ข้อเข่าเสื่อม…รักษาได้ไม่ยาก ตอนที่ 1 : กระดูกอ่อนในข้อ

thairath150213-1ความสำคัญของกระดูกอ่อนในข้อ

กระดูกอ่อนในข้อ หรือ กระดูกอ่อนข้อต่อ เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มอยู่ที่ปลายกระดูกส่วนที่อยู่ในข้อต่อ ทำหน้าที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัด กระดูกอ่อนข้อต่อจึงมีโครงสร้างที่ต่างจากกระดูกอื่นๆ คือ มีผิวมันวาว มีความหนาและแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้สูง กระดูกอ่อนข้อต่อจะไม่มีหลอดเลือดไปเลี้ยง แต่ได้รับสารอาหารจากน้ำหล่อเลี้ยงที่ผลิตจากเยื่อบุข้อที่เรียกว่าไขข้อ ซึ่งจะไปเคลือบอยู่ระหว่างผิวข้อทั้งสองด้านเพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวง่ายขึ้น โดยทั่วไปกระดูกอ่อนข้อต่อสามารถใช้งานได้ตลอดอายุขัยของแต่ละคน

กระดูกอ่อนอยู่ในส่วนใดของร่างกายบ้าง

กระดูกอ่อนข้อต่อจะมีอยู่เฉพาะในข้อต่อที่มีไขข้อเท่านั้น เนื่องจากต้องมีไขข้อมาหล่อเลี้ยง ส่วนกระดูกอ่อนที่พบในตำแหน่งอื่น เช่น ดั้งจมูก หรือใบหู เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนเส้นใยซึ่งพบบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลังหรือระหว่างกระดูกหัวหน่าว ซึ่งเป็นข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวน้อย กระดูกอ่อนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากพูดถึงข้อเสื่อมเราจะหมายถึงกระดูกอ่อนในข้อหรือกระดูกอ่อนข้อต่อ ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า ‘กระดูกอ่อน’ นั่นเอง

thairath150213-2

จะทราบได้อย่างไรว่ากระดูกอ่อนเริ่มผิดปกติ

เมื่อกระดูกอ่อนข้อต่อเริ่มเกิดการเสื่อม ผิวนอกที่เรียบเป็นมันวาวจะเริ่มแตกเป็นเส้นใยฝอยๆ เป็นการปริแยกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อโรคดำเนินต่อไปก็จะแตกเป็นร่องลึก ผิวข้อจะเริ่มขรุขระ ลึกลงไปถึงชั้นกระดูกผิวข้อจะค่อยๆ บางลงและเสื่อมสลายไปหมดจนเหลือแต่กระดูกแข็ง

อาการของโรคข้อเสื่อม คือ อาการปวด จะปวดแบบเสียวลึกๆ ขัด และตึงในข้อ อาการจะมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรืออากาศเย็น ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนผู้ป่วยอาจจะเดินได้ช้าลง การเคลื่อนไหวลดลง มีเสียงกรอบแกรบในข้อ ข้อบวม กล้ามเนื้อรอบข้อลีบลง และเมื่อโรคลุกลามจะทำให้ข้อมีลักษณะผิดรูป ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมักจะทำให้ขาโก่ง

การปฏิบัติตัวเมื่อพบว่ากระดูกข้อเสื่อม

สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคข้อเสื่อมลุกลาม ได้แก่

1. ควบคุมน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับข้อเสื่อมโดยเฉพาะข้อเข่า การลดน้ำหนักลงได้ 5 กิโลกรัมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อข้อเข่าเลื่อมลงได้ครึ่งหนึ่ง

2. หลีกเลี่ยงการใช้งานที่ต้องรับแรงกระทำมากๆ ทุกวัน เช่น งานที่ต้องนั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรืองานที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ

3. ไม่ควรทำกิจกรรมต่างๆ บนพื้น เช่น การล้อมวงกินข้าว การซักผ้า รัดผ้า หรือการใช้ห้องน้ำที่ต้องนั่งยองๆ

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ  13 กุมภาพันธ์ 2558

‘ปวดหลัง’ สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์

dailynews150104_1โรคปวดหลังนับว่าเป็นปัญหาสำคัญและพบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งของโรคกระดูกและข้อ และนับวันยิ่งจะพบเพิ่มมากขึ้นในทุกเพศ ทุกวัยอันเนื่องมาจากลักษณะของกิจวัตรประจำวัน การปฏิบัติตนที่ไม่ถูกต้อง แต่ถ้ามีอาการปวดหลังร่วมกับกลุ่มอาการบางอย่างที่สำคัญดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป กลุ่มอาการดังกล่าวได้แก่

1. ไข้ สาเหตุส่วนใหญ่อาจเกิดเนื่องมาจากการติดเชื้อในร่างกาย บางครั้งอาจจะมีการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง สาเหตุส่วนใหญ่นั้นอาจจะมีการติดเชื้อในบริเวณอื่นของร่างกายก่อน เช่น ระบบทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบโดยเฉพาะในเพศหญิงวัยหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว ทำให้มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และเกิดการติดเชื้อที่บริเวณกระดูกสันหลัง มีการทำลายกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อนในบริเวณรอบ ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังอย่างรุนแรงร่วมกับอาการไข้ สาเหตุของเชื้อที่พบส่วนใหญ่มักเป็นเชื้อแบคทีเรีย และในบางครั้งอาจจะพบมีการติดเชื้อวัณโรคของกระดูกสันหลังได้เช่นเดียวกัน

2.มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีโอกาสเกิดการแพร่กระจายของมะเร็งมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้ มะเร็งที่มักจะแพร่กระจายมาที่บริเวณกระดูกสันหลังได้แก่ มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด ระบบทางเดินอาหาร ต่อมไทรอยด์ เมื่อมีการแพร่กระจายของมะเร็งมาตามกระแสเลือดและมาที่บริเวณกระดูกสันหลังจะกระตุ้นให้เกิดการทำลายกระดูกเป็นอย่างมาก ทำให้โครงสร้างกระดูกปกติถูกทำลายลง เกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ก่อให้เกิดอาการปวดหลังมาก ในบางครั้งถ้ามะเร็งแพร่กระจายไปกดทับเส้นประสาทและไขสันหลังก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการชา อาการอ่อนแรงของขา ไม่สามารถเคลื่อน ไหวได้ รวมทั้งอาจจะไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ ทำให้เป็นอัมพาต

3. ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ หรือมีปัสสาวะเล็ด สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากมีการกดทับเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งสาเหตุของการกดทับเส้นประสาทมีได้หลายสาเหตุเช่น หมอนรองกระดูกที่มีขนาดใหญ่มากเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท โรคมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูกและมีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง รวมทั้งภาวะของการติดเชื้อของกระดูกสันหลังที่อาจจะมีหนองไปกดทับเส้นประสาท ทำให้ระบบการขับถ่ายผิดปกติ

4. มีอาการอ่อนแรงของขา หรือสูญเสียสมดุลของร่างกาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะนั้น ๆ ถูกกดทับ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการทำงาน การเคลื่อนไหวของระยางค์นั้น ๆ ได้

