โรคข้อเข่าเสื่อม โดย รศ.นพ.อารี ตนาวลี

โรคข้อเข่าเสื่อม

โดย รศ.นพ.อารี ตนาวลี
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ส่วนประกอบของข้อเข่า

ข้อเข่าประกอบด้วยผิวกระดูกอ่อนที่เรียบและสัมผัสกันเป็นอย่างดี ของกระดูก 3 ส่วน คือ
• กระดูกต้นขา
• กระดูกส่วนหน้าแข้ง
• กระดูกสะบ้า
นอกจากนี้แล้วยังมี เยื้อหุ้มข้อ เอ็นรอบข้อ เอ็นไขว้ในหมอนรองกระดูกและน้ำหล่อลื่นข้อ

โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)
คือการเสื่อมสภาพของผิวข้อ สัมพันธ์กับการเสื่อมของร่างกาย เนื่องจากอายุมากขึ้นหรืออาจมีสาเหตุจากเคยมีกระดูกหักหรือบาดเจ็บมาก่อน หรือมีการติดเชื้อที่ข้อเข่ามาก่อน ทำให้ผิวข้อขรุขระไม่เรียบและมีกระดูกงอก

  • ข้อเข่าเสื่อมที่สัมพันธ์กับอายุมากขึ้น
  • เริ่มพบเมื่ออายุ 45 ปี ขึ้นไป
  • อาการมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
  • พบบ่อยใน
    – เพศหญิง
    – คนอ้วน
    – ผู้ที่มีแกนขาไม่ตรงตั้งแต่อายุน้อย เช่น ขาโก่ง
    – ผู้ที่ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักเป็นประจำ เช่น เล่นกีฬาประเภท กระโดด วิ่ง
    – ผู้ที่ใช้งานข้อเข่าไม่ถูกต้องเป็นประจำ เช่น นั่งยองๆ

ความผิดปกติเมื่อข้อเข่าเสื่อม

ผิวที่เสื่อมทำให้เกิดการเสียดสีที่ผิดปกติ ในขณะเคลื่อนไหว ทำให้เกิด
• ข้ออุ่น บวมอักเสบ มีเสียงลั่น
• เจ็บปวด งอหรือเหยียดข้อลำบาก
• ไม่สามารถเดิน ขึ้น และ ลงบันได อย่างปกติ
• ลุกยืนลำบาก
• ข้อมีลักษณะผิดรูป เช่น โก่ง

    
ข้อเข่าภาพซ้าย                        ข้อเข่าภาพขวา

ข้อเข่าภาพซ้าย เป็นข้อเข่าที่ปกติ ซึ่งมีผิวข้อที่เรียบและสัมผัสกันดี ทั้งกระดูกต้นขา หน้าแข้งและสะบ้า

ข้อเข่าภาพขวา เป็นข้อที่มีการอักเสบเสื่อมจนผิวข้อไม่เรียบ ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บเมื่อเคลื่อนไหว

การป้องกันข้อเข่าเสื่อม

1. รับประทานผักและผลไม้มากขึ้น เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน
2. เล่นกีฬาเหมาะสมกับวัย เช่น เดิน ว่ายน้ำ
3. บริหารกล้ามเนื้อรอบเอวสม่ำเสมอโดยเฉพาะกล้ามเนื้อเหยียดข้อเข่า
4. หลีกเลี่ยงท่าปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม เช่น
• นั่งยองๆ
• นั่งพับเพียบ
• นั่งคุกเข่า
• นั่งขัดสมาธิ

การรักษาโดยไม่ผ่าตัด
• ทานยาแก้อักเสบ หรือแก้ปวด ซึ่งควรได้รับการดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง
• ใช้เครื่องช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า
• ใช้กายอุปกรณ์ เช่น ปลอกสวมข้อเข่า
• ทำกายภาพ เพื่อให้อาการปวดทุเลา
• บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า

การรักษาโดยการผ่าตัด
ควรทำเมื่อมีอาการของโรคมาก และทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันไม่เป็นปกติ ซึ่งการผ่าตัดมีวิธีดังนี้
• การจัดแนวกระดูกใหม่
• การเปลี่ยนผิวข้อเข่าเที่ยมซีกเดียว
• การเปลี่ยนผิวข้อเข่าเที่ยมทั้งข้อ

“รายละเอียดเพิ่มเติม ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง”

ผู้ป่วยรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าทั้งข้อ

   

ก่อนผ่าตัด            หลังผ่าตัด

    

ก่อนผ่าตัด          หลังผ่าตัด

ผู้ป่วยรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าซีกเดียว

     

  ก่อนผ่าตัด         หลังผ่าตัด

     

  ก่อนผ่าตัด           หลังผ่าตัด

การบริหารกล้ามเนื้อต้นขา 

ท่าเหยียดข้อเข่า

1. นั่งบนเก้าอี้ปกติ แล้วเหยียดข้อเข่าตรง
2. เกร็งกำลังค้างไว้ ประมาณ 10 วินาที แล้วจึงงอเข่าทำซ้ำประมาณ 200 ครั้งต่อวัน ไม่จำเป็นต้องทำต่อเนื่องกัน

    

ท่างอข้อเข่า

1. ยืนเกาะเก้าอี้ แล้วงอข้อเข่าดังภาพ
2. เกร็งกำลังค้างไว้ ประมาณ 10 วินาทีแล้วจึงเหยียดข้อเข่า
3. ทำซ้ำประมาณ 200 ครั้งต่อวัน

ท่ากางขา

1. ยืนเกาะเก้าอี้ แล้วกางขาดังภาพ
2. เกร็งกำลังค้างไว้ ประมาณ 10 วินาทีแล้ววจึงหุบขา
3. ทำซ้ำประมาณ 50 ครั้งต่อวัน

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรคข้อกระดูกเสื่อม โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค

โรคข้อกระดูกเสื่อม

โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรคข้อกระดูกเสื่อม เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง มักเกิดในผู้ที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไปและพบมากขึ้นตามอายุ โดยพบในเพญหญิงมากกว่าเพศชาย คนที่อายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีข้อเข่าเสื่อมมากกว่าร้อยละ50

โรคข้อกระดูกเสื่อม เกิดจากความเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนที่บุปลายกระดูกข้อเป็นเหตุให้ผิวกระดูกอ่อนเปลี่ยนสภาพจากภาวะปกติที่ขาวใสผิวมันเรียบกลายเป็นผิวขรุขระ ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อติดขัดและเสียไป

