คลิปวิดีโอ คุณวุฒิชัย เจียมทวีวิบูลย์ กับโรคกระดูกสันหลังยึดติด

ผู้ป่วยโรค AS ซึ่งหายจากโรค  AS

รายการหนี้แผ่นดิน สุขภาพดีกับพรีม่า ช่วง “สายใยความหวัง”
ตอน กระดูกสันหลังยึดติด
โดย คุณวุฒิชัย เจียมทวีวิบูลย์ กรรมการชมรมสายใยความหวังผู้ป่วย

Advertisements

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด โดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

กระดูกสันหลังเป็นแกนกลางของร่างกายประกอบด้วยกระดูกจำนวน 24 ชิ้นเชื่อมเป็นข้อต่อ แยกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนคอ, อก และเอว นอกจากนั้นกระดูกสันหลังส่วนเอวยังเชื่อมกับกระดูกเชิงกรานเป็นข้อต่อ โดยกระดูกสันหลังมีหน้าที่ป้องกันไขสันหลังซึ่งเป็นทางเดินของกระแสประสาทมายังอวัยวะส่วนอื่นให้พร้อมทำหน้าที่ และเป็นตัวรับส่งแรงในการเคลื่อนไหวส่วนที่อยู่สูงและต่ำกว่า เปรียบเสมือนส่วนลำต้นไม้ซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยง รับอาหารมาจากส่วนรากส่งผ่านไปยังส่วนกิ่งก้านใบด้านบน ในทางกลับกันเมื่อส่วนบนมีการสังเคราะห์แสงจะส่งผ่านผลผลิตที่ได้ไปยังรากด้วย

กระดูกสันหลังมีการเคลื่อนไหวหลายทิศทางได้แก่ ก้ม – เงย, เอียงซ้าย – ขวา และหมุนซ้าย – ขวา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน หลังที่ดีจำเป็นต้องมีความแข็งแรงและความยืดหยุ่นที่ดีตามด้วย หากหลังมีการเคลื่อนไหวลดลง หรือแข็ง เคลื่อนไหวไม่ได้ จะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตอย่างมาก โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดมีผลให้กระดูกสันหลังที่อักเสบเชื่อมติดกัน ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ลดลง หรืออาจเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างถาวร

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก 

หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

  • พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
  • อายุน้อยกว่า 45 ปี
  • อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
  • ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
  • อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
  • มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

  • ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
  • ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
  • TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพ เนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

ข้อแนะนำบางประการ

  1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
  2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
  3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
  4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
  5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
  6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
  7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

เรียบเรียงโดย กภ.พิทยุตม์ โตขำ

เอกสารอ้างอิง

  1. อัจฉรา กุลวิสุทธิ์. เอกสารประกอบการเรียนการสอนรายวิชา PTPT 334 คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง Spondylo-arthropathy; 2551.
  2. Khan MA. ANKYLOSING SPONDYLITIS : the facts. 1st ed. London: Oxford University Press; 2002.
  3. Sieper J, Braun J. Ankylosing spondylitis in clinical practice. 1st ed. London: Springer; 2011.
  4. En.Wikipedia.org [home page on the intermet]. Ankylosing Spondylitis [updated on 2011 Nov 15; cited 2011 Nov 25]. Available from: http://en.wikipedia.org/wiki/Ankylosing_spondylitis

ที่มา: ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล  12 มิถุนายน 2012

.

ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
999 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์ : 0-2441-5450 โทรสาร : 0-2441-5454

เวลาทำการ
ในเวลาราชการ    วันจันทร์ – ศุกร์ 08.00 – 16.00 น.
นอกเวลาราชการ วันจันทร์ – ศุกร์ 16.00 – 18.00 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ 08.00 – 16.00 น.
***เปิดบริการ 12.00 – 13.00 น.ทุกวันทำการ***

  • กายภาพบำบัดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ

ให้บริการด้านคำปรึกษา และตรวจรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ ได้แก่ ปวดคอ หลัง ไหล่ เข่า หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท ข้อเท้าแพลง นิ้วล็อก ข้อเสื่อม อาการชาตามมือ เท้า ฯลฯ โดยวิธีการตรวจประเมิน วินิจฉัย และรักษาด้วยวิธีการทางกายภาพบำบัด

  • กายภาพบำบัดทางระบบประสาท

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง ที่ส่งผลให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังจากอุบัติเหตุ ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตครึ่งท่อน หรือทั้งแขนและขา รวมไปถึงโรคจากความเสื่อมของระบบประสาท เช่น โรคพากินสัน อัลไซเมอร์ โดยทำการฝึกให้ผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเอง ให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ หรือเกือบปกติมากที่สุด ด้วยวิธีการออกกำลังกายและกระตุ้นผ่านทางระบบประสาท

  • กายภาพบำบัดทางเด็ก

ให้บริการด้านคำปรึกษา ตรวจรักษา และฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กที่มีปัญหาจากสมองพิการ รวมไปถึงการมีพัฒนาการล่าช้า สมาธิสั้น ปัญหาด้านการปรับสภาพจิตใจ การยืน เดิน ไม่ปกติ โดยจะเป็นไปในแนวทางของการกระตุ้นพัฒนาการพร้อมๆ กับการสอนผู้ปกครองในการเข้าถึง ดูแล และปฏิบัติต่อเด็กอย่างถูกต้อง เหมาะสม

  • กายภาพบำบัดทางกีฬา

กายภาพบำบัดทางการกีฬา เป็นการบริการสำหรับนักกีฬาและประชาชนทั่วไปเรื่องการเตรียมความพร้อมของร่างกายในการเล่นกีฬา ทั้งในส่วนของการสร้างความแข็งแรง การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งเน้นให้เกิดความเหมาะสมกับการเล่นกีฬาแต่ละประเภท รวมถึงการดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ซึ่งนอกจากได้รับการตรวจประเมิน การรักษาทางกายภาพบำบัดแล้ว จะได้รับการฝึกออกกำลังเพื่อฟื้นสภาพร่างกายให้สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้ และป้องกันการเกิดบาดเจ็บซ้ำ

การบริการกายภาพบำบัดทางกีฬายังมีการให้บริการนอกสถานที่ ณ สนามแข่งขัน เช่นการดูแลประจำทีมนักกีฬามหาวิทยาลัยในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยทุกปี การดูแลการบาดเจ็บเบื้องต้นทางกายภาพบำบัดในการแข่งขันวิ่งครึ่งมาราธอน มาราธอน และกอล์ฟ เป็นต้น

  • กายภาพบำบัดทางด้านการยศาสตร์

ให้บริการด้านคำปรึกษา แก้ผู้ป่วย และบุคคลทั่วไป ทั้งในและนอกสถานที่ เพื่อปรับสภาพงาน วัสดุอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมภายในที่ทำงาน รวมไปถึงท่าทางในการทำงานให้เหมาะสมกับตัวเอง และปรับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดการบาดเจ็บ และปัจจัยที่จะนำไปสู่การบาดเจ็บนั้นๆ นอกจากนี้ยังทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น

 

First person: ‘Chronic illness doesn’t care if it’s your birthday or you’re getting married’

First person: ‘Chronic illness doesn’t care if it’s your birthday or you’re getting married’
By JULIETTE WILLS
UPDATED: 11:15 GMT, 5 March 2012

When sports journalist Juliette Wills was diagnosed with a devastating illness, her relationship and career crumbled under the strain. But despite the relentless pain and her physical limitations she is finding joy and success in new ways

Juliette at her home in Brighton. She has been battling ulcerative colitis and inflammatory arthritis for more than a decade

Yesterday I visited a friend for coffee, cleaned the bathroom and made a pie. Today I woke at dawn, swallowed some painkillers, had to be helped into the bath and was unable to leave the house. Things weren’t always this way, but for the past decade, chronic illness has decided my fate each day. I simply have no say in it. My life-changing moment came in the bathroom of a motel in France in the summer of 1999. I was covering the Formula 1 Grand Prix motor racing season for men’s magazine Loaded. I had already been to Barcelona, with trips to Monaco and Australia coming up. Between races I wrote a football column for a broadsheet. I’d just bought a flat in Brighton. I was 27 years old; happy, independent and fiercely ambitious. I certainly hadn’t expected to see blood in the toilet bowl that morning. Worried, but not panicked, I made a mental note to visit my doctor, and flushed it away.

My whole world went with it. Ulcerative colitis is a debilitating form of inflammatory bowel disease (IBD). There is no cure, but in most cases it can be managed. I cut out wheat and dairy from my diet, upped my vitamin intake to counteract the steroids I’d been ordered to take and started doing yoga. My boyfriend, a ruggedly handsome 1950s throwback, took me out dancing every weekend. I kept fit, and although I was exhausted, I wasn’t in any pain. One morning, six months after my diagnosis, I woke abruptly, engulfed in such excruciating pain around my ribcage that I was unable to catch my breath. I couldn’t bend down to dress myself without screaming as pain shot through my hips. I was sure it had nothing to do with the colitis. This went on for weeks until one evening I passed out, and woke with a raging fever and stomach cramps. I was admitted to hospital where I underwent emergency surgery to remove my large bowel as it had begun to perforate. I came round from the operation to find I had an ileostomy – a blob of small intestine protruding from my stomach, encased in a clear bag.

My hair went grey overnight; my weight fell from eight to six stone. I had tubes and needles inserted into various parts of my anatomy and a 12-inch scar from under my ribcage to my pubic bone. I was repulsed by what had become of my body. My boyfriend visited every day, but once I left hospital three weeks later, our relationship ground to a halt; I needed space, both in an emotional and literal sense. I was in a state of shock, barely speaking to my parents as they did their utmost to care for me, but the pain had gone. Nine months later I went through an eight-hour operation to give me a new internal plumbing system. The ileostomy was removed, and the colitis itself had been dealt with: I could move on and get my career back on track. But within weeks of my recovery from surgery, the same pain was back with a vengeance. It made no sense.

I doubled my prescription painkiller doses, worked when I could and just about kept my head above water. I was too proud to take up my parents’ offer of moving back home; Dad would bail me out if I needed help with a mortgage payment or gas bill. When I experienced a rare whole month of barely any pain, I flew to Las Vegas with friends for a rockabilly break, where I danced every night and rode the roller coasters, the ultimate two fingers up to my illness. Naturally, my frail body didn’t cope and I could barely walk for the last few days of the holiday and the six months that followed.

In 2004, aged 32, I was finally diagnosed with ankylosing spondylitis, a debilitating, chronic inflammatory arthritis, often triggered by IBD, in which the sacroiliac joints (which join the base of the spine to the pelvis) become inflamed. Scar tissue forms in the spaces between vertebrae and eventually they fuse together, causing limited movement of the spine and, in my case, constant, agonising pain in my spine, ribcage, shoulders, neck and hips.

Having tried every treatment to no avail, the local health authority agreed that I could trial a new injectable drug. The pain disappeared overnight then, a few months later, came back with vigour, but sporadically. I had no idea how I would feel from one day to the next; I just pushed myself to do as much as possible whenever I woke up and felt OK, from writing a book to decorating my flat. I had good weeks and bad weeks, and just rode the wave.

Juliette with Gautier on their wedding day

One night, in February 2007, I was introduced to a handsome, brooding, aloof, chain-smoking French guitarist called Gautier at a gig in London. Sparks flew. He visited me in Brighton two weeks later, proffering a typically Gallic shrug when I told him about my illness. I had been told that the effects of this drug on a growing foetus were unknown, so I mustn’t get pregnant; add all the post-surgery scar tissue and the fact that I could barely look after myself and having a child was not an option. Gautier was unfazed, while I was becoming used to having decisions made for me.
I flew to Gautier’s home town in France for his 30th birthday in March. He proposed that weekend. We married on an extraordinarily sunny day in September at Brighton’s Royal Pavilion. A cocktail of prescription painkillers enabled me to stand in my four-inch heels during the ceremony. He already thought me beautiful; it was my determination, I think, that he was beginning to admire.

