ไขข้อสงสัยเรื่อง ยาเลื่อนประจำเดือน

dailynews150207สาว ๆ หลายคนอาจกังวลใจไม่น้อย หากมีประจำเดือนในช่วงที่ต้องทำกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ เช่น ไปเข้าค่าย เที่ยวทะเล หรือจำเป็นต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศ การเลื่อนประจำเดือนออกไปจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงต้องการ เพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการทำกิจกรรมระหว่างวัน

ตัวช่วยที่ผู้หญิงเลือกใช้เพื่อวัตถุ ประสงค์ดังกล่าว คือ “ยาเลื่อนประจำเดือน” ที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นฮอร์โมนโปรเจสโตเจน หรือฮอร์โมนโปรเจสโตโรน เมื่อผู้หญิงรับประทานยาประเภทนี้แล้ว จะช่วยยืดเวลาให้รอบเดือนช้าออกไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์

ยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการเลื่อนประจำเดือนออกไปได้ เพราะในช่วงก่อนการมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ดังนั้นยาเลื่อนประจำเดือน จึงมีประสิทธิภาพทำให้ระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายผู้หญิงไม่ลดลง การมีรอบเดือนจึงถูกเลื่อนออกไปนั่นเอง

นอกจากนี้ ยาเลื่อนประจำเดือนโดยทั่วไป อาจใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ แต่ไม่นิยมใช้ป้องกันการมีบุตร เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อร่างกายมากกว่า จากการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เลือดออกกะปริดกะปรอย รอบเดือนแปรปรวน จึงไม่แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้

บางรายเมื่อรับประทานยาเข้าไปแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ คัดตึงเต้านม อาเจียน และปวดศีรษะเป็นบางเวลาก็เป็นได้ ส่วนผลข้างเคียงอย่างอื่นไม่มีอะไรน่ากลัว ถือว่ามีความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรใช้เกินความจำเป็น ควรใช้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

สำหรับวิธีการใช้อย่างปลอดภัยนั้น จะต้องรับประทานยาล่วงหน้าก่อนมีประจำเดือนอย่างน้อย 4-5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพราะถ้ารับประทานในช่วงวันใกล้มีประจำเดือน อาจไม่ได้ผลในการเลื่อนรอบเดือนออกไป ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงยาประเภทลดกรดในกระเพาะอาหาร เพราะจะมีผลทำให้การดูดซึมยาลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเลื่อนประจำเดือนต่ำ

ส่วนวิธีการรับประทานยา ให้รับประทานยาวันละ 2 เม็ด ตอนเช้าและตอนเย็นติดต่อกันในขนาดที่กำหนด แต่ไม่ควรเกิน 10-14 วัน เพราะการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย และรอบเดือนมาผิดปกติได้ หลังหยุดยาแล้วประจำเดือนจะไม่มาในทันที แต่จะทิ้งช่วงเวลาไปประมาณ 2-3 วัน ประจำเดือนจึงจะมาตามปกติ

ในกรณีที่คุณผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่กินยาเลื่อนประจำเดือน คุณหมอบอกว่า โอกาสการตั้งครรภ์นั้นมีน้อย แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ ควรใช้ถุงยางอนามัยป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์ด้วยจะเป็นการดี เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และความสุ่มเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

หากต้องการเลื่อนประจำเดือนและคุมกำเนิด การทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบแผงละ 21 เม็ด สามารถทำได้โดยไม่ต้องเว้นหรือหยุดยา จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และเลื่อนประจำเดือนได้ไปพร้อมกัน แต่ถ้าเลือกรับประทานยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 28 เม็ด เมื่อทานยาคุมกำเนิดไป 21 เม็ดแล้ว ให้เริ่มทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ได้ โดยไม่ต้องรับประทาน 7 เม็ดที่เหลือในแผงเดิม เนื่องจากยา 7 เม็ดที่เหลือไม่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน และในผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิดอยู่แล้ว เมื่อหยุดทานยา ประจำเดือนก็จะมาตามปกติในอีกประมาณ 2-3 วัน

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพของคุณผู้หญิง ในแง่ของการรับประทานยาอย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่ยาเลื่อนประจำเดือนเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการใช้ยาในทุกประเภท คุณผู้หญิงควรศึกษาข้อมูลวิธีใช้ก่อนบริโภคเข้าสู่ร่างกาย เพื่อความปลอดภัยและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยา.

ศ.นพ.อภิชาติ จิตต์เจริญ
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  7 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

ยาฉีด ดีกว่ายากิน จริงหรือ?

matichon141220_01เรามักจะได้ยินคนพูดกันบ่อยๆ ว่า

“ถ้าจะให้หายป่วยเร็วๆ ต้องฉีดยา” หรือ “ยาฉีดแรงกว่ายากิน เลยได้ผลดีกว่า”Ž

แม้แต่บทสนทนากับหมอ…

“หมอ ผมขอยาฉีดได้ไหม จะได้หายเร็วๆ” หรือ “ถ้าไม่ฉีดยาแล้วจะหายหรือคะ”
Ž
จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยบางคนยังขาดความรู้ความเข้าใจ และยังมีความเชื่อว่ายาฉีดนั้นต้องดีกว่าหรือแรงกว่ายากินซึ่งไม่ถูกต้องนัก เพราะโลกปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าไปมากแล้ว ขนาดที่ว่ามีการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อรองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น นับประสาอะไรที่มนุษย์เราจะทำยาที่ใช้ง่ายและปลอดภัยต่อร่างกายตนเองไม่ได้

คนไทยเราบางกลุ่มอาจยังมีค่านิยมผิดๆ ในเรื่องยาฉีด โดยเฉพาะกลุ่มคนในชนบทที่ยังฝังใจว่ายาฉีด ดีกว่ายากิน ทำให้หายเร็ว ถ้าเปรียบเทียบกับชาวต่างประเทศโดยเฉพาะทางตะวันตก หากหมอจะฉีดยาให้ ก็มักจะซักถามละเอียดเลยว่า “เป็นยาอะไร ฉีดเพื่ออะไร ทำไมต้องฉีด ไม่ฉีดได้ไหม” ต่างจากคนไทย ซึ่งขี้เกรงใจหมอ พอบอกว่าจะฉีดยาก็เปิดก้นรอเลย

โดยทั่วไปแล้วตามหลักการใช้ยา แพทย์จะคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ไม่ได้มุ่งที่การออกฤทธิ์เร็วเพียงอย่างเดียว การใช้ยากินจึงค่อนข้างปลอดภัย ยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ ที่ต้องใช้ยาฉีดในบางกรณีคือ

– โรคบางโรค ต้องใช้ยาที่มีสรรพคุณดีบางอย่างที่ไม่สามารถกินได้

– ป่วยหนักมาก (ฉุกเฉิน หรือวิกฤติ)