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเสื่อมมีอะไรบ้าง

1. ความอ้วน ข้อเสื่อมมักเกิดกับข้อที่ต้องรับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า ข้อตะโพก เป็นต้น
2. ภาวะผิดปกติของข้อ ทำให้เกิดภาวะไม่สบกันของข้ออย่างเหมาะสมของผู้ที่มีโครงสร้างร่างกายผิดรูป
3. ภาวะบาดเจ็บ จากการกระทบกระแทกที่บริเวณข้ออย่างรุนแรงหรือเป็นซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน
4. อาชีพ ผู้ที่ทำงานที่ต้องใช้ข้อมาก เช่น งอเข่า ใช้แรงมือ เป็นต้น
5. กรรมพันธุ์ ผู้ที่แม่และพี่น้องทางแม่ที่เป็นโรคข้อเสื่อมที่บริเวณนิ้วมือจะมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมที่บริเวณเดียวกันได้มากกว่าคนปกติทั่วไป
6. จากโรคข้ออักเสบชนิดอื่นๆ ที่มีผลทำให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้ ถ้าหากได้รับการรักษาล่าช้า

มีข้อโตที่นิ้วทำให้ปวดได้ การรักษาเป็นการให้ยา
แก้ปวด ข้อนิ้วที่เสื่อมยังไม่มีการรักษาเฉพาะ

ข้อใดบ้างที่พบภาวะข้อเสื่อมได้บ่อย

1. ข้อเข่า เป็นข้อที่พบบ่อยที่สุด ส่วนให้พบในเพศหญิงวัยกลางคนและมีรูปร่างอ้วน ถ้าเป็นผู้ที่มีอายุน้อยมักมีประวัติการผ่าตัดหรือบาดเจ็บที่บริเวณข้อเข่ามาก่อน

2. ข้อนิ้วมือ มักเกิดที่ข้อนิ้วส่วนปลาย ข้อนิ้วส่วนกลางและข้อที่ฐานของนิ้วหัวแม่มือ มักมีปุ่มกระดูกที่ข้อและงอนิ้วลำบาก

3. กระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่เกิดที่กระดูกคอระดับที่ 5 และกระดูกสันหลังส่วนเอวระดับที่ 3-5 มักเกิดร่วมกับการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง อาจมีสาเหตุจากการบาดเจ็บมาก่อน เมื่อนั่งหรือยืนนานๆอาจมีอาการปวดร้าวไปที่ก้นและขา
4. ข้อหัวแม่เท้า อาจมีข้อผิดรูปและมีการอักเสบของข้อร่วมด้วย

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคข้อกระดูกเสื่อม

ผู้ที่มีอาการปวดข้ออย่างต่อเนื่อง ควรมารับการตรวจและวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อดูลักษณะอาการของการปวดข้อ ระยะเวลาที่ปวดข้อและการถ่ายภาพรังสีประกอบซึ่งอาจพบรอยกร่อนของกระดูก

อาการข้อกระดูกเสื่อมเป็นอย่างไร

ข้อเสื่อมจะมีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้
1. ปวดข้อ ระยะแรกมีอาการปวดข้อหลังการใช้งาน และจะดีขึ้นเมื่อได้พัก เมื่อข้อเสื่อมมากขึ้นอาจปวดข้อตลอดเวลารวมทั้งเวลานอน
2. ตึงขัดที่ข้อ มักเป็นหลังตื่นนอนหรืออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ และปวดตึงมากขึ้นในภาวะอากาศเย็น
3. เคลื่อนไหวข้อติดขัด ทั้งนื้ขึ้นกับตำแหน่งของข้อ เช่น ข้อนิ้วมือเสื่อมจะกำมือลำบาก ข้อเข่าและข้อตะโพกเสื่อมจะเดินลำบาก เป็นต้น
4. ข้อไม่มั่นคงแข็งแรง หลวมคลอน ผิดรูปร่างจากสูญเสียการทำงานของข้อ และมีการหลวมคลอนของข้อที่เสื่อมมาก หรืออาจได้ยินเสียงดังในข้อขณะที่ขยับข้อ
5. ข้อบวม จากกระดูกงอกบริเวณใกล้ข้อ เช่น ปุ่มกระดูกที่กระดูกปลายนิ้ว ข้อผิดรูปเกิดจากผลการทำลายกระดูกอ่อนที่ผิวของปลายกระดูกข้อ

การรักษาข้อกระดูกเสื่อมมีอะไรบ้าง

การรักษาข้อกระดูกเสื่อมมีจุดมุ่งหมายและวิธีการรักษาดังนี้
1. การให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทางและการลงน้ำหนักเพื่อลดแรงกระทำต่อข้อ การลดน้ำหนักถ้ามีน้ำหนักเกินและการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อ
2. การใช้ยา เพื่อลดอาการปวดและชะลอความเสื่อมสลายหรือเสริมสร้างกระดูกอ่อนให้ดีขึ้น
3. การใช้วิธีทางกายภาพบำบัด เพื่อลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
4. การผ่าตัด กรณีที่มีความพิการของข้ออย่างมากในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมหรือข้อตะโพกให้ดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

ถ้าไม่รับการรักษาจะมีผลเสีย โดยจะมีความเจ็บปวดที่ข้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นมากๆข้อจะหลวมคลอน ข้อคดงอเบี้ยวหรือข้อพิการอาจทำให้ทำงานไม่ได้

ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

1. ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ข้อเสื่อมมากขึ้น หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทกที่บริเวณข้อเสื่อม เช่น กรณีที่มีข้อเข่าเสื่อมให้หลีกเลี่ยงการคุกเข่า นั่งยองๆ ยกของหนัก วิ่งกระโดด
2. ลดน้ำหนัก จะทำให้อาการปวดของข้อเข่าและตะโพกดีขึ้น
3. กายภาพบำบัด บริหารข้อตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มสมรรถภาพให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และป้องกันความพิการ
4. ใช้ความร้อนหรือความเย็นประคบข้อ เพื่อลดอาการปวดข้อ
5. ออกกำลังกาย แบบเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จะช่วยให้กล้ามเนื่อที่ยึดข้อมีความแข็งแรง การเคลื่อนไหวและอาการปวดข้อดีขึ้น การออกกำลังกายในน้ำจะได้ผลดีในรายที่มีตะโพกเสื่อม
6. โช้เครื่องพยุงข้อ เพื่อผ่อนการลงน้ำหนักต่อข้อที่เสื่อม เช่น ไม้เท้า เครื่องพยุงการเดิน เป็นต้น
7. รับประทานยาตามกำหนด และถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
8. ทำจิตใจให้สงบ และทำความเข้าใจในโรคที่เป็นอยู่พร้อมทั้งปรับตัวให้เหมาะกับสภาพของโรค จะเป็นผลทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรคผิวหนังแข็ง โดย พญ.กัลยากร เชาว์วิศิษฐ์

โรคผิวหนังแข็ง

โดย พญ.กัลยากร เชาว์วิศิษฐ์
สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


 

 

 

 