We had no money for a honeymoon so, instead, we got ourselves a cat. Two summers later, with Gautier in full-time work in the computer games industry and playing in his band, I sold my flat and we bought a 1930s house with a white picket fence in the Brighton suburbs. Over the past year, the effects of my drug appear to be wearing off; I wake up each day at dawn with the pain tearing through me. Some days I manage to go to the supermarket or clean the kitchen, but most mornings I can’t reach my painkillers or get out of bed without Gautier’s help. Although I often have a glazed expression from today’s dihydrocodeine and last night’s diazepam, and walk with an awkward, twisting gait, wearing a slick of red lipstick and my leopard-print coat means I always look OK, even if I’m falling apart. Half the battle is psychological.

Chronic illness is wicked and cruel. It is debilitating, exhausting, destructive, isolating and totally unforgiving. It knows no bounds, and has no mercy. It doesn’t care that it’s your birthday or you’re getting married; it’ll still show up and ruin your day. It’s hard to have hope when you know there’s no cure; near impossible to stay positive with no light at the end of the tunnel. There is no such phrase as ‘when I’m better’, and I am constantly reminded of my own inabilities, surrounded by friends with great careers or new babies. I feel I have no purpose; I’m 39, but neither a career woman nor a mother.

Then I look at Gautier and the cat and think, ‘They’re my purpose, get on with it.’ On the odd days when my pain is manageable, I’ll head to the local RSPCA centre where I take a little dog on a walk, for as long as my hips allow. Maybe I’ll do some washing and bake a cake. If I’m OK to drive, Gautier and I might head to the seafront for brunch or to the zoo as we did on my birthday. On a good day I’ll wear Chanel No 5; on a bad day Gautier puts up with the less attractive scent of Deep Heat.

Wearing a slick of red lipstick means I look OK, even if I’m falling apart. Half the battle is psychological

If my life were a weather report, it would read ‘mostly cloudy, with a few bright spells’, but those bright spells are the moments that keep me going, despite them diminishing rapidly. Still, I have confidence at times where many fit and healthy women don’t: on the beach, despite my scars, I wear a bikini. If anyone stares, I tell them that I was mauled by a bear. When Gautier goes away with his band, I don’t sit at home fretting about what he’s up to, surrounded by free drinks and beautiful women. I trust him implicitly; he gives me no reason not to. On the other hand, I’d understand if he left me for one of them, but if I worried all day, I’d go insane. We are not destitute, but my illness has had a huge impact on my finances. My underwear and beauty products are supermarket own-brand, my Topshop jeans second-hand. I haven’t been to the hairdresser in a decade. I would love to go to New York this summer with Gautier to celebrate my 40th birthday, but we’d have to win the Lottery for that to happen. I’m hoping we can at least afford – and my illness permits – a weekend on the Isle of Wight.

If my parents are the glue that holds me together, Gautier is the Sellotape on top. He is incredibly wise; the calm to my storm. His love gives me emotional stability where there is so much uncertainty elsewhere in my life.

My closest friends, Bo, Alice and Cherry, offer me invaluable emotional support. Sara saves all her magazines for me and Amy brings me chocolates and cuts my hair. I hope that, someday, the good days will outweigh the bad. I hope I will always feel this loved, because that’s what keeps me going. As they say in the film Transformers, ‘Hope for the best, but prepare for the worst’ – because at the end of every bad day, there is always tomorrow.

HOW TO HELP A FRIEND OR RELATIVE WITH A CHRONIC ILLNESS

Chronic illness often means isolation, frustration and, above all else, boredom. While you can’t take away a person’s pain, there are ways in which you can help.
● If the sufferer says they’re too unwell to come out to meet you, don’t offer a glib, ‘Hope you feel better soon’ — pop in to see them instead. This never occurred to my friends until I told them how isolated I felt. I’m often in too much pain to go out but a cup of tea and a gossip does wonders to lift my spirits.
● I struggle with housework but never ask for help. When my parents visit, Dad will mow the lawn or clean my car while Mum runs the Hoover round. If you pop by ‘for a chat’ and just happen to do something useful while you’re there, it’ll be much appreciated.
● If you’ve finished with a book or DVD, pass it on. Chronic illness often means little money.
● Pick up the phone. Tell them you’re thinking of them. Sometimes, it really is that simple.

HOW I HELP MYSELF

● I try not to sweat the small stuff. If the kitchen and bathroom are clean, the washing’s done and there’s food in the house, it’s not the end of the world if there’s a bit of dust.
● I find it very hard to relax, and rarely get more than two to three hours of sleep a night due to pain and a stressed state of mind. Gautier runs me a bubble bath once a week, or sends me to bed early with a good book to help me wind down — for his sanity and mine.
● I remind myself of the mad things I did before I became ill, such as in 1996 when I interviewed the Spice Girls for 90 Minutes football magazine. I showed Victoria a photo of David Beckham to see if she fancied him. She did. ‘Go to Old Trafford with Mel C and buy him a drink in the players’ lounge,’ I told her. ‘I’m going to ask him out for dinner!’ she exclaimed. A few weeks later they duly met in the players’ bar and the rest is history, but I never did get a wedding invitation, despite them both telling the story in their autobiographies. Pah!
● I’m devastated that I can’t dance any more, so I found myself a new interest — working my way through The Masterchef Cookbook. I feel a real sense of achievement when I come up with something fabulous for dinner, even if it’s just for the two of us.

Juliette’s blog is at juliettewills.wordpress.com

Data from: dailymail.co.uk

Juvenile Ankylosing Spondylitis

What is juvenile ankylosing spondylitis?

Juvenile ankylosing spondylitis (JAS) is a type of arthritis that affects the spine and the sites where the muscles, tendons, and ligaments are attached to bone. “Ankylosing” means stiff or rigid, “spondyl” means spine, and “itis” refers to inflammation. The disease causes inflammation of the spine and large joints, resulting in stiffness and pain. The disease may result in erosion at the joint between the spine and the hip bone (the sacroiliac joint), and the formation of bony bridges between vertebrae in the spine, fusing those bones. In addition, bones in the chest may fuse.

JAS is considered to be a multifactorial condition. Multifactorial inheritance means that “many factors” are involved in causing a health problem. The factors are usually both genetic and environmental, where a combination of genes from both parents, in addition to unknown environmental factors, produce the trait or condition. Often one gender (either males or females) is affected more frequently than the other in multifactorial traits. Multifactorial traits do recur in families because they are partly caused by genes.

A group of genes on chromosome 6 code for HLA antigens play a major role in susceptibility and resistance to disease. Specific HLA antigens influence the development of many common disorders. Some of these disorders, such as JAS, are autoimmune related and inherited in a multifactorial manner. When a child has a specific HLA antigen type associated with the disease, he/she is thought to have an increased chance to develop the disorder. The HLA antigen associated with JAS is called B27. Children with the B27 HLA antigen are thought to have an increased chance (or “genetic susceptibility”) to develop JAS; however, it is important to understand that a child without this antigen may also develop JAS. This means HLA antigen testing is not diagnostic or accurate for prediction of the condition. Males are affected with JAS three times more often than females.

JAS is one of four disorders which are classified as spondyloarthropathies. The other disorders are psoriatic arthritis, inflammatory bowel disease, and Reiter’s syndrome. These disorders have similar features such as:

  • inflammation of the spine and sacroiliac joints
  • family history of the disease
  • similar non-arthritis symptoms
  • absence of rheumatoid factor (RF) in the blood (an antibody found in the blood of most, but not all, people who have rheumatoid arthritis, as well as other rheumatic diseases)

Who is affected by juvenile ankylosing spondylitis?

AS strikes young people, typically between ages 17 and 35, but it also may affect adolescents.  AS is thought to affect males two to three times more often than it does females.

What are the symptoms of juvenile ankylosing spondylitis?

Symptoms of JAS tend to occur and disappear over periods of time. The following are the most common symptoms of JAS. However, each child may experience symptoms differently. Symptoms may include:

  • back pain, usually most severe at night during rest
  • early morning stiffness
  • stooped posture in response to back pain (bending forward tends to relieve the pain)
  • inability to take a deep breath, if the joints between the ribs and spine are affected
  • appetite loss
  • weight loss
  • fatigue
  • fever
  • anemia
  • pain at the site of attachment of muscles, ligaments, and/or tendons to bone (enthesitis)
  • joint pain, particularly in the legs
  • vague pain, usually in the buttocks, thighs, heels, or near the shoulders
  • eye inflammation that is painful and causes redness and light sensitivity; may have frequent recurrences of eye inflammation
  • organ damage, such as the heart, lungs, and eyes

Symptoms of juvenile ankylosing spondylitis may resemble other medical conditions or problems. Always consult your child’s physician for a diagnosis.

How is juvenile ankylosing spondylitis diagnosed?

In addition to a complete medical history and physical examination, diagnostic procedures for juvenile ankylosing spondylitis may include:

  • x-rays – a diagnostic test which uses invisible electromagnetic energy beams to produce images of internal tissues, bones, and organs onto film.
  • erythrocyte sedimentation rate (ESR or sed rate) – a measurement of how quickly red blood cells fall to the bottom of a test tube. When swelling and inflammation are present, the blood’s proteins clump together and become heavier than normal. Thus, when measured, they fall and settle faster at the bottom of the test tube. Generally, the faster the blood cells fall, the more severe the inflammation. (People with JAS often have an elevated ESR.)
  • detection of (HLA-B27) antigen – HLA-B27 is an antigen (a substance that causes the body to produce antibodies to fight bacteria, viruses, and other “foreign” particles to prevent infection) whose presence may indicate the presence of some type of autoimmune disease (a condition in which the body’s own defenses begin to attack the body’s cells).

Treatment for juvenile ankylosing spondylitis:

The goal of treatment for JAS is to reduce pain and stiffness, prevent deformities, and help your child maintain as normal and active a lifestyle as possible.

Specific treatment for juvenile ankylosing spondylitis will be determined by your child’s physician based on:

  • your child’s overall health and medical history
  • extent of the condition
  • your child’s tolerance for specific medications, procedures, and therapies
  • expectation for the course of the disease
  • your opinion or preference

Treatment may include:

  • nonsteroidal anti-inflammatory medication, NSAIDs, (to reduce pain and inflammation)
  • short-term use of corticosteroids (to reduce inflammation)
  • maintain proper posture
  • regular exercise, including exercises that strengthen back muscles
  • physical therapy

data from: Lucile Packard Children’s Hospital

เป็นโรค ankylosing spondylitis เมื่ออายุถึง 40 ปี… ร่างกายจะหยุดการดำเนินโรคได้เอง !!!

ได้อ่านคอลัมน์ปัญหาวิชาการของเว็บไซต์มูลนิธิหมอชาวบ้าน หัวข้อ

โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง

File Name : 288-021
วารสารคลินิก เล่ม : 288
เดือน-ปี : 12/2551
คอลัมน์ : ปัญหาวิชาการ
นักเขียนหมอชาวบ้าน : นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์

ซึ่ง รองศาสตราจารย์ นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ , ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เขียนตอบไว้น่าสนใจมาก

โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง

ถาม ปัจจุบันมีการรักษาโรคข้อกระดูกชนิด ติดแข็งให้หายขาดได้หรือไม่หรือมีวิธีบรรเทาให้ข้อติดกันช้าลงอย่างไรได้บ้างครับ.

สมาชิก

ตอบ โรคข้อกระดูกชนิดติดแข็ง (ankylosing spondylitis) เป็นโรคในกลุ่มไขข้ออักเสบเรื้อรังชนิดแข็ง ซึ่งจะมีผลต่อข้อกระดูกหลังและข้อต่อกระดูกเชิงกราน เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับยีนบางชนิด ดังนั้น จึงไม่หายขาด  แต่โชคดีที่โรคดังกล่าวมีการดำเนินโรคจำกัด คือ อาการเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และดำเนินต่อจนอายุ 40 ปี จะหยุดการดำเนินโรค ดังนั้นถ้าในช่วงอายุ ดังกล่าวผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการอักเสบของข้อ รักษาการเคลื่อนไหวของข้อที่สำคัญไว้ได้ เช่น ข้อสะโพก ข้อต่อกระดูกชายโครง (เพื่อการขยายตัวของปอด) ก็จะให้ผลการพยากรณ์โรคดี. โดยในระยะแรกอาจต้องใช้ยาลดอาการอักเสบช่วย ซึ่งปัจจุบันมียาดีๆ หลายขนาน แต่ที่สำคัญคือ การปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น งดสูบบุหรี่ เพราะโรคดังกล่าวจะทำให้การขยายตัวของปอดไม่ดี การสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ปอดทำงานลดลง หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าเดียวนานๆ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเน้นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรง เช่น การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน ทั้งนี้เพื่อให้ข้อมีการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ และฝึกการหายใจ มีท่าออกกำลังกายเฉพาะอีกหลายชนิด ซึ่งสามารถขอคำปรึกษาได้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู.