– กินยาไม่ได้ เช่น ไม่รู้สึกตัว อาเจียนมาก กลืนลำบาก สำลัก

– ไม่มียากินที่มีสรรพคุณดีเท่ากันหรือดีกว่า

หรือหากมีทางเลือกอื่นแทนก็จะพิจารณา เช่น การเหน็บยา สูด พ่น แปะผิวหนัง ซึ่งปลอดภัยกว่า เพราะการฉีดยาต้องอาศัยเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง ถูกตำแหน่ง ถ้าฉีดผิดอาจถูกเส้นประสาทได้ มีตัวอย่างผู้ป่วยที่เคยมาหาหมอ บางคนไปฉีดยาแก้ไข้หวัด แต่ปรากฏว่าเท้าขวากระดกไม่ขึ้น ชาใต้เข่าลงไปถึงหลังเท้า ทั้งๆที่ก่อนไปฉีดยาลดไข้ก็ปกติดี

รายนี้เป็นตัวอย่างของการฉีดยาที่สะโพกผิดตำแหน่งทำให้ถูกเส้นประสาท หรือบางคนที่อ้วนมากฉีดแล้วแทงเข็มไม่ลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อและยาระคายเคืองมากก็อาจเกิดฝีได้ นอกจากนี้ถ้าเทคนิคการฉีดไม่สะอาดพอก็เกิดการอักเสบติดเชื้อได้

บางรายเจอเหตุการณ์ที่ร้ายแรงจากการฉีดยาเพราะ”ฉีดยาผิดคน” “ฉีดยาผิดประเภท” หรือ “ฉีดยาผิดขนาด” อย่างนี้เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด แค่ป่วยก็นับว่าแย่อยู่แล้ว เจอฉีดยาผิดแบบนี้อันตรายมาก ถือว่าเป็นเรื่องผิดพลาดร้ายแรงในวงการแพทย์ เพราะบางครั้งอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต แต่มักพบนานๆ ครั้ง และจะเป็นข่าวดังโดยเฉพาะเมื่อมีการฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหาย

ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดจากความประมาท ความเร่งรีบ ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการทำงาน ดังนั้นส่วนของผู้ป่วยเมื่อจะต้องถูกฉีดยาควรถามว่าเป็นยาอะไร เป็นยาที่จะใช้กับเราจริงหรือไม่ ให้เพื่ออะไร ใครเป็นคนสั่ง และต้องสังเกตอาการผิดปกติอะไรบ้าง

จะเห็นว่าการฉีดยานั้นมีความเสี่ยงอยู่มาก ตัวยาฉีดเองก็อันตรายกว่ายากิน โดยเฉพาะยาฉีดเข้าเส้นเลือดซึ่งจะเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที หากพบว่าผู้ป่วยแพ้ยาหรือได้ยาผิด ก็จะมีอาการรวดเร็ว และรุนแรงกว่ายากินมาก

คลินิกบางแห่งยังนิยมฉีดยาให้ผู้ป่วย อาจเพราะผู้ป่วยมักจะตื๊อขอยาฉีดเพราะคิดว่าต้องดีกว่ายากิน อย่างนี้หมอควรอธิบายให้เห็นถึงคุณและโทษของยาฉีดเทียบกับยากินด้วย หรือหมอบางคนอาจเห็นว่าการฉีดยาจะสามารถคิดเงินได้มากกว่า เพราะผู้ป่วยบางกลุ่มชอบฉีดยาแก้ไข้ แก้หวัด แก้ปวด แก้ท้องเสีย หรือแม้แต่ฉีดวิตามิน ซึ่งโดยมากต้นทุนยาแต่ละหลอดไม่ถึง 10 บาท บวกค่าเข็มก็ไม่เกิน 5 บาท แต่สามารถคิดค่าฉีดยาได้เป็นหลักร้อย

ดังนั้นการใช้ยาฉีด ควรพิจารณาจากความจำเป็นในการใช้ และผู้ป่วยควรเตือนสติตัวเองว่า

“คนรุ่นใหม่ ไม่ฉีดยาถ้าไม่จำเป็น”Ž

“ยาฉีดอันตรายกว่ายากิน”Ž

และถ้าหมอจะฉีดยาให้ถามว่า “จะฉีดยาอะไร ทำไมต้องฉีด มียากินที่ดีเท่ากันหรือดีกว่าไหม และไม่ฉีดได้ไหม”

ข้อมูล : นิตยสารหมอชาวบ้าน

ที่มา: มติชน 20 ธันวาคม 2557

นอนไม่หลับ ทําอย่างไร

thairath141212_01นอนไม่หลับ ทำอย่างไร (ตอน 1) : สาเหตุของการนอนไม่หลับ!

ความผิดปกติของการนอนที่พบบ่อยที่สุดคือ “การนอนไม่หลับ” ซึ่งพบถึง 1/3 ของประชากร ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอน พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ 2 ต่อ 1 และพบบ่อยขึ้นตามอายุ ท่านที่เคยนอนไม่หลับ คงทราบถึงความทุกข์ทรมานของภาวะดังกล่าวเป็นอย่างดี ถ้าเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นสัญญาณอันตรายที่บอกถึงภาวะจิตใจ ว่ามีแนวโน้มเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อเจอภาวะอย่างนี้ก็ควรจะรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้เรื้อรัง เพราะจะเกิดผลเสียทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง

ผลเสียของการนอนไม่หลับ

คนที่นอนไม่หลับจะเกิดความเจ็บป่วย ไม่สบายทางร่างกายมากกว่าปกติ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคต่อไปนี้ เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด ความดันโลหิตสูง เพราะต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าปกติ จึงมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ เช่น ตึงเครียด กังวล โศกเศร้า มีแนวโน้มจะฆ่าตัวตายสูง นอกจากนี้ การนอนไม่หลับยังส่งผลต่อการงาน ความสามารถทั่วไป ทำให้ขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ต้องหันไปพึ่งสุราและยาเสพติด

การนอนไม่หลับมีหลายแบบ ดังนี้

o หลับยาก : กว่าจะหลับได้ ต้องใช้เวลานานเป็นชั่วโมง

o หลับไม่ทน : อาจพอหลับได้ตอนหัวค่ำแต่ไม่นานก็จะตื่น บางคนอาจไม่หลับอีกเลยตลอดคืน

o หลับๆ ตื่นๆ : จะมีความรู้สึกเหมือนไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เพียงแต่เคลิ้มๆ ไปเป็นพักๆ

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

o ความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ซึ่งมักพบได้บ่อย

o อาการเจ็บปวด หรือไม่สบายกายจากโรคที่เป็น

o สิ่งรบกวนจากสภาพแวดล้อม เช่น แสงสว่าง เสียงดัง กลิ่นเหม็น เป็นต้น

o ความไม่คุ้นเคยในสถานที่

o อาชีพที่ทำให้เกิดนิสัยการนอนที่ไม่แน่นอน เช่น อาชีพ พยาบาล ตำรวจ ยาม ซึ่งต้องสลับเวรไปมา

o สาเหตุจากความแปรปรวนของจิตใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

o ผลจากการติดยาหรือสิ่งเสพติดบางประเภท เช่น สุรา ยาบ้า

o ผลจากยาแก้โรคบางอย่างที่ต้องกินประจำ เช่น ยาแก้ปวดบางประเภท ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น

o ผลจากการถูกฝึกเรื่องการนอนอย่างไม่เหมาะสม

ความผิดปกติที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ จากอาการเล็กน้อยก็อาจจะค่อยๆ สะสมเรื้อรังจนทำลายสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง สำหรับแนวทางการรักษา และบำบัดอาการนอนไม่หลับโดยไม่ต้องใช้ยาจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามคอลัมน์ศุกร์สุขภาพได้ในตอนต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ12 ธันวาคม 2557