โรคผิวหนังแข็งคืออะไร

โรคผิวหนังแข็งเป็นโรคเรื้อรัง ที่คาดว่าเกิดจากความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันของร่างกายคล้ายๆกับโรคข้อรูมาตอยด์และโรคลูปัส โรคผิวหนังแข็งมีลักษณะเด่น คือ ผู้ป่วยมีผิวหนังแข็งบริเวณต่างๆของร่างกาย แต่ยังอาจมีความผิดปกติในไต ปอด ทางเดินอาหาร และหัวใจได้ด้วย ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น มีผิวหนังแข็งอย่างเดียว แต่บางคนอาจมีอาการรุนแรง เช่น มีผิวหนังแข็งและมีโรคไตร่วมด้วย

โรคผิวหนังแข็งมีกี่ชนิด

1. โรคผิวหนังแข็งที่เป็นทั่วไป ในกรณีนี้ผิวหนังแข็งปรากฏบนผิวหนังได้ทั่วร่างกาย รวมถึงเหนือข้อศอก เหนือหัวเข่า หน้าอกและหลัง ผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคปอดมากกว่าผู้ป่วยชนิดที่ 2-4 นอกจากนี้อาจมีโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย มีลมมาก ท้องอืด กรดในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร มือเปลี่ยนสีเวลาอากาศเย็น บางครั้งทำให้มีแผลบนปลายนิ้วที่หายยาก อาการเหล่านี้เกิดจากการสะสมของพังผืดในอวัยวะต่างๆ

2. โรคผิวหนังแข็งที่เป็นเฉพาะบริเวณ ในกรณีนี้ผิวหนังแข็งปรากฏบนผิวหนังบริเวณที่ต่ำกว่าข้อศอก ใต้หัวเข่าลงมาและบนใบหน้า โดยจะไม่เกิดบนลำตัว ผู้ป่วยชนิดนี้มีโอกาสเกิดโรคความดันในปอดสูงมากกว่าผู้ป่วยชนิดที่ 1 ลักษณะที่สำคัญของโรคผิวหนังแข็งชนิดนี้คือ
      • มีแคลเซียมเกาะใต้ผิวหนัง
• มือเปลี่ยนสีเวลาอากาศเย็น
• กรดในกระเพาะไหลย้อนกลับมาในหลอดอาหาร
• ผิวหนังหนาบนนิ้ว
• มีจุดแดงของเส้นเลือดบนผิวหนัง

3. โรคผิวหนังแข็งที่เป็นเฉพาะที่ ในกรณีนี้ผิวหนังแข็งปรากฏบนร่างกายที่ใดก็ได้ มีลักษณะเป็นแถบหรือเป็นวงไม่มีโรคของอวัยวะภายในร่วมด้วย

4. โรคผิวหนังแข็งที่เกิดร่วมกับโรคทางภูมิคุ้มกันอื่น เช่น โรคลูปัส โรคของกล้ามเนื้อบางอย่าง

ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็งแต่ละรายมีอาการแตกต่างกัน การวินิจฉัยโรคได้จากการคุยกับผู้ป่วยและการตรวจร่างกาย ผู้ป่วยโรคนี้เกือบทุกคนมีผิวหนังแข็ง มีมือที่เปลี่ยนสีเวลาอาการเย็น และมีผลตรวจเลือดทางภูมิคุ้มกันผิดปกติ

สาเหตุของโรคผิวหนังแข็ง

ยังไม่ทราบชัดเจน ในผู้ป่วยบางคนอาจเป็นโรคทางกรรมพันธุ์

การรักษาโรคผิวหนังแข็ง

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนของโรคนี้ จึงยังไม่มีการรักษาเฉพาะ แต่มีการรักษาบางอย่างที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้ดำเนินชีวิตที่ดีต่อไปได้ แพทย์สามารถให้คำแนะนำผู้ป่วยได้มากมาย

  • ถึงแม้ว่าผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็งจำนวนมากมีแคลเซี่ยมสะสมใต้ผิวหนัง ผู้ป่วยเหล่านี้ยังกินแคลเซี่ยมได้ตามปกติ และไม่ต้องลดปริมาณแคลเซี่ยมในอาหาร
  • ผู้ป่วยที่มีกรดไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหารสามารถลดอาการได้โดยการกินยาลดการสร้างกรดจากกระเพาะ
  • ผู้ป่วยที่มือเปลี่ยนสีในอากาศเย็นควรดูแลรักษาตัวเองให้อบอุ่น เช่น ใส่เสื้อหนาวเวลาไปในสถานที่ที่เปิดแอร์ อาบน้ำอุ่น เป็นต้น แพทย์อาจจ่ายยาให้กินเพื่อลดอาการนี้ เช่น ยาไนเฟดดิปิน

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรคเกาต์ โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค

โรคเกาต์ โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค

 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย

โรคเกาต์ เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกภายในข้อ ซึ่งเป็นผลจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานาน โรคเกาต์เป็นโรคเรื้อรังที่มักเกิดในเพศชายที่มีอายุมากกว่า 40 ปี และอาจมีปัจจัยทางกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อที่มักพบการอักเสบจากโรคเกาต์ได้บ่อย เช่น ข้อโคนหัวแม่เท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อมือ เป็นต้น

กรดยูริกคืออะไร

กรดยูริก เกิดจากสารพิวรีน ที่มีอยู่ในอาหารหลายชนิดกรดยูริกในร่างกายได้จาก 2 ทางคือ
1. จากอาหารที่รับประทาน ประมาณร้อยละ 20 ได้จากอาหารที่รับประทาน ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ ซึ่งจะถูกย่อยสลายจนเกิดเป็นยูริก
2. จากร่างกายสร้างขึ้นเอง ประมาณร้อยละ 80 ได้ จากการสลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกายแล้วถูกเปลี่ยนให้เป็นกรดยูริก เช่นกล้ามเนื้อทำงานมากขึ้นหรือภาวะอดอาหาร

โดยปกติร่างกายจะมีระดับกรดยูริกในเลือดไม่สูงกว่า 7 มิลลิกรัมในเลือด 1000 มิลลิลิตร เนื่องจาก มีระบบควบคุมการสร้างและการกำจัดกรดยูริกอย่างสมดุล โดยปกติกรดยูริกจะถูกขับออกทางไต 2 ใน 3 ของที่ร่างกายสร้างขึ้น อีกส่วนหนึ่งจะขับออกทางลำไส้ใหญ่ทางน้ำลาย น้ำย่อยและน้ำดีซึ่งจะถูกทำลายโดยแบคทีเรียในลำไส้

ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเกิดขึ้นได้อย่างไร

สาเหตุของภาวะกรดยูริกสูงในเลือดนั้นมักไม่ทราบแน่ชัด โดยทั่วไปมีปัจจัยมาจาก
1. ร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป เนื่องจากร่างกายไม่สามารถควบคุมการสร้างกรดยูริกให้อยู่ในระดับปกติได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์หรือบริโภคอาหารประเภทโปรตีนอาหารมากเกินไป
2. ร่างกายขับกรดยูริกออกได้ไม่ดีหรือน้อยลงดี จากโรคไตพิการ การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาขับปัสสาวะ ยารักษาวัณโรคบางชนิด เป็นต้น

