ควรรู้ ! ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะในชีวิตประจำวัน

dailynews140929_01ยาปฏิชีวนะ หรือ แอนตี้ไบโอติก (Antibiotic) เป็นยารักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโดยทั่วไปแล้วหมายถึงเชื้อแบคทีเรีย ปัจจุบันมีการใช้คำอื่นทดแทน คือยาต้านจุลชีพ หรือยาต้านจุลินทรีย์ (Antimicrobial) โดยยากลุ่มนี้จะใช้เมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัยหรือคาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ในสังคมไทยประชาชนทั่วไปมักเรียกยา กลุ่มนี้เป็นยาแก้อักเสบทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการใช้ยานี้จะทำให้โรคที่เป็นอยู่หายเร็วขึ้น เพราะยาจะไปรักษาหรือแก้การอักเสบซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ยาปฏิชีวนะที่เป็นที่คุ้นเคยและผู้ป่วยมักซื้อใช้เองได้แก่ อะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) อ็อกเมนติน (augmentin) นอร์ฟล็อกซาซิน (norfloaxacin) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) อะซีโทรมัยซิน (azithromycin) เป็นต้น

เหตุใดจึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้เนื่องจากยาทุกชนิด มีทั้งประโยชน์ในการรักษาโรคและมีโทษจากผลข้างเคียงของยา นอกจากนี้ยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการแพ้ยาทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะและเมื่อใช้ไม่ถูกต้องจะก่อให้เกิดโทษต่อผู้ป่วย ได้แก่
1. ต้องได้รับผลข้างเคียงจากยาไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเดิน เวียนศีรษะ
2. โรคไม่หาย
3. อาจเกิดการแพ้ยาที่ไม่จำเป็นต้องใช้
4. เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นซึ่งมีอยู่ได้ในร่างกายเป็นปกติดื้อต่อยาที่ใช้
ข้อสำคัญ ผู้ป่วยต้องจ่ายเงินค่ายาสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งๆที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้

เมื่อไรที่ต้องใช้หรือไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อแพทย์ให้การวินิจฉัย หรือ คาดว่าผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น หมายความว่าก่อนใช้ยาปฏิชีวนะต้องพบแพทย์ และต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยละเอียด พบว่ากลุ่มโรค 3 กลุ่มที่ไม่จำเป็นและไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ แต่มีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะสูงมากได้แก่ 1. ไข้หวัด เจ็บคอ 2.ท้องเสีย 3. แผลเลือดออก โดยกลุ่มโรคเหล่านี้มากกว่าร้อยละ 80 ไม่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ ประคับประคอง และการให้คำแนะนำผู้ป่วย เช่น ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ ยาแก้ไอในไข้หวัดเจ็บคอ การใช้ยาลดอาการท้องอืดและการดื่มน้ำเกลือแร่กรณีท้องเสีย และในกรณีแผลเลือดออก การดูแลรักษาแผลตามที่แพทย์นัดและป้องกันไม่ให้แผลโดนน้ำเป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด เป็นต้น แต่พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มักร้องขอยาแก้ปฏิชีวนะเมื่อ อาการเป็นนานกว่า 3 ถึง 7 วัน เมื่อเสมหะหรือน้ำมูกเป็นสีเขียวข้น หรือถ้าเป็นกลุ่มท้องเสียก็จะขอยาปฏิชีวนะเมื่อยังมีอาการถ่ายเหลวหลายครั้งเกิน 2 วัน หรือ เบื่ออาหารปวดเมื่อยตัว หรืออาการไข้ที่ยังไม่หาย ยิ่งไปกว่านั้นการซื้อยาเองตามร้านขายยาก็ง่ายมากอีกทั้งผู้ขายยาที่ไม่ใช่แพทย์ก็จะจ่ายยาให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการจึงทำให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นกันเป็นวงกว้าง

ควรปฏิบัติอย่างไรเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เมื่อแพทย์ได้ทำการตรวจโดยละเอียดและให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแล้วและผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยควรแจ้งแก่แพทย์ทุกครั้งหากเคยมีประวัติแพ้ยา ยาปฏิชีวนะ มีทั้งในแบบรับประทานและแบบฉีด ผู้ป่วยควรซักถามทำความเข้าใจเกี่ยวกับยาที่ต้องใช้ ได้แก่
1. ต้องได้รับยานานเท่าไร
2. ต้องรับประทานยาอย่างไร ก่อน หรือ หลังอาหาร
3. มีข้อห้ามอย่างไรระหว่างใช้ยานี้ เช่น ห้ามใช้ยาใดร่วม ห้ามรับประทานนมหรืออาหารชนิดใด เป็นต้น
4. ยาที่จะได้รับมีผลข้างเคียงอย่างไร หากเกิดอาการใดขึ้นที่ควรต้องรีบมาพบแพทย์ เป็นต้น
เมื่อผู้ป่วยใช้ยาปฏิชีวนะแล้วต้องใช้ต่อเนื่องจนครบตามที่แพทย์พิจารณา บ่อยครั้งพบว่าผู้ป่วยหยุดใช้ยาเมื่ออาการดีขึ้นซึ่งจะมีผลเสียอาจทำให้โรคกลับเป็นซ้ำหรือเกิดผลแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ยังรักษาไม่หายดี

ข้อควรระวังที่สำคัญ คือ อาการแพ้ยา หากผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นทุกชนิด ปากบวม ตาบวม แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี๊ด ควรรีบหยุดยาและมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอนานเพียงเพื่อกลับไปพบแพทย์คนเดิมหากฉุกเฉินและไม่ควรปรับยาเอง ข้อสำคัญผู้ป่วยต้องนำยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมดพร้อมซองหรือชื่อยาไปให้แพทย์ด้วยไม่ควรนำไปแต่เม็ดยา หากเป็นยาฉีดก็ให้นำใบนัดฉีดยาซึ่งจะมีชื่อยาไปให้แพทย์ด้วย

ปัจจุบันมีความพยายามให้ความรู้ประชาชนและแพทย์ทั่วไปเพื่อให้เกิดการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลเพื่อลดผลเสียและความสิ้นเปลืองจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

พญ. พรพรรณ กู้มานะชัย
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
และแพทย์จากสาขาวิชาโรคติดเชื้อและอายุรศาสตร์เขตร้อนภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย

ที่มา : เดลินิวส์ 29 กันยายน 2557

Advertisements

ยาลดความอ้วนปลอดภัย ?

bangkokbiznews140919_01หลายคนมีปัญหาเรื่องน้ำหนักที่มากเกินไป มีไขมันหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขาเผละ ลดอาหาร ออกกำลังแล้ว แต่น้ำหนักไม่ลง บางคนหันไปพึ่งยาลดความอ้วน จึงเกิดข้อสงสัยว่า ยาลดความอ้วนปลอดภัยไหม

พญ. แพรวไพลิน กุศลมโนมัย กล่าวว่า ยาลดความอ้วน แบ่งได้ 2 ประเภท คือยาที่เป็นสารเคมี และที่ใช้สารสกัดจากธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ โดยประเภทหลังจะปลอดภัยกว่าและไม่มีผลข้างเคียง ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มๆ ดังนี้

1.Hunger Control คือกลุ่มยาที่ไปควบคุมความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกหิวน้อยลง หรืออิ่มเร็วขึ้น โดยถ้าเป็นพวกสารเคมี จะไปออกฤทธิ์โดยตรงที่ระบบประสาทส่วนกลาง ช่วงแรกๆ น้ำหนักลงดี แต่พอหยุดกินยาก็จะเกิดโยโย่ เอฟเฟค หรือน้ำหนักมากกว่าตอนเริ่มต้นอีก และมีผลข้างเคียง เช่น มีอาการใจสั่น นอนไม่หลับ ท้องผูก อาจมีสภาวะทางอารมณ์แปรปรวน โดยอาจส่งผลร้ายแรงต่อจิตและประสาท การทานยาจำพวกนี้จำเป็นต้องได้รับการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์เท่านั้น ตัวอย่างยาที่เป็นสารเคมี เช่น ยาที่เป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน Sibutramine ยาที่ผลิตโดยใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เป็นส่วนประกอบ เช่น Psyllium Husk Powder Extract สารสกัดจากกระบองเพชร