ข้อมูลจาก www.doctor.or.th

 

related link:

Ankylosing Spondylitis (A.S.)

ตามรอยแพทย์นักบริหารดีเด่น…รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ 

Ankylosing Spondylitis- mdguidelines

Good news… you don’t have to put up with that bad back

Good news… you don’t have to put up with that bad back

By ANGELA EPSTEIN
UPDATED: 22:01 GMT, 17 December 2011

Britain is a nation with a bad back. Recent research revealed that 80 per cent of Britons have one or more bouts in their lifetimes, and the condition is the single most common reason we see a doctor.

In most cases, treatment will be as simple as taking a paracetamol and trying to get on with the day. But in some instances, there could a more serious cause.

Dr Catherine Mathews, consultant  rheumatologist at The BMI Blackheath Hospital in London, says: ‘In very rare instances, back pain can be symptomatic of something sinister, such as cancer or tuberculosis. If you suffer with back pain, your first stop should always be your GP.

‘If back pain is unrelenting and there whether you rest, are active or lying down, or it disturbs your sleep, you need to get  it investigated.’

The good news is that many instances of back pain are easily treatable and need not lead to long-term misery. Here, with the help of leading experts, we find out what your back could be trying to tell you .  .  .

MY BACK HURTS WHEN I HAVE TO STAND FOR A LONG TIME 

IT COULD BE OSTEOARTHRITIS OF THE SPINE

This is a degenerative disease that affects the cartilage which coats the bones at the end of joints. Sometimes, the wear and tear of osteoarthritis also puts pressure on the nerves extending from the spinal column, causing weakness and pain in the arms or legs.

Osteoarthritis of the spine usually doesn’t happen until about the age of 45.

‘As well as causing a dull ache on standing, many sufferers feel it when they set out on a walk,’ says Professor Alan Silman, of Arthritis Research UK. ‘It may ease off after ten minutes or so. Many sufferers also find pain disappears by mid-morning but then creeps up again from mid-afternoon if they have been sitting at their desk for a long time.’

TREATMENT

‘Losing weight will help as this will ease pressure on the back,’ says Prof Silman. ‘Any exercise that stretches the back  muscles and the muscles of the abdominal wall will help. Try lying on your back with your knees pulled alternatively into your chest. Do this ten times.’

Sitting in one place for a prolonged period also puts pressure on the back.

Physiotherapist Sammy Margo says: ‘When you sit at your desk, make sure your bottom is at the back of your chair. Using a TENS machine [transcutaneous electrical nerve stimulation] such the Lloyds Pharmacy Back Pain Reliever, may also help. This works by passing harmless electrical signals into the lower back from its pads, blocking the body’s pain signals. Try to do about 20 to 30 minutes of aerobic exercise every day, such as swimming, walking or cycling to maintain flexibility.’

STABBING PAIN OR SPASM IN THE SIDE OF THE BACK

IT COULD BE A PULLED MUSCLE

This happens when the back muscles are strained or even torn, usually as a result of a single incident. Sufferers often remember the instant the pain started and relate it to a particular situation.

‘The pain is normally on one side as it will relate to a specific area, rather than emanating from the spine,’ says Margo. If the pain does come from the spine, it could have been caused by nerve irritation to the joints or ligament.

TREATMENT

You may need to rest for a day if the pain is really bad, but start moving as soon as you can, otherwise the muscles can become immobilised and the problem gets worse.

‘Use ice, an ice spray or gel for about seven minutes on the affected area, three to four times a day. Do this for the first 36 hours to reduce inflammation, then switch to heat treatment which will help relax the muscles,’ says Margo.

IT’S NOT JUST MY BACK, BUT MY LEGS THAT HURT

IT COULD BE SCIATICA

Leg pain, numbness or weakness that starts in the low back and travels down the sciatic nerve in the leg is known as sciatica. The pain is likely to be constant in one side of the buttock or leg and is made worse by sitting.

Sciatica is commonly caused by a slipped disc, when the spinal discs that act as cushions between the bones of the spine move and press on the nerves. If you have a slipped disc, it may hurt when you cough.

TREATMENT

‘Most slipped discs resolve themselves spontaneously as the disc heals itself,’ says Dr Karl Gaffney, consultant rheumatologist at The Norfolk and Norwich University Hospital. ‘It’s important to try gentle exercise such as swimming which won’t put pressure on the back but which will keep you mobile.’

Margo suggests: ‘You can alleviate leg pain at night by sleeping with a pillow between your knees. Hot packs applied to the back such as Thermacare Heat Wraps may help as these provide heat and support to the area.

‘For women, wearing tight knickers or leggings can offer support. If the condition goes on for six weeks or more, your specialist may suggest injections of steroids into the spine to reduce inflammation.’

MY BACK PAIN IS SO UNBEARABLE IT’S MAKING ME FEEL SICK

IT COULD BE KIDNEY STONES

These are tiny grains of waste products that crystallise and collect around the inside of the kidney, causing nausea and back pain. ‘The pain is always on one side and is severe if not overwhelming,’ says Dr Mathews. ‘You can identify your kidneys by putting your hands on the top of your hip bones with your thumb behind your back.’

TREATMENT

Pain from small kidney stones may last only a few hours and is likely to stop when the stone is passed into the urine. Stones that don’t pass can be treated by extracorporeal shock wave lithotripsy (ESWL) X-rays. Ultrasound is used to pinpoint the stone, then a machine sends shock waves of energy to break it into smaller pieces so it can be passed.

Aches: Certain symptoms may be other serious medical conditions such as kidney or gall stones

MY BACK AND NECK FEEL STIFF, PARTICULARLY IN THE MORNING

IT COULD BE ANKYLOSING SPONDYLITIS (AS)

This is a form of arthritis in which the spinal joints and ligaments and the joints at the base of the spine become inflamed.

‘This condition affects more men than women and usually happens in our 20s and 30s. It is also characterised by pain above the buttocks which can sometimes be on one side and sometimes on the other,’ says Dr Gaffney. ‘The pain usually gets better as the day wears on.’

The condition is also associated with  people who suffer from psoriasis, and colitis (inflammation of the colon).

TREATMENT

Stay active to improve your posture and range of spinal movement, as well as preventing your spine from becoming stiff and painful.

‘Try rotation exercises such as swivelling your hips or twisting your waist,’ says Margo. ‘And practise walking with your hands behind your back as this will make you stand tall.

‘Good posture is really important because it means that even if you stiffen up, you will be doing so in the most supportive position.’

Dr Gaffney says: ‘There is also a new class of drugs called biologics for those with severe pain which work by switching off the infection. However, this is usually a treatment of last resort as there are potentially quite severe side effects.’
Data from: dailymail.co.uk

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว

วิธีดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรง มีอายุยืนยาว 

โรคกระดูก นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพ โดยเฉพาะในส่วนของกระดูกสันหลังเพราะมีความสำคัญต่อระบบโครงสร้างร่างกาย หากมีความผิดปกติจะทำให้เกิดการเจ็บปวด เช่น ปวดหลัง ปวดคอ สร้างความทุกข์ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้
ดร.โจเซฟ ซูเร็ตต์ ไคโรแพรคเตอร์ ชาวสหรัฐอเมริกา ประจำสถาบันพัฒนาโครงสร้างดีสปายน์ ให้ความรู้ว่า กระดูกสันหลังของคนเราจะมีจำนวน 33 ชิ้น แบ่งเป็น 5 ส่วน หากการทำงานของกระดูกสันหลังส่วนใดส่วนหนึ่งคลาดเคลื่อน บิดตัว จะเกิดอาการปวดต่าง ๆ ได้ เช่น ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเอว ปวดไหล่ จึงต้องได้รับการรักษา แต่การป้องกันดูแลกระดูกสันหลังให้แข็งแรงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

โดยวิธีดูแลรักษาทำได้โดย

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน ท่านอนที่ดีที่สุดคือ นอนหงาย เพราะเป็นการรองรับกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ไม่ควรนอนคว่ำ เพราะเราต้องบิดลำคอไปด้านใดด้านหนึ่งทำให้กระดูกสันหลังบริเวณคอเกิดความตึง อาจทำให้เกิดอาการล็อกหรือเรียกว่า คอตกหมอน หากเป็นเช่นนี้เวลานานจะทำให้ข้อกระดูกกดทับเส้นประสาทจะมีอาการปวดคอ ปวดศีรษะ และข้อต่อกระดูกเสื่อมเร็ว

2. การนั่งควรนั่งบนเก้าอี้ที่มีส่วนพนักพิงข้างหลัง หลังตรง ข้อศอกตั้งฉาก 90 องศา เท้าสัมผัสกับพื้น ลุกขึ้นและผ่อนคลายบ่อย ๆ

3. การยกของแต่ละครั้งควรพยายามให้หลังโค้งตามธรรมชาติอยู่เสมอ โดยวิธีการที่ดีและช่วยป้องกันไม่ให้ปวดหลังคือ การยกตะโพกและงอเข่าช่วยทุกครั้งเมื่อยกของหนัก

4. ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีผงชูรส ยาฆ่าแมลง
ควรรับประทานอาหารที่มี Probiotics และ Prebiotics จะช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดที่จำเป็นและมีความสำคัญต่อกระดูก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียมและสังกะสี
โดยอาหารที่มี Prebiotics พบมากในหัวหอม กล้วย กระเทียมหน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ ข้าวสาลี น้ำผึ้งส่วน Prebiotics ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว โยเกิร์ต
นอกจากนี้ควรสัมผัสกับแสงแดดในตอนเช้าประมาณ 20นาทีต่อวันเพราะวิตามินดีจากแสงอาทิตย์จะช่วยเสริมสร้างกระดูก
ควรดื่มน้ำสะอาดเป็นประจำทุกวันโดยเฉพาะช่วงเช้าเวลาตื่นนอนจะช่วยทำให้เซลล์ในร่างกายคงรูปทำงานได้ดีสามารถนำอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อ กระดูก และช่วยหล่อไขข้อต่าง ๆ ของร่างกาย
ที่สำคัญควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยบริหารกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อนเล่นเพื่อป้องกันการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ.