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคเกาต์

เมื่อมีอาการปวดบวมตามข้อโดยฉับพลัน หรือปวดข้อหนึ่งข้อใดเป็นๆ หายๆ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวดน้ำไขข้อหาผลึกกรดยูริกซึ่งมีลักษณะเป็นรูปเข็มเรียวยาวอยู่ในเม็ดเลือดขาว ถ้าตรวจพบจะเป็นการวินิจฉัยโรคเกาต์ที่แน่นอน ส่วนผู้มีระดับกรดยูริกสูงอย่างเดียวแต่ไม่เคยมีอาการข้ออักเสบเลย จะยังไม่ถือว่าเป็นโรคเกาต์

โรคเกาต์มีอาการอย่างไรบ้าง

1. ข้ออักเสบฉับพลัน มีข้อบวมแดงและร้อนบางรายอาจมีไข้ ระยะแรกอาการข้ออักเสบจะเป็นๆ หายๆ ถ้าไม่รับการรักษาต่อเนื่องข้ออักเสบจะกำเริบบ่อยๆ เป็นนานขึ้น และเป็นหลายข้อพร้อมกันได้
2. ผู้ที่เป็นโรคเกาต์นานและไม่รับการรักษาให้ถูกต้อง จะมีการตกผลึกกรดยูริกเพิ่มมากขึ้นตามข้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เห็นปุ่มก้อนใต้ผิวหนังได้ บริเวณที่พบได้บ่อย เช่น หลังเท้าและนิ้วเท้า ตาตุ่ม ข้อศอก นิ้วมือ ใบหู เป็นต้น ซึ่งลักษณะอาการนี้มักพบในผู้ที่เป็นโรคเกาต์มานานและมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงมาก
3. อาการของโรคไต จากการเป็นโรคเกาต์มานานอาจเกิดการสะสมของผลึกกรดยูริกจนเป็นนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือเกิดผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อของไตก่อให้เกิดภาวะไตอักเสบเรื้อรังและภาวะไตวายได้

การรักษาโรคเกาต์มีอะไรบ้าง

ปัจจุบันการรักษาโรคเกาต์ได้ผลดี จุดมุ่งหมายของการรักษา คือ ควบคุมระดับของกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ มีดังนี้
1. การรักษาอาการข้ออักเสบเฉียบพลัน เพื่อลดการอักเสบ และอาการปวดบวมของข้อและป้องกันการอักเสบกำเริบของข้อ
2. ควบคุมหรือลดระดับกรดยูริกในเลือด ให้อยู่ระดับปกติ ซึ่งอาจเป็นยายับยั้งการสร้างกรดยูริกของร่างกายหรือยาที่ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย

โรคเกาต์ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดแต่สามารถควบคุมโรคได้อย่างดีโดยรับการรักษาอย่างต่อเนื่องและรับประทานยาตามแพทย์กำหนด เพื่อป้องกันการเกิดข้ออักเสบซ้ำอีกและภาวะแทรกซ้อนจากการตกผลึกของกรดยูริกในอวัยวะต่างๆ หรือไม่ให้เกิดความพิการของข้อได้

เมื่อเป็นโรคเกาต์ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

  1. ที่สำคัญสุดคือการรับการรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งโรคเกาต์และโรคประจำตัวอื่นๆ ให้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีอาการผิดปกติให้ปรึกษาแพทย์ ผู้ป่วยโรคเกาต์มักมีโรคอื่นๆร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคทางระบบประสาท โรคเบาหวาน เป็นต้น
  2. หยุดพักการใช้ข้อระยะที่มีการอักเสบ หลีกเลี่ยงการบีบนวดจะทำให้ข้ออักเสบเพิ่มมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อน และความเย็นประคบบริเวณข้อในขณะที่มีการอักเสบ
  3. รับประทานอาหารโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะโดยเฉพาะในขณะที่ข้อมีการอักเสบ โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูงหรืออาหารแสลงที่กระตุ้นให้เกิดข้ออักเสบซึ่งจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล เช่น เครื่องในสัตว์ ปลาซาดีน น้ำซุปจากเนื้อกระดูกสัตว์ เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เช่น เบียร์ สุรา ไวน์ บรั่นดี เป็นต้น เนื่องจากทำให้การขับกรดยูริกออกจากร่างกายลดลง
  4. ดื่มน้ำมากๆ 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อเร่งขับกรดยูริกทางไตและป้องกันการตกผลึกตกค้างในไต
  5. หลีกเลี่ยงอากาศเย็น โรคเกาต์มักมีอาการกำเริบเวลาอากาศเย็น และเวลากลางคืน
  6. ลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคเกาต์ที่อ้วน เพื่อลดการรับน้ำหนักของข้อและป้องกันไม่ให้ข้ออักเสบ
  7. เมื่อมีอาการหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ก้อนหรือปุ่ม ปวดเอวหรือปวดท้อง ปัสสาวะเป็นเลือด ควรรีบมาพบแพทย์ก่อนนัด
  8. ดำเนินชีวิตอย่าให้เคร่งเครียดมากนัก

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดย ศ.นพ.อุทิศ ดีสมโชค

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง เมื่อเป็นแล้วอาการมักดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ความรุนแรงของโรคมีความแตกต่างในผู้ป่วยแต่ละราย โรคนี้มักเกินในเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 20-50 ปี

โรคนี้มีสาเหตุจากอะไรบ้าง
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดโรค แต่กระบวนการโรคเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน โรคข้ออักเสบรูมารตอยด์อาจเกิดหลังการติดเชื้อ ไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิด ซึ่งกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุข้อและมีการหนาตัวขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการทำลายข้อและอาจมีอาการเกิดขึ้นกับอวัยวะระบบต่างๆ ของร่างกายได้

โรคนี้มีอาการแสดงได้หลายรูปแบบ การตรวจวินิจฉัยโรคจึงต้องอาศัยการตรวจทางร่างกายร่วมกับการตรวจเลือด การเอกซเรย์ การตรวจน้ำในข้อ เป็นต้น

โรคข้อรูมาตอยด์ทำให้ข้อบวมและปวด การรักษาด้วยยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยับยั้งการทำลายข้อ
อาการของโรคนี้เป็นอย่างไร

โรคนี้จะมีอาการรุนแรงมากในช่วง 1-2 ปีแรกของโรค และมีอาการแสดงได้หลายรูปแบบ ทำให้มีอาการแสดงทั้งทางข้อและอวัยวะระบบต่างๆ ของร่างกายได้ ดังนี้