5.มีอาการปวดตอนกลางคืนหรือปวดขณะพัก อาจจะมีหรือไม่มีเหงื่อออกตอนกลางคืน ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งของภาวะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมาส่งผลทำให้มีอาการปวดมากแม้ขณะนอนพัก

6.อาการชารอบ ๆ ทวารหนัก หรือสูญเสียความรู้สึกรอบ ๆ ทวารหนัก เกิด เนื่องมาจากมีการกดทับของเส้นประสาทที่ควบคุม และรับความรู้สึกในบริเวณรอบ ๆทวารหนัก

7.มีการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน เช่น ในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เอสแอลอี (โรคพุ่มพวง) หรือผู้ป่วยที่ชอบซื้อยาสเตียรอยด์รับประทานเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้ง่ายกว่าคนปกติเพราะภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอ ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน และมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น

8.ได้รับอุบัติเหตุ ในผู้ป่วยที่มีประวัติได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการปวดหลังแบบเฉียบพลันนั้นอาจจะทำให้เกิดกระดูกสันหลังหัก ยุบ ทำให้มีอาการปวดหลังเป็นอย่างมาก

9.น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจมีสาเหตุที่เกิดจากภาวะมะเร็งแพร่กระจายมาที่กระดูก เพราะการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายและน้ำหนักลด

10.ปวดหลังร่วมกับส่วนสูงที่ลดลง อาจเกิดเนื่องมาจากการที่มีโรคกระดูกพรุนร่วมกับการเกิดกระดูกสันหลังยุบตัวลง ทำให้เกิดหลังโก่งค่อม และส่วนสูงลดลง จึงทำให้เกิดมีอาการปวดมาก ส่วนใหญ่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ

ดังนั้นในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังร่วมกับอาการดังกล่าวข้างต้นควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ และให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com และ http://www.taninnit.com

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มกราคม 2558

เข่าโก่งผิดรูป รักษาได้ ไม่ทรมานอีกต่อไป

dailynews140803_02เข่าโก่งเข่าฉิ่ง นับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งในสังคมไทย สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกิดเนื่องมาจากการเสื่อมของกระดูกและข้อของร่างกายโดยเฉพาะที่ตำแหน่งบริเวณข้อเข่า สาเหตุที่ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ปล่อยให้เกิดอาการจนเกิดการผิดรูปของข้อเข่าเพราะความกลัวต่อการผ่าตัดรักษา กลัวว่าหลังการผ่าตัดแล้วจะเดินไม่ได้ บางครั้งได้ยินมาจากเพื่อนบ้านว่าอย่าไปผ่าตัดแก้ไขเลยเดี๋ยวผ่าเสร็จกลับมาก็เดินไม่ได้ ส่วนใหญ่โรคข้อเข่าเสื่อม ถ้านั่งอยู่ไม่ได้เดินลงน้ำหนักผู้ป่วยมักจะไม่มีความเจ็บปวด อาการปวดส่วนใหญ่มักจะเกิดในช่วงขณะที่เดิน ถ้าขาโก่งมาก ๆ จะทำให้ผู้ป่วยเดินลำบาก เดินเซมีโอกาสหกล้มได้บ่อยขึ้นเพราะสมดุลการทรงตัวของร่างกายเสียไป ทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกตะโพกหักจากการล้มเพิ่มมากขึ้น

สำหรับโรคข้อเข่าเสื่อมในระยะเบื้องต้นนั้นสามารถให้การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลีกเลี่ยงการนั่งคุกเข่า ขัดสมาธิ พับเพียบ การลดน้ำหนักของร่างกายอย่างน้อยประมาณร้อยละ 5 ของน้ำหนักปัจจุบัน การหลีกเลี่ยงการยกของหนัก รวมทั้งการใช้ยาลดปวด ยาลดอักเสบ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าเพื่อลดการอักเสบและอาการปวด ซึ่งได้ผลดีในโรคข้อเข่าเสื่อมระยะเบื้องต้น ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมานานจนทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดตลอดเวลาในขณะที่เดินลงน้ำหนัก หรือเดินขึ้นบันได ร่วมกับอาการของข้อเข่าที่ผิดรูป มีข้อเข่าโก่ง หรือข้อเข่าฉิ่งมาก จนมีผลต่อการเดินและสมดุลของร่างกาย และเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของอาการปวดหลัง ร่วมกับอาการปวดร้าวลงตะโพก หรือต้นขา เพราะการที่ผู้ป่วยมีขาโก่งมาก ๆ ทำให้เวลาเดินผู้ป่วยจะเดินตัวเอียง ยิ่งทำให้กระดูกสันหลังมีการเสื่อมมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ในบางครั้งทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทร่วมด้วยจึงมีอาการปวดร้าวลงตะโพกและขา เมื่อมีอาการปวดเข่า และขาโก่งผิดรูปมากแล้ว การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมนับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขความผิดปกติ

ในปัจจุบันการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าใจ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือการผ่าตัดเอาส่วนของผิวกระดูกบริเวณข้อเข่าที่ไม่ดีออก รวมทั้งกระดูกงอกส่วนเกินที่เกิดจากกระบวนการเสื่อม มีการตัดแต่งกระดูกเพื่อแก้ไขความผิดปกติที่เกิดขึ้น แล้วใช้วัสดุโลหะข้อเข่าเทียมครอบกระดูกในส่วนที่ตัดแต่งแล้ว วัตถุ ประสงค์ในการผ่าตัดรักษาข้อเข่าเสื่อมเพื่อให้ผู้ป่วยมีข้อเข่าที่สามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนปกติ แก้ไขการผิดรูปของข้อเข่า และที่สำคัญคือแก้ปัญหาเรื่องอาการปวดข้อเข่าเรื้อรัง ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น สามารถเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นสุข นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยเดินได้เป็นปกติ ไม่เซ ลดความเสี่ยงต่อการล้มที่จะเป็นสาเหตุของกระดูกตะโพกหัก  และข้อเข่าเทียมที่ใช้ในผู้ป่วยให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานตลอดไป

เนื่องจากการพัฒนาทั้งในเรื่องของการดูแลเรื่องอาการปวดหลังผ่าตัดโดยแพทย์วิสัญญีที่จะช่วยควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัดโดยการวางสายเพื่อให้ยาชาและยาแก้ปวดไว้ที่ตำแหน่งช่องว่างในโพรงกระดูกสันหลัง  หรือในตำแหน่งของเส้นประสาทที่บริเวณต้นขา เพื่อให้มีการปลดปล่อยยาชาและยาแก้ปวดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัด ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการปวด และสามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าข้างที่ผ่าตัดได้เร็วยิ่งขึ้น และสามารถเดินลงน้ำหนักได้ภายใน 2 วันหลังการผ่าตัด ทำให้ผลการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดได้ผลเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก และลดความทุกข์ทรมานจากอาการปวดให้แก่ผู้ป่วยเป็นอย่างดี นอกจากนี้วิธีการนี้ยังช่วยลดผลข้างเคียงจากการให้ยาแก้ปวดมอร์ฟีนเข้าทางเส้นเลือดที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะได้มาก

สำหรับเทคนิคการผ่าตัดนั้นขนาดของแผลผ่าตัดไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อการลดอาการปวดของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ในบางครั้งการผ่าตัดด้วยขนาดแผลที่เล็กมาก จะทำให้มีการดึงรั้งของแผลมากยิ่งขึ้น ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนรอบ ๆ บริเวณที่ผ่าตัดมีการบาดเจ็บมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดมากหลังการผ่าตัด การผ่าตัดด้วยแผลปกติจะช่วยให้แพทย์ผู้ผ่าตัดสามารถแก้ไขการผิดรูปของข้อเข่า และวางตำแหน่งของข้อเทียมได้ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น.