ข้อมูลจาก :: เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม 2554

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด AS รวมถึง โรคข้อสันหลังอักเสบที่จำแนกประเภทไม่ได้ Undifferentiated Spondyloarthropathy โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึดรวมถึง Undifferentiated Spondyloarthropathy*

(Guideline for Anti-TNF Therapies in Ankylosing Spondylitis Including Undifferentiated Spondyloarthropathy)*

 สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

 

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ายาในกลุ่ม anti-TNF agents มีประสิทธิภาพดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาวในการรักษาโรค ankylosing spondylitis (AS) ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้มีราคาแพงและต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว แม้จะมีข้อมูลสนับสนุน ด้านความคุ้มค่าของการใช้ยากลุ่มนี้ แต่เป็นการศึกษาในประเทศที่มีรายได้มวลรวมประชาชาติสูง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ยากลุ่มนี้ในประเทศไทย จึงต้องใช้ยาให้เหมาะสมตามข้อบ่งชี้ มีกระบวนการติดตามเพื่อประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยาในระยะยาว

โรค AS เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่ม spondyloarthropathy (SpA) เกณฑ์การวินิจฉัยโรคใน ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะ New York Criteria เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยโรคที่ออกแบบเพื่อ คัดเลือกผู้ป่วยเข้ามาศึกษาในงานวิจัยเกณฑ์การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภาพถ่ายรังสี ซึ่งในระยะแรกอาจยังตรวจไม่พบ และผู้ป่วยบางรายมีข้ออักเสบเป็นอาการเด่นกว่าอาการปวดหลัง ทำให้การวินิจฉัยโรคมักล่าช้าไป 5-10 ปี ส่งผลถึงผลการรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยจึงเห็นชอบให้ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรค AS ของ The European Spondyloarthropathy Study Group ด้วยอีกเกณฑ์หนึ่งซึ่งจะทำให้ผู้ป่วย AS ในระยะแรก (early AS) อาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น undifferentiated SpA (uSpA) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกเนื่องจากการรักษาโรคในระยะแรกจะให้ผลลัพธ์ของโรคดีกว่ารักษาเมื่อมีอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะทุพพลภาพเรียบร้อยแล้ว

 วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้การรักษาผู้ป่วย AS และ  uSpA  ด้วยยากลุ่ม anti TNF  agents  เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2. เพื่อให้ผู้ป่วย AS และ uSpA ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ anti TNF agents ทั้งด้าน ประสิทธิภาพ (efficacy) และความปลอดภัย (safety)

3. เพื่อให้ความคุ้มค่า (cost-effectiveness) จากการรักษาด้วยยา anti TNF agents

กลุ่มเป้าหมาย

1. สำหรับอายุแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่มและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรค AS และ uSpA เพื่อให้การใช้ยากลุ่ม anti-TNF agents เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2. สำหรับแพทย์ทั่วไป พยาบาลวิชาชีพชำนาญการด้านการดูแลผู้ป่วยโรคข้อ และ บุคคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าติดตามผลข้างเคียงจากการใช้ยา กลุ่มนี้

แนวทางปฏิบัติการใช้anti-TNF agents ในโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด(ankylosing spondylitis) รวมถึงundifferentiated spondyloarthropathy*

 1.  ข้อบ่งชี้ (indication) (ตารางที่1)

ตารางที่ 1 แผนผังแสดงการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents  ใน AS และ USpA

ตารางที่ 1 แผนผังแสดงการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน AS และ USpA

 ผู้ป่วยจะต้องมีคุณสมบัติครบเกณฑ์ทุกข้อดังต่อไปนี้

  •  ได้รับการวินิจฉัยโรค AS ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ Modified New York criteria (ภาคผนวกที่14) หรือ The European Spondyloarthropathy Study Group Criteria (ภาคผนวกที่15)
  •  ได้รับการวินิจฉัยโรค undifferentiated SpA (uSpA) ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ ESSG (ภาคผนวกที่16)
  •  อยู่ในระยะกำเริบโดยมี Bath Ankylosing Spondylitis Disease Activity Index (BASDAI) > 4 หน่วย(ภาคผนวกที่12) และมีค่า physician global assessment > 2 (ภาคผนวกที่ 10)
  • ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน

               ในกรณีเป็น peripheral joint involvement ต้องไม่ตอบสนองต่อ NSAIDs อย่างน้อย 2 ชนิดภายใน ระยะเวลา 3 เดือน และ ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา DMARDs ≥ 2 ชนิด โดยแต่ละชนิดต้องใช้ใน ขนาดมาตรฐานอย่างน้อย 3 เดือน (ภาคผนวกที่17) และ ในกรณีที่เป็น oligoarthritis หรือ enthesitis จะต้องไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย local steroid injection อย่างน้อย 2 ครั้ง(ถ้าไม่มีข้อห้าม) ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย (functional class III หรือIV) (ภาคผนวกที่11)

                กรณีเป็น axial involvement

  •  ไม่ตอบสนองต่อ NSAIDs ³  2 ชนิด (โดยใช้ทีละชนิดและแต่ละชนิดใช้ในขนาดรักษา) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
  •  ไม่ตอบสนองต่อยา DMARDs ³  2  ชนิด(sulphasalazine,  methotrexate,  azathioprine  –ตามข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ)เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

 

                                                            ภาคผนวก 13

ขนาดยา DMARDs ที่ควรใช้ในการรักษาโรค AS ก่อนให้ Anti-TNF agents

Sulphasalazine    ขนาดเต็มที่    40 มก/กก/วัน แบ่งให้ 2-3 เวลา สูงสุดไม่เกิน 3 กรัม/วัน

Azathioprine    ขนาดเต็มที่    2 มก/กก/วัน แบ่งให้ 2 เวลา

Methotrexate    ขนาดเต็มที่    0.3 มก/กก/สัปดาห์  สูงสุดไม่เกิน 20 มก./สัปดาห์

Leflunomide    ขนาดเต็มที่    20 มก/วัน

 

 

2.  ข้อห้าม (contraindication) (ภาคผนวกที่4)

 

3.  การประเมินก่อนให้ยา(pretreatment screening)  (ภาคผนวกที่5 และ 6)

 

 

4.  ขนาดและวิธีการบริหารยา (dosage and administration)

  1. Etanercept (25, 50 มก./ขวด) 25 มก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ 50 มก. ฉีด เข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ หรือให้ร่วมกับ methotrexate
  2. Infliximab (100 มก./ขวด) เริ่มให้ในขนาด 5 มก/กก./ครั้งเจือจางใน 0.9% NSS 250 มล. หยดเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ ในเวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง สัปดาห์ที่ 0, 2, 6 และต่อด้วยทุก 8 สัปดาห์ หรือให้ร่วมกับ methotrexate หากการตอบสนองไม่เป็นที่น่าพอใจหลังจากรักษา ไปนาน 3 เดือน อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยาเป็น 10 มก./กก./ครั้งหยดเข้าหลอดเลือดทุก 8 สัปดาห์

  

5.   การประเมินผลตอบสนองต่อการรักษา (evaluation of effectiveness)

 ประเมินผลในสัปดาห์ที่ 12 นับจากวันที่เริ่มให้ยา anti-TNF agents

  •                  ผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษา(responder) หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นโดยบรรลุเกณฑ์ การประเมินดังนี้

 สำหรับผู้ป่วย peripheral involvement ถือว่าผู้ป่วยมีการตอบสนอง (responder) เมื่อบรรลุเกณฑ์ 2/3 ข้อ โดยต้องมี 5.1 หรือ 5.2 ร่วมด้วยอย่างน้อย 1 ข้อ

                 5.1  Tender joint count ลดลงร้อยละ ≥ 30

                 5.2  Swollen joint count ลดลงร้อยละ ≥ 30

                 5.3  Physician global assessment มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ≥1หน่วย

สำหรับผู้ป่วยaxial  joint  involvement  ถือว่าผู้ป่วยมีการตอบสนอง(responder)  เมื่อค่า BASDAI ลดลง ≥ 2 หน่วย  และphysician global assessment ดีขึ้น ≥ 1 หน่วย

  •                  ผลการเปลี่ยนแปลงทางรังสี: ควรส่งตรวจภาพรังสีมือ ข้อมือ และ เท้า ทุกปีอาจให้ คะแนนโดยใช้ modified total Sharp score

 

6. การให้ยาซ้ำและระยะเวลาของการให้ยา (Repeated treatment and treatment duration)

 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการให้ยา anti-TNF agents ในการรักษา ankylosing spondylitis ว่าควรให้ยานานเท่าใด แต่มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด อาการข้างเคียงจากยาในระยะยาว ในรายที่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย anti-TNF agents ให้พิจารณาปรับลดขนาดยาลงหรือหยุดยาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาให้ยา DMARDs ต่อเนื่องระยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ

7.     เกณฑ์การถอนตัวจากการรักษา (drug withdrawal criteria)

  • ให้หยุดยากลุ่ม anti-TNF agents ในกรณีต่อไปนี้
  • โรคมะเร็ง
  • เกิดผลข้างเคียงหรือพิษจากยาอย่างรุนแรง
  • ตั้งครรภ์ (ถอนตัวชั่วคราว)
  • การติดเชื้อรุนแรง (ถอนตัวชั่วคราว)
  • การผ่าตัด (ถอนตัวชั่วคราว) กรณีผ่าตัดไม่เร่งด่วนควรหยุด etanercept ล่วงหน้า 2 สัปดาห์และหยุด infliximab ล่วงหน้า8 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (non-responder) หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอาการไม่ดีขึ้น โดยไม่บรรลุตามเกณฑ์การตอบสนองต่อการรักษา (ดังที่ระบุไว้ในข้อ 5) หลังใช้ยานาน 12 สัปดาห์

8.   ผลข้างเคียง (adverse events) (ภาคผนวกที่7)

 

9.   ข้อควรปฏิบัติและการเฝ้าติดตามผลข้างเคียงระหว่างการให้ยา biologic (adverse events)

(ภาคผนวกที่8)

 

10. ระยะเวลาของการให้ยา (treatment duration)

 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการให้ยา anti-TNF agents ส าหรับผู้ป่วย AS ว่า ควรให้ยานานเท่าใดแต่มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียงจากยาในระยะยาว ในรายที่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย anti-TNF agents ให้พิจารณาปรับลดขนาดยาลงหรือหยุด ยาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาให้ยา DMARDs ต่อเนื่องระยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ

 

10. ระบบเฝ้าติดตามผลการรักษาและผลข้างเคียง (effectiveness and side effect monitoring)

 เพื่อความคุ้มค่า แพทย์ผู้รักษาควรทำการประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงจากการใช้ยาทุก 3 เดือนเพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคและอาจพิจารณาหยุดยาถ้าเป็นไปได้

อ่านข้อมูลทั้งหมดได้ที่ สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้สารชีวภาพในการรักษาโรครูมาติก (Guideline for Biologic Therapy in Rheumatic Diseases)

 

 

 

Questions and Answers about Ankylosing Spondylitis : NIAMS

Ankylosing Spondylitis

<!–PDF Version of this Document       Order this publication

–>Publication Date: November 2010

Questions and Answers about Ankylosing Spondylitis

This booklet contains general information about ankylosing spondylitis (AS). It describes what ankylosing spondylitis is, its causes, and treatment options. Highlights of current research are also included. If you have further questions, you may wish to discuss them with your health care provider.

What Is Ankylosing Spondylitis?

Ankylosing spondylitis is a form of progressive arthritis due to chronic inflammation of the joints in the spine. Its name comes from the Greek words “ankylos,” meaning stiffening of a joint, and “spondylo,” meaning vertebra. Spondylitis refers to inflammation of the spine or one or more of the adjacent structures of the vertebrae.

Ankylosing spondylitis belongs to a group of disorders called seronegative spondyloarthropathies. Seronegative means an individual has tested negative for an autoantibody called rheumatoid factor. The spondyloarthropathies are a family of similar diseases that usually cause joint and spine inflammation. Other well-established syndromes in this group include psoriatic arthritis, the arthritis of inflammatory bowel disease, chronic reactive arthritis, and enthesitis-related idiopathic juvenile arthritis.

Although these disorders have similarities, they also have features that distinguish them from one another. The hallmark of ankylosing spondylitis is “sacroiliitis,” or inflammation of the sacroiliac (SI) joints, where the spine joins the pelvis.

In some people, ankylosing spondylitis can affect joints outside of the spine, like the shoulders, ribs, hips, knees, and feet. It can also affect entheses, which are sites where the tendons and ligaments attach to the bones. It is possible that it can affect other organs, such as the eyes, bowel, and—more rarely—the heart and lungs.

Although many people with ankylosing spondylitis have mild episodes of back pain that come and go, others have severe, ongoing pain accompanied by loss of flexibility of the spine. In the most severe cases, long-term inflammation leads to calcification that causes two or more bones of the spine to fuse. Fusion can also stiffen the rib cage, resulting in restricted lung capacity and function.

Who Has Ankylosing Spondylitis?

Ankylosing spondylitis typically begins in adolescents and young adults, but affects people for the rest of their lives. An estimated 80 percent of people who have the disorder develop symptoms before age 30. Only 5 percent develop symptoms after age 45. Some authorities say that it affects roughly twice as many men as women.

What Causes Ankylosing Spondylitis?

The cause of ankylosing spondylitis is unknown, but it is likely that both genes and factors in the environment play a role. The main gene associated with susceptibility to ankylosing spondylitis is called HLA-B27, but having the gene doesn’t necessarily mean you will get ankylosing spondylitis. In fact, about 8 percent of Americans have this gene, but fewer than 5 percent (1 out of 20) of those with HLA-B27 actually develop ankylosing spondylitis.

Scientists supported by the National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS) recently discovered two additional genes—ERAP1 (previously known as ARTS1) and IL23R—that, along with HLAB27, may represent a large portion of the genetic risk for ankylosing spondylitis. Factors such as infections or normal bacteria that live in the intestines may trigger the disease in people who are genetically susceptible.