1. อาการทางข้อ ได้แก่
1.1 ปวดและตึงตามข้อ แบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างต่อเนื่อง โดยปวดตึงและขยับข้อลำบากหลังตื่นนอนในตอนเช้า อาจเป็นนานเกินหนึ่งชั่วโมงหรือเป็นทั้งวัน และอาการจะทุเลาลงหลังการเคลื่อนไหวข้อหรือแช่น้ำอุ่น
1.2 มี่ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
1.3 มีการอักเสบของหลายข้อและเป็นทั้งสองข้าง ตำแหน่งข้ออักเสบที่พบบ่อยคือ ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อศอก ข้อไหล่ ข้อเท้า ข้อเข่า เป็นต้น
ระยะที่ข้ออักเสบ จะมีลักษณะบวมร้อน กดเจ็บและมีน้ำในข้อ มักพบที่ข้อศอก ข้อเท้าและข้อเข่า
ระยะเรื้อรัง จากการอักเสบอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการทำลายโครงสร้างภายในข้อ และมีการผิดรูปของข้อต่างๆได้ เช่น ข้อ คด ข้องอ ข้อบิดเบี้ยว เป็นต้น

2. อาการนอกข้อ ได้แก่
2.1 อาการทางผิวหนัง มีลักษณะเป็นตุ่มใต้ผิวหนังเรียกว่าปุ่มรูมาตอยด์ อาจมีปุ่มเดียวหรืออยู่เป็นกลุ่ม มักเป็นตำแหน่งที่มีการกด หรือเสียดสี เช่น ข้อศอก เป็นต้น
2.2 อาการในระบบอวัยวะต่างๆ เช่น ตาแห้ง ตาอักเสบ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เป็นต้น มักเกิดกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยมีอาการอักเสบของข้อเป็นระยะเวลานาน และมักพบมีความพิการของข้อแล้ว

อาการของโรคมีการดำเนิน 3 แบบ ดังนี้

1. แบบโรครุนแรงต่อเนื่อง มีการอักเสบของข้อแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องนานหลายปี อาจมีการอักเสบกำเริบเป็นครั้งคราวจนเกิดความผิดรูปของข้อต่างๆ มักเป็นกับผู้ที่เป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุน้อย

2. แบบกำเริบและสงบสลับกัน โดยมีจำนวนข้อที่อักเสบไม่กี่ข้อและมักไม่รุนแรงนานเกินหนึ่งปี โดยมีระยะสงบนานหลายปีจึงไม่พบการทำลายข้อ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีการกำเริบของโรคบ่อยครั้ง มีจำนวนข้อที่อักเสบเพิ่มมากขึ้นและเป็นนานขึ้น โดยมีระยะสงบสั้นลง จนในที่สุดกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรังและมีการทำลายข้อในที่สุด

3. แบบโรคสงบนาน มีการอักเสบของข้อที่รุนแรงพร้อมไข้สูงอย่างเฉียบพลันนานประมาณ 6 เดือน ก็จะเข้าสู่ระยะสงบนานเป็นสิบปี

ยาที่เปลี่ยนแปลงภูมิต้านทานของร่างกาย สามารถลดหรือป้องกันการหงิกงอของข้อได้

การรักษาโรคนี้มีอะไรบ้าง

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาให้หายขาด การได้รับการรักษาต่อเนื่องตั้งแต่ระยะแรกของโรค 1-2 ปี จะทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง สามารถควบคุมโรคได้ และข่วยลดการเกิดข้อพิการได้ วิธีการรักษามีดังนี้
1. การรักษาทางยา เพื่อลดอาการปวดและการอักเสบของข้อ ระยะแรกแพทย์อาจให้ยาขนาดสูง ผู้ป่วยควรสังเกตและเฝ้าระวังผลข้างเคียงของยา โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว
2. การทำกายภาพบำบัด ควรหมั่นบริหารข้ออย่างต่อเนื่องจะช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ เพื่อรักษาหน้าที่และสมรรถภาพของข้อไว้และป้องกันความพิการของข้อ
3. การรักษาทางศัลยกรรม ข้อที่มีความพิการผิดรูปหรือข้อที่ถูกทำลายอย่างมากและยังต้องการเคลื่อนไหวใช้งานอาจรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น การตัดเนื้อเยื่อออก หรือเสริมแต่งข้อ การใช้ข้อเทียม เป็นต้น

ถ้าไม่รักษาจะมีผลเสียอย่างไรบ้าง

ผู้ที่ไม่รับการรักษาอาการปวดข้อจะทรมาน และอาจทำให้ข้อพิการผิดรูป เกิดความพิการเดินไม่ได้หรือมีภาวะ
แทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น อาจมีก้อนตามผิวหนังหรืออวัยวะต่างๆ การอักเสบของหลอดเลือด เป็นต้น

ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

1. รับประทานให้ครบตามกำหนด เมื่อมีอาการหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบรายงานและปรึกษาแพทย์
2. ติดตามรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อแพทย์จะได้พิจารณาและประเมินผลการรักษาได้ถูกต้อง
3. บริหารข้อตามคำแนะนำของแพทย์และประกอบภารกิจประจำวันตามปกติเท่าที่จะทำได้
4. ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคกระเพราะอาหาร เป็นต้น หรือระหว่างตั้งครรภ์ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม
5. ทำความเข้าใจในโรคที่เป็นอยู่และทำจิตใจให้สงบ ควรพักผ่อนทั้งร่างกายและจิตใจ
ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

กินปลาดีต่อหัวใจ…!

สัปดาห์นี้เราพาไปกินปลา เพราะว่าปลามันดีต่อหัวใจ…

หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมาก นอกจากจะทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายแล้ว ยังมีหน้าที่รับ-ส่งความรักเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตให้สดใสคอลัมน์ Quick & Delicious ฉบับนี้ จึงอยากชวนทุกคนมาดูแลหัวใจด้วยเมนูปลาสูตรอร่อย ปรุงด่วนฉับไว เพื่อมอบสิ่งดี ๆ ให้กับหัวใจของคุณและคนรอบข้าง เพราะในเนื้อปลาทู 100 กรัม จะมีสารโอเมก้า 3 ประมาณ 2-3 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในหนึ่งวัน ส่วนดอกคำฝอยมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือดและลดคอเลสเตอรอล

ข้าวดอกคำฝอยผัดปลาทู ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)

เตรียม 7 นาที ปรุง 5 นาที ข้าวสวย 1 ถ้วย ปลาทูนึ่งแกะเอาแต่เนื้อ 1 ตัว ถั่วพูซอย ½ ถ้วย กระเทียมกลีบใหญ่ปอกเปลือกสับหยาบ 4 กลีบ น้ำดอกคำฝอย 2 ช้อนชา พริกขี้หนูซอย ½ ช้อนชา หอมเล็กซอย 1 ช้อนชา ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ น้ำร้อน 3 ช้อนโต๊ะ แตงกวาหั่นแว่นตามชอบ และมะนาวหั่นซีก

วิธีทำ..!