2. Calories Burn คือ กลุ่มยาที่กระตุ้นการเผาผลาญด้วยการใช้แคลอรี่มากขึ้น ทำให้พลังงานที่ได้จากการรับประทานอาหารเข้าไป ใช้หมดและเกิดการใช้พลังงานจากไขมัน ที่สะสมไว้ภายในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้น้ำหนักและสัดส่วนลดลง ตัวอย่างยา เช่น 7-keto dhea , L-carnitine,chromium,apple extract ผลข้างเคียง อาจมีอาการเหงื่อออกมากกว่าปกติ และมีความรู้สึกร้อนกว่าปกติ

3. Absorbent Control คือกลุ่มยาที่เข้าไปขัดขวางกระบวนการดูดซึมแป้งและไขมันสู่ร่างกาย ร่างกายจึงได้รับพลังงานน้อยลง ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมไว้ น้ำหนักและสัดส่วนลดลงได้ แต่อาจสร้างนิสัยที่ไม่ดี คือคิดว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน พอกินเยอะขึ้น พลังงานที่ร่างกายดูดซึมก็อาจมากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ไป เพราะการยับยั้งการดูดซึมสามารถยับยั้งได้ไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ไขมันอาจเลอะกางเกง แต่แก้ได้ด้วยการกินยาจำพวกเรซิน หรือกินผักที่มีไฟเบอร์ หากใช้เป็นระยะเวลานาน ร่างกายอาจขาดสารอาหารที่ละลายในไขมันได้ เช่น วิตามินดี เป็นต้นตัวอย่างยาที่เป็นสารเคมี เช่น Orlistat (Xenical) ตัวอย่างยาที่สกัดจากสารธรรมชาติ เช่น ไซโตคาน มะขามแขก หัวบุก

4. Temperature Control คือกลุ่มยาที่เพิ่มอุณหภูมิของร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น ผลข้างเคียง อาจมีอาการใจสั่น รู้สึกร้อน หรือเหงื่อออกมากกว่าปกติ ตัวอย่างยาเช่น Caffeine สารสกัดจากพริก

ยาลดความอ้วนมีหลายประเภทให้เลือก แต่เพื่อความปลอดภัย ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. รวมถึงต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้ง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 19 กันยายน 2557

รักษาโรคไข้เลือดออกอีโบลาได้ โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา

manager141008_01 โรคไข้เลือดออกอีโบลายังคุกคามผู้คนอยู่ตลอด เมื่อไม่นานมานี้ศิริราชแถลง แอนติบอดีสายเดี่ยวรักษาอีโบลาได้

แอนติบอดีคือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของมนุษย์ ซึ่งจะผลิตจากเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ลิมโฟซัยท์บี ซึ่งแอนติบอดีจะถูกสร้างขึ้นประมาณ 7-10 วัน หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไป แต่หากเชื้อหรือพิษบางอย่างที่ร่างกายได้รับก่ออาการรุนแรงและเร็วมาก ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีออกมาได้ไม่ทัน ก็มักจะเสียชีวิตเสียก่อน เช่น การติดเชื้อไวรัสอีโบลา กรณีนี้เราสามารถให้แอนติบอดีจำเพาะต่อเชื้ออีโบลาแก่ผู้ป่วยทันที เรียกว่า ให้ภูมิคุ้มกันพร้อมใช้ หรือแอนติบอดีรักษา (Therapeutic antibody) เข้าไปสู้กับเชื้อโรคหรือสารพิษโดยตรง

แอนติบอดีจำเพาะต่อไวรัสอีโบลาที่ทีมวิจัยศิริราชผลิตขึ้นนั้น มีคุณสมบัติพิเศษที่มีขนาดเล็กกว่าแอนติ บอดีปกติ 5 เท่า ~25-35 kDa เรียกว่า แอนติบอดีสายเดี่ยว (human single chain antibodies) ผลิตจากยีนของคน จึงไม่เป็นสิ่งแปลกปลอมเมื่อเข้าสู่ร่างกายคน ซึ่งต่างจากแอนติบอดีอื่นๆ ที่ผลิตจากหนูทดลอง หรือสัตว์ใหญ่ เช่น ม้า เป็นต้น และผู้ที่ได้รับแอนติบอดีจะมีภูมิต้านทานทันทีโดยไม่ต้องรอ 7-10 วัน เหมือนการฉีดวัคซีนทั่วไป

โดยที่แอนติบอดีนี้มีความจำเพาะต่อโปรตีนของไวรัสอีโบลา ชนิด จีพีหนึ่ง-จีพีสอง นิวคลีโอโปรตีน (NP) ไวรัสโปรตีน-๔๐ (VP40) ไวรัสโปรตีน-๓๕ (VP35) ซึ่งจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของโปรตีนสำคัญของไวรัสอีโบลา ทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนในร่างกายของผู้ติดเชื้อและก่ออาการรุนแรงได้ เช่น ถ้ายับยั้งจีพีหนึ่ง ไวรัสก็จะเข้าเซลล์ไม่ได้ ยับยั้งจีพีสอง ไวรัสก็ไม่สามารถออกจากกระเปาะที่หุ้มเพื่อออกไปเพิ่มจำนวนในไซโทพลาซึมได้ ยับยั้งไวรัสโปรตีน-๓๕ จะทำให้ไวรัสกดภูมิคุ้มกันของโฮสท์ไม่ได้และเพิ่มจำนวนไม่ได้ และถ้ายับยั้งไวรัสโปรตีน-๔๐ ก็จะทำให้ไวรัสที่เพิ่มจำนวนแล้ว ประกอบร่างเป็นไวรัสรุ่นลูกตัวใหม่ไม่ได้และออกจากเซลล์เพื่อแพร่ไปยังเซลล์อื่นต่อไปไม่ได้

หลักการใช้แอนติบอดียับยั้งไวรัสอีโบลา โดยผลิตโปรตีนของไวรัสฯ จากยีนสังเคราะห์ ซึ่งใช้ลำดับเบสอ้างอิงของยีนของเชื้อไวรัสอีโบลาที่ระบาดอยู่ขณะนี้เป็นต้นแบบจากธนาคารพันธุกรรม จากนั้นนำโปรตีนสังเคราะห์แต่ละชนิดนั้นไปตรึงบนพื้นผิวพลาสติก คัดเลือกด้วยไวรัสของแบคทีเรีย (ฟาจ) จากคลัง (Library) ที่มีอยู่ โดยนำยีนของคนที่ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีไปใส่ไว้ในยีนของฟาจ ดังนั้นฟาจแต่ละอนุภาคจะมีแอนติบอดีของคนหนึ่งชนิดปรากฏอยู่บนผิว เหมือนลิมโฟซัยท์บีหนึ่งเซลล์ เมื่อเติมคลังฟาจลงบนโปรตีนของไวรัสอีโบลาที่ตรึงไว้ ฟาจที่มีแอนติบอดีจำเพาะต่อโปรตีนนั้นๆ ก็จะจับกับโปรตีน จากนั้นนำฟาจที่จับกับโปรตีนของไวรัสอีโบลาไปใส่ในแบคทีเรียชนิดพิเศษ แล้วนำแบคทีเรียไปเพาะเลี้ยงพร้อมเหนี่ยวนำให้ผลิตแอนติบอดีจากยีนที่ฝากไว้ในฟาจ แล้วทำการแยกแอนติบอดีออกมาจากแบคทีเรีย โดยไม่ให้มีโปรตีนของแบคทีเรียปนเปื้อน ก็จะได้แอนติบอดีจำเพาะต่อโปรตีนของไวรัสอีโบลาที่เป็นแอนติบอดีของมนุษย์

อย่างไรก็ดี แอนติบอดีต้นแบบเหล่านี้ ศิริราชยังผลิตได้น้อยในห้องปฏิบัติการวิจัย คาดว่าในกรณีจำเป็นและผลิตเพื่อใช้รักษา จะขอความร่วมมือจากสยามไบโอไซเอ็นซ์ ให้ผลิตในปริมาณมากขึ้นด้วยมาตรฐาน GMP เพื่อการทดลองในสัตว์และจดทะเบียนเป็นยาใหม่ต่อไป

   ทั้งนี้ ต้นแบบแอนติบอดีเหล่านี้ได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งสิทธิทั้งหมดเป็นของ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2557

โรคหอบหืด

thairath140801_02aโรคหอบหืด ตอนที่ 1 : หืดป้องกันได้ ก่อนจะสายเกินแก้

พบบ่อยแค่ไหน ?  

โรคหอบหืด หรือ โรคหืด เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กและมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเด็กไทยเป็นโรคหืดถึงร้อยละ 12 หรือประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 5 ของประชากรทั่วไป โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2–4 ต่อปี

สาเหตุของโรคคืออะไร ?  

โรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น เกิดการหดเกร็งของหลอดลม มีการหลั่งมูกเพิ่มขึ้น และผนังหลอดลมบวม เป็นผลให้มีอาการของหลอดลมตีบแคบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทุเลาได้เองหรือโดยการใช้ยา

สาเหตุสำคัญสุดคือ สารก่อภูมิแพ้ โดยพบว่าเด็กที่เป็นหอบหืดร้อยละ 80 เกิดจากภาวะภูมิแพ้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีพันธุกรรมของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ สัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอาคาร/บ้านที่อยู่อาศัย ส่วนสารก่อภูมิแพ้ภายนอกบ้าน ได้แก่ ละอองเกสร หญ้า วัชพืช และเชื้อรา ซึ่งเชื้อรานี้พบได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน

นอกจากนี้ สารระคายเคืองทางเดินหายใจและมลพิษในสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทเสริมการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเป็นโรคหืดได้ง่ายขึ้น ซึ่งสารระคายเคืองที่พบบ่อยได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย และก๊าซ

ส่วนปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุเสริมให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการกำเริบเฉียบพลันคือ การติดเชื้อไวรัสในระบบหายใจ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนทำให้โรคหืดกำเริบได้

โรคหืดมีอาการอย่างไร ?      

อาการสำคัญคือ ไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด อาการมักเกิดเป็นพักๆ สลับกับช่วงไม่มีอาการ (เหมือนคนปกติ) โดยอาจเกิดอาการขณะออกกำลังกายหรือ ขณะนอนหลับกลางดึกก็ได้ จึงเป็นโรคที่ทรมาน ถ้าอาการรุนแรงและเกิดบ่อยๆ จะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคหืดจึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค หาสาเหตุ ประเมินความรุนแรง และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ได้ขณะกำลังมีอาการหอบหืด แพทย์อาจให้การวินิจฉัยโรคได้ไม่ยากโดยการตรวจร่างกาย ฟังเสียงหายใจผิดปกติในปอด และตรวจวัดสมรรถภาพปอด แต่ถ้าไปตรวจขณะไม่มีอาการอาจต้องอาศัยการตรวจพิเศษเพิ่มเติมมาช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค

โรคหืดรุนแรงถึงตาย…แต่ป้องกันได้        

ก่อนมีอาการรุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีสัญญาณอันตรายซึ่งตัวผู้ป่วยหรือญาติพึงสังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  • มีประวัติการเป็นโรคหืดที่มีการจับหืดอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น เคยรักษาตัวในห้องไอซียูเพราะหอบรุนแรง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น
  • มีประวัติการเข้าห้องฉุกเฉินเพราะมีอาการหอบมากในปีที่ผ่านมา
  • มีประวัติการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากหอบรุนแรง ต้องให้ออกซิเจนและยาขยายหลอดลม
  • เป็นผู้ป่วยที่เคยใช้ยาพ่นสูดเป็นประจำเพื่อควบคุมอาการของโรค หรือเพิ่งหยุดยาพ่นสูดมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานเป็นประจำ หรือเพิ่งหยุดยารับประทานมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยยอมไปพบแพทย์ ชอบใช้ยาขยายหลอดลมเป็นประจำ และต้องใช้ยามากกว่า 1 หลอดต่อเดือน
  • เป็นผู้ป่วยหืดที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตร่วมด้วย หรือเป็นผู้ที่เสพติดยา
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ยอมใช้ยาที่แพทย์สั่งเป็นประจำ ชอบหยุดยาเองเพราะคิดว่าหายแล้ว
  • เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่แตกแยก มีปัญหาครอบครัว ไม่มีคนดูแลเอาใจใส่

หากผู้ป่วยและคนใกล้ชิดหมั่นสังเกตปัจจัยทั้ง 9 ข้อดังกล่าว ให้ความสนใจและถามไถ่ปัญหาจากผู้ป่วย พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยก็จะสามารถใช้ชีวิตกับโรคหอบหืดได้อย่างมั่นใจ และจะได้ไม่มีใครเสียใจในภายหลัง.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2557

thairath140801_02b

โรคหอบหืด ตอนที่ 2 หอบหืด…รักษาได้

หลักการรักษาที่เหมาะสม คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และการใช้ยาควบคุมอาการ

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นเมื่อสังเกตว่าสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้นใดทําให้เกิดอาการหอบ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งนั้นๆ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยวิธีสะกิดหรือการตรวจเลือดหาระดับของ IgE อาจช่วยบอกชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการได้

2. การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

-ยาช่วยบรรเทาอาการ (Reliever) ได้แก่ ยาขยายหลอดลม มีทั้งชนิดพ่นสูด ชนิดรับประทาน และชนิดฉีด ใช้เพื่อขยายหลอดลมในขณะที่มีอาการหอบหืด เนื่องจากออกฤทธิ์ได้ ยาวนาน จึงสามารถใช้ควบคุมอาการได้ โดยใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์

– ยาควบคุมอาการ (Controller) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ใช้ลดการอักเสบของหลอดลมเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการหอบขึ้นอีก ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ช้า จึงต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ภายใต้คําแนะนําของแพทย์ ยาประเภทนี้แบ่ง เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ คือ ยา Montelukast เป็นยารับประทานสําหรับเด็กและผู้ใหญ่ ที่เป็นโรคหืด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ และโรคภูมิแพ้ มีผลข้างเคียงน้อยแต่ราคายาค่อนข้างสูง

2. ยาสเตียรอยด์ มีหลายรูปแบบ ทั้งยาพ่นสูด ยารับประทาน และยาฉีด โดยยารับประทานและยาฉีดออกฤทธิ์ได้ดีและเร็ว แต่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายเมื่อต้องใช้บ่อยๆ หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ได้แก่ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเด็ก ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูง ภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อง่าย และกระดูกพรุน จึงแนะนําให้ใช้ในระยะสั้น (ไม่เกิน 3–7 วัน) และใช้เมื่อ มีความจําเป็นเท่านั้น เช่น หอบหืดรุนแรง หอบเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง หอบหืดเฉียบพลันรุนแรง เป็นต้น

สําหรับการควบคุมอาการที่ต้องใช้ยาเป็นประจําและต่อเนื่อง แนะนําให้ใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปแบบของยาพ่นสูดจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก รูปแบบของยาพ่นสูดที่นิยมใช้โดยทั่วไป มี 2 แบบ คือ      

– ยาพ่นสูดชนิดที่ใช้แรงดันก๊าซ (Meter-DoseInhaler,MDI) เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมานาน ควรใช้ร่วมกับกระบอกพ่นยาและหน้ากากทุกครั้ง เนื่องจากการพ่นเข้าปากโดยตรง ต้องอาศัยจังหวะและความคล่องของผู้ป่วย หากสูดหายใจผิดวิธี จะมียาเข้า สู่ปอดน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยพ่นสูดด้วยวิธี MDI ได้ไม่ดี ก็สามารถเลือก วิธีการพ่นยาผ่านเครื่องพ่นฝอยละออง (Nebulizer) แทนได้ แต่มีข้อจํากัดคือต้องซื้อ เครื่องพ่นยา และยาชนิดที่ใช้กับเครื่องพ่นมีราคาค่อนข้างสูง

– ยาสูดแบบผง(DryPowderInhaler) เหมาะสําหรับเด็กโตอายุ 5–6 ขวบขึ้นไป เพราะต้องใช้แรงสูดที่แรงและเร็ว เพื่อดูดเอาผงยาเข้าไปในทางเดินหายใจและปอด

ข้อดีคือ เครื่องพ่นใช้ง่ายและพกพาสะดวก ไม่ต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ แต่ ราคายาสูงกว่ายาพ่นสูดแบบ MDI

3. วัคซีนภูมิแพ้ หากผู้ป่วยโรคหืดที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ได้ทําการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้น รวมไปถึงดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีและใช้ยาเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ร่วมด้วย โดยการใช้สารละลายที่ผสมสารก่อภูมิแพ้ นํามาฉีดหรืออม ใต้ลิ้นทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เริ่มจากขนาดยาน้อยๆ แล้วปรับความเข้มข้นให้มากขึ้น จนระบบ ภูมิคุ้มกันในตัวผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไป สามารถทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ได้ ระยะเวลา ในการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ประมาณ 3–5 ปี แต่มีข้อจํากัดคือ ในขณะที่ฉีดหรืออมใต้ลิ้นอาจก่อ ให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) จึงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงและความจําเป็นในการรักษาด้วยวิธีนี้ และต้องทําการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้เท่านั้น