How Is Ankylosing Spondylitis Diagnosed?

A diagnosis of ankylosing spondylitis is based largely on the findings of a medical history and physical exam. Radiologic tests and lab tests may be used to help confirm a diagnosis, but both have some limitations.

Medical History

The medical history involves answering questions, such as the following:

  • How long have you had pain?
  • Where specifically is the pain in your back or neck? Are other joints affected?
  • Is back pain better with exercise and worse after inactivity, such as when you first get up in the morning?
  • Do you have other problems, such as eye problems or fatigue?
  • Does anyone in your family have back problems or arthritis?
  • Have you recently suffered from a gastrointestinal illness?
  • Do you have any skin rashes such as psoriasis?

From your answers to these questions, your doctor can begin to get an idea of the diagnosis.

Physical Exam

During the physical exam, the doctor will look for signs and symptoms that are consistent with ankylosing spondylitis. These include pain along the spine and/or in the pelvis, sacroiliac joints, heels, and chest. Your doctor may ask you to move and bend in different directions to check the flexibility of your spine and to breathe deeply to check for any problems with chest expansion, which could be caused by inflammation in the joints where the ribs attach to the spine.

Radiologic Tests

X ray and magnetic resonance imaging (MRI) may be used in making or confirming a diagnosis of ankylosing spondylitis, but these tests have limitations. X rays may show changes in the spine and sacroiliac joints that indicate ankylosing spondylitis; however, it may take years of inflammation to cause damage that is visible on x rays. MRI may allow for earlier diagnosis, because it can show damage to soft tissues and bone before it can be seen on an x ray. However, MRI is very expensive. Both tests may also be used to monitor the progression of ankylosing spondylitis.

Lab Tests

The main blood test for ankylosing spondylitis is one to check for the HLA-B27 gene, which is present in more than 95 percent of Caucasians with ankylosing spondylitis. However, this test also has limitations. The gene is found in much lower percentages of African Americans with ankylosing spondylitis and in ankylosing spondylitis patients from some Mediterranean countries. Also, the gene is found in many people who do not have ankylosing spondylitis, and will never get it. About 8 percent of Americans have the gene, but only a small percentage of those will have ankylosing spondylitis. Still, when the gene is found in people who have symptoms of ankylosing spondylitis and/or x-ray evidence of ankylosing spondylitis, this finding helps support the ankylosing spondylitis diagnosis.

What Type of Doctor Diagnoses and Treats Ankylosing Spondylitis?

The diagnosis of ankylosing spondylitis is often made by a rheumatologist, a doctor specially trained to diagnose and treat arthritis and related conditions of the musculoskeletal system. However, because ankylosing spondylitis can affect different parts of the body, a person with the disorder may need to see several different types of doctors for treatment. In addition to a rheumatologist, there are many different specialists who treat ankylosing spondylitis. These may include:

  • An ophthalmologist, who treats eye disease.
  • A gastroenterologist, who treats bowel disease.
  • A physiatrist, a medical doctor who specializes in physical medicine and rehabilitation.
  • A physical therapist or rehabilitation specialist, who supervises stretching and exercise regimens.

Often, it is helpful to the doctors and the patient for one doctor to manage the complete treatment plan.

Can Ankylosing Spondylitis Be Cured?

There is no cure for ankylosing spondylitis, but some treatments relieve symptoms of the disorder and may possibly prevent its progression. In most cases, treatment involves a combination of medication, exercise, and selfhelp measures. In some cases, surgery may be used to repair some of the joint damage caused by the disease.

What Medications Are Used to Treat Ankylosing Spondylitis?

Several classes of medications are used to treat ankylosing spondylitis. Because there are many medication options, it’s important to work with your doctor to find the safest and most effective treatment plan for you. A treatment plan for ankylosing spondylitis will likely include one or more of the following:

Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs)

These drugs relieve pain and inflammation, and are commonly used to treat ankylosing spondylitis. Aspirin, ibuprofen, and naproxen are examples of NSAIDs.1 All NSAIDs work similarly by blocking substances called prostaglandins that contribute to inflammation and pain. However, each NSAID is a different chemical, and each has a slightly different effect on the body.

1 Warning: NSAIDs can cause stomach irritation or, less often, they can affect kidney function. The longer a person uses NSAIDs, the more likely he or she is to have side effects, ranging from mild to serious. Many other drugs cannot be taken when a patient is being treated with NSAIDs, because NSAIDs alter the way the body uses or eliminates these other drugs. Check with your health care provider or pharmacist before you take NSAIDs. Also, NSAIDs sometimes are associated with serious gastrointestinal problems, including ulcers, bleeding, and perforation of the stomach or intestine. People over age 65 and those with any history of ulcers or gastrointestinal bleeding should use NSAIDs with caution.

Some NSAIDs are available over the counter, but more than a dozen others, including a subclass called COX-2 inhibitors, are available only with a prescription.

All NSAIDs can have significant side effects, and for unknown reasons, some people seem to respond better to one NSAID than another. Anyone taking NSAIDs regularly should be monitored by a doctor.

Corticosteroids

These strong inflammation-fighting drugs are similar to the cortisone made by our bodies. If NSAIDs alone do not control inflammation in people with ankylosing spondylitis, doctors may inject corticosteroids directly into the affected joints to bring quick, but temporary relief. Injections may be given to the sacroiliac joint, hip joint, or knee joint, but are not given in the spine.

Disease-Modifying Antirheumatic Drugs (DMARDs)

These drugs work in different ways to control the disease process of ankylosing spondylitis. The most commonly used DMARD for ankylosing spondylitis is sulfasalazine, a drug that reduces inflammation without suppressing the immune system.

Biologic Agents

Members of this relatively new class of medications are genetically engineered to block proteins involved in the body’s inflammatory response. Four biologics— adalimumab, etanercept, golimumab, and infliximab—are approved by the Food and Drug Administration for treating ankylosing spondylitis. All four work by suppressing a protein called tumor necrosis factor-alpha (TNF-α), and are often effective for relieving symptoms when NSAIDs or other treatments are not. These drugs are taken by intravenous infusion or injection.

Will Diet and Exercise Help?

A healthy diet and exercise are good for everyone, but may be especially helpful if you have ankylosing spondylitis.

Although there is no specific diet for people with ankylosing spondylitis, maintaining a healthy weight is important for reducing stress on painful joints. In people with rheumatoid arthritis, another inflammatory joint disease, a diet high in omega-3 fatty acids (found in coldwater fish, flax seeds, and walnuts) has been shown to help in reducing joint inflammation. Although the usefulness of omega-3 fatty acids is not as well studied in people with ankylosing spondylitis, there is some evidence that omega-3 supplements could reduce disease activity in people with ankylosing spondylitis.

Exercise and stretching, when done carefully and increased gradually, may help painful, stiff joints.

  • Strengthening exercises, performed with weights or done by tightening muscles without moving the joints, build the muscles around painful joints to better support them. Exercises that don’t require joint movement can be done even when your joints are painful and inflamed.
  • Range-of-motion exercises improve movement and flexibility and reduce stiffness in the affected joint. If the spine is painful and/or inflamed, exercises to stretch and extend the back can be helpful in preventing long-term disability.

Many people with ankylosing spondylitis find it helpful to exercise in water.

Before beginning an exercise program, it’s important to speak with a health professional who can recommend appropriate exercises.

When Might Surgery Be Necessary, and How Can It Help?

If ankylosing spondylitis causes severe joint damage that makes it difficult to do your daily activities, total joint replacement may be an option. This involves removing the damaged joint and replacing it with a prosthesis made of metals, plastics, and/or ceramic materials. The most commonly replaced joints are the knee and hip.

In very rare cases, a procedure called osteotomy may be used to straighten a spine that has fused into a curved-forward position. This surgery involves cutting through the spine so that it can be realigned to a more vertical position. After the bones are realigned, hardware may be implanted to hold them in their new position while the spine heals.

Surgery to straighten the spine can only be done by a surgeon with significant experience in the procedure. Many doctors and surgeons consider the procedure high risk. This procedure is done more commonly in Europe than in the United States.

What Are Some Things I Can Do to Help Myself?

Aside from seeing your doctor regularly and following your prescribed treatment plan, staying active is probably the best thing you can do for ankylosing spondylitis. Regular exercise can help relieve pain, improve posture, and maintain flexibility. Before beginning an exercise program, speak with your doctor or physical therapist about designing a program that’s right for you.

Another important thing you can do for yourself is to practice good posture. A good test for posture is to check yourself in a mirror. First, stand with a full-length mirror to your side and, if possible, turn your head to look at your profile. Next, imagine you have dropped a weighted string from the top of your head to the soles of your feet. Where does the string fall? If your posture is good, it should pass through your earlobe, the front of your shoulder, the center of your hip, behind your kneecap, and in front of your anklebone. If you are not standing that way already, practice holding your body that way in front of a mirror until you know well how it feels. Practicing good posture can help you avoid some of the complications that can occur with ankylosing spondylitis.

What Is the Prognosis for People With Ankylosing Spondylitis?

The course of ankylosing spondylitis varies from person to person. Some people will have only mild episodes of back pain that come and go, while others will have chronic severe back pain. In almost all cases, the condition is characterized by acute, painful episodes and remissions, or periods of time where the pain lessens.

In the sacroiliac joints and spine, inflammation can cause pain and stiffness. Over time, bony outgrowths called syndesmophytes can develop that cause the vertebrae to grow together, or fuse. Fusion can also stiffen the rib cage, resulting in restricted lung capacity and restricted lung function.

A number of factors are associated with an ankylosing spondylitis prognosis. One study found that among people who had ankylosing spondylitis for at least 20 years, those who had physically demanding jobs, other health problems, or smoked had greater functional limitations from their disease. People with higher levels of education and a history of ankylosing spondylitis in the family tended to have less severe limitations from their disease.

A recent study supported by the NIAMS found that the likelihood of having severe joint damage increased with age at disease onset, and that men were twice as likely as women to be in that group. The study also found that current smokers were more than four times as likely to have severe damage as nonsmokers, and that having a genetic marker called DRB1*0801 seemed to protect against severe spine damage.

Research Highlights

In addition to the studies mentioned above, research has focused on finding the additional genes involved in the development of ankylosing spondylitis. In 2007, a large comprehensive genome-wide association scan led to the discovery of the genes ARTS1 and IL23R, which is bringing the scientific community closer to understanding ankylosing spondylitis. In addition, a 2010 study reported four genetic regions associated with ankylosing spondylitis risk, two of which encode for proteins that may play a role in ankylosing spondylitis susceptibility.

The IL23R gene plays a role in the immune system’s response to infection. ERAP1 (previously known as ARTS1) is involved in processing proteins in the cell into small “chunks” that can be seen—and fought—by the body’s immune system. Researchers believe the discovery could eventually lead to an understanding of the pathways that are involved in ankylosing spondylitis, and ways for doctors to inhibit or strengthen those pathways to better treat ankylosing spondylitis. In the near future, the finding could lead to a blood test to predict ankylosing spondylitis risk or aid in early diagnosis.

Scientists are also examining whether some of the newer drug therapies can stop the progression of this disorder and the disability that can occur. In the meantime, medication treatment and exercise are important for relieving the symptoms and enabling people to live well with the disorder.

Where Can I Find More Information About Ankylosing Spondylitis?

National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health

1 AMS Circle
Bethesda,  MD 20892-3675
Phone: 301-495-4484
Toll Free: 877-22-NIAMS (877-226-4267)
TTY: 301-565-2966
Fax: 301-718-6366
Email: NIAMSinfo@mail.nih.gov
Website: http://www.niams.nih.gov/

The NIAMS provides information about skin diseases; arthritis and rheumatic diseases; and bone, muscle, and joint diseases. It distributes patient and professional education materials and refers people to other sources of information. Additional information and updates can be found on the NIAMS Web site.

Other Resources

American College of Rheumatology (ACR)

Web site: http://www.rheumatology.org

Arthritis Foundation

Web site: http://www.arthritis.org

Spondylitis Association of America (SAA)

Web site: http://www.spondylitis.org

For additional contact information, visit the NIAMS Web site or call the NIAMS Information Clearinghouse.

