รวมทั้งชอบอยู่กับเด็กตามลำพัง ซึ่งเช่นเดียวกับกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ถ้ามีพฤติกรรมเชิงชู้สาวมากเกินไปให้ควรระวังเป็นพิเศษ

ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ ฝากสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวว่า สื่อต้องมีความระมัดระวังสูงในการนำเสนอข่าวสาร เพราะต้องคิดว่าหากตกเป็นเหยื่อเอง หรือ เป็นย่า เป็นยายของเราจะรู้สึกอย่างไร ที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวสารอาจจะคำนึงถึงเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่คนที่ตกเป็นเหยื่อไม่ว่าวัยใดจะได้รับบาดเจ็บทางจิตใจเช่นกัน การไปซักถามข้อมูลเพื่อนำมาเปิดเผยจนทำให้สังคมรู้ว่า คนนี้ อยู่บ้านหลังนี้ ที่อยู่ตรงนี้ โดนข่มขืนต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัยเด็กและผู้สูงอายุการปรับตัว ปรับใจจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติ การเยียวยาจิตใจยังต้องพึ่งพิงคนอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุกับ 2 กลุ่มนี้ ต้องเฝ้าดูแลเป็นพิเศษ ใครที่คิดว่าผู้สูงอายุผ่านเรื่องเหล่านี้มามากแล้ว ไปคิดแบบนั้นคงไม่ได้.

ที่มา : เดลินิวส์  1 กุมภาพันธ์ 2558

วิกฤติหมู่เลือด ‘อาร์เอช เนกาทีฟ’

dailynews150215-1“การทำบุญด้วยการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันดีกว่าสร้างโบสถ์สร้างวิหาร” และการให้โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลยคือการบริจาคเลือด โดย พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผอ.ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขณะนี้คนไทยให้การบริจาคเลือดกันมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มอายุ 20-30 ปี แถมยังบริจาคอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยในวันหนึ่ง ๆ ได้เลือดทุกหมู่อยู่ที่ประมาณ 1,500–2,000 ยูนิต ไม่นับรวมหน่วยงานอื่น ๆ ที่เปิดรับบริจาคเลือดด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ จากปริมาณเลือดที่ได้รับบริจาคเข้ามาในแต่ละวันนั้นถือว่าไม่น้อย แต่กลับยังมีปัญหาอยู่ว่า ตอนนี้หมู่เลือดชนิดพิเศษ คือ อาร์เอช เนกาทีฟ (RH-) ได้รับการบริจาคน้อยมาก เพียงวันละประมาณ 5 ยูนิตเท่านั้น แถมยังต้องแบ่งเป็นหมู่โอ อาร์เอช เนกาทีฟ (O RH-) เออาร์เอช เนกาทีฟ (A RH-) บีอาร์เอช เนกาทีฟ (B RH-) หรือในบางวันไม่มีเลยแม้แต่ยูนิตเดียว ทำให้สถานการณ์การขาดแคลนหมู่เลือดพิเศษนี้น่าเป็นห่วง

ซึ่งการที่ได้เลือดหมู่พิเศษมาน้อยเป็นเพราะทั้งประเทศไทยมีคนที่มีหมู่เลือดนี้เพียงร้อยละ 0.3-0.5 เท่านั้น เรียกว่าในจำนวนคนเป็นพัน ๆ จะเจอคนที่มีหมู่เลือดอาร์เอช เนกาทีฟเพียงประมาณ 5 คน สวนทางกับความต้องการใช้เลือดในการรักษาโรคในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดซึ่งครั้งหนึ่ง ๆ จะใช้เลือดถึง 3-5 ยูนิต แต่ถ้ารักษาโรคโลหิตจางก็จะใช้เพียงครั้งละประมาณ 1 ยูนิต แต่ก็ต้องใช้อย่างสม่ำเสมอ

“เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนเรามีปัญหาขาดแคลนเลือดในหมู่เลือดพิเศษนี้มาก พอประกาศขอรับบริจาคออกไปก็ได้รับการบริจาคเข้ามาเยอะ เลยทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่วันนี้ก็ยังติดค้างหมู่เลือด เอ อาร์เอชเนกาทีฟอยู่ถึง 33 ยูนิต ทำให้ผู้ป่วยยังไม่ได้รับการรักษา แพทย์ยังไม่กล้าผ่าตัดให้กับคนไข้”

พญ.สร้อยสอางค์ บอกว่า หมู่เลือดอาร์เอช เนกาทีฟ มีความสัมพันธ์กับพันธุกรรม ซึ่งในคนไทยและเอเชียมีน้อย ส่วนใหญ่จะพบในคนยุโรป และแอฟริกากว่าร้อยละ 15 ทางกลุ่มประเทศเหล่านั้นจึงตระหนักและค้นหาความพิเศษนี้เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ทางการแพทย์ แต่คนไทยเองยังไม่ค่อยได้สนใจหมู่เลือดพิเศษเท่าไหร่ เพราะอย่างที่บอกว่าเป็นคนส่วนน้อย เลยคิดว่าไม่คุ้มหากจะหยดสารทดสอบที่มีราคาแพงลงไปในเมื่อมั่นใจแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอคนหมู่เลือดปกติ แต่ในการบริจาคโลหิตได้ตรวจเรื่องนี้จึงทำให้รู้ว่าคนไทยเองก็มีหมู่เลือดพิเศษอยู่มากเช่นเดียวกัน

“การตรวจเลือดตามปกติในโรงพยาบาล หรือตามสถานศึกษาเป็นการตรวจหาหมู่เลือดตามปกติ ไม่ได้ค้นหาหมู่พิเศษอาร์เอช เนกาทีฟแต่อย่างใด หากไม่ใช่ผู้ป่วยที่ต้องการรับเลือด เพราะอย่างที่บอกน้ำยาค่อนข้างแพงทั้ง ๆ อันที่จริงคนเหล่านั้นอาจจะมีหมู่เลือดพิเศษอยู่อีกมาก”

ตอนนี้สภากาชาดไทยพยายามที่จะค้นหาคนที่มีหมู่เลือดพิเศษนี้ผ่านผู้ที่มารับบริจาคเลือดอีกทางหนึ่ง แต่ก็อยากให้คนไทยด้วยกันเองตระหนักถึงเรื่องนี้และหากเป็นไปได้อยากให้ลองค้นหาความพิเศษของตัวเองด้วย ส่วนคนที่ทราบสถานะของตัวเองแล้วประมาณพันกว่าคนตอนนี้ สภากาชาดได้พยายามจัดสรรพื้นที่ให้ได้มาพบปะ รวมพลกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกับในหลาย ๆ ประเทศที่ดำเนินการอยู่

อย่างไรก็ตาม ในโอกาสเดือนแห่งความรักนี้สภากาชาดไทยได้จัดโครงการ “แบ่งปันความรักด้วยหัวใจ เติมน้ำใจด้วยโลหิต” เพื่อให้ทุกคนได้แสดงความรัก ความเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยการบริจาคเลือด และที่สำคัญอยากให้ทุก ๆ คนมีความรัก และมีน้ำใจแก่กันในทุก ๆ วัน ทุก ๆ เดือน.

อภิวรรณ รายงาน : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  15 กุมภาพันธ์ 2558