1. ชงดอกคำฝอยกับน้ำร้อน ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที กรองกากออก พักไว้

2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไป รอให้ร้อนจัดใส่เนื้อปลาทูลงผัดจนเหลือง ใส่กระเทียมผัดจนหอม จึงใส่ถั่วพู ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวน้ำตาลทราย ผัดเร็วๆ จนถั่วพูสุก ใส่ข้าวสวยตามด้วยน้ำดอกคำฝอย ผัดจนเข้ากันดีปิดไฟยกลง

3. จัดข้าวใส่จาน เคียงด้วยพริกขี้หนูซอยหอมเล็กซอย แตงกวา และมะนาว พร้อมเสิร์ฟ

คอลัมน์ QUICK & DELICIOUS
เรื่อง : กัญญา เทพทวีพิทักษ์
ภาพ : จิรวัฒน์ มหาทรัพย์ถาวร
สไตล์ : พิมฝัน ใจสงเคราะห์
ข้อมูลจากนิตยสาร Health & Culsine

ที่มา: ไทยรัฐ 2 ตุลาคม 2555

7 ข้อดีจากรสเผ็ด

หนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารไทย คือ รสเผ็ดจากพริกหรือเครื่องเทศที่ใช้ นอกจากจะเสริมให้อร่อยลิ้นแล้ว ถ้ารับประทานรสเผ็ดที่เหมาะสมย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เล่าว่า การกินเผ็ดแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้นั้นจะนำความเดือดร้อนมาให้ได้ เช่น กินเผ็ดจนเป็นโรคกระเพาะ หรือกินเผ็ดจัดในขณะท้องว่าง แถมยังกินผิดเวลา อย่างนี้เผ็ดก็เป็นโทษได้ ส่วนผู้ที่กินเผ็ดอย่างเข้าใจนั้นนอกจากจะได้เรื่องความอร่อยลิ้นแล้วยังได้อานิสงส์จากความเผ็ดในแง่สุขภาพอีกหลายข้อ ในวันนี้จะขอนำประโยชน์เผ็ดจาก “พริก” มาเล่าให้ฟังเป็นข้อๆ

เริ่มจากพริกช่วยป้องกันหัวใจ ด้วยวิตามินสำคัญ คือ วิตามินเอ, วิตามินซี, แคลเซียม และธาตุเหล็กมีมากในพริกสดและพริกแห้ง ถ้าห่วงเรื่องการเผ็ดมากให้ไปรับประทานพริกไทยหรือพริกหวานที่ใส่ในสลัดก็ยังได้

ต่อมาช่วยขยายหลอดลม มีเคมีที่ช่วยขับเสมหะและเปิดคอให้โล่งขึ้น ในคนที่เป็นภูมิแพ้ การกินเผ็ดจะช่วยได้ดีมาก หากเป็นเด็กอาจเพียงแค่พริกไทยหรือใช้หัวหอมที่เผ็ดน้อยพอ และสำหรับเด็กน้อยกับผู้สูงวัยขอให้ระวังอย่าให้สำลักพริกด้วย

ทั้งยังช่วยไล่เซลล์มะเร็ง แค่พริกป่นง่ายๆ อย่างนี้ก็ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และมะเร็งผิวหนังกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย เพราะพริกช่วยล้างพิษ (Detox) ให้กับร่างกาย ลำพังใช้พริกป่นในพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวก็ช่วยได้แล้ว แต่ถ้ายิ่งได้รับประทานพริกสดด้วย อย่างน้ำปลาพริกขี้หนูสดก็ยิ่งช่วยได้ดี

นอกจากนี้ความเผ็ดของพริกช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานให้ด้วย ทั้งนี้จากการศึกษาในอินเดียพบว่า อาสาสมัครที่รับประทานพริกนั้นให้ผลในการลดลิ่มเลือดอุดตันตามหลอดเลือดได้ อีกทั้งปลอดภัยจากสารพิษตกค้างไม่เหมือนกับกินยาด้วย

แล้วยังสามารถลดปวดด้วยกรดเผ็ด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” ในพริก รวมถึงสาร “เคอคิวมิน” ในเครื่องเทศอย่างขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้ จึงเหมาะกับผู้มีอาการปวดไปจนถึงแสบร้อนจากการอักเสบตามที่ต่าง ๆ อาทิ โรคเริม, งูสวัดไปจนถึงปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำทั้งหลาย

พริกเผ็ดยังช่วยคลายเครียด พริกเป็นอาหารร่าเริงที่แท้จริงเพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” เป็นเคมีสุขที่ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวาหลั่งออกมาภายหลังจากกินเผ็ดไปไม่นาน ลองสังเกตอาการหลังทานส้มตำพริกสิบเม็ดได้ว่าเหงื่อออกแล้วสบายตัวสดชื่นดี

และสุดท้ายช่วยเรียกน้ำย่อยเจริญอาหาร ผู้ใหญ่มักเบื่ออาหารเมื่อถึงวัยหนึ่ง ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้โอชะได้ดีขึ้น นอกจากรสขมแล้วเผ็ดเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 2 ตุลาคม 2555

แม่บ้านคนขยันจะป้องกันมะเร็งเต้านม ออกกำลังปานกลางห่างได้ร้อยละ 8

องค์การต่อต้านโรคมะเร็งแห่งยุโรป บอกแนะนำว่า แม่บ้านที่ขยันขันแข็ง ไม่ยอมอยู่เฉย ยุ่งอยู่กับงานบ้าน ไม่ก็เดินเหิน หรือทำสวนอยู่ในบ้าน จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งเต้านมได้

ความขยันขันแข็ง ทำให้ได้ออกกำลัง ที่สำคัญก็เพราะการออกกำลังขนาดปานกลาง ถึงหนักหน่วง จะป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งของเต้านมได้มากถึงร้อยละ 13

นักวิจัยได้ศึกษาสตรีที่เคยเป็นเนื้อร้ายที่ทรวงอก มาไม่ต่ำกว่า 8,000 ราย ด้วยการสอบถามถึงอาหารการกินการใช้ชีวิต และโรคอื่นด้วย ทำให้ได้รู้ว่า ผู้ที่มีโอกาสออกกำลังมากที่สุด จะห่างโรคได้มากกว่าผู้ที่นั่งนอนอยู่เฉยๆ ถึงร้อยละ 13 แม้แต่รายที่ออกกำลังขนาดปานกลาง ยังอาจจะเลี่ยงหนีโรคได้ร้อยละ 8.

ที่มา: ไทยรัฐ 11 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Moderate physical activity is key to reducing the risk of breast cancer, according to a new study

Housework could reduce the risk of breast cancer by 13%

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 10:04 GMT, 4 September 2012

t may sound counter intuitive but housework could be good for your health.

Researchers found women who spent six hours a day doing household chores, going for a brisk walk or gardening were 13 per cent less likely to develop breast cancer than their sedentary peers.

Even those who managed just two-and-a-half hours of activity reduced their cancer risk by eight per cent.

 

Researchers, funded by Cancer Research, looked at the activity levels and diet of more than 8,000 people with breast cancer  – the largest study of its kind.