อ่านต่ออาทิตย์ที่ 17 ส.ค.57

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com
http://www.taninnit.com

ที่มา : เดลินิวส์ 3 สิงหาคม 2557

dailynews140817_03

ขาโก่งผิดรูป รักษาได้ ไม่ทรมานอีกต่อไป

การพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ของข้อเข่าเทียมที่เหมาะสมกับบุคคลและความคงทนของอุปกรณ์ข้อเข่าเทียมที่ใช้ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น  มีการพัฒนาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดแทนกระดูกส่วนที่เสื่อม  ในการทดลองในห้องทดลองพบว่าถ้าลดแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของข้อเข่าเทียมได้มากเท่าไหร่ ก็จะช่วยทำให้การใช้งานของข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้นกว่าปกติ อย่างไรก็ตามอายุการใช้งานของข้อเข่าเทียม

นั้นยังขึ้นกับเทคนิคของการผ่าตัด และประสบการณ์ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การตัดแต่งกระดูกในการวางตำแหน่งของข้อเข่าเทียมได้ถูกต้องเหมาะสมด้วย

ในวันนี้ผมขอยกตัวอย่างผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมทั้ง 2 ข้างที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อเข่า เดินลำบาก ข้อเข่าผิดรูป เดินเซและหกล้มได้ง่ายซึ่งทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตอย่างลำบากเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปี ผู้ป่วยมีอาชีพรับราชการตำรวจ ทนทุกข์ทรมานจากอาการปวดเข่ามานาน ผู้ป่วยให้ประวัติว่า “เคยเจ็บเข่าจากอุบัติเหตุเล่นฟุตบอล จากนั้นก็เจ็บเข่าเป็น ๆ หาย ๆ เรื่อยมา ในระยะสองปีมานี้อาการปวดเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ คนรอบข้างเริ่มทักโดยเฉพาะคุณแม่บอกว่าเดินไม่สวย เดินแปลก ๆ เดินขาไม่ตรง เราก็ไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ จนมีอาการเจ็บมากจนทนไม่ไหว มาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์ได้ส่งตรวจทำการเอกซเรย์ เห็นได้ชัดเจนว่ากระดูกเข่าของเราชิดเข้าด้านในท่ายืนตรง แพทย์ได้แนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัด ตอนแรกรู้สึกกังวล แต่เห็นกระดูกเข่าของตนเองจากภาพถ่ายรังสีแล้วก็คิดว่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้เข่าก็จะต้องชิดเข้ามากเรื่อย ๆ ยังไงก็ต้องผ่าอยู่ดี และคิดว่าการเข้ารับการผ่าครั้งนี้ต้องเจ็บ ต้องปวดและใช้เวลาพักฟื้นนานแน่ ๆ มีความกังวลว่ากระบวนการรักษา การผ่าตัดมันเป็นอย่างไร แพทย์จะทำอะไรกับเรามั่ง แต่หลังจากการได้คุยและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ที่จะทำการผ่าตัด พร้อมกับเข้าไปศึกษาถึงวิธีการรักษา การปฏิบัติตัวและตัวอย่างประวัติการรักษาจากผู้ป่วยที่เคยรับการผ่าตัดรักษาเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้ว  ได้คลายความกังวลลงมาบ้าง หลังจากรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแล้วไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิดไว้ สองวันแรกหลังผ่าไม่ปวดเลย และเริ่มไปทำกายภาพ หัดเดินด้วยไม้สี่ขา หัดเหยียดเข่างอเข่า ประมาณวันที่สี่เริ่มมีอาการระบม ปวด แพทย์ได้ให้ยาแก้ปวด อาการปวดทุเลาลง ไปทำกายภาพต่อได้สบาย มาตอนนี้หลังผ่าประมาณยี่สิบวัน รู้สึกดีมาก แผลแห้งดี งอเหยียดเข่าได้เต็มที่ ยืนขาตรง เดินตรง เหมือนกับได้ชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง”  สำหรับผู้ป่วยรายนี้ เนื่องจากเข่าของผู้ป่วยมีอาการผิดรูปทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ หลังจากที่ผมได้พูดคุยและอธิบายถึงข้อดีและความเสี่ยงจากการผ่าตัดเช่น โอกาสของการติดเชื้อ การเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นในเส้นเลือดดำ การควบคุมอาการปวดหลังการผ่าตัด ก็ได้พิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมพร้อมกันทั้ง 2 ข้างให้กับผู้ป่วย หลังการผ่าตัดได้มีการให้ยาระงับปวดด้วยการวางสายเพื่อให้ยาลดอาการปวดที่โพรงประสาทในส่วนกระดูกสันหลัง ซึ่งผลการผ่าตัดทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้คือ ลดอาการปวดข้อเข่าให้กับผู้ป่วย  แก้ไขความผิดรูปของข้อเข่าทั้ง 2 ข้าง ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเป็นอย่างมาก

สำหรับารปฏิบัติตนหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้แก่ การทำกายภาพบำบัด เพื่อให้ข้อเข่าสามารถเหยียดได้ตรง และงอข้อเข่าได้เพิ่มมากขึ้น การฝึกเดิน และการควบคุมอาการปวดหลังผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่ยังอาจมีความจำเป็นที่ต้องได้รับยาแก้ปวดหลังการผ่าตัดประมาณ  1-3 เดือนแรกหลังการผ่าตัด หลังจากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาแก้ปวด สามารถขับรถได้หลังการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมการทำงานของข้อเข่าได้ดี และไม่มีอาการปวดข้อเข่าแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ประมาณ  3 เดือนหลังการผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องไปทำหัตถการเกี่ยวกับทันตกรรม ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดเพื่อที่จะรับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำหัตถการที่ฟันมายังที่บริเวณข้อเข่าข้างที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ชีวิตมีความสุขอีกครั้งหลังการผ่าตัดครับ.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com
http://www.taninnit.com

 

ที่มา : เดลินิวส์ 17 สิงหาคม 2557

โรคเกาต์

dailynews140802_01ใครที่เป็นโรคเกาต์ มีอาการปวดข้อรุนแรง นพ. สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยคนไข้ จึงมีข้อมูลและคำแนะนำดี ๆ มาบอกท่านผู้อ่าน

นพ.สุพรรณ บอกว่า โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบเฉียบพลันที่พบบ่อยที่สุด เป็นผลจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเป็นเวลานานหลายปี ทำให้เกิดการตกผลึกของเกลือยูเรตในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย โดยเฉพาะผู้ที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ในเพศหญิงมักเริ่มต้นอาการในวัยหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว

กรดยูริกพบมากในเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถั่วต่าง ๆ และยอดผักอ่อน ๆ รวมทั้งเกิดจากการสลายตัวของเซลล์ภายในร่างกาย 

กรดยูริกจะถูกขับออกทางปัสสาวะ หากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือไตขับยูริกได้น้อยลง เนื่องจากไตเสื่อมลง กรดยูริกจะตกผลึกที่บริเวณผนังหลอดเลือด ไตและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณข้อ ทำให้เกิดอาการปวดข้อและโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น ข้อพิการ นิ่วในไต นิ่วในทางเดินปัสสาวะ กระดูกพรุน

สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงหรือมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตได้มากยิ่งขึ้น

อาการที่พบบ่อย คือ ปวดข้อรุนแรง เฉียบพลัน ถ้าเป็นการปวดครั้งแรกมักจะปวดข้อเดียวและปวดไม่กี่วัน

ข้อที่ปวดบ่อย คือ นิ้วหัวแม่เท้าข้างใดข้างหนึ่ง บางรายอาจปวดที่ข้อเข่า ซึ่งข้อจะบวมและเจ็บมากจนทนไม่ไหว ผิวหนังบริเวณที่ปวดจะตึง ร้อนและแดง เมื่ออาการเริ่มทุเลา ผิวหนังบริเวณนั้นก็จะลอกและคัน มักจะเริ่มปวดตอนกลางคืนหรือมีอาการกำเริบหลังจากทานอาหารที่มีกรดยูริกสูง นอกจากนี้อาจมีไข้ หนาวสั่น ใจสั่น อ่อนเพลียหรือเบื่ออาหารร่วมด้วย

การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคเกาต์ ควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติ หรือมีผลข้างเคียงจากการรับประทานยาให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรหยุดยา ปรับขนาดยา หรือซื้อยารับประทานเอง เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการแพ้ยาแล้ว ยังอาจจะทำให้ควบคุมโรคได้ไม่ดี เข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอตามที่แพทย์นัด เพื่อดูระดับกรดยูริกและการทำงานของตับและไตเป็นระยะ ๆ

นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมทั้งดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 3,000 มิลลิลิตร หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ลดการรับประทานอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่อข้อที่รุนแรง หลีกเลี่ยงการบีบ นวด ถู บริเวณข้อ

เนื่องจากสามารถกระตุ้นให้ข้ออักเสบกำเริบได้ ดังนั้น การให้ความร่วมมือในการรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 2 สิงหาคม 2557

“ปวดตับ” อย่ามองข้าม โดย รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา

manager140723_01“ปวดตับ” เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ตับ ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงงานผลิตพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งยังเป็นอวัยวะสำคัญในการเผาผลาญของเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายด้วย โดยทำการขับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้ปนไปกับอุจจาระ และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ยา หรือสารต่างๆ ที่ร่างกายรับประทานแล้วเหลือตกค้าง สิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดโรคตับต่างๆ ได้ เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีการอักเสบบวมของเนื้อตับ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตับ จุกตึงใต้ชายโครงขวา ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเกิดดีซ่านขึ้นได้

นอกจากนี้ ปวดตับ ยังอาจเกิดจากเนื้อตับบางส่วนที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นก้อนเนื้องอกดันผิวตับให้โป่งนูน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่นในบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรังแฝงอยู่โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ อ่อนเพลียและหมดแรงง่าย บางรายมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียนเป็นเลือดสด ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร อันเป็นผลจากภาวะตับแข็งที่มักพบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งตับ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เรามีสัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ตับของคุณเริ่มมีปัญหาแล้วคือ
1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ

2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย

3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง

4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ น้ำหนักตัวจึงลดลง

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2557

โรคปวดข้อคนไข้สนใจฝังเข็ม และกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้น

dailynews140727_02โรคปวดข้อเป็นโรคเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ ปวดไปตามข้อต่าง ๆ รอบตัว ที่พบกันบ่อยคือที่ข้อเข่า ปวดเป็น ๆ หาย ๆ เวลาจะเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือเปลี่ยนท่ามักจะปวดขัดมาก พอเดิน ๆ ไปก็หาย และแล้วก็มาปวดใหม่อีกวนเวียนอยู่เช่นนี้ ทำให้ทรมาน ไม่สะดวกในการเดินทาง ยาระงับปวดมักมีติดตัวกินกันมาตลอด โรคปวดข้อเป็นโรคหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพชีวิตประจำวันอย่างมาก

สาเหตุ มีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ความเสื่อมของกระดูก การปฏิบัติตัวในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องข้อเข่า การนั่งที่ต้องห้าม นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ และนั่งพับเพียบ จะทำให้เอ็นรอบเข่าตึงขึ้น ผู้ที่ต้องปฏิบัติธรรม นั่งนาน ๆ นั่งบนเก้าอี้ดูจะผ่อนคลายข้อเข่าดีขึ้น

ผมมาคุยเรื่องปวดข้อเข่าวันนี้เนื่องด้วยมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ได้ไปออกหน่วยแพทย์ ณ โรงเรียนมัธยมตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อ 13 มิ.ย. 57 จากความร่วมมือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วปอ. รุ่น 27 มณฑลทหารบกที่ 22 คนไข้ให้ความสนใจมาตรวจกันมาก 7,830 ราย

คณะแพทย์พยาบาลที่ไปช่วยกันตรวจคนไข้ราว 300 ท่าน จาก 17 โรงพยาบาลใน กทม. จะจัดเป็นหน่วยตรวจต่าง ๆ โดยเป็นเรื่องโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางราว 25 คลินิก สำหรับเรื่องปวดข้อที่ได้คุยมา โดยทั่วไปคนไข้ประเภทนี้จะมาตรวจทางแพทย์กระดูกหรือออร์โธปิดิกส์แพทย์ ซึ่งมีอยู่ 2 คณะด้วยกัน จาก รพ.เลิดสิน และ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคให้คำแนะนำ ให้ยา บางรายอาจฉีดยาเข้าไปในข้อเพื่อระงับการอักเสบด้วย

คลินิกทางด้านระงับการปวด : โรคปวดข้อนี้คณะที่มาช่วยตรวจรักษาคนไข้มาจากหลายสถาบัน การแพทย์แผนไทยจาก รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล, คลินิกหัวเฉียวแพทย์ไทยจีน และคณะแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ในภาพรวมคล้ายเป็นแพทย์ทางเลือกคนละแบบกับการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภูมิปัญญาของคนไทยมาแต่เก่าก่อนหรือแพทย์แผนไทยที่เราคุ้นหูกัน นอกจากนี้ก็เป็นแพทย์แผนจีนและอินเดีย ซึ่งมีประวัติการรักษาเรื่องปวดมายาวนานมากเช่นกัน