 

thairath141219_01นอนไม่หลับ ทําอย่างไร (ตอน 2) : การรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมน์ศุกร์สุขภาพได้นําเสนอเกี่ยวกับผลเสียและสาเหตุของการนอนไม่หลับไปแล้ว สําหรับในสัปดาห์นี้ จะนําเสนอวิธีการแก้อาการนอนไม่หลับ โดยหลายๆ แนวทางอาจช่วยให้ผู้ป่วยหลับได้ดี โดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับ อาการนอนไม่หลับสามารถแก้ไขได้ โดยหลักปฏิบัติง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก และสามารถทําได้หลายวิธี ดังนี้

วิธีแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ

1. จัดเวลานอนให้สม่ำเสมอหลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน

2. เลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มเหล้าจัด

3. ในบางรายการเปลี่ยนฟูก ก็เป็นสิ่งจําเป็นจากแบบแข็งเป็นแบบอ่อน หรือสลับกันและควรเอาใจใส่ ผ้าคลุมเตียง ไม่ให้ร้อน หรือเย็นเกินไป รวมทั้งชุดที่ใส่นอน ควรนุ่ม สบาย และอุณหภูมิห้องควรอยู่ในระดับพอดี สําหรับบางคนเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

4. การเปลี่ยนท่านอนบางรายก็เป็นเรื่องจําเป็น เช่น ถ้าเคยนอนในท่าที่ไม่สบาย หรือในบางรายที่เชื่อว่า ไม่ควรนอนตะแคงซ้าย เพราะจะเป็นอันตรายต่อหัวใจ ควรจะแก้ความเข้าใจผิด เพราะบางคนชอบ นอนตะแคงซ้าย พวกปฏิบัติธรรมนิยมนอนตะแคงขวา ผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือหายใจลําบาก ควรนอนในลักษณะนั่งมากกว่านอนราบ คือ ยกศีรษะและลําตัวท่อนบนให้สูง

5. อาหารว่างที่ไม่หนักเกินไปอาจช่วยในการนอนหลับ เช่น น้ําส้มนมอุ่นน้ําผลไม้อื่นๆ

6. ควรงดชากาแฟในมื้อเย็นและก่อนนอน

7. การอ่านหนังสือในเตียงนอน อาจเบนความสนใจจากความวิตกกังวล ควรเลือกรายการโทรทัศน์ที่ไม่ ตื่นเต้นมากเกินไป อย่างไรก็ตาม ห้องนอนและเตียงไม่ควรใช้สําหรับเป็นที่รับประทานอาหาร หรือของว่าง ดูโทรทัศน์ หรือทําธุรกิจต่างๆ

8. ไม่ควรมีเสียง หรือแสงรบกวนจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการนอนหลับเป็นแบบตื่นตัวมาก รวมทั้งอาจต้องนอนแยกกับคนที่นอนกรนเสียงดัง

9. การออกกําลังสม่ำเสมอช่วยให้หลับดีขึ้น บางคนแนะนําให้เดินเร็วตอนเย็น และหลังจากนั้น ให้อาบน้ําอุ่น รวมทั้งการผ่อนคลายความตึงเครียดทางเพศก็อาจช่วยได้

10. พยายามนอนให้มากตามที่ร่างกายต้องการจะได้รู้สึกสดชื่น

11. หลีกเลี่ยง “การพยายามจะหลับอย่างจริงจัง” ควรมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมอื่นๆ เช่น ทํางานที่น่า เบื่อ ดูรายการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ เป็นต้น อีกประการหนึ่ง คือ การกลัวนอนไม่หลับ ยิ่งทําให้ไม่หลับมากขึ้น และอาจกลายเป็นวงจรติดต่อกันไป

12. อาจสร้างเงื่อนไขโดยสร้างความเกี่ยวโยงกันระหว่างการรับประทานยากับกิจกรรมที่ทําเป็นนิสัย เมื่อมีเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว หากทํากิจกรรมนั้นๆ เพียงอย่างเดียว ก็อาจมีผลทดแทนยาได้และทําให้การนอนหลับดีขึ้น

13. ในบางรายอาจต้องการเปลี่ยนแปลงเวลาในการนอน ผู้ป่วยที่ตื่นเช้าเกินไป หลังจากหลับไปแล้ว 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า ควรยืดเวลาให้ช้ากว่าเดิม

14. การฝึกสมาธิ เช่น การกําหนดลมหายใจเข้าออก การสะกดจิตตนเอง การฝึกใช้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาจทําให้การนอนหลับดีขึ้น

ถ้าปฏิบัติตามวิธีการต่างๆ แล้วยังไม่สามารถหลับได้ ต้องรีบปรึกษาแพทย์ หรือจิตแพทย์ เพื่อแก้ไขอาการดังกล่าวต่อไป

ข้อควรระวังเมื่อใช้ยานอนหลับ

1. ยามีผลข้างเคียงที่อาจพบได้ ดังนี้

  • มีอาการง่วงซึม จึงไม่ควรขับขี่รถยนต์ หรือทํางานเกี่ยวกับเครื่องจักร
  • มีอาการลืมเหตุการณ์หลังจากใช้ยาในระยะเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่ง เช่น หลังทานยานอนหลับแล้ว ตื่นขึ้นมาจําไม่ได้ว่าหลังกินยาแล้วมีพฤติกรรมอย่างไร
  • มีอาการดื้อยา คือต้องใช้ขนาดเพิ่มขึ้นจึงจะนอนหลับได้ หากใช้ยาขนาดสูงเป็นเวลานาน อาจมีการติดยาได้ จึงควรหยุดยาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องการยาเพิ่มขึ้น

2. สตรีมีครรภ์ ในระยะ 3 เดือนแรกไม่ควรกินยานอนหลับ เพราะจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตรควรงด การให้นมบุตรในช่วงที่กินยานอนหลับ

3. ควรงดดื่มสุรา ไม่ว่าจะเป็นครั้งคราว หรือระยะยาว

เมื่อได้รู้ถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหาของการนอนไม่หลับแล้ว คงจะไม่ยากเกินไปในการนําไป ปฏิบัติ แต่หากลองทําตามคําแนะนําแล้วยังไม่ได้ผล ต้องรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมของแต่ละคนต่อไป