โรคหืดรักษาหายหรือไม่

โรคหืดมีธรรมชาติของโรคที่หลากหลาย ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 25 เป็นหอบหืดในวัยเด็กเท่านั้น เมื่อโตขึ้นก็ไม่มีอาการอีกเลย ส่วนเด็กที่มีอาการหอบหืดเนื่องจากติดเชื้อในทางเดินหายใจอีกร้อยละ 25 มีอาการตั้งแต่เด็กและป่วยต่อเนื่องจนเป็นผู้ใหญ่เนื่องจากหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ยาก ที่เหลืออีกร้อยละ 50 จะมีอาการเป็นๆ หายๆ บางคนมีอาการปกติในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ แต่พออายุมากขึ้น (ประมาณ 40 ปี) ก็กลับมามีอาการอีก

โรคหอบหืดเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กไทยและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมาน และมีคุณภาพชีวิตแย่ เป็นๆ หายๆ หรือต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลบ่อยๆ หากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อหรือปรับขนาดยาเอง ควรมาพบแพทย์ ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษา ปรับขนาดและชนิดของยาให้เหมาะสม จะทําให้ผู้ป่วยโรคหืดสามารถใช้ชีวิตได้ ตามปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับคนทั่วไป.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 8 สิงหาคม 2557

 

 

น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

dailynews140819_01คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ อยู่ดีๆก็เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายๆบ้านหมุนโดยไม่รู้สาเหตุ กระเพาะอาหารปั่นป่วน อยากอาเจียน พอลุกขึ้นยืนก็ทรงตัวไม่อยู่ หากคุณมีอาการเหล่านี้คงจะเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าคุณอาจเกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว พญ.จิรัฐา งามศิริเดช แพทย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงโรคดังกล่าวว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ โรคเมเนียร์ (Meniere’s disease) เป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมระบบการได้ยินและการทรงตัว ทำให้มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน การได้ยินลดลง เสียงก้องในหู และแน่นหูได้

สาเหตุของการเกิดโรค พญ.จิรัฐา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดและบางครั้งอาจไม่พบสาเหตุ แต่มีตัวกระตุ้นหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดยปัจจัยภายนอกได้แก่ ความเครียด การอดนอน การเปลี่ยนแปลของระดับฮอร์โมนรวมถึงการมีประจำเดือน โรคภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หูน้ำหนวก ซิฟิลิส เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เคยประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อน ปวดศีรษะไมเกรน สำหรับปัจจัยภายใน เกิดจากโรคทางกรรมพันธุ์ พบได้ถึง 10-20% และพบบ่อยในครอบครัวที่เป็นไมเกรน ภาวะร่างกายมีภูมิต้านทานต่อหูชั้นใน ซึ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอัตราส่วน 2:1 และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นจะมีความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยโดยช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือระหว่าง 40-70 ปี

พญ.จิรัฐา กล่าวต่อว่า อาการของโรคดังกล่าวจะประกอบไปด้วย 3 กลุ่มอาการ ได้แก่

1.เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน โดยปกติมักเป็นทันทีทันใด มีอาการเป็นๆหายๆ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งอาจจะมีอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมง และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
2.ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง มักจะมีอาการเป็นๆหายๆ โดยอาจเป็นหูข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักพบเป็นหูข้างเดียวมากกว่า
3.เสียงดังในหู แน่นหู อาจทนเสียงดังไม่ได้

สำหรับการวินิจฉัยของแพทย์ โดยปกติแล้วจะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดก็สามารถวินิจฉัยได้หากผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เด่นชัดทั้ง 3 อาการดังกล่าว แต่หากอาการไม่ชัดเจนอาจต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยในการวินิจฉัย ได้แก่
1.การตรวจการได้ยิน
2.การตรวจคลื่นไฟฟ้าในหูชั้นใน
3.การตรวจระบบการทรงตัวของหูชั้นในและการทดสอบแคโรลิก
4.การทดลองให้ยาเพื่อลดปริมาณน้ำในหูชั้นในแล้วสังเกตดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่
5. การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง ในกรณีที่สงสัยว่าอาการเวียนศีรษะเกิดจากก้อนเนื้องอกบริเวณประสาทการได้ยิน
6.การตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมอง ในกรณีที่สงสัยว่ามีเนื้องอกบริเวณสมองและระบบประสาท

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน พญ.จิรัฐา กล่าวว่า การรักษาจะต้องควบคุมอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ทำให้อาการทางหูและการได้ยินกลับมาปกติ โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยทางด้านการปฏิบัติตัวและการรักษาด้วยยา ซึ่งการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต้องงดอาหารเค็ม เช่น ขนมซองที่มีเกลือปริมาณมาก เครื่องดื่มบำรุงกำลังบางชนิด งดเหล้า บุหรี่ ชา กาแฟ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ลดเครียด แต่หากรักษาด้วยวิธีปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตัวและรักษาด้วยยาร่วมกันแล้วยังไม่ได้ผลอาจจะต้องใช้วิธีทางเลือกอื่นๆเช่น

1.Meniett device เป็นเครื่องมือที่ใส่เข้าไปในหูแล้วให้ผู้ป่วยปรับความดันเอง โดยความดันจากเครื่องมือนี้จะส่งผลไปยังหูชั้นในทำให้อาการเวียนศีรษะดีขึ้น

2.การฉีดยาเข้าในหูชั้นกลาง ปัจจุบันยาที่นิยมมี 2 ชนิด คือ
2.1 Dexamethasone เป็นยาที่ช่วยให้ความถี่ในการเวียนศีรษะลดลงและมีผลอาจช่วยให้การได้ยินดีขึ้น ซึ่งสามารถฉีดบ่อยได้ทุก 1-3 เดือน
2.2 Gentamicin เป็นยาฉีดเพื่อควบคุมอาการเวียนศีรษะ แต่อาจมีผลข้างเคียงเรื่องการได้ยินที่ลดลง

3.การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมากและรักษาด้วยวิธีการใดก็ไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนี้ มีหลายวิธีแต่ละวิธีมีความเสี่ยง ข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์ หู คอ จมูกเรื่องรายละเอียดการรักษาก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ อาการเวียนศีรษะโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมิใช่เรื่องที่น่ากลัว หากคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการดังกล่าวสามารถมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งการรักษาอาจต้องใช้ความอดทนและความร่วมมือในจากผู้ป่วย หากช่วยกันก็สามารถทำให้อาการกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติได้

พญ.จิรัฐา งามศิริเดช
แผนกหู คอ จมูก
โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา : เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2557

สมุนไพร vs ลิ่มเลือดอุดตัน โดย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

Credit : wikipedia.org

Credit : wikipedia.org

ยาละลายลิ่มเลือด คือ ยาที่มีชื่อว่า วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจเต้นผิดปกติ หรือผู้ที่ทำการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียมเพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดไหลไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ถ้าขาดเลือดไปเลี้ยงก็อาจทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจ หากมีลิ่มเลือดไปอุดตันก็อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ส่วนยาแอสไพริน (Aspirin) นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ยาละลายลิ่มเลือดอย่างที่หลายๆ ท่านอาจเข้าใจหรือเรียกผิดไป แต่แอสไพรินเป็นยาป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ไขมัน ความดัน เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ หรือในรายที่เป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจแล้ว ก็สามารถรับประทานยานี้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้

สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน จะมีการติดตามการรักษาและมีการปฏิบัติตัวที่เคร่งครัดกว่าการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบ หมายความว่า ถ้ารับประทานยาน้อยไปการรักษาก็จะได้ผลไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตรายเหมือนกับไม่ได้รับประทานยา แต่ถ้ารับประทานยามากเกินไปก็จะเกิดปัญหาเลือดออกง่าย เนื่องจากเลือดไม่ยอมแข็งตัว โดยแพทย์จะนัดดูผลเลือด เรียกว่า ค่าไอเอ็นอาร์ (INR) ว่าผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสมตามค่าเลือดที่ต้องการหรือไม่

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการรับประทานยาวาร์ฟาริน คือ การรับประทานยาวาร์ฟาริน ร่วมกับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด ที่มักเกิดการตีกัน ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟารินในเลือดไม่คงที่หรือผิดปกติไป โดยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟาริน และผู้ที่ใช้ยาควรระมัดระวัง มีดังนี้