วิธีการรักษา : ทางแพทย์แผนไทย จะตรวจวินิจฉัยโรค จ่ายยาสมุนไพร ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กายภาพบำบัดจะให้บริการเรื่องการนวด นวดแบบแผนไทย นวดกดจุด การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพร มีไพร ขมิ้นชัน มะกรูด เป็นตัวหลัก และอื่น ๆ ร่วมด้วยอีก แช่เท้าราว 15 นาที จะทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดปวดข้อเท้าได้ดี สุขภาพทั่วไปดีขึ้น และจะให้ออกกำลังกายแบบฤาษีดัดตน ลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ลดปวดข้อตามตัว ลดอาการชา แล้วได้ยาสมุนไพรไปกินต่อด้วย

ทางแพทย์แผนจีน จะมีการฝังเข็ม เป็นศาสตร์สำคัญมากอย่างหนึ่งทำกันมายาวนาน การไปกระตุ้นประสาทใต้ผิวหนังซึ่งมีเครือข่ายถึงกันหมดในร่างกาย จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แบบปวดข้อ ปวดหลัง เบาปวดเมื่อยตามร่างกายไปได้

การแพทย์แผนอินเดีย เป็นศาสตร์ที่มีมายาวนานมากเช่นกัน แพทย์จะตรวจซักประวัติหาสาเหตุของโรคนั้น ๆ พร้อมให้คำแนะนำจนเข้าใจและให้ยามารับประทานต่อด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นทางเลือกของคนไข้อีกทางหนึ่ง ที่เลี่ยงมาจากการรักษาแผนปัจจุบัน อยากมาลองดูทางด้านนี้และมีคนมาใช้บริการกันมากด้วย โรคปวดเมื่อย ปวดข้อเป็นโรคเรื้อรังต้องใช้เวลา คนไข้บางครั้งก็ใจร้อน อยากลองทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้างหวังจะให้หายเร็วขึ้น และรู้สึกสบายใจที่ได้รักษาหลาย ๆ ทาง เพื่อหวังจะได้หายจากโรคปวดทั้งหลายเหล่านี้ได้เร็วขึ้น

โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อตามร่างกายเป็นโรคเรื้อรัง คนไข้รักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันมานานยังไม่ค่อยหายเลยเปลี่ยนมารักษาแพทย์ทางเลือกดูบ้าง มีทั้งแพทย์แผนไทย จีน และอินเดีย ล้วนมีประวัติการรักษาว่าได้ผลมายาวนาน ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องมีการติดตามและประเมินผลกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา  : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2557

รู้ทันอาการปวดหลัง

posttoday140715_01โรงพยาบาลเซนต์ แอนนา แห่งเยอรมนี ร่วมกับสถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อฝึกอบรมการผ่าตัดกระดูกคอและกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคปทุกปี ซึ่งการจัดประชุมดังกล่าว ได้จัดขึ้นในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยมีศัลยแพทย์ผู้สนใจเข้าร่วมจากทั่วโลก บ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาของโรคนี้ที่ยังมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น นั่นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ระวังตัวในการป้องกันตัวเองจากโรค และรักษาอาการไม่ถูกวิธี

อาการปวดคอและปวดหลัง นับเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกข์ทรมานต่อผู้ป่วยในระยะยาว และบั่นทอนศักยภาพในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยทั่วไปพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงานที่ส่วนใหญ่นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกลักษณะต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือจากการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งข้องเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ไอทีต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เพราะโดยมากผู้ใช้จะไม่ได้ใส่ใจกับการจัดวางท่านั่งให้ถูกต้อง จึงมักนั่งด้วยท่าทางหลังงอ ไหล่ห่อ หรือก้มคอเข้าหาจอ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น เช่น การยกของหนักด้วยการก้มหลัง ในทุกกรณีที่กล่าวล้วนทำให้น้ำหนักทั้งหมดส่งผ่านไปยังกระดูกสันหลังส่วนที่กำลังโค้งมากที่สุด

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการปวดหลังโดยตรง ได้แก่ การบาดเจ็บบริเวณหลังจากอุบัติเหตุหรือการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่มีการกระแทกหรือปะทะอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น ทั้งนี้ยังมีโรคอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดอาการปวดร้าวไปที่หลังได้ เช่น โรคไต โรคเกี่ยวกับรังไข่และมดลูก โรคหลอดเลือดโป่งพองในช่องท้อง หรือมะเร็งที่กระจายมายังกระดูกสันหลัง

อาการที่บ่งชี้ว่ามีการปวดหลังจากการกดทับเส้นประสาท คือ การปวดร้าวที่ขาหรือสะโพก โดยอาการปวดขาจะปวดไปตามบริเวณซึ่งถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับนั้น ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะการปวดแตกต่างกันไป บางรายอธิบายว่าอาการปวดมีลักษณะแหลมเหมือนโดนมีดแทง บางรายว่าปวดหน่วงและหนักที่ขา หรือบางรายอาจรู้สึกเพียงเหน็บชาคล้ายเมื่อนั่งทับขานานๆ

การดูแลรักษาตนเองที่ดีที่สุดสำหรับผู้มีอาการปวดหลัง คือ หลีกเลี่ยงกิจกรรมซึ่งอาจส่งผลให้อาการปวดหลังเกิดขึ้น เช่น จัดท่านั่งทำงานให้ถูกสุขลักษณะ คือ นั่งหลังตรง ไม่ก้มหรือเงยคอมากเกินไป ไม่ยกของที่ทำให้หลังต้องแบกรับน้ำหนักมากๆ และต้องหมั่นตรวจสอบสัญญาณเตือนของร่างกายว่าควรพบแพทย์หรือไม่ เพราะแม้ว่าอาการปวดหลังบางชนิดจะสามารถใช้เวลาเพื่อให้ทุเลาลงได้ แต่ก็มีอาการบางอย่างที่ผู้ป่วยไม่อาจมองข้าม และเป็นข้อบ่งชี้ว่าควรพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่ อาการปวดหลังที่เรื้อรังต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน ปวดร้าวลงสะโพก ขา จนถึงบริเวณน่องหรือเท้า อาการปวดเฉียบพลันที่ไม่ทุเลาลงแม้ว่าได้พัก หรือปวดรุนแรงจนเคลื่อนไหวไม่ได้ อาการปวดหลังจากการได้รับบาดเจ็บหรือหกล้ม และอาการปวดหลังที่เกิดร่วมกับภาวะควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง ชาบริเวณขา เท้า หรือรอบทวารหนัก คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ หรือน้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

สิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยให้ห่างไกลจากอาการปวดหลัง หรือช่วยให้ผู้มีอาการปวดหลังซึ่งได้รับการรักษาแล้วไม่กลับมาเป็นอีก คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตที่จะไม่สร้างความกระทบกระเทือนต่อบริเวณหลัง รวมถึงมีการบริหารร่างกายเพื่อลดอาการเจ็บปวดและฟื้นฟูการเคลื่อนไหว โดยต้องคำนึงถึงหลักการที่ถูกต้องและข้อควรระวังต่างๆ อันเป็นสิ่งซึ่งควรได้รับการแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 15 กรกฎาคม 2557

โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism)

ramachannel140714_01พอเห็นชื่อ หลายคนคงจะนึกว่ามีโรคแปลกใหม่อะไรเกิดขึ้นอีกหรือ จริงๆ แล้วมีโรคจำนวนไม่น้อยที่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เพราะไม่ได้มีการกล่าวถึง จะรู้เฉพาะแพทย์ ผู้รักษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้

ยกตัวอย่าง เช่น โรคเอสแอลอี ถ้าไม่ใช่เพราะมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดังอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ มาป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่งที่เรียกโรค เอสแอลอี (SLE) ที่ย่อมาจากคำว่า Systemic Lupus Erythematosus คนไทยส่วนมากก็ยังไม่รู้จักโรคนี้ ทั้งๆ ที่มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่จำนวนไม่น้อย โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรค autoimmune disease เป็นกลุ่มโรคที่มีสมาชิกเป็นโรคหลายๆ โรคที่มีสาเหตุการเกิดมาจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เกิดผิดปกติจนจำอวัยวะหรือร่างกายของตัวเองไม่ได้จึงเกิดเป็นโรคขึ้น

อาการหนึ่งที่มักจะพบได้เสมอในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองเหล่านี้คือ อาการปวดข้อ หรือมีข้ออักเสบ โรคบางโรคก็จะมีอาการอักเสบของข้อต่างๆ เด่นชัดมาก เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ บางโรคอาการทางข้อจะเกิดร่วมด้วยเป็นส่วนหนึ่งของการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น เช่น โรคเอสแอลอี

แต่โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค (Palindromic Rheumatism) ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นโรคหนึ่งที่มีอาการปวดข้อ ข้ออักเสบเด่น แต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา แต่จะมีข้ออักเสบ หรือปวดข้อ เป็นๆ หายๆ ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นลักษณะที่แปลกและน่าสนใจ

มีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 35 ปี มีอาการปวดข้อนิ้วมือ ข้อมือ มีข้อนิ้วมือบวม อาการปวดบวมข้อนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วัน แล้วอาการปวดบวมจะหายไป ตอนที่ไม่มีอาการจะปกติดีทุกอย่างเหมือนคนธรรมดา อาการ ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้ง ในช่วงเวลา 1-2 เดือน แต่บางเดือนก็เป็นเดือนละ 2 ครั้ง สังเกตว่าช่วงไหนที่มีงานมากต้องอดนอน ทำงานหนัก หรือมีเรื่องเครียดไม่สบายใจ อาการนี้จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น ผู้ป่วยมีอาการแบบนี้มาประมาณ 3-4 ปีแล้ว

ที่เล่ามานี้เป็นตัวอย่างของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค ซึ่งโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคนี้เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในคนประมาณ 100-1,000 คนที่เป็นโรคข้อจะมีคนเป็นโรคนี้ประมาณ 1 คน คนไทยป่วยเป็นโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคมากกว่าฝรั่งในยุโรปหรือประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ปัญหาคือโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคเป็นโรคที่แพทย์ทั่วไปส่วนมากไม่รู้จักและให้การวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ดังนั้นผู้ป่วยจำนวนมากจึงไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และไม่ได้รับการรักษาหรือคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

 

ภาวะฉุกเฉินของหลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอกสัญญาณเตือนภัย

dailynews140713_03หลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอกมีความสำคัญมากเพราะมีแขนงไปเลี้ยงทุกอวัยวะในร่างกาย ถ้าเกิดความผิดปกติก็จะมีผลกระทบทั้งร่างกาย และถ้าเกิดการปริแตกออกเลือดจะออกมาอย่างรวดเร็วจนทำให้เสียชีวิตในเวลาไม่กี่นาที นับว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีผลเฉียบพลันมากที่สุด มักเป็นโรคที่ไม่มีสัญญาณเตือนภัย อาการแรกก็เป็นตอนที่เกิดโรค ถ้าการวินิจฉัยช้าเกินไป หรือรักษาไม่ทันการคนไข้มักเสียชีวิต

โรคที่พบมากที่สุดคือ การมีการฉีกขาดของผนังชั้นในของหลอดเลือดแดงใหญ่ ทำให้เลือดเซาะเข้าไปในผนัง เกิดช่องทางเดินเลือดในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ และอาจแตกออกภายนอกผนังหรือแตกทะลุผนังชั้นในไหลกลับมาในช่องทางเดินเลือดปกติ ความดันในผนังก็จะลดลง โอกาสแตกหรือเบียดช่องทางปกติจนเลือดไม่สามารถเลี้ยงส่วนล่างของร่างกายหรือแขนงไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทำให้มีอาการขาดเลือดและอวัยวะตายได้ เช่น ไต ลำไส้ ตับ ขา หรือไขสันหลัง

อันตรายที่เกิดจากโรคนี้มีเป็นสองกลุ่มคือ

กลุ่มแรกถ้าหากการเซาะเกิดที่หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนที่ติดกับหัวใจ มีผลทำให้เกิดลิ้นหัวใจรั่วเฉียบพลัน เกิดภาวะหัวใจวาย ความดันโลหิตตก น้ำท่วมปอด หรืออาจเซาะไปที่หลอดเลือดแดงหัวใจเกิดการอุดตันเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งมีผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เต้นช้ามากจนหยุดเต้น หรือเลือดอาจเซาะทะลุผนังด้านนอกของหลอดเลือดแดงใหญ่ เกิดลิ่มเลือดในช่องเยื่อบุหัวใจ กดไม่ให้เลือดจากร่างกายกลับเข้าหัวใจ เกิดภาวะความดันโลหิตตก และเสียชีวิตได้ จะเห็นว่าการเซาะของหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนนี้จะมีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 1 เปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง คือภายใน 48 ชั่วโมงถ้าหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที คนไข้จะเสียชีวิตไปครึ่งหนึ่ง นับว่ามีความรุนแรงมาก

กลุ่มที่สองคือ การเซาะของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่พบได้ประมาณ 25% มีจุดเริ่มเซาะตรงหลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอกส่วนที่เลยแขนงที่ไปเลี้ยงแขนซ้าย และเซาะลงในทรวงอกซ้ายและในช่องท้อง แม้ว่ามีความรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มแรก แต่คนไข้กลุ่มนี้ประมาณ 15% จะเกิดภาวะแทรกซ้อนสองประเภทคือ หลอดเลือดแดงใหญ่ปริแตกออกทำให้เลือดออกในทรวงอกหรือในช่องท้อง อาจไปอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงตับ ไต กระเพาะ ลำไส้ ไขสันหลัง และขาทั้งสองข้าง ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ขาดเลือดและอาจตายเน่าทำให้คนไข้เสียชีวิต โรคนี้วินิจฉัยได้ยากถ้าหากแพทย์ไม่ได้คิดถึง เพราะคนไข้อาจมีเพียงอาการปวดหลัง ปวดท้อง อัมพาตของขา หรือไม่มีปัสสาวะ ความดันโลหิตสูงมากควบคุมด้วยยาไม่ได้ การตรวจร่างกายอาจไม่พบความผิดปกติในระยะแรก แต่เมื่อการตรวจร่างกายชัดเจน เช่นมีเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ซึ่งก็มักจะมีการตายเน่าของลำไส้ โอกาสที่แพทย์จะรักษาชีวิตคนไข้ก็แทบจะไม่มีเลย การตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อแยกโรคนี้ออก เช่น การถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของทรวงอกและช่องท้องเป็นเครื่องมือวินิจฉัยโรคที่สำคัญที่สุด