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 19 ธันวาคม 2557

เล็งใช้”ไลโปโซม” แทนที่ยาปฏิชีวนะ

matichon141113_01ยาปฏิชีวนะกำลังสร้างปัญหาทางสุขอนามัยและทางการแพทย์ต่อทั้งโลกมากขึ้นตามลำดับ หลังจากที่มีการนำเสนอ “เพนนิซิลิน” ยาปฏิชีวนะตัวแรกของโลกในทศวรรษ 1940 เนื่องจากยากลุ่มนี้ก่อให้เกิดอาการดื้อยาสูง ในสหรัฐอเมริกา สำนักงานเพื่อการป้องกันและควบคุมโรค (ซีดีซี) ประมาณว่า แต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตราว 23,000 ราย ที่มีสาเหตุโดยตรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะ

ในระดับโลก องค์การอนามัยโลกมองยาปฏิชีวนะในฐานะเป็นภัยคุกคามต่อทั้งโลก และระบุเมื่อเร็วๆ นี้ว่า หากปราศจากการดำเนินงานสอดประสานกันจากทุกประเทศ โลกจะเดินเข้าสู่ยุคหลังยาปฏิชีวนะ เมื่อเชื้อโรคทุกอย่างดื้อยาประเภทนี้ที่มีทุกชนิด จนทำให้การติดเชื้อทั่วๆ ไป และอาการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ถึงตายได้ ทั้งๆ ที่เคยรักษามาได้ง่ายๆ ต่อเนื่องกันมาหลายทศวรรษ

ด้วยเหตุนี้บรรดานักวิจัยทั้งหลาย จึงพยายามค้นหาตัวยาหรือวิธีการที่จะนำมาใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะ เพื่อหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันตรายใหญ่หลวงดังกล่าว หนึ่งในจำนวนวิธีการใหม่ล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสาร เนเจอร์ ไบโอเทคโนโลยี เมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ การใส่โครงสร้างไลโปโซม (liposomes) ขนาดเล็กเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย

โครงสร้างขนาดเล็กของไลโปโซม หรือถุงไขมันขนาดอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าระดับไมครอนซึ่งถูกส่งเข้าสู่ร่างกายดังกล่าวนั้นจะได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้มีลักษณะเลียนแบบเซลล์เมมเบรน หรือเยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกายคนเรา สำหรับใช้เป็นกับดักดึงดูดให้แบคทีเรียโจมตีมันแทนการโจมตีต่อเซลล์ในร่างกาย

ไลโปโซมพิเศษนี้ชวนดึงดูดเป็นพิเศษสำหรับสารที่หลั่งจากแบคทีเรีย ซึ่งมักเป็นพิษ เมื่อพิษดังกล่าวมาถึงไลโปโซม ก็จะถูกกักไว้ ไม่สามารถไปทำลายเซลล์หรือส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในของคนเราอีกต่อไป นายเอดูออาร์ด บาบีชุก หัวหน้าทีมวิจัยดังกล่าวระบุว่า เมื่อพิษจากแบคทีเรียถูกกักเก็บอยู่กับไลโปโซมก็ง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกายได้โดยไม่สามารถทำอันตรายผู้ป่วยในที่สุด

ความคาดหวังในการใช้ไลโปโซมทำนองนี้ก็คือ นอกจากมันจะช่วยไม่ให้ร่างกายได้รับความเสียหายแล้ว ก็จะยังสามารถไปเสริมความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนั้น ทีมวิจัยเชื่อว่าการใช้ไลโปโซมจะช่วยให้ยาปฏิชีวนะที่ใช้ควบคู่กันไปมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการกำจัดเชื้อแบคทีเรีย

อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวก็ยังมีนักวิชาการบางท่านโต้แย้ง แฟรงก์ มาร์ติน บลังฮอร์สต์ หัวหน้าแผนกการทดลองคลินิก ของโรงพยาบาลประจำมหาวิทยาลัยเจนนา ในประเทศเยอรมนี ระบุว่า ไม่แน่ใจนักว่ากรรมวิธีดังกล่าวนี้จะได้ผล และชี้ว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้พยายามใช้ไลโปโซมมาแล้วแต่ก็ล้มเหลว

นอกจากนั้น ทีมวิจัยในเรื่องนี้ยังคงอยู่ในระดับเบื้องต้นในห้องทดลอง โดยใช้ไลโปโซมที่ดัดแปลงใหม่ในหนูเท่านั้น

ต้องถือว่าการทดลองในคนจริงๆ ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานมาก

ที่มา: มติชน 13 พฤศจิกายน 2557

 

.

Related Link:

.

Credit: scitechdaily

Credit: scitechdaily

Engineered Liposomes: A Possible Alternative to Antibiotics

November 5, 2014

By engineering artificial nanoparticles made of lipids, scientists have developed a treatment for bacterial infections without using antibiotics.

Scientists from the University of Bern have developed a novel substance for the treatment of severe bacterial infections without antibiotics, which would prevent the development of antibiotic resistance.

Ever since the development of penicillin almost 90 years ago, antibiotics have remained the gold standard in the treatment of bacterial infections. However, the WHO has repeatedly warned of a growing emergence of bacteria that develop antibiotic resistance. Once antibiotics do no longer protect from bacterial infection, a mere pneumonia might be fatal.

Alternative therapeutic concepts which lead to the elimination of bacteria, but do not promote resistance are still lacking.

A team of international scientists has tested a novel substance, which has been developed by Eduard Babiychuk and Annette Draeger from the Institute of Anatomy, University of Bern in Switzerland. This compound constitutes a novel approach for the treatment of bacterial infections: the scientists engineered artificial nanoparticles made of lipids, “liposomes” that closely resemble the membrane of host cells. These liposomes act as decoys for bacterial toxins and so are able to sequester and neutralize them. Without toxins, the bacteria are rendered defenseless and can be eliminated by the cells of the host’s own immune system. The study is published in Nature Biotechnology.

Artificial bait for bacterial toxins

In clinical medicine, liposomes are used to deliver specific medication into the body of patients. Here, the Bernese scientists have created liposomes which attract bacterial toxins and so protect host cells from a dangerous toxin attack.

“We have made an irresistible bait for bacterial toxins. The toxins are fatally attracted to the liposomes, and once they are attached, they can be eliminated easily without danger for the host cells”, says Eduard Babiychuk who directed the study.

“Since the bacteria are not targeted directly, the liposomes do not promote the development of bacterial resistance”, adds Annette Draeger. Mice which were treated with the liposomes after experimental, fatal septicemia survived without additional antibiotic therapy.

Publication: Brian D Henry, et al., “Engineered liposomes sequester bacterial exotoxins and protect from severe invasive infections in mice,” Nature Biotechnology, 2014; doi:10.1038/nbt.3037

Source: University of Bern

SOURCE : scitechdaily.com

ยาระบาย ไม่สบาย

dailynews141117_01ด้วยความเชื่อที่ว่าคนเราจะต้องมีการขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน ทำให้ผู้ที่มีการขับถ่ายน้อยเลือกจะใช้ยาระบายเป็นทางเลือกในการขับถ่าย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายสุขภาพดี แต่รู้หรือไม่ว่าการรับประทานยาระบายเป็นประจำมีความเสี่ยง

เดลินิวส์ออนไลน์ รวบรวมข้อมูลเพื่อเตือนคนที่รับประทานยาระบายช่วยในการขับถ่ายเป็นประจำมาให้รับทราบก่อนจะสาย จนทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วน โดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย

ในทางการแพทย์พบว่า ความถี่ของการถ่ายอุจจาระขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล ทุกคนไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันเหมือนกันหมด นอกจากนี้การถ่ายอุจจาระยังขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่มีเส้นใย จะช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ เป็นการเพิ่มปริมาณและเพิ่มความเหลวของอุจจาระได้ดีอีกด้วย ปริมาณน้ำที่ดื่มควรมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยให้อุจจาระอุ้มน้ำ ไม่พองตัว ถ่ายสะดวกและการออกกำลังกาย เป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ ตอนเช้า เช่น การเดิน เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น

โดยเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเวชธานี ได้ระบุไว้ว่า ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่ ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder, ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium, ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil, ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia, ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin และยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl, มะขามแขก ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อย ๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป รับประทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด

ชนัดดา บุญครอง

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เว็บไซต์โรงพยาบาลเวชธานี http://www.vejthani.com

ที่มา: เดลินิวส์ 17 พฤศจิกายน 2557

กินว่านชักมดลูกดีไหม ?

dailynews141116_01ปัจจุบันนี้มีการนำว่านชักมดลูกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ขายกันอย่างกว้างขวาง และได้รับความนิยมจากคนที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ส่วนจะมีคุณหรือมีโทษอย่างไรนั้นไปฟังคำตอบกัน

ภญ.ดร.สุภาพร ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายว่า ว่านชักมดลูก มีชื่อเรียกอื่น ๆ ว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย ว่านทรหด ว่านหำหด

ว่านชักมดลูก เป็นสมุนไพรที่อยู่ในตระกูลขมิ้น มีสรรพคุณในตำราไทย คือ ใช้เหง้าว่านชักมดลูกรักษาอาการของสตรี เช่น แก้มดลูกพิการ ทำให้มดลูกเข้าอู่ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวาร และไส้เลื่อน

เดิมว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรพื้น ๆ ที่หมอยาพื้นบ้านจะใช้รักษาอาการข้างต้น แต่ปัจจุบันนี้มีการนำว่านชักมดลูกทำเป็นผลิตภัณฑ์ขายกันอย่างกว้างขวาง จนกระทั่ง ศ.ดร.ภาวิณี ปิยะจตุรวัฒน์ ได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชและพิษวิทยา พบว่า ว่านชักมดลูกที่ขายในตลาดมีอยู่หลายสายพันธุ์ แยกได้เป็นพันธุ์ตัวเมีย และพันธุ์ตัวผู้

ว่านชักมดลูกตัวเมีย มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์กับผู้หญิงวัยทอง เนื่องจากมีสารที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้ จะมีพิษต่อตับ ไต ม้าม แถมยังไม่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีน้อยมากอีกด้วย

ซึ่งการนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ก็ค่อนข้างมีวิธีการที่ละเอียดอ่อน เช่น การเก็บว่านชักมดลูก ต้องเก็บในฤดูแล้ง ประมาณเดือน 11 แรม 1 ค่ำ ไปถึงกลางเดือน 3 ถ้าฝนตกแล้ว สรรพคุณจะน้อย ใช้รักษาไม่ค่อยได้ผล การต้มว่านชักมดลูก ต้องต้มจนฟองยุบลง จึงจะใช้ได้ ถ้ายังไม่ยุบแสดงว่าใช้ไม่ได้ ทำให้เกิดอาการเมาเบื่อ การใช้ว่านชักมดลูกเพื่อให้มดลูกเข้าอู่ แม่หลังคลอดต้องรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะใช้ได้

แม่หมอในสามจังหวัดภาคใต้ เล่าว่า ว่านชักมดลูกช่วยกระชับหน้าท้องที่หย่อนคล้อยหลังคลอด ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว รักษาอาการปวดประจำเดือนมาไม่ปกติ ขับประจำเดือน รักษาอาการตกขาวในสตรีให้ดีขึ้น แต่ไม่แนะนำให้รับประทานติดต่อทุกวัน อาจจะเว้นวันบ้าง ส่วนหมอยาภาคกลาง ภาคอีสาน และพ่อหมอแม่หมอเมืองเลย ใช้ว่านชักมดลูกรักษาอาการมดลูกหย่อนหลังคลอดลูก แก้ริดสีดวงทวาร เป็นยาแก้ตกขาว

คนที่กินผลิตภัณฑ์ว่านชักมดลูก คงไม่สามารถรู้ว่าผลิตภัณฑ์ที่วางขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาด เป็นว่านชักมดลูกตัวผู้หรือตัวเมีย จึงมีข้อแนะนำคือ ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานานและกินในปริมาณมากจนเกินไป เพราะจากข้อมูลในสัตว์ทดลองแม้จะเป็นว่านชักมดลูกตัวเมียหากกินในปริมาณมาก ๆ ก็อาจจะทำให้มีปัญหาได้เหมือนว่านชักมดลูกตัวผู้ เพียงแต่พิษจะไม่รุนแรงเท่า

ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์จำนวนมากจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาด ยาตัวนี้ในตำรายาโบราณไม่ใช่ยาที่ต้องกินเป็นประจำ ควรกินแค่บรรเทาอาการขณะที่เป็นแล้วก็หยุด หรือกิน ๆ หยุด ๆ ดีที่สุดคือช่วงหลังคลอด ไม่ใช่กินติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากเป็นยาร้อน หากกินแล้วช่องคลอดแห้ง ผิวแห้งควรหยุดกิน แต่ถ้าประจำเดือนไม่มา ไม่สบายก็กินได้เป็นครั้งคราว พออาการหายก็หยุด

จะรู้ได้อย่าง ไรว่าผลิตภัณฑ์ที่วางขายในท้องตลาดใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียหรือตัวผู้ในการผลิต ภญ.ดร.สุภาพร ปิติพร กล่าวว่า ไม่สามารถรู้ได้ ถามว่ากินได้ไหมก็กินได้ เมื่อมีอาการ และอาจจะต้องตรวจการทำงานของตับเป็นระยะ ซึ่งที่ผ่านมาอาจจะมีการโฆษณาในเรื่องนี้มากจนเกินไป

สรุปว่า ผลิตภัณฑ์ว่านชักมดลูกคุณผู้หญิงซื้อหามากินได้ แต่อย่ากินต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรกินเมื่อมีอาการตามข้อบ่งชี้เท่านั้น เมื่ออาการดีขึ้นก็ควรหยุดกิน เพียงเท่านี้รับรองว่ามีความปลอดภัยอย่างแน่นอน.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 16 พฤศจิกายน 2557

ยาหมดอายุ อันตรายแค่ไหน?

dailynews141115_02การรับประทานยาสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงเป็นอย่างมากคือ การสังเกตว่ายาหมดอายุหรือยัง ยายังอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่ เพราะยาหมดอายุบางชนิดทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร จนอาจกลายเป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือแทนที่จะระงับโรค กลับทำให้โรคลุกลามภายในร่างกาย ซึ่งตัวยาบางชนิดเมื่อเกิดการเสื่อมขึ้นแล้ว อาจก่อให้เกิดโทษ เป็นภัยแก่ร่างกายถึงกับทำให้ไตวายและไตอักเสบได้ ทั้งนี้ บรรดายาทั้งหลาย ส่วนมากแล้วจะระบุทั้งวันที่ผลิตและวันหมดอายุไว้บนฉลากหรือซองยาอย่างชัดเจน

เรามักจะสังเกตได้ว่า มีวันที่ผลิต ซึ่งจะเขียนว่า “Manu. Date” หรือ ” ตามด้วยวัน-เดือน-ปีของวันที่ผลิตยา

ส่วนวันหมดอายุ จะเขียนว่า “Expiry Date” หรือ “Exp. Date” หรือ “Used before” หรือ “Expiring” หรือ “Use by” ตามด้วยวัน-เดือน-ปีของวันที่ยาหมดอายุ

ตัวอย่างเช่น Exp.date 30/07/11 หมายความว่า ยาจะหมดอายุในวันที่ 30 เดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2011

หากระบุไว้เพียงวันผลิต แต่ไม่ได้ระบุวันหมดอายุ โดยทั่วไปให้ถือว่า หากเป็นยานํ้าที่ยังไม่ได้เปิดใช้จะเก็บไว้ได้ 3 ปีนับจากวันผลิต หากเปิดใช้แล้วขึ้นอยู่กับว่า ดูแลการปนเปื้อนได้ดีหรือไม่ เช่น ยาแก้ไอ แต่ใช้ปากจิบจากขวดยา (ห้ามทำ เพราะจะไม่รู้ขนาดที่กินเข้าไปชัดเจน) จะปนเปื้อนและเสียได้ในเวลา 2-3 วัน หากเทใส่ช้อนกิน ไม่ปนเปื้อน ปิดฝาอย่างดี เก็บไว้ในตู้เย็นสัก 3 เดือน แล้วกำจัดยาที่เสื่อมสภาพสักรอบก็จะดี ส่วนยาเม็ดเก็บไว้รักษาได้ 5 ปี นับจากวันที่ผลิต

คำถามคือ จะทราบได้อย่างไรว่า ยาเสื่อมสภาพแล้ว

หากเป็น ยาเม็ดแคปซูล แคปซูลมักบวมโป่ง สังเกตภายในพบว่าผงยาเปลี่ยนสี มีเชื้อราขึ้นที่เปลือกแคปซูลจับกันเป็นก้อน สีเปลี่ยนไป นั่นแสดงว่ายาหมดอายุแล้ว ซึ่งต้องระวังให้มาก เพราะยาหมดอายุบางชนิด หากทานเข้าไปอาจเป็นอันตรายต่อไตได้ แต่ถ้าผงยาเปลี่ยนสีไปจากสีเหลืองเป็นสีนํ้าตาล ให้ทิ้งทันที

หากเป็น ยาเม็ด เมื่อหมดอายุมักมีสีเปลี่ยนไป ซีดจางลง แตกกร่อน เป็นผงง่าย เมื่อจับเม็ดยาแล้วรู้สึกเม็ดยานิ่ม ๆ บีบเบา ๆ ก็แตก นอกจากนี้ ยาเม็ดที่เป็นแบบเคลือบนํ้าตาล วิธีการสังเกตว่าเสื่อมสภาพแล้วให้ดูที่เม็ดยาจะเยิ้มเหนียว มีกลิ่นหืน ๆ บูด ๆ

หากเป็น ยานํ้าแขวนตะกอน เช่น ยาคล้ายแป้งนํ้าใช้ทาแก้คัน ยาลดกรด ถ้าเสื่อมสภาพจะตกตะกอน จับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัว รวมทั้ง กลิ่น สี หรือรสก็เปลี่ยนไป

หากเป็น ยานํ้าเชื่อม ถ้าเสื่อมสภาพจะกลายเป็นสีขุ่น ๆ ตกตะกอน เห็นเป็นผง ๆ ไม่ละลาย หรือเห็นเป็นนํ้าคนละสีลอยปะปนเป็นเส้น ๆ อาจมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว

หากเป็น ยาขี้ผึ้งและครีม เนื้อยาจะแห้งแข็ง หรือสีเปลี่ยนไป ส่วนยาประเภทยาหยอดตา สามารถเก็บไว้ได้ในตู้เย็น 1 เดือน หากไม่ได้ใช้ก็ให้ทิ้งไป

หากเป็น ยาบางชนิดที่ต้องเก็บในตู้เย็นเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ เช่น วัคซีน จำเป็นต้องเก็บรักษาในตู้เย็น กรณีพบเห็นคลินิกใดนำวัคซีนจากตู้ยามาฉีด โดยไม่ใช่ตู้เย็น ต้องทักท้วงทวงถามทันที

หากเป็น ยาเม็ดที่ใส่แผง (กระดาษฟอยล์) ซึ่งกันทั้งความชื้นและกันการเสื่อมสภาพเร็ว ควรจะแกะยาต่อเมื่อถึงเวลาต้องทานแล้วเท่านั้น หากแกะออกมารวม ๆ กันในขวดอาจเสื่อมสภาพหรือหมดอายุก่อนวันเวลากำหนดได้

หากเป็น ยาที่ได้จากโรงพยาบาลใส่ถุงซิปมาให้ ไม่มีวันหมดอายุ เพราะวันหมดอายุอยู่ที่กระป๋องยา ดังนั้น หากเป็นยาเม็ดที่เหลือค้างไว้ที่บ้าน อย่าเก็บไว้เกิน 1 ปี หากเป็นยานํ้าที่ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ สัก 3 เดือนก็เคลียร์สักครั้งจะดีกว่า

กรณีที่เผลอทานยาหมดอายุเข้าไป ไม่ควรล้วงคอ ไม่ต้องดื่มนม แต่อาจดื่มนํ้าตามไปก่อน และเก็บฉลากให้รู้ชนิดยาที่ทาน จำนวนที่ทาน สังเกตลักษณะที่ผิดปกติ เช่น สี กลิ่น หรือ โทรฯ ถามศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้หมายเลข 0-2201-1083 ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง จะมีนักเภสัชวิทยาคอยให้คำแนะนำ บอกวิธีการปฐมพยาบาล และความจำเป็นในการรักษาที่โรงพยาบาล.

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 16 พฤศจิกายน 2557

 

ว่าด้วยเรื่องของ…การกินยาอย่างถูกวิธี

dailynews141106_01เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย สิ่งที่ทุกคนจะนึกถึงนอกเหนือจากการไปหาหมอคือการรับประทานยา โดยสิ่งแรกที่ต้องทำก่อนรับประทานยาทุกครั้งคือ การอ่านฉลากยา เพื่อให้รู้ว่ายาดังกล่าวมีวิธีการรับประทานอย่างไร ปัญหาหลัก ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักพบเสมอเมื่อจะรับประทานยา คือไม่รู้ว่าควรจะรับประทานยาเวลาไหน แต่คนส่วนมากนิยมรับประทานยาก่อนหรือหลังอาหารทันที ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะความจริงแล้วการรับประทานยาจะต้องเว้นระยะห่างที่เหมาะสม เนื่องจากยาแต่ละชนิดมีกระบวนการการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกัน หากจะรับประทานยาให้ได้ผลดีสูงสุดจึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามวิธีที่เหมาะสม เพื่อให้ตัวยาสามารถเข้าไปรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเราได้อย่างถูกวิธี

ข้อมูลของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุหลักปฏิบัติที่ถูกต้องทั่วไปของการรับประทานยาไว้ว่า

ยาก่อนอาหาร ควรรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30-60 นาที ในช่วงที่ท้องว่าง เนื่องจากยาดังกล่าวเป็นยาที่มีข้อจำกัด หากรับประทานในช่วงที่ยังมีอาหารอยู่ในกระเพาะอาหาร จะเป็นการลดการดูดซึมของยาที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควรหรืออาจไม่ได้ผลเลย การรับประทานยาก่อนอาหารในช่วงที่ท้องว่าง จึงส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาไม่ถูกทำลาย ทั้งยังเป็นยาที่ออกฤทธิ์เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เสมือนเป็นการเตรียมพร้อมให้ระบบทางเดินอาหาร หากลืมรับประทานยาก่อนอาหารให้ข้ามไปรับประทานในมื้อถัดไป หรือรับประทานในช่วงท้องว่างคือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง

ยาหลังอาหาร โดยทั่วไปควรรับประทานหลังอาหารไม่เกิน 15 นาที หรือรับประทานหลังอาหารทันที เนื่องจากยาชนิดดังกล่าวเป็นยาที่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร จึงต้องการกรดในกระเพาะอาหารเพื่อช่วยในการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ยาชนิดดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้ หากลืมรับประทานยาหลังอาหาร สามารถรับประทานยาได้ทันทีที่นึกได้หลังรับประทานอาหารไม่เกิน 15 นาที หากเกินกว่านี้ให้ข้ามไปรับประทานในมื้อถัดไป

ยาก่อนนอน ควรรับประทานก่อนเข้านอนประมาณ 15-30 นาที เนื่องจากยาชนิดดังกล่าวเป็นยาที่มีผลข้างเคียงคือทำให้เกิดอาการง่วงนอน หรือวิงเวียนศีรษะ หากรับประทานก่อนนอนนานเกินไป จะทำให้ตื่นตัวลดลง อาจเกิดอาการเพลียและทำอะไรได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในกรณีที่ยังไม่พร้อมจะนอน หากลืมรับประทานยาก่อนนอน และนึกขึ้นได้เมื่อตื่นแล้วในเช้าของอีกวัน ให้รอจนถึงเวลาเข้านอนของคืนถัดไปค่อยรับประทานยา

ยาตามอาการ ยาในกลุ่มนี้ เป็นยาที่สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนึงถึงมื้ออาหาร โดยยาดังกล่าวมักระบุในฉลากว่าควรรับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง ทุก 8 ชั่วโมง หรือทุก 12 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการ เนื่องจากยากลุ่มดังกล่าวเป็นยาที่ไม่ส่งผลต่อการออกฤทธิ์ หลังรับประทานยาแล้วหากยังมีอาการอยู่ก็สามารถทานยาซ้ำได้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ แต่ไม่ควรรับประทานบ่อยกว่าที่ระบุบนฉลาก เมื่อหายจากอาการป่วยก็สามารถหยุดยาได้

นายอภัย ราษฎรวิจิตร เภสัชกร แนะนำว่า การรับประทานยาโดยทั่วไปสามารถรับประทานพร้อมน้ำเปล่า 1 แก้วก็เพียงพอ แต่มียาบางกลุ่มที่ต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อลดการตกตะกอนของยาในไต นอกจากนี้ ไม่ควรรับประทานยาพร้อมนม น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ยาเสื่อมฤทธิ์ในการรักษาได้

ทั้งนี้ ยาบางประเภทอาจมีวิธีรับประทานยานอกเหนือไปจากยาโดยทั่ว ๆ ไปข้างต้น เพราะเป็นยาที่มีการออกฤทธิ์พิเศษหรือมีผลข้างเคียงอื่น ๆ จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

การรับประทานยาเป็นการรักษาอาการป่วยที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ หากคุณหันมาใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ และรับประทานยาอย่างถูกวิธี ก็จะทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่นั่นหายได้เร็วพลัน

เดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 6 พฤศจิกายน 2557

เป็นหวัดกินยาแก้อักเสบดีไหม?!?

dailynews141109_01หลายคนที่เป็นหวัดหรือมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน การกินยาแก้อักเสบทันที อาจจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อธิบายว่า การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่

โรคจมูกอักเสบ หรือที่มักเรียกว่า หวัด ทำให้มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหรือมึนศีรษะ คัดจมูก น้ำมูกไหล

โรคไซนัสอักเสบ ทำให้มีไข้ คัดจมูก น้ำมูก หรือเสมหะมีสีเหลือง หรือเขียวข้นตลอด ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น อ่อนเพลีย ไอ ปวดศีรษะ ปวดจมูก โหนกแก้ม รอบตา หรือหน้าผาก

โรคหูชั้นกลางอักเสบ ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ ปวดหู หูอื้อ อาจมีหนองไหลออกมาจากหู มีเสียงดังในหู อาจมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุนได้ในผู้ป่วยบางราย

โรคคอ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ ทำให้มีไข้ เจ็บคอ กลืนอาหาร หรือกลืนน้ำลายแล้วเจ็บ หรือติดขัด

โรคสายเสียง หรือกล่องเสียงอักเสบ ทำให้ไอ ระคายคอ มีเสียงแหบแห้ง

โรคหลอดลมอักเสบ ทำให้ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก

และโรคปอดอักเสบ หรือปอดบวม ทำให้มีไข้ ไอ หอบ

เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักจะซื้อยาแก้อักเสบกินเอง หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาเป็นผู้จ่ายยาให้ แพทย์เองก็จ่ายยาแก้อักเสบให้ แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับการจ่ายยาแก้อักเสบให้คนไข้ที่เป็นหวัด แต่คาดว่าน่าจะเกิน 80% เพราะแพทย์หู คอ จมูก ในโรงพยาบาลก็มีการจ่ายยาตัวนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดและแก้ยาก ถ้าต้องแก้ควรแก้ที่ระดับนโยบาย ไม่ควรให้ผู้ป่วยซื้อกินเอง ควรอยู่ในวิจารณญาณของแพทย์ แต่บางครั้งแพทย์จ่ายยาให้เพราะตัดความรำคาญ ส่วนคนไข้ก็ไม่ยอมคิดว่าต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ต่อไปเวลาเจ็บป่วยกินยาคงไม่หาย เพราะเกิดภาวะดื้อยา

ความจริงสาเหตุส่วนใหญ่ของการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ มักเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องกินยาแก้อักเสบ เมื่อผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เป็นมาไม่เกิน 7-10 วัน ส่วนใหญ่มักจะหายได้เอง ถ้าปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่ถ้ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมานานเกิน 7-10 วัน หรือมีหลักฐานที่บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ การกินยาแก้อักเสบจึงสมเหตุสมผล

มีความเชื่อที่ผิดว่า ถ้าน้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแน่นอน ต้องกินยาแก้อักเสบจึงจะหาย ความจริงแล้ว การที่น้ำมูกหรือเสมหะค้างอยู่ในจมูก หรือหลอดลมนาน ๆ ก็อาจเป็นสีเหลือง หรือเขียวได้ ดังนั้นประวัติที่ได้จากผู้ป่วยว่า น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเหลือง หรือสีเขียวไม่ได้บ่งบอกว่าผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรีย และต้องกินยาแก้อักเสบเสมอไป

การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ จะหายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วย ปฏิบัติตัวได้เหมาะสมหรือถูกต้องหรือไม่ คือ สามารถหลีกเลี่ยงเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำลงจนไวรัสเล่นงานหรือไม่ โดยสาเหตุหลัก คือ เครียด นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ โดนอะไรเย็น แอร์ พัดลมเป่า ดื่มน้ำเย็น อาบน้ำดึก หรือไปสัมผัสกับคนไม่สบาย ดังนั้นต้องรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่สบาย

สำหรับการรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น ถ้าเป็นไม่มาก อาจจะไม่ต้องใช้ยาอะไรเลย ปวดศีรษะนิดหน่อยทานยาพารา มีน้ำมูกอาจล้างจมูกหรือ ทานยาแก้แพ้ เจ็บคอก็อมยาแก้เจ็บคอ หรือใช้พ่นคอ ถ้าเป็นมากค่อยมาพบแพทย์

ท้ายนี้คงต้องขึ้นอยู่กับผู้ป่วยซึ่งควรตระหนักว่าไม่ควรใช้ยาแก้อักเสบเวลาเป็นหวัด เพราะสาเหตุมักจะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่เมื่อแนะนำไปแล้วยังคงใช้ยาแก้อักเสบพร่ำเพื่ออาจทำให้เกิดการดื้อยาแล้วจะหาว่าไม่เตือน.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 9 พฤศจิกายน 2557

ยาอมแก้เจ็บคอก่อเชื้อดื้อยา

dailynews141018_01คนจำนวนมากที่มีอาการเจ็บคอ แล้วไปซื้อยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอมารับประทานเอง ซึ่งยาอมบางชนิดอาจมียาปฏิชีวนะผสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า อาการการเจ็บคอ ส่วนใหญ่ 70-90% เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ดังนั้นไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะทุกรูปแบบ ทั้งตัวยาแบบเดี่ยว และแบบที่ผสมอยู่ในยาอม โดยการรักษาอาการเหล่านี้สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เช่น
1. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ
2. ดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง
3. ใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจร ซึ่งจัดเป็นยาในกลุ่มบรรเทาอาการกลุ่มทางเดินหายใจซึ่งมีการรับรองสรรพคุณอยู่แล้ว
4. การสร้างเสริมภูมิต้านทานของร่างกายด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึก อย่าสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ไอมากขึ้น

แต่ปัญหาที่พบขณะนี้คือคนไทยนิยมซื้อ “ยาอมแก้เจ็บคอ” มาใช้บรรเทาอาการ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะยาอมแก้เจ็บคอหลายยี่ห้อที่วางขายตามท้องตลาด มีส่วนผสมของนีโอมัยซิน และเบซิทราซิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะเป็นส่วนผสม

นีโอมัยซินเป็นยาปฏิชีวนะที่แพทย์ใช้เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ระหว่างการผ่าตัดลำไส้ของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด

ส่วนเบซิทราซิน แม้จะไม่มีอันตรายกับร่างกายมากแต่ก็ถือเป็นยาปฏิชีวนะ โดยยาทั้ง 2 ประเภทนี้ไม่มีประโยชน์ต่อการรักษาโรค ในทางกลับกันอาจจะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ไปทั่วโลกที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้

สาเหตุที่ยาอมเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยาเป็นเพราะนีโอมัยซิน และเบซิทราซิน ผสมอยู่ในปริมาณน้อยจึงไม่สามารถฆ่าเชื้อให้หมดไปได้ แต่ก็เพียงพอที่จะก่อกวนเชื้อโรคให้เกิดการต่อต้าน และกลายพันธุ์เป็นเชื้อโรคดื้อยาทั้ง 2 ตัว และจะยิ่งก่อปัญหาร้ายแรงขึ้นไปอีก เพราะเชื้อโรคจะยิ่งพัฒนาตัวเองให้ดื้อต่อยาปฏิชีวนะในกลุ่มเดียวกันอีกหลาย ๆ ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่วงการแพทย์กำลังเป็นห่วง และต้องการให้มีการถอนการจำหน่าย ออกไป

ยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอซึ่งมียาปฏิชีวนะเป็นส่วนผสมไม่ควรมีวางจำหน่ายในท้องตลาดอีกต่อไป เพราะไม่มีประโยชน์ต่อการรักษาโรค การอมยาปฏิชีวนะไม่ช่วยรักษาอาการเจ็บคอ และไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อในลำคอ แต่การกลืนยาปฏิชีวนะลงไปในท้องทีละน้อย ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา นี่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทยและเป็นปัญหาของทั่วโลก จากการใช้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้

ในกรณีที่มีคนบอกว่าเมื่ออมยาอมแก้เจ็บคอเหล่านี้แล้วมีอาการดีขึ้นนั้น เป็นเพราะองค์ประกอบที่ 3 คือ มีตัวยาอะมัยโลเคน หรือยาชา เป็นส่วนผสม ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บคอในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หายขาด ดังนั้นยาอมบรรเทาอาการแก้เจ็บคอมีเพียงยาชาเป็นส่วนผสมแค่ตัวเดียวก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมียาปฏิชีวนะร่วมด้วย

อย่างไรก็ตามอย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเล็ก ๆ เพราะเมื่อรู้ว่านี่คือองค์ประกอบหนึ่งของปัญหาใหญ่ ทำไมจึงไม่เร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง เรื่องแบบนี้ไม่ต้องรอให้เกิดการสูญเสียเป็นตัวเลขออกมา เพราะเพียงแค่เกิดปัญหากับคน 1 คน ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียมหาศาลแล้ว ถ้ายังปล่อยให้มีการขายยาอมที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะต่อไป เข้าข่ายเป็นยาที่ไม่มีประโยชน์ที่ต้องตั้งคำถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีหลักฐานยืนยันได้หรือไม่ยาอมนี้ออกฤทธิ์ดีจริงจึงยอมให้ขายได้.

ที่มา : เดลินิวส์ 18 ตุลาคม 2557