สมุนไพรที่เพิ่มผลยาวาร์ฟารินและแอสไพริน ได้แก่ กระเทียม ขิง ขมิ้นชัน แปะก๊วย วิตามินอี น้ำมันปลา ตังกุย และโสม

สมุนไพรที่ลดผลของยาวาร์ฟาริน ได้แก่ ผักใบเขียว (ผักใบเขียวมีวิตามินเคสูง ซึ่งวิตามินเคช่วยทำให้เลือดแข็งตัว) ชาเขียว โคเอ็นไซม์คิวเทน และโสม

สำหรับโสมนั้น มีทั้งรายงานที่เพิ่มฤทธิ์ยาวาร์ฟารินและลดฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน

แต่อย่างไรก็ตาม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กล่าวถึงนั้น ให้ระมัดระวังในท่านที่รับประทานในรูปแบบสารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนการรับประทานในรูปแบบผักหรือที่ไม่ใช่สารสกัดก็สามารถรับประทานได้ สำหรับท่านที่มีความต้องการรับประทานในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อติดตามค่าเลือดว่ายังอยู่ในช่วงการรักษาที่เหมาะสมหรือไม่

การรับประทานสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผู้ป่วยที่รับประทานยาแอสไพริน ไม่ได้มีข้อควรระวังเท่ากับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน ยกเว้นในรายที่เสี่ยงจะเกิดเลือดออกง่าย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยสูงอายุ อาจมีการติดตาม หรือสังเกตว่ามีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ถ่ายดำ ปัสสาวะมีสีคล้ำ ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด เกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนังเป็นสีม่วงๆ ช้ำ โดยที่ไม่ได้ไปกระแทกหรือโดนอะไรมา หากมีอาการดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินอยู่ควรรีบไปพบแพทย์ หรือคนที่จะทำการผ่าตัด หรือถอนฟัน ควรมีการหยุดยายาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินก่อนตามคำแนะนำของแพทย์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
โทร 037-211-289

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 เมษายน 2557

เปิดคัมภีร์ตำรับยาไทย ‘เบญจอำมฤตย์’ างเลือกพิชิตมะเร็ง

dailynews140305_001aพืชผักสมุนไพรหลายชนิดของไทยอุดมด้วยคุณประโยชน์ นอกจากความโดดเด่นด้านอาหารแล้วยังมีสรรพคุณทางยา

จากฐานข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ในตำราการแพทย์แผนไทยพบตำรับยาไทยและภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านที่ใช้สมุนไพรในรูปของยาตำรับรักษาอาการมีอยู่มาก ล่าสุดจากรายงานข่าวสร้างความสนใจเป็นทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็งตับ โดย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทย นำสูตรยาสมุนไพรโบราณ เบญจอำมฤตย์ สูตรยาในคัมภีร์แพทยศาสตร์สงเคราะห์มาทำการศึกษาวิจัยซึ่งพบว่า ยาตำรับนี้มีสรรพคุณ ต้านเซลล์มะเร็ง !!

dailynews140305_001b

นายแพทย์วัฒนะ พันธุ์ม่วง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ภัคณัฏฐ์ เอกธีรเศรษฐ์ เภสัชกรแผนไทยและ สิบเอกหญิงภาวิณี อ่อนมุข แพทย์แผนไทยผู้ร่วมวิจัยของโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสานในโครงการติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยของตำรับยาเบญจอำมฤตย์ในผู้ป่วยมะเร็งตับให้ความรู้เล่าถึงตำรับยาโบราณดังกล่าวว่า ในโครงสร้างของสถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยซึ่งมีงานบริการในเรื่องของยาแผนไทยที่ใช้ในงานบริการเพื่อให้ครอบคลุมในเรื่องการรักษาการให้บริการ จึงมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการแพทย์แผนไทยเป็นหลัก อีกทั้งมีนักวิชาการในส่วนอื่น ๆ ทำงานร่วมกันเพื่อคัดเลือกตำรับยาแผนไทยจากคัมภีร์การแพทย์แผนไทยซึ่งมีอยู่มากมายนำมาใช้ในงานบริการของสถาบันฯ

dailynews140305_001e

ยาเบญจอำมฤตย์ เป็นหนึ่งในตำรับยาในคัมภีร์ที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมุนไพร ผู้ทรงคุณวุฒิได้คัดเลือกโดยแนะนำถึงความน่าสนใจของยาตำรับนี้   เมื่อมีการคัดเลือกออกมาคณะทำงานก็ได้นำมาศึกษาโดยจัดทำเป็นงานวิจัยซึ่งที่ผ่านมาเปิดตัวตำรับยาขึ้น  อีกทั้งมีผู้สมัครเข้ารับการรักษาแบบให้ติดตามต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก

“คัมภีร์ยาดังกล่าวมีความเป็นมายาวนานนับร้อยปี ตำรับยาเบญจอำมฤตย์มาจากคัมภีร์ธาตุบรรจบซึ่งบันทึกไว้ในหนังสือการแพทย์ไทยเดิม หนังสือแพทยศาสตร์สงเคราะห์ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อนำมาสอนแพทย์ในยุคสมัยนั้นซึ่งภายในโรงเรียนแพทย์มีทั้งการสอนแผนไทย แผนปัจจุบันควบคู่กัน

ยาตำรับนี้และคัมภีร์เล่มนี้จึงมีหลายเรื่องที่น่าสนใจโดยถ้ามองกลับไปจะเห็นถึงเรื่องราวของตำรับยา การรักษา ฯลฯ และจากตำรับยาที่มีการบันทึกไว้ยาวนาน ส่วนหนึ่งนี้แสดงให้เห็นถึงผลต่อการรักษา อีกทั้งที่ผ่านมาก็มีการนำมาใช้กันอยู่บ้าง”

dailynews140305_001d

ยาตำรับนี้มีตัวยา 9 ชนิด ได้แก่ รงทอง มหาหิงค์ ยาดำ มะกรูด ขิงแห้ง  ดีปลี พริกไทย รากทนดี และดีเกลือ ซึ่งในสรรพคุณของยาที่ปรุงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยาระบาย ยาขับลม ซึ่งตัวที่ออกฤทธิ์คือ รงทองโดยสมุนไพรชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็งและด้วยยาตำรับนี้มีความโดดเด่นในเรื่องของยาระบาย ยาขับลม โดยยาที่อยู่ในร่างกายจะอยู่ได้ไม่นานจะถูกขับทำลายออกมาซึ่งสิ่งนี้เป็นภูมิปัญญาไทยเป็นความชาญฉลาดของคนโบราณซึ่งปรุงยาดังกล่าวไว้

ขณะเดียวกันก็มีการผายลม เรอ โดย ขิง ดีปลี พริกไทยเป็นสมุนไพรช่วยขับลม ส่วนยาดำ ดีเกลือ รากทนดี เป็นยาระบายเช่นกันช่วยให้เกิดการขับถ่ายเหมือนกับการรักษาแผนปัจจุบันซึ่งในการรักษามะเร็งตับ ตับแข็ง ต้องใช้ยาระบายให้คนไข้ถ่ายระบายเช่นเดียวกัน

ตามคัมภีร์การแพทย์แผนไทยสมัยก่อนจะไม่ได้เรียกว่า มะเร็ง ในคัมภีร์ธาตุบรรจบที่กล่าวถึงยาเบญจอำมฤตย์จะบอกถึงตัวยา วิธีการปรุง   เรื่องของอาการของผู้ป่วยที่ควรใช้ยาในกลุ่มนี้ แต่เมื่อมีการคัดเลือกตำรับยาเมื่อพิจารณาดูอาการโดยรวมซึ่งมีความคล้ายกับผู้ป่วยมะเร็งตับจึงนำยาตำรับนี้มาศึกษาวิจัยในการรักษามะเร็งตับ ซึ่ง หลังจากที่วิจัยศึกษาผ่านมาช่วงหนึ่งพบว่าให้ประสิทธิผลตามที่ระบุไว้ในตำรับยา

ยาเบญจอำมฤตย์ ตามคัมภีร์กล่าวไว้ว่าเป็นยาช่วยให้ถ่าย จากที่ผู้ทรงคุณวุฒิมองเห็นถึงความโดดเด่นของยา อีกทั้งผลการติดตามที่ผ่านมาระยะหนึ่งซึ่งเห็นถึงประสิทธิผลของตำรับยาในขณะนี้ทางสถาบันวิจัยฯ โรงพยาบาลได้รวบรวมข้อมูล วิจัยต่อเนื่อง รวมทั้งศึกษาตำรับยาโบราณอีกหลายตำรับที่จะนำมาช่วยผู้ป่วย

dailynews140305_001c

ตำรับยาดังกล่าวจากการวิจัยเริ่มต้นที่หลอดทดลอง ปรุงยาขึ้นมาโดยนำมาทดสอบกับเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง ผลที่ได้คือ ยามีผลต่อเซลล์มะเร็งตับอันดับแรกโดยฆ่าเซลล์มะเร็งตับได้ดี  นอกจากนี้ยังได้ศึกษาถึงเซลล์มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมากซึ่งก็เป็นผลรองลงมา จากนั้นก็นำมาทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลองซึ่งผลการทดสอบความเป็นพิษพบว่ายาตำรับนี้ปลอดภัยในสัตว์ทดลอง  ความเป็นพิษค่อนข้างต่ำจึงมีความมั่นใจว่ายาตัวนี้น่าจะมีความปลอดภัยในคน แต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยยังคงศึกษาทดลองต่อเนื่อง ติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยของตำรับยาในผู้ป่วยมะเร็งตับ ในกลุ่มอาสาสมัครที่เข้าร่วมในงานวิจัยการศึกษาวิจัยจะมีการเจาะเลือด ตรวจร่างกายเป็นระยะ ๆ

 

อย่างไรก็ตามการวิจัยแม้จะพบข้อดีให้ผลในการรักษา แต่การใช้ยาจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่างในกรณีที่คนไข้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน แพทย์จะตรวจวินิจฉัยก่อนว่าเหมาะสมจะจ่ายยาหรือไม่

ถ้ามีความเหมาะสมก็จะจ่ายให้โดยที่ปรับขนาดยาตามอาการของคนไข้  อีกทั้งอาจจะต้องมียาเสริมบางตัวเพื่อทำให้คนไข้มีอาการดีขึ้นซึ่งอาจจะต้องมียาละลายเสมหะ ยาหอมช่วยในการพักผ่อน  อีกขั้นตอนเมื่อคนไข้ได้รับยาเบญจอำมฤตย์ไปสักระยะหนึ่งจะต้องได้รับยาบำรุงตับเพิ่ม เรียกว่า ยาบุญอำมฤตย์ เพื่อให้ตับฟื้นตัวขึ้นมา เพราะฉะนั้นการใช้ยาการรักษาจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ!!

dailynews140305_001h

’ตำรับยาดังกล่าวในคัมภีร์ก็จะนำยาทั้ง 9 ชนิดมาชั่งน้ำหนักตามสัดส่วน บางชนิดต้องนำมาผ่านกระบวนการทำลายพิษตามวิธีโบราณ  อย่างเช่น ยาดำ  รงทอง  มหาหิงค์ ฯลฯ ซึ่งการฆ่าฤทธิ์จะมีรายละเอียดมีวิธีการดำเนินการในแต่ละตัวที่ไม่เหมือนกัน บางชนิดจะต้องนำไปคั่วในกระทะ บางชนิดใช้น้ำกะเพราในการฆ่าฤทธิ์ ใช้ใบบัวห่อแล้วนำไปปิ้งไฟจนสุกจากนั้นจึงจะนำมาใช้ได้ ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ว่าได้ตัวยามาแล้วสามารถนำไปปรุงยาใช้ได้ทันที แต่ละชนิดต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนก่อนที่จะนำมาประกอบเป็นตัวยา“

dailynews140305_001f

จากการวิจัยซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการเก็บตัวอย่างข้อมูล เก็บตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้ยาเป็นการติดตามผลการรักษา ประเมินเป็นระยะโดยเริ่มในผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น  ทีมวิจัยกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ด้วยตำรับยาไม่เป็นที่ปิดบังตำรับยาอยู่ในคัมภีร์โบราณซึ่งเมื่อเปิดแพทยศาสตร์สงเคราะห์ก็จะเห็นถึงรายละเอียด แม้จะเป็นสาธารณะแต่ตำรานี้อยู่ในความคุ้มครองของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและทางเลือกซึ่งมีพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาของไทยอยู่ ดังนั้นใครจะนำไปจดลิขสิทธิ์ไม่ได้  ส่วนการจะนำมาใช้ควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญใช้อย่างถูกต้อง ใช้ให้ตรงกับการวินิจฉัยของโรค ถูกเวลา ถูกขนาดและถูกวิธี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและได้รับคุณประโยชน์สูงสุด.

dailynews140305_001g

 

รู้ใช้ ‘สมุนไพร’ ให้ปลอดภัย

ยาอำมฤตย์หลังจากมีรายงานข่าวเป็นทางเลือกการรักษา สูตรยาดังกล่าวได้รับความสนใจมีการซื้อวัตถุดิบนำมาปรุงผสมกันเอง ซึ่งทีมนักวิจัยให้ความรู้กล่าวถึงอันตรายและฝากข้อแนะนำข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรเพิ่มอีกว่า ก่อนการใช้ยาควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน ไม่ควรซื้อยามาปรุงเองซึ่งสัดส่วนการนำมาปรุงของแต่ละชนิดตัวยาจะไม่เท่ากัน ขนาดยาที่ผู้ป่วยจะได้รับแต่ละรายก็จะไม่เท่ากัน ผู้ป่วยบางคนอาจเป็นคนที่ธาตุหนักท้องผูกแพทย์ก็จะจ่ายยาปริมาณที่ค่อนข้างมากคนไข้ก็จะถ่ายได้ดีขึ้น ขณะที่บางรายที่ธาตุเบาไม่มีปัญหาเรื่องท้องผูก แพทย์จะจ่ายยาขนาดที่ลดลง อีกทั้งการปรับยาอาจจะต้องได้รับยาอย่างอื่นเพิ่มเติม เป็นต้น

ยาแผนไทยบางอย่างสามารถซื้อทานได้เอง แต่ยาบางอย่างต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์เพราะอาจมีผลข้างเคียงได้ ในกรณีที่ใช้ไม่ถูกขนาด ถูกเวลา อีกทั้งบางครั้งอาจจะต้องปรับยา มียาเสริม ดังนั้นก่อนการนำมาใช้ควรศึกษาข้อมูลก่อนและการใช้ต้องมีความพอดีรวมอยู่ด้วย

อีกสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผลการรักษาดีขึ้นร่วมด้วยซึ่งไม่เพียงเฉพาะยา  แต่ยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวด้วยเช่นกัน อย่างเช่น การงดของแสลงพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อโรค ทั้งในเรื่องของการดูแลเรื่องอาหาร ควรบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ครบคุณค่า มีความหลากหลาย รวมถึงการออกกำลังกายและการพักผ่อนที่ต้องไม่ละเลยให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันต้องดูแลจิตใจร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยมะเร็งจะมีความวิตกกังวล เครียดนอนไม่หลับจึงมีความจำเป็นในการดูแลจิตใจให้กำลังใจเป็นการดูแลองค์รวม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยทำให้สุขภาพดีขึ้น

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์ 5 มีนาคม 2557

คนไทยแพ้ยา ‘ผิวหนังหลุดลอก’ อันดับ 2 ของโลก!

thairath140218_001กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พัฒนาเครือข่ายด้านเภสัชพันธุ์ศาสตร์ เพื่อศึกษาพันธุกรรมของมนุษย์ ที่มีผลต่อการเกิดผลข้างเคียงหรือการตอบสนองต่อยา หวังลดอาการแพ้ยารุนแรง หลังสำรวจพบ คนไทยมีปัญหาผื่นแพ้รุนแรง ชนิดผิวหนังหลุดลอก สูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา…

นายแพทย์อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีการศึกษาด้าน “เภสัชพันธุศาสตร์” เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพสูง มีผลข้างเคียงจากการใช้ยาน้อย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การจัดยาตามลักษณะพันธุกรรม (tailor made medicine) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเวชปฏิบัติ ทั้งนี้ในประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา ได้มีการศึกษาวิจัยเรื่องพันธุศาสตร์มานานแล้ว แต่ข้อมูลการศึกษาดังกล่าว ไม่สามารถนำมาใช้กับคนไทยโดยตรง ด้วยเหตุที่ประชากรอาเซียน รวมถึงประชากรไทย มีลักษณะพันธุกรรมที่จำเพาะ และมีปัญหาจากการใช้ยาที่แตกต่างกัน ประเทศไทยจึงต้องมีการศึกษาลักษณะพันธุกรรมของคนไทย และจำเป็นต้องมีการพัฒนาเครือข่ายการวิจัยทางด้านเภสัชพันธุศาสตร์ในประเทศไทย เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดผื่นแพ้ยาและผลข้างเคียงอื่นๆ ของยาที่พบได้บ่อยในประเทศไทย เพื่อให้ได้ผลการวิจัยที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการ การตรวจหาลักษณะพันธุกรรมในยีนที่มีความสำคัญทางคลินิกประเทศไทย

เนื่องจากทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้มีความตระหนักในเรื่องนี้ จึงได้มีโครงการความร่วมมือกับ Center for Integrative Medical Sciences สถาบัน RIKEN ประเทศญี่ปุ่น โดยได้ดำเนินการร่วมวิจัยตั้งแต่ปี 2549 โดยความร่วมมือในระยะที่ 3 นี้จะไปสิ้นสุด ในปี 2561 เพื่อสนับสนุนนักวิจัยไทย ทั้งภายในกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการทำวิจัยเภสัชพันธุศาสตร์

ข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำรวจพบปัญหาผื่นแพ้รุนแรงจากการแพ้ยาชนิดที่มีการหลุดลอกของผิวหนัง หรือ Stevens-Johnson Syndrome / Toxic Epidermal Necrolysis ในประเทศไทยสูงเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ยิ่งทำให้การศึกษาวิจัยทางเภสัชพันธุศาสตร์เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการวิจัยและการให้บริการทางเภสัชพันธุศาสตร์ เพื่อประโยชน์ต่อการให้บริการสุขภาพในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินการในรูปแบบเครือข่ายที่มีการประสานงาน กันระหว่างโรงพยาบาลที่มีการรักษาผู้ป่วย

ศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนักวิจัยจากสถาบันชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และจากมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงได้มีนโยบายสนับสนุนการดำเนินงานโครงการพัฒนาเครือข่ายการศึกษาทางเภสัชพันธุศาสตร์ เพื่อการลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ โดยการใช้ยาเฉพาะบุคคลระยะที่ 2 ในปีงบประมาณ 2557–2559 โดยจัดให้มีการประชุมการพัฒนาเครือข่ายการศึกษาทางเภสัชพันธุศาสตร์ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อสรุปผลการดำเนินการโครงการระยะที่ 1 ที่พบปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมสำหรับผู้ป่วยที่แพ้ยาต้านจุลชีพ Cotrimoxazole ยากันชัก Phenobarbital  และอธิบายแนวทางการพัฒนาเทคนิควิธีการตรวจยีนเสี่ยงที่ได้จากผลจากการศึกษา ให้มีวิธีการตรวจที่เหมาะสมกับระดับความสามารถของห้องปฏิบัติการในประเทศไทย เพื่อนำผลการวิจัยมาใช้ในการดูแลผู้ป่วย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.

ที่มา: ไทยรัฐ 18 กุมภาพันธ์ 2557

ระวัง! อย่าใช้ยาพาราฯพร่ำเพรื่อ เสี่ยงตับวาย อย.แนะห้ามกินเกินวันละ 8 เม็ด

manager140121_001ระวัง! อันตรายจากยาพาราฯ อย.เผยคนไทยมองเป็นยาพื้นฐาน จึงนิยมใช้พร่ำเพรื่อ เหตุคิดว่ารักษาได้ทุกอาการปวด ชี้ใช้มากๆ เป็นพิษต่อตับ จนอาจตับวาน และเสียชีวิต แนะไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ดๆ ละ 500 มิลลิกรัม

ระวัง! อย่าใช้ยาพาราฯพร่ำเพรื่อ เสี่ยงตับวาย อย.แนะห้ามกินเกินวันละ 8 เม็ด

นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลการใช้ยาพาราเซตามอลของคนไทยพบว่า ส่วนใหญ่มักใช้ยาพาราเซตามอลเกินกว่าปริมาณที่กำหนด เพราะมองว่าเป็นยาพื้นฐาน มีความปลอดภัย และเข้าใจว่าสามารถรักษาได้ทุกอาการปวด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากยาแก้ปวดแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพในการรักษา และความปลอดภัยในการใช้ยาแตกต่างกัน โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้ระงับปวดที่รุนแรงถึงรุนแรงมากที่สุด แต่ไม่มีฤทธิ์ลดไข้ เช่น มอร์ฟีน (morphine) ทรามาดอล (Tramadol) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ใช้ระงับความเจ็บปวดที่รุนแรงจากอวัยวะภายใน เช่น ปวดนิ่วในไต ปวดกล้ามเนื้อหัวใจจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ปวดจากบาดแผลที่มีขนาดใหญ่ เช่น หลังการผ่าตัด การคลอดลูก โรคมะเร็ง

“ยาประเภทนี้ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในการซื้อ จึงมักใช้กับคนไข้ในโรงพยาบาลหรือคลินิกเป็นส่วนใหญ่ ยากลุ่มดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอาการข้างเคียงสูง หากได้รับยาเกินขนาดจะทำให้เกิดภาวะอื่นๆ ตามมา เช่น อาเจียน ระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลว ชักและระบบหายใจทำงานช้าลงจนถึงขั้นหยุดหายใจได้” รองเลขาธิการ อย.กล่าว

นพ.ปฐม กล่าวอีกว่า 2.กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้สำหรับอาการปวดไม่รุนแรง เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน ยาต้านการอักเสบ ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs : NSAIDs) ซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานๆ โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เนื่องจากจะมีผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ทำให้คลื่นไส้ ปวดท้อง เป็นแผลบริเวณทางเดินอาหาร ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หลอดเลือดสมองอุดตัน ทำให้ง่วงซึม มึนงง ซึมเศร้า มีผลต่อการทำงานของไต เป็นต้น นอกจากนี้ ยาพาราเซตามอลที่มีการใช้อย่างแพร่หลายนั้น หากใช้ยาเกินปริมาณที่แนะนำอาจจะนำไปสู่การเกิดพิษต่อตับ จนนำไปสู่ภาวะตับวาย และเสียชีวิตในที่สุด

นพ.ปฐม กล่าวด้วยว่า ขอให้ผู้บริโภคใช้ยารักษาอาการปวดอย่างถูกต้อง ห้ามใช้ยาเกินขนาด ใช้บ่อยครั้ง หรือใช้เป็นระยะเวลานานกว่าที่ระบุไว้บนฉลากหรือเอกสารกำกับยาหรือแพทย์สั่ง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือเสียชีวิตได้ รวมทั้งควรอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาอย่างถ้วนถี่ และปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด ไม่ควรรับประทานยาเกินกว่าปริมาณที่ระบุไว้ โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลไม่ควรรับประทานเกินวันละ 8 เม็ด (เม็ดละ 500 มิลลิกรัม) และหากมีความผิดปกติหรือมีอาการข้างเคียงจากการใช้ยา อาทิ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร บวมบริเวณท้อง กดเจ็บบริเวณตับ ขอให้พบแพทย์โดยด่วน ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2557

ระวังมะเร็งตับจากสมุนไพรแห้ง

dailynews131227_001สมุนไพรแห้ง ไม่ว่าจะจีนและไทย ยังจัดว่าเป็นยาโบราณที่ทรงคุณค่า มีผลในการช่วยบำรุง ตลอดจนฟื้นฟูร่ายกาย ตามสรรพคุณที่แพทย์แผนโบราณได้ศึกษาและบอกต่อกันมา แต่หลายต่อหลายคนอาจลืมไปว่า ของที่มีคุณ อาจกลายเป็นภัยแฝง ที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ หากกระบวนการผลิต และสภาวะการจัดเก็บที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ได้ช่วยปกป้องสมุนไพรแห้งที่แสนจะมีประโยชน์นี้ ให้ปลอดภัยจากสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา ที่มีชื่อว่า “อะฟลาทอกซิน (aflatoxin)” หากสมุนไพรแห้งที่นำมาใช้นั้น มาจากกระบวนการผลิต และการจัดเก็บที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จนมีเชื้อราที่สร้างสารพิษปะปนมากับสมุนไพร ก็จะเกิดผลร้ายกับร่างกายเราได้ ที่เรียกว่าภัยแฝงนั้น นั่นเพราะ สารพิษชนิดนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิด มะเร็งหรือโรคต่างๆกับร่างกายในทันที จนบางทีเราอาจไม่รู้ว่า ถึงเวลาที่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากสารพิษชนิดนี้ นั่นมีที่มาจากสมุนไพรแห้งที่เราเคยทานเป็นยาเข้าไปเมื่อนานมาแล้วนั่นเอง

ปัจจุบันองค์การ IARC ( International Association Research Cancer ) ได้จัดสารอะฟลาทอกซิน เป็นสารก่อมะเร็ง Class I ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ตับ และอาจก่อมะเร็งในอวัยวะอื่นๆ เช่น ไต ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน สารพิษอะฟลาทอกซิน เป็นสารพิษ ที่ผลิตโดยเชื้อราในกลุ่มราในโรงเก็บ (storage fungi) เชื้อราตัวสำคัญที่สร้างสารพิษนี้ได้ ได้แก่ Aspergillus flavus, A. parasiticus, Penicillium citrinum เป็นต้น ได้มีการศึกษาการสร้างอะฟลาทอกซินของ A. flavus ในห้องปฏิบัติการพบว่า A. flavus บางสายพันธุ์สร้างอะฟลาทอกซินในปริมาณสูงมาก บางตัวก็ไม่สร้าง ดังนั้นการที่พบเชื้อราเหล่านี้บนผลิตผลเกษตรจึงไม่สามารถสรุปว่าผลิตผลนั้นมีสารพิษ ในทำนองเดียวกันก็อาจมีการปนเปื้อนของอะฟลาทอกซินในผลิตผล โดยที่เราไม่เห็นเชื้อราเนื่องจากเชื้อราอาจถูกกำจัดออกไป โดยผู้ผลิตคิดว่าเมื่อไม่มีเชื้อราปรากฏให้เห็น ผลิตผลนั้นก็สะอาดปลอดภัย บริโภคได้ แต่ไม่ทราบว่าเชื้อราได้สร้างสารพิษและยังตกค้างอยู่ในผลิตผลนั้น ๆ การกำจัดอะฟลาทอกซินก็ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสารพิษชนิดนี้ทนความร้อนได้ถึง 250 องศาเซลเซียส เป็นสารพิษที่ก่อมะเร็งที่ตับ และตับอักเสบทั้งในมนุษย์และสัตว์ที่บริโภคอาหารที่มีสารพิษนี้เข้าได้จึงเห็นได้ว่าเป็นสารพิษที่อันตรายมาก ๆ

 

สมุนไพรและผลิตผลเกษตรอื่น ๆ ที่พบแอฟลาทอกซิน

เชื้อราสร้างสารพิษแอฟลาทอกซินได้ในสมุนไพรเกือบทุกชนิด ตัวอย่างสมุนไพรที่รู้จักกันดีและใช้กันอย่างแพร่หลายที่ตรวจพบแอฟลาทอกซินได้แก่ ข้าวเย็นเหนือ อบเชยเทศ โป๊ยกั๊ก ฟ้าทะลายโจร ขิง มะขามแขก บอระเพ็ด กานพลู ขมิ้นชัน มะตูม ขี้เหล็ก แสมสาร แห้วหมู พิกุล สารภี ระย่อม อบเชยญวน เกสรบัวหลวง สมอไทย มะขามป้อม เป็นต้น โดยที่บางชนิดตรวจไม่พบเชื้อราเจริญบนสมุนไพร แต่พบสารพิษในปริมาณที่สูงกว่ามาตรฐาน เช่นในอบเชยเทศ โป๊ยกั๊ก ฟ้าทะลายโจร และกานพลู เป็นต้น นอกจากในสมุนไพรแล้วผลิตผลเกษตรที่พบแอฟลาทอกซินส่วนใหญ่เป็นผลิตผลตากแห้ง และอาหารแปรรูป เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวสาร (ที่เก็บนาน ๆ) ข้าวเหนียว ลูกเดือย งา ข้าวสาลี กระเทียม หอม พริกไทยป่น พริกป่น ปลาป่น และในผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น ถั่วตัด งาตัด น้ำมันถั่วลิสง (ที่นำถั่วลิสงที่ไม่มีคุณภาพมาแปรรูป) และนมสด (จากการที่นำข้าวโพด ถั่วหรืออื่น ๆ ที่มี แอฟลาทอกซิน ชนิด B1 ปนเปื้อนอยู่ เป็นส่วนผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์ แอฟลาทอกซิน จะเปลี่ยนจากชนิด B1 เป็น M1) จึงเห็นได้ว่าแอฟลาทอกซินอยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ ในต่างประเทศก็มีรายงานการตรวจพบแอฟลาทอกซินในสมุนไพรเช่นกัน เช่น ในประเทศศรีลังกาพบว่าสมุนไพร 6 ชนิดที่นิยมใช้ในการรักษาโรคนั้นตรวจพบสารพิษทั้ง 6 ชนิด ส่วนในประเทศอินเดียพบว่าสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่พบว่ามีการปนเปื้อนของ แอฟลาทอกซิน มากที่สุดคือพริกไทย

 

ขั้นตอนใดในการผลิตสมุนไพรที่ตรวจพบอะฟลาทอกซิน

เชื้อราสามารถเข้าทำลายและสร้างสารพิษได้ดีในสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำกว่า 80% อุณหภูมิระหว่าง 28-35 องศาเซลเซียส และเกิดได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตสมุนไพรหลังจากเก็บเกี่ยวมาแล้ว คือในขั้นตอนของการหั่น การตากแห้ง การบด การบรรจุ และการเก็บรักษา หรือแม้แต่ช่วงที่ผู้บริโภคซื้อมา และรับประทานไม่หมดแล้วไม่ปิดเก็บให้มิดชิดในที่แห้ง ความชื้นจากบรรยากาศก็สามารถเข้าไปทำให้สมุนไพรที่ตากแห้งแล้วมีความชื้นมากขึ้น เชื้อราจึงเจริญได้ โดยปกติเชื้อรา Aspergillus spp. อาศัยได้ทั่วไปในอากาศ ดิน เศษซากพืช สปอร์ปลิวกระจายทั่วไปโดยอาจมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อมาสัมผัสกับสมุนไพรที่อยู่ระหว่างการตากแห้ง ที่ตากที่ลานบ้าน หรือช่วงที่รอการนำไปบดที่ร้านขายยา หรือในช่วงที่นำมาบรรจุใส่ซองหรือใส่แคปซูล ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อและเชื้อสร้างสารพิษได้ดี เนื่องจากสมุนไพรที่บดมีขนาดเล็ก มีพื้นที่ผิวในการดูดความชื้นได้มาก จึงมีความชื้นสูงกว่าช่วงตากแห้ง การเจริญของราและการสร้างสารพิษจึงสูงกว่าในขั้นตอนอื่น ๆ กระบวนการผลิตที่ผลิตอย่างมีมาตรฐานตามข้อกำหนด GMP (Good Manufacturing Practice) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

ประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนด กฏหมาย ที่กำหนดปริมาณสารแอฟลาทอกซิน ในสมุนไพร มีกำหนดเฉพาะในอาหารสำหรับบริโภคเท่านั้น ที่กำหนดให้มี อะฟลาทอกซินได้ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม/ กิโลกรัม จึงยังเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังและดูแลตัวเอง ในอดีตคนไทยรับประทานสมุนไพรเป็นยาโดยรับประทานสด แม้ว่าคุณสมบัติของสารออกฤทธิ์จะลดน้อยกว่าสมุนไพรตากแห้ง ดังนั้นถ้ามีโอกาสและสามารถบริโภคสมุนไพรสดก็ควรบริโภคแบบสด แต่หากปฏิบัติไม่ได้ควรเลือกบริโภคสมุนไพรที่มีการบรรจุดี สะอาด มิดชิด ความชื้นจากบรรยากาศไม่สามารถเข้าไปได้ ควรมีทะเบียนยารับรอง ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและวันหมดอายุ มีการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา การเลือกซื้อสมุนไพรที่ผลิตโดยโรงพยาบาลและบริษัทที่มี อย. รับรองจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีที่สุด

หลายท่านอาจคิดว่า ก่อนนำไปดื่มหรือบริโภค ก็ต้องนำไปผ่านความร้อนโดยการต้มให้เดือด ก็น่าจะทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ แต่อย่าลืมนะคะว่า เจ้าสารพิษชนิดนี้ทนความร้อนได้ถึง 250 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิน้ำเดือดทั่วไปไม่สูงถึงขั้นจะทำลายสารพิษชนิดนี้ได้

จะเลือกทานสมุนไพรแห้งใส่ใจแหล่งที่มา จนถึงคุณภาพ และมาตรฐานในการผลิตกันให้ดีนะคะ

โดย “PrincessFangy”
Twitter @Princessfangy

เนื้อหาบางส่วนจาก http://share.psu.ac.th/blog/

ภาพประกอบจาก http://www.hanji-herb.com/herb/

ที่มา : เดลินิวส์  27 ธันวาคม 2556