Key Words

Biologics. A relatively new class of medications that are genetically engineered to block a protein involved in the body’s inflammatory response. Four biologics are approved by the Food and Drug Administration for treating ankylosing spondylitis. They work by blocking a protein called tumor necrosis factor-alpha (TNF-a) that helps drive inflammation.

Calcification. A process in which tissue becomes hardened as a result of calcium deposits. In ankylosing spondylitis, calcification in tissues around the spine can lead to loss of flexibility and forward curvature.

Corticosteroids. Powerful anti-inflammatory hormones made naturally in the body or manmade for use as medicine. In people with ankylosing spondylitis, corticosteroids may be injected to temporarily reduce inflammation and relieve pain.

COX-2 inhibitors. A relatively new class of nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) that are formulated to relieve pain and inflammation. Currently, there is just one COX-2 inhibitor on the market: celecoxib.

Gastroenterologist. A medical doctor who specializes in diagnosing and treating diseases of the digestive tract.

Ligaments. Tough bands of connective tissue that attach bones to each other, providing stability.

Magnetic resonance imaging (MRI). A procedure that provides high-resolution computerized images of internal body tissues. MRI uses a strong magnet that passes a force through the body to create these images.

Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs). A class of medications available over the counter or with a prescription that ease pain and inflammation. Commonly used NSAIDs include aspirin, ibuprofen, and naproxen sodium.

Ophthalmologist. A medical doctor specializing in diagnosing and treating diseases of the eye.

Omega-3 fatty acids. A type of fatty acid found in fish and fish oils. Omega-3s have proven beneficial for decreasing inflammation and reducing the risk of cardiovascular disease in some people.

Osteotomy. A surgical procedure that involves cutting a bone to shorten it, lengthen it, or realign it. In rare cases, the bones of the spine may be cut and realigned to help straighten a spine that has fused in a curved-forward position due to ankylosing spondylitis.

Physiatrist. A medical doctor who specializes in nonsurgical treatment for injuries and illnesses that affect movement. Also called rehabilitation physician or rehabilitation medicine specialist.

Rheumatologist. A medical doctor who specializes in arthritis and other diseases of the bones, joints, and muscles.

Syndesmophyte. A bony growth attached to a ligament. Syndesmophytes between adjacent vertebrae in ankylosing spondylitis can cause the vertebrae to grow together, or fuse.

Tendons. Tough, fibrous cords that connect muscles to bones.

X ray. A procedure in which low-level radiation is passed through the body to produce a picture called a radiograph. X rays showing damage to the sacroiliac joints are used to help diagnose ankylosing spondylitis.

Acknowledgments

NIAMS gratefully acknowledges the assistance of the following individuals in the preparation and review of this booklet: Robert Colbert, M.D., Ph.D.; Lori Guthrie, R.N.-B.C., B.S.N., C.C.R.C.; and Michael Ward, M.D.; NIAMS, NIH; and Laurie M. Savage, Executive Director, Spondylitis Association of America, Van Nuys, CA.

The mission of the National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS), a part of the U.S. Department of Health and Human Services’ National Institutes of Health (NIH), is to support research into the causes, treatment, and prevention of arthritis and musculoskeletal and skin diseases; the training of basic and clinical scientists to carry out this research; and the dissemination of information on research progress in these diseases. The National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases Information Clearinghouse is a public service sponsored by the NIAMS that provides health information and information sources. Additional information can be found on the NIAMS Web site at http://www.niams.nih.gov. Information on bone and its disorders can be obtained from the NIH Osteoporosis and Related Bone Diseases ~ National Resource Center by calling (toll free) 800–624–BONE (2663) or by visiting its Web site at http://www.bones.nih.gov/.

For Your Information

This booklet contains information about medications used to treat the health condition discussed here. When this booklet was printed, we included the most up-to-date (accurate) information available. Occasionally, new information on medication is released.

For updates and for any questions about any medications you are taking, please contact the U.S. Food and Drug Administration at

U.S. Food and Drug Administration

Web site: http://www.fda.gov/

For updates and questions about statistics, please contact

Centers for Disease Control and Prevention’s National Center for Health Statistics

Web site: http://www.cdc.gov/nchs

This booklet is not copyrighted. Readers are encouraged to duplicate and distribute as many copies as needed.

Additional copies of this booklet are available from:

National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health

1 AMS Circle
Bethesda,  MD 20892-3675
Phone: 301-495-4484
Toll Free: 877-22-NIAMS (877-226-4267)
TTY: 301-565-2966
Fax: 301-718-6366
Email: NIAMSinfo@mail.nih.gov
Website: http://www.niams.nih.gov/

NIH Publication No. 10–7609

Data from : National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health USA

http://www.niams.nih.gov/Health_Info/Ankylosing_Spondylitis/default.asp

ด้วยรักจากใจของผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด(A.S.)คนหนึ่ง

ด้วยรักจากใจของผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด(A.S.)คนหนึ่ง

โรคข้อสันหลังอักเสบแบบยึดติด ไม่ได้ทำให้เราต่างจากคนปกติ

ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น

พิจารณาคนปกติทั่วไปในโลกใบนี้สิ  ต่างก็ผ่านการเกิด การเจริญเติบโต ความชรา มีความรัก ความชอบ ความชัง สุข ทุกข์ สมปรารถนาบ้าง ไม่สมปรารถนาบ้าง เผชิญหน้ากับการเจ็บไข้ได้ป่วยนานา บ้างก็เป็นโรคเบา ๆ บาดเจ็บเล็กน้อย มีบ้างที่เป็นหนักสูญเสียอวัยวะ หรือสูญเสียการรับรู้ บางคนพิการ บางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และเป็นภาระให้คนใกล้ชิด ในที่สุดคนปกติทั้งมีโรคภัยและไร้โรคภัยก็ต้องตายมิใช่หรือ เป็นสิ่งธรรมดา เป็นสากลโลก

แล้วผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด(A.S.) อย่างเรา ๆ มีอะไรต่างไปจากคนปกติเหล่านั้นเล่า

โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด(A.S.) ก็เป็นเพียงอาการป่วยไข้ทางกายอย่างหนึ่ง แล้วแต่ว่าเขาจะสมมุติกันขึ้นมาเรียกชื่อว่าอย่างไรเท่านั้นเอง โดยทั่วไปผู้ป่วยจะมีการอักเสบของข้อบริเวณแขนขา มีอาการปวดบวมของข้อ   เช่น  ข้อเข่า  ข้อเท้า ข้อมือ  ร่วมกับการอักเสบของข้อบริเวณกระดูกสันหลัง เช่น คอ หลัง กระเบนเหน็บ ก้นกบ  ทำให้มีอาการปวดตึงบริเวณหลัง, คอ และปวดก้น   ประเทศไทยเรียกอาการอย่างนี้หลายชื่อ เช่น “โรคหลังแข็ง”, “โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด “, “โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ”       บางประเทศเขาเรียกอาการอย่างนี้ว่า “Ankylosing Spondylitis” บ้างก็ว่า “Bamboo Spine”, ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียก “rheumatoid spondylitis”, ประเทศฝรั่งเศส เรียกว่า “spondyloarthrite rhizomegalique”, “Bekhterev syndrome” หรือ “Bechterew Disease”, “Marie–Strümpell Disease” แล้วแต่จะตั้งชื่อและเรียกกันไป

โดยทั่วไปคนไข้/คนป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด เป็นโรคที่ยังไม่มียา/ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด ก็มักจะตกอกตกใจ ขวัญเสีย หดหู่ เศร้าซึม กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หมกหมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่กับอาการที่เป็น จนอยู่ไม่เป็นสุข  ตัวเองมีความทุกข์คนเดียวยังไม่พอ คนใกล้ชิดก็พลอยทุกข์ระทมไปด้วย   โดยเฉพาะผู้ที่ทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพเต็มที่คิดว่าคงจะได้ใช้บริการเคลมประกันอาจจะต้องผิดหวัง  ผู้เขียนเองเคยคิดว่าซื้อครบครอบคลุมทุกโรคร้ายแรงแล้ว ในที่สุดก็ต้องพบกับความเสียใจเพราะว่าปริษัทประกันชีวิต/ประกันสุขภาพในประเทศไทยไม่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมการรักษาข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing Spondylitis) ทั้ง ๆ ที่เป็นโรคที่สามารถทำอันตรายถึงกับพิการไปตลอดชีวิตได้

ผู้เขียนเองเคยผ่านประสบการณ์ข้างต้นมาแล้ว อยากให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย รวมทั้งผู้ที่มีคนใกล้ชิดมีอาการของโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ ควรตั้งสติให้ดีก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อจะได้สงบพอที่จะพิจารณารักษาตัวเองหรือดูแลรักษาผู้ป่วย ให้การดำรงชีวิตอย่างสุขสงบต่อไป

สิบข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด

ประการแรก ผู้ป่วยที่สงสัยว่าตนเองมีอาการคล้ายคลึงกับอาการของโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ หรือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยยืนยันจากแพทย์เฉพาะทาง Rheumatogist หรือ อายุรแพทย์โรคข้อ ว่าป่วยเป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติดแล้ว มีสิทธิตัดสินใจว่าจะเลือกรับการรักษาจากแพทย์ท่านใด และมีสิทธิจะเลือกรับการรักษาที่โรงพยาบาลใด  ขอให้เลือกมาสักที่สักคนเถิด เพราะการรักษาที่ประสบความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือร่วมใจระหว่างคนป่วยและแพทย์ผู้รักษา การให้ความไว้วางใจเริ่มจากศรัทธาในแพทย์ผู้รักษาก่อน  เกณฑ์การตัดสินใจง่าย ๆ คือ

  1. เป็นโรงพยาบาลที่มีบริการเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อ Rheumatogy และมีแพทย์เฉพาะทาง โรคข้อ Rheumatogy
  2. เป็นโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน เพื่อสะดวกในการเดินทาง การรักษาโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลติดตามอาการอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ ต้องมาพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ และจะมีการติดตามผลการรักษาด้วยการตรวจเลือด ดูค่าการอักเสบจาก ESR (Erythrocyte Sedimentation Rate) Test และการรอผลเลือดจกห้องปฏิบัติการต้องใช้เวลาพอสมควร(1-2 ชั่วโมง) จากนั้นรอคิวพบแพทย์ (ใช้เวลา 1/2 – 1 ชั่วโมง) ความถี่มีตั้งแต่พบแพทย์ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกสองเดือน ตามอาการ การรักษาบางครั้งใช้เวลานานหลายปีกว่าโรคจะสงบ
  3. เลือกแพทย์ที่มีวันลงตรวจ และ เวลาตรวจ ตรงกับวัน/เวลาที่เราสะดวกไปพบ ให้ตรวจสอบกับทางโรงพยาบาลให้ดีว่า วันเวลาที่เราสะดวกมีแพทย์ท่านใดลงตรวจบ้าง การพบแพทย์ตามนัดแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง
  4. บางครั้งปัจจัยเรื่องรายได้ของผู้ป่วย หรือฐานะทางการเงินของญาติผู้ป่วย และสวัสดิการสังคมจากที่ทำงาน เป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาว่าจะใช้บริการจากโรงพยาบาลของรัฐ หรือ โรงพยาบาลของเอกชน

ประการที่สอง แพทย์เฉพาะทาง Rheumatogist หรือ อายุรแพทย์โรคข้อ ที่ท่านเลือก จะเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุดของท่านตลอดไปหรือจนกว่าโรคจะหายหรือเราหายไปจากโรค  ดังนั้นผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยมีข้อสงสัยหรือข้อซักถามใด ๆ สามารถทำได้ทุกครั้งที่ท่านเข้าพบตามนัด  หรือแม้แต่ยังไม่ถึงวันนัดหากมีอาการผิดปกติก็สามารถเข้าไปรับการวินิจฉัยได้ทุกเวลา   อย่าเก็บความสงสัยข้องใจต่าง ๆ ไปถามตามเว็บบอร์ด หรือไปเปิดกระทู้คำถามบนโลกอินเตอร์เน็ต เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคำตอบที่ได้นั้นมาจากแพทย์โรคข้อจริง ๆ   ไตร่ตรองให้ดี ๆ ขนาดแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลป์ ก็ใช่ว่าจะเชี่ยวชาญและรักษาโรคข้อได้ทุกคน

ประการที่สาม ผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วย มีสิทธิที่จะซักถาม วิธีการบำบัดรักษา ข้อควรปฏิบัติระหว่างการใช้ยา ผลข้างเคียงของยาที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วจึงตัดสินใจว่าจะเลือกใช้วิธีใด  โดยทั่วไปแล้วแพทย์ที่เชียวชาญด้าน Rheumatogy จะมีมาตรฐานในการบำบัดรักษาในทางเดียวกัน มีขั้นตอนการรักษา มีหลักเกณฑ์การให้ยาเป็นสากลทั่วโลก ขึ้นกับสภาพของผู้ป่วย สภาวะอาการของโรค  ความรุนแรงของโรค ระยะเวลาที่ปรากฎอาการ เป็นมานานเท่าไรแล้ว อายุ เพศ น้ำหนัก และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ (บางคนมีโรคประจำตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย)

สงสัยอะไรให้ไปถามแพทย์ อย่าเอาการรักษาอาการเจ็บป่วยของตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้ป่วยท่านอื่น อย่าลืมว่า โรคนี้ตรวจพบเร็ว รักษาเร็ว โรคก็สงบเร็ว  อีกทั้ง อายุ น้ำหนักตัว เพศ ปริมาณยา ชนิดของยาที่ได้รับ พฤติกรรมการบริโภค การออกกำลังกาย อารมณ์ สิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้มีอาการดีขึ้นหรือเลวลงแตกต่างกันในแต่ละคน  ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกนี้ โอ้อนิจจัง

ประการที่สี่ การรักษาแบบใช้ยาชีวภาพ หรือ กลุ่มยาต้านสาร tumor necrotic factor-TNF (anti-TNF)  ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านสารจากระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรง  ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก และออกฤทธิ์เร็ว แต่เนื่องจากมีราคาแพง แพทย์จะให้ผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วยตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ขึ้นกับความรุนแรงของโรคในขณะนั้นและขึ้นกับความสามารถในการชำระเงินของผู้ป่วย  ผู้ป่วย/ญาติผู้ป่วย    สามารถขอคำแนะนำจากแพทย์ในเรื่องประสิทธิผลของยา ระยะเวลาในการใช้ยา ผลข้างเคียงของยา ประมาณการค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ และขอทราบราคาของยาแต่ละบริษัทได้

เมื่อตัดสินใจเลือกยาได้แล้ว การติดตามผลพบว่ามีการตอบสนองต่อยาดี และไม่มีผลข้างเคียง และแพทย์ให้ใช้ยาชนิดนั้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง   แนะนำให้ขอใบสั่งยาจากแพทย์ แล้วติดต่อขอซื้อยาโดยตรงกับบริษัทยา จะได้ราคาต้นทุน ช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลได้มาก

ประการที่ห้า เตรียมเงิน เงิน เงิน เรื่องจริงคือโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด เป็นโรคที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา รายที่โชคดีใช้เวลารักษาเพียง 6 เดือนก็หายเป็นปกตินั่นเป็นเพราะตรวจพบไว รักษาทัน ไม่เกิดความพิการ  ในรายที่ได้รับการวินิจฉัยช้า ข้อถูกทำลายมากแล้ว การรักษาทำได้เพียงไม่ให้ส่วนอื่น ๆ ถูกทำลายอีก พอควบคุมให้โรคสงบได้แล้วก็ต้องมาแก้ความพิกลพิการ เช่นผ่าตัดเปลี่ยนข้อ เป็นต้น ล้วนมีค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น

– ค่าใช้จ่ายอันดับหนึ่งคือ ยาฉีด ต้านสาร tumor necrotic factor-TNF (anti-TNF) หรือเรียกว่ายาชีวภาพ biologic medications (TNF-a Inhibitors) ตัวอย่างเช่น Adalimumab (Humira), Etanercept (Enbrel), Infliximab (Remicade), Golimumab (Simponi)
– ค่าใช้จ่ายอันดับสองคือ ค่ายาที่นำกลับบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็น

  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) หรือ Disease-modifying Anti-rheumatic Drugs (DMARDs) ตัวอย่างเช่น Sulfasalazine, Methotrexate, Corticosteroids
  •  ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ Nonsteroidal anti-inflammatory drugs ( NSAIDs ) ตัวอย่างเช่น  diclofenac, ibuprofen, ketoprofen, naproxen, piroxicam, etodolac, indomethacin, oxaprozin, nabumetone, และ meloxicam

– ค่าใช้จ่ายอันดับสามคือ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์ ค่าอุปกรณ์ของใช้และเครื่องมือทางการแพทย์ ค่าบริการทางการพยาบาล
– ค่าใช้จ่ายอันดับสี่คือ ค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร  ค่าใช้จ่ายสำหรับการบำบัดอื่น ๆ เช่น กายภาพบำบัด นวด ฝังเข็ม อาบน้ำแร่ แช่สมุนไพร ฯลฯ

ประการที่หก อย่าเสียดายเงินและทรัพย์ที่หามาได้เป็นอันขาด  คิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้อย่างไม่ทรมาณ ไม่ลำบากคนข้างหลัง ไม่เป็นภาระสำหรับคนใกล้ชิดที่ต้องดูแลเรา

ผู้เขียนมีกำลังใจลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะคำพูดของมิตรท่านหนึ่งที่แนะนำผู้เขียน ให้เตรียมตัวเข้ารับการรักษา มีที่ดินก็ต้องเตรียมบอกขายเสียเนิ่น ๆ เพราะที่ดินขายยากที่สุด ระหว่างรอขายที่ดินก็ต้องเอาเงินเก็บที่สะสมไว้ออกมารักษาตัวก่อน  อย่าเสียดาย อย่าขี้เหนียวกับการรักษาอาการเจ็บป่วย  “เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาใหม่ได้”  ถ้าตัวเราทรุด อ่อนแอทำงานไม่ได้ นั่นแหละจะเป็นปัญหา  และถ้าแย่จนต้องนอนนิ่ง ๆ ขยับเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ ต้องมีคนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำแล้วละก็ เราจะเป็นภาระของลูก หรือเป็นภาระของพ่อแม่แก่ ๆ ที่ต้องมาดูแลเราแทนที่เราจะไปดูแลท่าน

ประโยคสุดท้ายนั้นกินใจมาก  ผู้เขียนยอมไม่ได้ที่จะให้พ่อแม่มาดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำตอนท่านชรามากแล้ว  จึงตัดสินใจขายทรัพย์สินทุกอย่างที่มีเพื่อรักษาชีวิต  ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ก็ปล่อยง่าย จริงอย่างที่เขาว่า  ส่วนอสังหาริมทรัพย์ รีบปล่อยก็กลายเป็นของร้อนถูกกดราคา จึงต้องใจเย็น ๆ ต่อรองราคาให้ได้มากที่สุด

ประการที่เจ็ด เตรียมศึกษาข้อมูล ข้อมูลภาษาไทยเกี่ยวกับโรค Ankylosing Spondylitis  หายากเสียจริง ๆ  แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะขวนขวายหาความรู้ ข้อมูลภาษาอังกฤษมีมากมาย  โดยเฉพาะงานวิจัยต่างประเทศนั้นก้าวหน้ามาก  ได้แต่หวังว่าเร็ว ๆ นี้คงมีงานวิจัยดี ๆ เกี่ยวกับการรักษาโรค Ankylosing Spondylitis ให้หายขาด

ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตมีมากก็จริง แต่ก็ต้องเลือก ควรโฟกัสเว็บไซต์ที่เป็นทางการ เช่นเว็บของสถาบันทางการแพทย์ เว็บของมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ เว็บองค์การ/สมาคมเกี่ยวกับโรคข้อ/Rheumatogy  ความน่าเชื่อถือมีมากกว่า

มีบางเว็บที่มักแอบอ้างอวดสรรพคุณว่า คนป่วยเป็นโรค Ankylosing Spondylitis และรักษาหายแล้วด้วยวิธีนั้นวิธีนี้  อย่าด่วนปักใจเชื่อ ยิ่งต้องจ่ายค่าสมาชิก, ค่าหนังสือหรือค่าอะไรก็ตาม โปรดอย่าได้ส่งเงินให้พวกเขาเป็นอันขาด

แต่บางวิธีที่ผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด เขาแชร์ประสบการณ์กันก็น่าสนใจ ผู้เขียนใช้เทคนิคเลือกลองวิธีที่ไม่เสียสตางค์ และสามารถทำได้ด้วยตนเอง ก็รู้สึกว่าดีต่อร่างกาย  เช่น

การบำบัดด้วยการวิรัติ Diet Therapy คืองดรับประทานอาหารบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น งดบริโภคเนื้อแดง คือ ไม่ทานเนื้อสัตว์ทุกชนิดที่มีสีแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแพะ เนื้อแกะ ฯลฯ แต่รับประทานปลา ซึ่งมีเนื้อสีขาวได้       บางคนงดอาหารพวกคาร์โบไฮเดรทเชิงเดี่ยว (ข้าวขัดขาว, แป้งขัดขาว, น้ำตาลฟอกขาว) ยกตัวอย่างเช่น งดรับประทานขนมปังที่ทำจากแป้งขาว งดรับประทานอาหารที่ทำมาจากแป้งขัดขาว อาทิ เส้นพาสต้า เส้นมักโรนี เส้นก๋วยเตี๋ยว แต่รับประทานข้าวกล้อง, ธัญพืชและขนมปังธัญพืช โฮลวีตได้  บางคนงดรับประทานเนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด เพราะสายพันธุใกล้เคียงมนุษย์มีแนวโน้มว่าจะทำให้เกิดโรคภัยคล้ายกับที่เกิดกับสัตว์เหล่านี้

การรับประทานพืชผักผลไม้อินทรีย์ปลอดสารพิษ ซึ่งผู้ต้องการมีสุขภาพดีทั่วไปก็ปฏิบัติกันอยู่แล้ว

การบำบัดด้วยวิถีธรรมชาติ  แม็คโครไบโอติกส์ (Macrobiotics) ใช้ชีวิตเรียบง่ายและอิสระ มีความสุข ตามหลักหยินหยาง รับประทานอาหารปลอดจากเคมีและสารพิษ รักษาความสมดุลกรด-ด่างของเลือด

หลีกเลี่ยงการรับประทานพืชจำพวกไนท์เชดส์  (the nightshade plants)  ซึ่งมีสาร SOLANINE (พวกมะเขือ, มะเขือเทศ, แตงกวา, ผักที่เป็นฝัก, พริก, บวบ. แตงโม, มันฝรั่ง ฯลฯ) ในปริมาณมาก ๆ    เนื่องจากในคนที่แพ้สารโซลานินในพืชกลุ่มไนท์เชดส์แล้ว เมื่อรับประทานพืชไนท์เชดส์เข้าไปจะทำให้มีอาการของข้อต่ออักเสบอย่างแรง (ACUTE ARTHRITIS)ได้ หรือแม้แต่คนที่รับประทานพืชกลุ่มไนท์เชดส์เป็นประจำแต่ไม่เคยมีอาการ แต่พอภูมิคุ้มกันลดลงร่างกายอ่อนแอก็ทำให้เกิดอาการปวดข้อได้เช่นกัน อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ ดร.สาทิส อินทรกำแหง

ผู้เขียนคิดว่า การบำบัดแต่ละวิธีอาจเหมาะกับผู้ป่วยบางคน ไม่ใช่ทุกคน  ดังนั้นผู้ป่วยต้องลองปฏิบัติเองจึงจะรู้ว่าวิธีไหนใช้ได้ผลกับเราดีที่สุดการบำบัดด้วยน้ำและเกลือ ผู้เขียนใช้วิธีนอนแช่ในอ่างน้ำอุ่นเติมเกลือสมุทรลงไป 1 ก.ก. เทน้ำส้มสายชู 5 % ลงไปอีก 2 ขวดลิตร ระหว่างแช่ก็นวดตัวเคลื่อนไหวข้อไปด้วย พอน้ำหายอุ่นก็ล้างตัวอาบน้ำปกติ ช่วยให้ตัวเบาสบาย เคลื่อนไหวข้อได้สะดวก