Professor Tim Key, a Cancer Research UK epidemiologist based at the University of Oxford, said: ‘This large study further highlights the benefits of being active – even moderate amounts. There is also a lot of evidence that exercise reduces the risk of bowel cancer. More research is needed on other types of cancer, and to investigate the mechanisms which could explain the links.’

The government recommends we do 150 minutes a week of moderate physical activity – such as brisk walking. But only 39 per cent of men and 29 per cent of women are managing this.

Previous research has estimated that more than three per cent of breast cancers, more than five per cent of colon cancers and around four per cent of womb cancers in the UK in 2010 were linked to people doing fewer than 150 minutes of at least moderate intensity physical activity per week.

Sara Hiom, director of information at Cancer Research UK, said: ‘While maintaining a healthy bodyweight and cutting back on alcohol remain two of the best ways of reducing our risk of breast cancer, being active can clearly play a role too – but doesn’t have to cost you money or too much time.

‘You don’t need to train like an Olympic athlete but the excitement of watching team GB win so many golds might have inspired some of us to spend less time on the sofa. And, as this research confirms, exercise can include anything that leaves you slightly out of breath like doing the gardening, walking the dog or housework.

‘Small changes in your daily routine can make all the difference, like taking the stairs instead of the lift or walking some of the way to work, school or the shops and add up over the course of a week.

‘Keeping active could help prevent more than 3,000 cases of cancer in the UK every year. And it can have a positive effect on your health.’

The study, published in the International Journal of Cancer, used data collected by the European Prospective Investigation of Cancer.

SOURCE:  dailymail.co.uk

ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนภูมิต้านทานของร่างกาย โดย พญ.กัลยกร เชาว์วิศิษฐ

ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนภูมิต้านทานของร่างกาย

โดย พญ.กัลยกร เชาว์วิศิษฐ
สาขาวิชาโรคข้อรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    

โรครูมาตอยด์                                    โรคเกาต์                     โรคลูปัส
ยาต้านรูมาติสซั่ม
ยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อและรูมาติสซั่ม แบ่งออกได้เป็น 2 พวก คือยาที่ใช้ควบคุมอาการ และยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคยาต้านรูมาติสซั่มมีหลายชนิด บางชนิดออกฤทธิ์โดยเปลี่ยนแปลงภูมิต้านทานของร่างกาย หากแพทย์ของคุณได้จ่ายยาพวกนี้ให้คุณใช้ คุณควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอาการและตรวจเลือด และป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากโรคหรือจากยาได้ การใช้ยาเหล่านี้โดยไม่ติดตามกับแพทย์อาจทำให้เกิดอันตรายที่คาดไม่ถึงได้

ทอง
การรักษาด้วยทองสำหรับโรคข้อรูมาตอยด์ได้ใช้มานานแล้ว แต่ความนิยมในการใช้ทองในสมัยปัจจุบันลดลงกว่าก่อน แพทย์บางคนอาจยังใช้ทองในการรักษาอยู่เนื่องจากทองเป็นยาที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าทำให้โรครูมาตอยด์หายขาดได้ในผู้ป่วยบางคน ซึ่งอาจใช้ในรูปยาฉีดหรือกิน ยากินมีประสิทธิภาพไม่ดีเท่ายาฉีด ประสิทธิภาพของยาจะเห็นผลหลังใช้ยาไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน ยาจะช่วยลดอาการอักเสบของข้อ ลดการเกิดข้อหงิกงอและลดการทำลายกระดูกในโรคนี้แต่มีอาการข้างเคียงมากมาย เช่น มีไข่ขาวในปัสสาวะ เม็ดเลือดลดลง ผื่นขึ้น ในปัจจุบันมียาใหม่ๆที่ปลอดภัยกว่าการใช้ทอง

เม็ดโธเทร็กเสด
เป็นยาที่ใช้รักษาโรคข้อมาประมาณ 20 ปีแล้ว ใช้บ่อยในการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์ โรคข้อที่เกิดกับโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน โรคลูปัส เพราะปลอดภัยกว่าการใช้ทอง และมียากินที่มีประสิทธิภาพดี โดยกินเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ช่วยลดการอักเสบ ลดการเกิดข้อหงิกงอและลดการทำลายกระดูกในโรคเหล่านี้ เห็นผลในเวลา 1-3 เดือน อาการข้างเคียง ได้แก่ กดไขกระดูกทำให้เม็ดเลือดลดลง ตับอักเสบ ปอดอักเสบ การรักษาด้วยยานี้จึงต้องได้รับการติดตามโดยแพทย์อย่างใกล้ชิดและมีการตรวจเลือดทุก 1-2 เดือน เพื่อนับเม็ดเลือดและตรวจตับ ผู้ป่วยที่มีอาการ ไข้ หอบ ไอ ต้องหยุดยานี้และรายงานแพทย์ อาการข้างเคียงอื่นๆ คือ ปากเป็นแผล ท้องเสีย ปวดศีรษะ แพทย์มักจ่ายวิตามินให้ทานควบคู่ไปด้วยเพื่อลดอาการข้างเคียง ผู้หญิงควรหยุดยานี้อย่างน้อย 3 เดือนก่อนจะตั้งครรภ์

ยาต้านมาลาเรีย
ช่วยลดอาการอักเสบบวมแดงของข้อ ใช้ในโรครูมาตอยด์ บางครั้งแพทย์ใช้ยานี้ในโรคลูปัส เพื่อรักษาโรคผิวหนังแม้จะไม่มีอาการอักเสบของข้อด้วยอาการข้างเคียงของยาต้านมาลาเรีย ที่สำคัญคือผลต่อตา แพทย์จะปรับขนาดยาตามน้ำหนักของผู้ป่วย ผู้ป่วยทุกคนควรตรวจสายตาโดยหมอตาทุกๆ 6 เดือนถึง 1 ปี

ซัลฟาซาลาซีน
เป็นยาฆ่าเชื้อและยาลดการอักเสบ ใช้ในการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์ โรคข้อที่เกิดกับโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน โรคข้อที่เกิดกับการอักเสบของลำไส้บางชนิดและอื่นๆ อาการข้างเคียงได้แก่ ผื่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง เม็ดเลือดน้อยลง และผลต่อตับ การใช้ยานี้จึงต้องมีการติดตามโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด ผู้ที่ใช้ยานี้ควรตรวจเลือดทุก 2 เดือน

เอซาไธโอพริน
ใช้ในการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์ โรคลูปัส โรคข้อที่เกิดกับโรคผิวหนังสะเก็ดเงินและอื่นๆ ช่วยลดการอักเสบของข้อ ลดการหงิกงอของข้อ ลดการทำลายกระดูกในโรคเหล่านี้ ผู้ใช้ยานี้ควรตรวจเลือดทุก 1-2 เดือน เพราะยาอาจลดเม็ดเลือดได้