สำหรับคนไข้ที่เป็นโรคนี้มักมีความดันโลหิตสูง มีการรักษาไม่สม่ำเสมอ คุมความดันโลหิตได้ไม่ดี หรือเป็นโรคพันธุกรรมกลุ่ม Marfan ซึ่งเป็นโรคที่มีร่างกายสูงมาก มีสายตาสั้น เลนส์ตาหลุดง่าย  นิ้วมือนิ้วเท้ายาว ข้อนิ้วมือนิ้วเท้ามีความยืดหยุ่นมากกว่าปกติ มีความผิดปกติของโครโมโซมที่ถ่ายทอดด้วยยีนเด่น อาการที่นำมาคือเจ็บหน้าอกทันที เจ็บรุนแรงมาก เหมือนมีการฉีกขาดในร่างกาย รู้สึกร้าวไปที่หลังและร้าวลงมาที่ขาทั้งสองข้าง อาการเจ็บนี้ไม่เคยเป็นมาก่อน อาจรุนแรงจนเป็นลมไป นอกจากอาการเจ็บคนไข้อาจมีอาการที่เกิดจากอวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่ได้ เช่น ปวดท้องเพราะลำไส้ขาดเลือด ปัสสาวะไม่ออกเพราะไตวาย ขาเป็นอัมพาตสองข้างเพราะไขสันหลังขาดเลือด ปวดขาและขาเย็นเพราะเส้นเลือดแดงขาอุดตัน อาการของคนไข้อาจดูไม่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดแดงใหญ่ แต่ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่าเกี่ยวข้องกัน เพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ให้แขนงไปเลี้ยงทุกอวัยวะ ถ้าหากหลอดเลือดแดงใหญ่ผิดปกติ อวัยวะทุกอันก็ผิดปกติได้ อันตรายอีกประการคือเลือดที่เซาะในผนังอาจแตกออก คนไข้จะเสียเลือดเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิต ถ้าหากเลือดออกในช่องเยื่อบุหัวใจก็เกิดภาวะหัวใจถูกกดซึ่งก็มีอันตรายถึงชีวิตเช่นเดียวกัน

การวินิจฉัยได้จากประวัติจากความเจ็บปวดที่รุนแรงทำให้คิดถึงโรคนี้แล้วตรวจพิเศษโดยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยต้องฉีดสีเพื่อให้เห็นหลอดเลือดแดงใหญ่ทั้งร่างกาย จะเห็นมีรอยแยกในผนัง มีช่องทางเดินเลือดสองช่องหรือมากกว่า (ปกติมีเพียงช่องเดียว) การตรวจพิเศษอื่นที่มีประโยชน์เช่นการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ข้อมูลเหล่านี้สามารถวินิจฉัยได้ถูกต้องและแยกได้ว่าการปริแยกเกิดในหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนต้น (ส่วนติดกับหัวใจหรือไม่) เพราะถ้าเป็นส่วนนี้เป็นภาวะเร่งด่วนและรุนแรงต้องรีบรักษาโดยการผ่าตัด

การผ่าตัดทำโดยเปิดหน้าอกตรงกลาง ใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม ตัดหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนต้นที่ปริแยกออก เย็บซ่อมผนังให้เป็นชั้นเดียวและทดแทนหลอดเลือดแดงใหญ่ด้วยเส้นเลือดเทียม อัตราตายในการผ่าตัดขึ้นกับสภาพของคนไข้ เพราะถ้าหากมาช้าคนไข้จะมีความดันโลหิตต่ำมาก หัวใจหยุดเต้นแล้วอัตรารอดมีน้อยมาก แต่ถ้าความดันโลหิตไม่ต่ำมาก หัวใจยังทำงานได้ อัตราตายมักประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ คนไข้ที่เป็นอัมพาตครึ่งซีกเพราะการอุดตันของหลอดเลือดสมองอาจมีการฟื้นตัวของสมองถ้าหากสามารถผ่าตัดภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ ถ้ามาตรวจพบหลังจากนั้นการตัดสินใจว่าจะผ่าตัดฉุกเฉินหรือจะรอให้สมองฟื้นตัวสักพักในระยะสั้น ๆ ขึ้นกับภาวะของระบบไหลเวียนของคนไข้ เพราะถ้ายังไม่ได้ผ่าตัดคนไข้ก็จะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ถูกเซาะอาจแตกเมื่อไรก็ได้ การรักษาด้วยยาอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแดงใหญ่แตกได้ แต่การผ่าตัดก็อาจไม่ทำให้สมองฟื้นตัวและในบางรายอาจทำให้มีเลือดออกในสมองและสมองอาจจะเสียหายมากขึ้นหลังผ่าตัดก็ได้ แพทย์ต้องบอกให้ญาติตัดสินใจ คนไข้ที่มีอวัยวะขาดเลือดมักดีขึ้นหลังผ่าตัดซึ่งจะทำให้เลือดไหลกลับในช่องทางปกติ แต่ในบางรายที่อาการขาดเลือดไม่ดีขึ้น ก็ต้องรักษาเพิ่มเติมด้วยการทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหรือโดยการฉีดสีและใส่ขดลวดถ่างให้หลอดเลือดที่ตีบตันเปิดออกเพื่อให้เลือดผ่านไปเลี้ยงอวัยวะนั้น ๆ ได้

โรคเลือดเซาะผนังหลอดเลือดแดงใหญ่เป็นโรคที่ทำให้คนไข้เสียชีวิตมากที่สุด มากกว่าโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในช่องท้องแตก การคิดถึงโรคนี้ในคนไข้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกและปวดหลังรุนแรง การตรวจพิเศษที่เหมาะสมและทันท่วงที การผ่าตัดในรายที่จำเป็น จะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้คนไข้รอดชีวิตจากโรคนี้ได้

ข้อมูลจาก นายแพทย์กิตติชัย เหลืองทวีบุญ ศัลยแพทย์ทรวงอก หลอดเลือดและหัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2557

หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

dailynews140706_01โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองพบได้มากขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่นคนไทยอายุยืนยาวขึ้น เป็นความดันโลหิตสูงและรักษาไม่สม่ำเสมอ คนไทยยังสูบบุหรี่แม้ว่าจะลดลงในปัจจุบัน และการตรวจค้นหาโรคโดยการคลำช่องท้องของตนเอง ไปพบแพทย์ หรือการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถทำได้รวดเร็ว ราคาไม่แพงและสถานที่ให้บริการมีมากแม้ในต่างจังหวัด

เมื่ออายุมากขึ้นหลอดเลือดแดงใหญ่มักจะค่อย ๆ โตขึ้น โดยทั่วไปในคนอายุ 60-70 ปีเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องประมาณ 2 เซนติเมตร ถ้าหากผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองถึง 2 เท่าคือเกิน 4 เซนติเมตรก็อาจมีโอกาสแตกได้มากขึ้น ยิ่งโตยิ่งแตกง่าย ถ้าแตกคนไข้ถึงจะมีอาการคืออาการปวดท้องและปวดหลังอย่างรุนแรง คนไข้อาจเห็นหรือคลำได้ก้อนเต้นได้ในช่องตรงสะดือมาก่อน ก้อนค่อย ๆ โตขึ้น ไม่มีอาการเจ็บปวด กดก็ไม่เจ็บ จะมีอาการก็ตอนที่ก้อนจะแตกหรือแตกแล้ว การแตกเกิดเป็นสองระยะ ระยะแรกแตกหลังเยื่อบุช่องท้อง มีเลือดออกมารอบเส้นเลือดแดงใหญ่แต่ยังไม่ทะลุเข้าไปในช่องท้อง คนไข้มีอาการเสียเลือด เช่น หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม มือเท้าตัวเย็น ดูผิวหน้าซีดมาก อาจมี เหงื่อออกตามใบหน้า ตามตัว และจะปวดท้องและปวดหลังอย่างรุนแรงมาก ในระยะนี้ถ้ามาถึงโรงพยาบาลแพทย์ต้องวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่ง  ด่วน คนไข้ก็จะมีโอกาสรอดชีวิต ในระยะต่อมาเลือดจะดันเยื่อบุช่องท้องให้ปริออก และเลือดทะลักเข้าไปในช่องท้อง ซึ่งสามารถบรรจุเลือดได้ 4-5 ลิตร คนไข้อาจไม่รู้สึกตัว หัวใจเต้นเบาหรือหยุดเต้น วัดความดันโลหิตไม่ได้และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ถ้าคนไข้มาถึงโรงพยาบาลในระยะนี้โอกาสที่จะช่วยชีวิตก็จะมีน้อยมาก 

เส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องแบ่งเป็นสองส่วน โดยใช้หลอดเลือดแดงของไตเป็นหลักในการแยก ชนิดหนึ่งโป่งพองเหนือหลอดเลือดแดงของไต อาจมีแขนงหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงตับ ลำไส้ กระเพาะ ออกจากส่วนหลอดเลือดแดงใหญ่ที่โป่งพอง ชนิดนี้พบได้น้อยกว่าชนิดที่สอง คือหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนต่ำกว่าหลอดเลือดแดงของไตลงไปถึงส่วนที่แยกเป็นหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขาสองข้าง การโป่งพองในส่วนนี้เป็นโรคของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่พบมากที่สุดของมนุษย์

หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนนี้มีแขนงเล็ก ๆ ท่ีไปเลี้ยงกล้ามเนื้อของหลัง ซึ่งมีความสำคัญไม่มากนัก และยังมีแขนงไปเลี้ยงลำไส้ ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งมักได้เลือดมาจากหลอดเลือดแดงอื่นด้วย ในการผ่าตัดมักสามารถผูกเส้นเลือดแดงแขนงนี้ได้เลย

โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองใน ช่องท้องในส่วนที่ต่ำกว่าเส้นเลือดแดงของไตเป็นโรคที่พบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และมีความเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในทรวงอก โรคหลอดเลือดแดงสมองตีบตัน เมื่อหลอดเลือดใหญ่โป่งพอง ผนังจะบางและอ่อนแอลง อาจแตกออกได้ทำให้เสียเลือดและเสียชีวิต เมื่อปริหรือแตกคนไข้จะมีอาการปวดท้องหรือปวดหลังอย่างรุนแรง บางครั้งอาจแตกเข้าไปในลำไส้เล็กส่วนต้นทำให้อาเจียนเป็นเลือดสด อาจอุจจาระเป็นเลือดสด บางครั้งอาจแตกเข้าไปในหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องท้อง ทำให้มีเลือดแดงลัดวงจรเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อาจมีน้ำท่วมปอด คน ไข้มีอาการเหนื่อยหอบ ภาวะเหล่านี้จะทำให้คนไข้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

การวินิจฉัยโรคนี้อาจทำได้เมื่อพบมีก้อนเต้นได้รอบ ๆ สะดือ การเต้นเต้นไปตามจังหวะของหัวใจ ก้อนนี้ค่อย ๆ โตขึ้นกดไม่เจ็บ เห็นชัดเมื่อนอนราบ การตรวจพบในระยะแรกต้องทำการตรวจด้วยเครื่องสะท้อนคลื่นเสียง พบว่าหลอดเลือดโป่งกว่าปกติ เป็นเฉพาะที่ส่วนที่ต่ำกว่าไต การตรวจที่แน่นอนและใช้วางแผนการรักษาคือการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์พร้อมฉีดสี  จะวัดขนาดได้แม่นยำ สามารถเห็นว่าอยู่ต่ำกว่าหลอดเลือดไตเท่าไร และมีการโป่งพองของหลอดเลือดแดงที่เชิงกรานสองข้างหรือไม่ หลอดเลือดแดงของขาหนีบมีความคดเคี้ยวมากน้อยเพียงใด มีแคลเซียมที่ผนังมากน้อยเพียงใด และมีรูที่แคบที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าใด

การรักษาโดยการคุมความดันโลหิตไม่ ให้สูง และรักษาโดยการผ่าตัดหรือใส่ขดลวดเส้นเลือดเทียมดามไว้ภายในหลอดเลือดที่โป่งพอง ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่มีแผลเล็กกว่าผ่าตัดแบบเปิด คือมีแผลยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตรที่ขาหนีบเท่านั้นเอง คนไข้ฟื้นตัวเร็ว วันรุ่งขึ้นก็รับประทานอาหารได้ลุกเดินได้ และอาจออกจากโรงพยาบาลในเวลา 3-4 วันหลังการผ่าตัด ข้อบ่งชี้ของการรักษาคือเส้นเลือดโป่งพองมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 5 เซนติเมตร หรือมากกว่า 2 เท่าของเส้นเลือดแดงปกติ หรือโตเร็วคือมาก กว่า 5 มิลลิเมตรใน 6 เดือนโดยการติดตามด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นเสียงสะท้อน

คนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเปิดมีข้อดีคือโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวน้อยมาก แต่คนไข้ที่รักษาด้วยการใส่ขดลวดเส้นเลือดเทียมจำต้องตรวจติดตามตลอดชีวิตด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพราะขดลวดอาจมีการเลื่อนทำให้เลือดรั่วเข้าไปในเส้นเลือดแดงใหญ่ส่วนที่โป่งพองได้อีก ซึ่งก็จะมีความเสี่ยงต่อการแตก แต่มักรักษาแก้ไขได้โดยใช้ลูกโป่ง หรือใส่ขดลวดเพิ่มเติม มีน้อยรายที่ต้องผ่าตัดแก้ไข ความคงทนของขดลวดแม้ไม่มีข้อมูลมากกว่า 10 ปี แต่ก็เชื่อว่าสามารถอยู่ได้นาน

ข้อมูลจาก นายแพทย์กิตติชัย เหลืองทวีบุญ ศัลยแพทย์ทรวงอก หลอดเลือดและหัวใจ โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์  6 กรกฎาคม 2557