ประการที่แปด เตรียมร่างกายและจิตใจ  บางคนหมกหมุ่นอยู่กับอาการของตนเองจนเกินไป ทำให้เป็นเกิดความเครียดและวิตกกังวล ผู้เขียนเคยเป็นมาก่อน วัน ๆ นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ใช้เสิรชเอ็นจีน หาทุกคำที่เกี่ยวกับโรคและอาการอ่านทุกเว็บบอร์ดที่มีหัวข้อกระทู้เกี่ยวกับโรค  สุดท้ายเครียด นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่พอ ค่าอักเสบไม่ลดลง เสียเวลาไปกับการรักษาอาการทางกายไม่พอ ยังต้องเพิ่มไปรักษาอาการทางจิตอีก

รู้หรือไม่ ความเครียดส่งผลให้การอักเสบเพิ่มขึ้น ภูมิคุ้มกันลดลง

ดังนั้น ผู้ป่วยต้องรู้จักทางสายกลาง ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่จริงจังหรือคาดหวังกับการรักษาวิธีหนึ่งวิธีใดมากเกินไป  ควรจะผสมผสานการรักษาระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการรักษากับแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ เช่น นวดบำบัด ฝังเข็ม โยคะ สมาธิ วิปัสสนา โภชนาการบำบัด การออกกำลังกาย ฯลฯ

“ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” ผู้เขียนสนับสนุนให้ฝึกปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาเป็นอันดับต้น ๆ เพราะการปฏิบัติวิปัสสนาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดความสมดุลทั้งทางจิตใจและร่างกาย  ทำได้ด้วยตนเองไม่ต้องพึงพิงนักบำบัด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เริ่มต้นเพียงสมัครเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมซึ่งในประเทศไทยมีให้เลือกหลายแห่ง เมื่อรู้วิธีแล้วสามารถนำมาฝึกต่อที่บ้าน อีกทั้งสามารถฝึกได้ทุกที่ทุกเวลา การสังเกตความรู้สึกตัวทั่วพร้อมกับสิ่งที่ปรากฎทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือกับทุก ๆ อารมณ์ มีสติกำกับอยู่ทุกอริยาบท มีข้อดีคือทำให้ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ทุกอาการ มีสติรู้ตัวตลอด เหมาะมากกับผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบที่ต้องระวังอริยาบทให้หลังตรง ตัวตรง เสมอ กล้ามเนื้อหลังที่แข็งแรงช่วยให้หลังไม่ค่อม ไม่โก่ง

สำหรับผู้ป่วยโรคข้อ อาจมีข้อจำกัดในการนั่งขัดสมาธิหรือการนั่งกับพื้น เราสามารถฝึกสมาธิด้วยการนั่งบนเก้าอี้ได้    แต่ควรแจ้งสถานปฏิบัติธรรมให้ทราบว่าเรามีข้อจำกัดเรื่องอะไรบ้างและถามสถานที่ปฏิบัติธรรมนั้นว่ายินดีที่รับเราเข้าคอร์สปฏิบัติหรือไม่ เพื่อเราจะได้ปฏิบัติเต็มที่ หมดความกังวลใจ อันเนื่องมาจากความรู้สึกละอายใจหรือรู้สึกไม่เหมือนผู้ปฏิบัติธรรมอื่น ๆ 

ประการที่เก้า ปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ทุกครั้งที่ผู้เขียนไปพบอาจารย์หมอที่รักษาผู้เขียนอยู่ ท่านจะบอกทุกครั้งว่า ผู้ป่วยต้องช่วยหมอด้วย ช่วยทำให้ตัวเองแข็งแรง โดยมีหลักปฏิบัติง่าย ๆ คือ

  • ต้องหมั่นออกกำลังกาย เช่น เต้นแอโรบิค เดิน ว่ายน้ำ แบตมินตัน ปั่นจักรยาน เข้าฟิตเนสบริหารกล้ามเนื้อ  เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและข้อกระดูกสันหลัง เล่นกีฬาได้ทุกอย่าง แต่ระวังการบาดเจ็บที่ข้อเท่านั้น  อย่าลืม วอร์มอัพอุ่นเครื่อง เริ่มจากเบา ๆ แล้วค่อยเพิ่มเวลา เราจะรู้เองว่ากล้ามเนื้อเราทนได้ระดับไหน  ออกกำลังกายวันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง ได้เหงื่อแล้วก็ต้องสโลว์ดาวน์คลายกล้ามเนื้อด้วย ออกกำลังกายสัปดาห์ละสามวันกำลังดี
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ละคืนหลับให้สนิท 7-8 ชั่วโมง
  • อย่านอนดึก   เวลาที่เหมาะสำหรับการเข้านอน อย่าให้เกิน 22.00 น.
  • อยู่ในสิ่งแวดล้อมดี ๆ คือ อากาศดี อารมณ์ดี  อาหารดีครบ 5 หมู่ (อาหารดีไม่ใช่อาหารราคาแพง) รวมถึงอุจจาระดี (เป็นเวลา และ สม่ำเสมอ)  ควรหลีกเลี่ยงสิ่งทำลายสุขภาพ เช่น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์  เครื่องดื่มที่มีกาเฟอี น เครื่องดื่มที่มีกรดคาร์บอนิก สิ่งเสพติด อาหารทอด ไขมัน
  • อย่าเครียด   ฝึกผ่อนคลาย อย่าเก็บตัว  ให้ออกมาสังสรรพบปะผู้คน เข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการ หรือกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อที่จะได้เพลินไปกับงานอดิเรกหรือกิจกรรมที่เราชอบ สร้างคุณค่าต่อตัวเอง ช่วยให้ลืมความปวดเจ็บไข้ได้  เช่น การเดินทางท่องเที่ยว การถ่ายภาพ เล่นดนตรี งานฝีมือ วาดรูป อาสาสมัครช่วยเหลือสังคม การปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน งานสาธารณประโยชน์ ฯลฯ

อาจารย์หมอย้ำทุกครั้ง ไม่ว่าจะป่วยเป็นโรคอะไร หลัก ๆ ในการทำให้หายป่วยมีอยู่เท่านี้ ไม่ต้องมาพบแพทย์ ไม่ต้องกินยาก็ได้ ร่างกายมนุษย์มีกลไกซับซ้อนสามารถปรับตัวสร้างภูมิคุ้มกันและกำจัดโรคภัยได้เอง แต่ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง  ส่วน “ยา” ช่วยนิดเดียวจริง ๆ คือ ช่วยย่นระยะเวลาป่วย จุดประสงค์หลักที่แพทย์สั่งยาให้ผู้ป่วยเพื่อจะได้หายป่วยเร็วขึ้น

แรก ๆ ผู้เขียนทำตามอาจารย์หมอบอกไม่ครบซักอย่าง กินแต่ยา ครบทุกตัว ตรงตามเวลาเปะ  พอถึงวันนัด ผลคือไม่กระเตื้อง โรคไม่สงบ

ตอนหลังกลับตัวได้ เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ ทำได้ตามที่อาจารย์หมอสั่งครบทุกอย่าง ผลคือ ค่าอักเสบลดลงไปหลายหน่วย  ท้าผู้ป่วยทั้งหลายไปปฏิบัติตามได้เลย

เคยคิดบ้างไหมว่า ทำไมโรคบางโรคหรืออาการบางอาการซึ่งเราเคยเป็นและรักษาหายแล้ว ไม่นานก็กลับมามีอาการนั้นหรือเป็นโรคนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก  เป็นไปได้ไหมที่ความเคยชินและพฤติกรรมบางอย่างของเรานั่นเอง ที่เป็นสาเหตุให้ต้องเป็นโรคเดิมอาการเดิม ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า  ยกตัวอย่างเช่น ความเครียด หงุดหงิดไม่พอใจง่าย  พฤติกรรมนอนดึก ขี้เกียจออกกำลังกาย รับประทานอาหารชนิดเดียวซ้ำ ๆ  ชอบอาหารหวานเค็มมัน  ดื่มน้ำน้อย ขับถ่ายไม่เป็นเวลา มีท่านั่ง ท่ายืน ที่ทำร้ายข้อ นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ  ก้มยกของแทนที่จะนั่งแล้วยกของ  ชอบเขย่งเอื้อมสุดแขนหยิบของ  ปวดแขนข้างไหนก็หยุดใช้แขนข้างนั้นไปเลย  ฯลฯ  ผู้เขียนสังเกตตัวเองและพบว่ามีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายอย่างมาก โดยเฉพาะความเครียด ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง เป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย  ภายหลังเมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างไปจากเดิม ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ฝึกปฏิบัติสมาธิวิปัสสนา อาการเจ็บป่วยที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำนั้่นได้ลาขาดไปจากชีวิต ไม่ต้องกลับไปพึ่งยาหรือหาหมออีกต่อไป

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่อยากหายจากอาการไม่สบายหรืออาการเจ็บป่วย ต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ดีเพื่อสุขภาพหรือไม่  ผู้เขียนพบว่าการบำบัดรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ จากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นไม่ได้ช่วยให้อาการป่วยดีขึ้นเลย ถ้า “ใจ” ปฏิเสธการรักษา หมายถึงการรักษาใด ๆ ที่ใจผู้ป่วยไม่ยอมรับ ผู้ป่วยมีอคติหรือมีทัศนคติทางลบต่อการรักษา ไม่ว่าผู้บำบัดจะแนะนำให้ปฏิบัติตัวเช่นไรก็รู้สึกลำบากใจที่จะทำ ไม่สบายใจหรือฝืนใจทำ  ผลของการบำบัดก็จะออกมาเป็นศูนย์ คือคงอาการเหมือนเดิม ไม่ได้กระเตื้องขึ้น ในบางครั้งอาจยิ่งรู้สึกแย่ลง ความเครียดเพิ่มขึ้น เนื่องจากการฝืนทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ ทำเพราะถูกบังคับ    การบำบัดจะให้ผลตรงกันข้ามถ้าผู้ป่วยยอมรับการบำบัดนั้นด้วยความเต็มใจ ทำด้วยแรงบันดาลใจว่าฉันต้องเป็นผู้มีสุขภาพดี  ความรู้สึกสบายใจนั้นเป็นพลังผลักดันที่ดี เพื่อจะได้มีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข

ประการที่สิบ ต้องรู้จักการ “ปล่อยวาง” (อุเบกขา) ภาษาทางธรรมนั้นลึกซึ้งมาก  การปล่อยวางทำให้พ้นทุกข์  พ้นจากเวียนว่าย เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในวัฏสงสาร

สำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่เข้าใจศัพท์ทางพระพุทธศาสนา ขอแนะนำให้ปล่อยวางง่าย ๆ ด้วยการทำความเข้าใจร่างกายของเรา ยอมรับในสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เรามี  โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติดก็ไม่ต่างอะไรกับโรคหวัด เมื่อสุขภาพดี ภูมิคุ้มกันแข็งแรง หวัดก็ทำอะไรเราไม่ได้  เมื่อสุขภาพเราอ่อนแอหวัดก็กลับมาเล่นงานเรา บางคนเป็นหวัดแค่ไม่กี่วันก็หาย  บางคนเป็นหวัดเป็น ๆ หาย ๆ บางคนไม่กินยาก็หาย ตลอดชีวิตของคนเรา มีใครไม่เคยเป็นหวัดบ้าง  หรือ มีใครเป็นหวัดครั้งเดียวบ้าง คำตอบรู้ ๆ กันอยู่

โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing Spondylitis) ก็เช่นเดียวกัน อ่อนแอเมื่อไหร่เขาก็มาสร้างความรำคาญให้กับเรา ปวด ๆ หาย ๆ  ให้คิดเสียว่าเขาเป็นสหายสนิทร่วมเป็นร่วมตายของเรา  เราอยู่เขาก็อยู่ เราตายเขาก็ตายตามไปด้วย จะหาเพื่อนแท้อย่างนี้ที่ไหนได้ การป่วยเป็นการเตือนตนเองที่ดีไม่ให้เราใช้ชีวิตอย่างประมาทและให้รีบทำสิ่งดี ๆ ให้ตนเองและคนที่เรารัก

9FF19197-5389-4A70-8DF3-772806CC2907