มิโนซัยคลิน
เป็นยาฆ่าเชื้อในการรักษาสิว แต่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบในโรครูมาตอยด์ ใช้ในการรักษาโรคข้อรูมาตอยด์สำหรับผู้ที่มีอาการไม่มากและเพิ่งเป็นโรคมาไม่นาน ยานี้อาจทำให้เวียนศีรษะ ควรเริ่มใช้ในเวลาก่อนนอน ผู้ใช้ยานี้ควรคุมกำเนิดด้วย

เลฟลูโนไมด์
เป็นยารักษาโรครูมาตอยด์ที่เพิ่งเริ่มใช้กันไม่นาน มีฤทธิ์เปลี่ยนแปลงภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยลดการอักเสบของข้อ ลดการเกิดข้อหงิกงอและลดการทำลายกระดูกในโรคนี้ ยานี้ยังมีการใช้ในโรครูมาติสซั่มอื่นๆอีก อาการข้างเคียงที่สำคัญ คือ ท้องเสี่ย เม็ดเลือดน้อย ตับอักเสบ ผื่น ดังนั้นผู้ใช้ยานี้ควรตรวจเลือดทุก 1-2 เดือน ผู้หญิงที่ใช้ยานี้และต้องการมีบุตรจะต้องได้รับยาเพื่อเลฟลูโนไมด์ตัวนี้ออกจากร่างกายก่อนการตั้งครรภ์ ผู้ที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์ควรใช้ยาคุมกำเนิด
ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคข้อ โดย แพทย์หญิงกัลยกร เชาว์วิศิษฐ์

ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคข้อ

โดย แพทย์หญิงกัลยกร เชาว์วิศิษฐ์
สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยาแก้ปวดและยาสเตียรอยด์ 

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อและรูมาติสซั่มมีหลายชนิด โดยแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ ยาที่ใช้ควบคุมอาการและยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรค ยาที่ใช้ควบคุมอาการชนิดที่ใช้บ่อยๆ ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาสเตียรอยด์ ผู้ป่วยบางคนยังอาจได้รับการรักษาเฉพาะโรค เช่น ผู้ป่วยโรคเกาต์จะได้ยารักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะหรือผู้ป่วยโรครูมาตอยด์และโรคลูปัสอาจได้ยาที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค

ยาแก้ปวดที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ได้แก่ ยาอเซตะมิโนเฟนและยากลุ่มแอสไพริน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นยาที่ปลอดภัยแต่ถ้าใช้เป็นปริมาณมากหรือใช้นานๆ ก็อาจมีอันตรายได้ ดั้งนั้นผู้ป่วยที่ใช้ยาชนิดนี้มากๆ หรือเป็นเป็นเวลานานจึงควรปรึกษาแพทย์

ยาสเตียรอยด์มีฤทธิ์กดภูมิต้านทานของร่างกาย เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคข้อบางชนิด แต่มีผลข้างเคียงมากมาย การใช้ยาสเตียรอยด์จึงควรใช้ในความดูแลของแพทย์เสมอ

ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อบางชนิด เช่น โรคข้อ รูมาตอยด์ โรคลูปัส โรคข้อที่เกิดร่วมกับโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน

ยาส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย ในขณะเดียวกันโรคที่ต้องใช้ยารักษาก็มีความรุนแรงแตกต่างกัน บางโรคทำให้เกิดความพิการ หรือถึงเสียชีวิตถ้าไม่รักษา ดังนั้นการใช้ยาจึงมีความจำเป็น และการใช้ควรมีการติดตามโดยแพทย์ หากแพทย์ได้สั่งยาให้คุณใช้แสดงว่าแพทย์ได้พิจารณาแล้วว่าคุณจะได้รับผลประโยชน์จากการใช้ยานั้นมากกว่าโทษ คุณควรใช้ยาโดยต่อเนื่อง และไม่ควรหยุดยาโดยไม่บอกแพทย์ก่อน

ยาแก้ปวด

ยาแก้ปวด ได้แก่ อเซตจะมิโนเฟน (พาราเซทตามอลหรือ ที่เรียกกันว่า “พารา”) ใช้ลดไข้แก้ปวดได้อย่างดี แต่จะไม่ลดการบวมแดงของข้อ มีผลข้างเคียงน้อยแต่จะใช้ปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดปัญหาในตับ โดยผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอยู่แล้วควรใช้ยานี้ในความดูแลของแพทย์

ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน มีหลายชนิดนอกจากแอสไพรินยังมีไอบูโพรเฟน นาโพรซิน ซูลิแดก อินเมทธาซิน ฯลฯ ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ลดไข้ แก้ปวด ลดการบวมแดงของข้อ ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ ได้แก่ ปวดท้อง แผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้ความดันขึ้นในผู้ที่ความดันสูงอยู่แล้ว และอาจมีผลต่อไต ยาใหม่ๆในกลุ่มนี้ ได้แก่ เซลิคอกสิบ โรฟิคอกสิบ ซึ่งมีผลต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่า

ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะลดการอักเสบได้พอควร ยังอาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะใช้รักษาโรคข้อบางอย่าง เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ โรคลูปัส และอื่นๆ ดังนั้นแพทย์ของคุณจึงอาจให้คุณกินยาอื่นร่วมด้วย

ยาสเตียรอยด์

เป็นยาที่ใช้รักษาโรคข้อมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว แพทย์และผู้ป่วยได้เรียนรู้ถึงข้อดีและข้อเสียมากมายของยาชนิดนี้ ในสมัยปัจจุบันแพทย์จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้โดยการใช้ยาชนิดอื่นที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ยาสเตียรอยด์ใช้ในการรักษาโรครูมาตอยด์ ลูปัส โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด ขนาดยาที่ใช้ในแต่ละโรคจะแตกต่างกัน เช่น ในโรคข้อรูมาตอยด์จะใช้ยาน้อยกว่าโรคลูปัส ในโรคเหล่านี้แพทย์ผู้รักษาจะลดยาหรือหยุดยาเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และอาจจะใช้ยาอื่นที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าแทน

ผลข้างเคียงของยาสเตียรอยด์หากใช้นานๆ หรือปริมาณมาก ได้แก่ น้ำหนักขึ้น ความดันสูง ตาต้อหิน ต้อกระจก กระดูกพรุน น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสูง ทำให้เลือดอุดตันในหัวใจและในสมอง หากหยุดใช้ยาโดยกระทันหันอาจทำให้ความดันต่ำลงอย่างรวดเร็วเร็วได้ ฉะนั้นการใช้ยาสเตียรอยด์จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

ยาหม้อ ยาสมุนไพรบางชนิดก็มียาสเตียรอยด์ผสมอยู่แต่ผู้ใช้มักๆไม่ทราบ การใช้ยาพวกนี้เป็นเวลานานจึงอาจให้ผลข้างเคียงเช่นเดียวกับการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

หากมีปัญหาหรือมีข้อสงสัยในการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ผู้จ่ายยา เวลามาพบแพทย์ควรนำยามาด้วยทุกครั้ง และควรให้แพทย์ทุกคนทราบถึงยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยใช้อยู่

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย