นักวิทยาศาสตร์ปลดล็อคพันธุศาสตร์ความผิดปกติของข้อในผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (ankylosing spondylitis)

นักวิทยาศาสตร์ปลดล็อคพันธุศาสตร์ความผิดปกติของข้อในผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (ankylosing spondylitis)

การศึกษาความร่วมมือระหว่าง the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium และ the Wellcome Trust Case Control Consortium มีหนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยืนยันเป็นครั้งแรกของการปฏิสัมพันธ์ของยีน ที่พบในมนุษย์

โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด Ankylosing spondylitis เป็นโรคทางภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ autoimmune disease ในสหราชอาณาจักร์ UK พบว่าผู้ชายทุก 200 คนจะเป็นโรค AS 1 คน, ผู้หญิงทุก 500 คนจะเป็นโรค AS 1 คน พบมากในช่วงวันรุ่นตอนปลายถึงช่วงอายุยี่สิบต้น ๆ โรคนี้ไม่เพียงส่งผลต่อกระดูกสันหลังแต่ยังกระทบข้อ, เส้นเอ็น, จุดเกาะเอ็น อื่น ๆ มีบ้างที่กระทบต่อระบบอื่น ๆ ด้วย เช่น ตา, ปอด, ลำไส้, หัวใจ

ขณะนี้การศึกษาดำเนินการในสหราชอาณาจักร UK, ออสเตรเลียและอเมริกาเหนือเปรียบเทียบจีโนมของ 3023 เคส กับกลุ่มควบคุม 8779 เคสที่มีสุขภาพดี มีการระบุชุดของภูมิภาคทางพันธุกรรม series of genetic regions ที่เกี่ยวข้องใหม่ในการเกิดโรค การค้นพบนี้ได้รับการยืนยันในกลุ่ม independent cohort 2,111 เคสและ กลุ่มควบคุม 4483 เคส ผลที่ได้มีการเผยแพร่ในวารสาร Nature Genetics

ศาตราจารย์ ปีเตอร์ ดอลเนลลี จาก  the Wellcome Trust Centre for Human Genetics, ประธานบริหาร the Wellcome Trust Case Control Consortium กล่าวว่า “ต้องขอบคุณผู้ป่วยข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis กว่า 5,000 คน ที่ได้ให้ตัวอย่าง DNA  เราจึงสามารถที่จะดำเนินการการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของพันธุศาสตร์ความเจ็บปวดและโรคแบบปิด. มันเผยให้เห็นมุมมองใหม่ของโรคที่สำคัญและบางเคสก็น่าแปลกใจ”

การศึกษานี้ สามารถระบุ regions of the genome ออกมา 3 รีเจียนส์ คือ – RUNX3, LTBR และ TNFRSF1A  ซึ่งในทางพันธุกรรมสายพันธุ์มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis    นอกจากนี้พวกเขาพบว่ามีอีกสี่ ยีน ที่มีแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกัน คือ : PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 และ CARD9

เช่นเดียวกับนอกจากความเข้าใจของพันธุศาสตร์ต้นแบบของอาการของโรค การค้นพบหลักฐานสำคัญที่เป็นกระบวนการเฉพาะ โดยที่สัญญาณจะถูกส่งภายในเซลล์ — ที่รู้จักกันดีเรียกว่า IL – 23R pathway– เกี่ยวข้องกับความผิดปกติและอาจเป็นเป้าหมายสำหรับยารักษาโรค

การศึกษานอกจากนี้ยังมีเบาะแสว่าทำไมตัวแปรพันธุกรรมเฉพาะที่รู้จักกันดีคือ HLA – B27  จึงมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค นักวิทยาศาสตร์ได้รู้จักกันมาเกือบสี่สิบปีที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญนี้จะเพิ่มความเสี่ยงของการพัฒนาเป็นโรคนี้ ผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis  9 ใน 10 คน มีตัวแปรนี้ ในขณะที่ไม่ใช่ทุกคนที่มีตัวแปรนี้จะพัฒนาไปจนเกิดอาการ ผู้ที่มีตัวแปรมีโอกาสเกิดอาการ 80 เท่าของผู้ที่ไม่มีตัวแปรนี้ แม้จะรู้อย่างนี้แล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้ว่ากลไกของแต่ละตัวแปรทำให้เกิดอาการได้อย่างไร

นักวิจัยพบว่า ตัวแปรของยีน ERAP1 โต้ตอบกับ HLA – B27  จะมีผลต่อความไวต่อการเกิดโรค — หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยืนยันเป็นครั้งแรกของการปฏิสัมพันธ์ของยีน-ยีนมนุษย์ examples of gene-gene interaction seen in humans     สำหรับผู้ที่มียีน HLA – B27 มีความเสี่ยงของการพัฒนาเป็นโรคข้อสันหลังอักเสบลดลงโดยตัวแปรที่สี่ ถ้าหากพวกเขายังมีสองสำเนาของตัวแปรป้องกัน ERAP1 (two copies of the protective variants of ERAP1)

ERAP1 มีบทบาทในการทำให้โปรตีนในร่างกายกลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่าเปปไทด์ ยีนที่มีการโต้ตอบกับ HLA – B27 ให้ผลต่อเปปไทด์เหล่านี้ทำงานกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย   นี้เป็นกระบวนการที่จำเป็นสำหรับการเกิดการตอบสนองภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่บุกรุก  แต่เมื่อมันไปผิดที่ผิดทางผลคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เกิดการอักเสบและเกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อ นักวิจัยพบว่าตัวแปรบางส่วนของ ERAP1 ช่วยป้องกันอาการของ ankylosing spondylitis โดยการลดจำนวนของเปปไทด์ที่มี HLA – B27 ภายในเซลล์ นักวิจัยเชื่อว่า ERAP1 อาจช่วยรักษาอาการของโรคได้

นักวิจัยได้วิเคราะห์พันธุกรรม ตัวแปรของผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis แต่ละบุคคลซึ่งไม่มีตัวแปรยีน HLA – B27 พบว่าเกี่ยวข้องกับจีเนติค รีเจียนส์บางรีเจียนส์ genetic regions  เป็นครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ถูกพบในบุคคลที่มี HLA-B27 เป็นลบ (ไม่มียีน HLA-B27) การค้นพบเหล่านี้บ่งชี้ความคล้ายคลึงกันมากระหว่าง การมี HLA-B27 เป็นบวก และพัฒนา ankylosing spondylitis เป็นลบ

ศาสตราจารย์ แมทท์ บราวน์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์, ออสเตรเลีย, กล่าวว่า :”งานของเราจะแสดงมูลค่าที่ดีของการร่วมมือการวิจัยพันธุศาสตร์กับการตรวจสอบการทำงานเพื่อตรวจสอบชีววิทยาพื้นฐานซึ่งนำไปสู่​​โรคที่พบบ่อยเช่น ankylosing spondylitis, สาเหตุของปริศนาที่มีอยู่นาน
 
“ในเวลานี้ ขณะที่เรามีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการอักเสบของโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis แต่เราก็ยังไม่มีการรักษาโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติดอย่างเป็นจริงเป็นจังเพื่อเกิดผลที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดเรื้อรัง, การสูญเสียเคลื่อนไหวที่เด่นชัดและความพิการ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยทั่วไปของโรคนี้  เราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาที่มีค้นพบเหล่านี้ แต่ก็ยังเป็นขั้นตอนที่มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ถูกต้อง.”

ศาสตราจารย์อลัน ซิลแมน, ผู้อำนวยการแพทย์ของ Arthritis Research UK ซึ่งได้รับการสนับสนุนการทำงานเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางพันธุศาสตร์กล่าวว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ แต่เพิ่มว่ามันจำเป็นจะต้องติดตามผลก่อนความสำคัญการวัดทางคลินิกจะถูกวัด “เรากำลังสนับสนุนการทำงานอย่างคร่ำเคร่งจำเป็นต้องตรวจสอบหรือว่าตั้งจุดประสงค์ทางพันธุกรรม (genetic)เหล่านี้ เป็นไปได้ที่จะมีโอกาสพบวิธีการรักษาใหม่ ๆ “เขากล่าว

การศึกษาได้รับการสนับสนุนโดย Arthritis Research UK , Wellcome Trust และ the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 

อ่านเพิ่มเติมด้านล่าง

Unlocking the genetics and biology of ankylosing spondylitis

A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties. While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

Now, a study carried out in the UK, Australia and North America comparing the genomes of 3,023 cases against those of 8,779 healthy controls has identified a series of genetic regions newly implicated in the disease. The findings were confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

Professor Peter Donnelly from the Wellcome Trust Centre for Human Genetics, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium says: “Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.”

The study identified three regions of the genome – RUNX3, LTBR and TNFRSF1A – in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

As well as furthering our understanding of the genetics underlying the condition, the findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells – known as the IL-23R pathway – is involved in the disorder and could be a target for drugs.

The study also provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease. Scientists have known for almost forty years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to eighty times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which the variant causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility – one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans. For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system. This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue. The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals. These findings indicate considerable similarity between the way HLA-B27 positive and negative ankylosing spondylitis develop.

Professor Matt Brown from the University of Queensland, Australia, says: “Our work shows the great value of partnering genetics research with functional investigations to determine the basic biology which leads to common diseases such as ankylosing spondylitis, the causes of which have remained an enigma for so long.

“At the moment, whilst we have effective treatments to suppress the inflammation in ankylosing spondylitis, we have no treatment to substantially improve its long-term outcome, particularly the chronic pain, marked loss of movement and disability and that are common consequences of this disease. We must be cautious about the promise that these findings offer, but they are a promising step in the right direction.”

Professor Alan Silman, Medical Director of Arthritis Research UK , which funded the preliminary work for the genetics research said the study was important, but added that it needed to be followed up before its significance could be measured clinically. “We’re supporting further intensive work needed to investigate whether these genetic targets could offer scope for novel treatment approaches,” he said.

The study was funded in part by Arthritis Research UK, the Wellcome Trust and the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 Data from

 

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

(เมดิคอล เอ็กซ์เพรส) การศึกษาผู้ป่วยข้อสันหลังอักเสบยึดติดที่มีอาการความผิดปกติของข้อมากกว่า 5000 คน ทำให้แยกชุดของตัวแปรทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับความเร็วในการพบอาการผิดปกติของข้อเพิ่ม เช่นเดียวกันกับพบเบาะแสใหม่ที่จะรักษาอาการป่วยได้ในอนาคต

อ่านเพิ่มเติมด้านล่าง

 

Scientists unlock genetics of joint disorder ankylosing spondylitis

(Medical Xpress) — A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

A series of genetic variants associated with the joint disorder ankylosing spondylitis has been identified in a study involving Oxford University researchers. The findings provide new clues as to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Professor Peter Donnelly from the University of Oxford, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium, says: ‘Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.’

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties.

While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

New genes identified

The new research, carried out in the UK, Australia and North America, compared the genomes of 3,023 people with ankylosing spondylitis against those of 8,779 healthy controls. This identified a series of new genetic regions implicated in the disease. The findings were then confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

The researchers identified three regions of the genome – RUNX3, LTBR and TNFRSF1A – in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

The findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells – known as the IL-23R pathway – is involved in the disorder and could be a target for drugs.

Insight into disease processes

The study provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease.

Scientists have known for almost 40 years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to 80 times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which HLA-B27 causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility – one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system.

This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue.

The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals.

Data from : Medical Xpress

 

ความก้าวหน้าทางพันธุกรรมกับอาการเกี่ยวกับกระดูกข้อสันหลัง

โดย นินา ลาคานิ

11 กรกฎาคม 2554

ความก้าวหน้าทางพันธุกรรมทำให้รู้สาเหตุของภาวะกระดูกสันหลังที่รักษาไม่หาย อาจจะช่วยคนหนุ่มสาวนับหมื่นหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและความพิการ          นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ได้ค้นพบยีนเจ็ดชนิด ที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis (AS), โรคข้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ (auto-immune) ที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อที่ทำให้สุขภาพทรุดโทรมในกลุ่มทดลอง 200,000 คน

การค้นพบนี้ปูทางสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีกว่าและการรักษาโรคแบบใหม่ และยังสามารถพิสูจน์อาการอื่น ๆ ที่สำคัญ ตามการวิจัย Nature Genetics

มีสองยีนจากเจ็ดยีนทางพันธุกรรมยังมีส่วนเกี่ยวข้องในโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันอัตโนมัติอื่น ๆ (auto-immune diseases) ที่พบบ่อย ได้แก่ Crohn’s disease และ coeliac disease ชาวยุโรปทุก 200 คนจะเป็นโรค AS หนึ่งคน และพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสามเท่า

อาการโดยทั่วไป มีแนวโน้มที่เห็นชัดเจนในวัยรุ่นตอนปลายหรือช่วงอายุ 20 ต้น ๆ คืออาการปวดตึงหลัง ปวดหลังช่วงล่าง นอกจากนี้ยังมีการอักเสบของข้ออื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น กระดูกเชิงกราน, คอ, สะโพกและหัวเข่า

อ่านเพิ่มเติมข้างล่าง

Genetic breakthrough for spine condition

By Nina Lakhani

Monday, 11 July 2011

A genetic breakthrough into the causes of an incurable spine condition could help tens of thousands of young people to avoid pain and disability. Scientists from the University of Bristol have discovered seven genes involved in ankylosing spondylitis (AS), an auto-immune arthritis that causes debilitating joint pain for 200,000 Britons.

The findings pave the way for better diagnostic tests and new treatments, but could also prove important for other conditions, according to research in Nature Genetics.

Two of the seven genetic mutations are also involved in other common auto-immune diseases including Crohn’s disease and coeliac disease. AS affects one in every 200 Europeans, and is three times more common in men than women.

Common symptoms, which tend to manifest themselves in the late teens or early 20s, include episodes of severe stiffness and pain in the lower back, although the pelvis, neck, hip and knees can also be affected.

 

หมายเหตุ ผู้แปลไม่ใช่นักแปลอาชีพและไม่ได้ทำงานด้านการแพทย์ กรุณาอย่านำข้อความภาษาไทยข้างต้นไปใช้อ้างอิงทางวิชาการ

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด AS รวมถึง โรคข้อสันหลังอักเสบที่จำแนกประเภทไม่ได้ Undifferentiated Spondyloarthropathy โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึดรวมถึง Undifferentiated Spondyloarthropathy*

(Guideline for Anti-TNF Therapies in Ankylosing Spondylitis Including Undifferentiated Spondyloarthropathy)*

 สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

 

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ายาในกลุ่ม anti-TNF agents มีประสิทธิภาพดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาวในการรักษาโรค ankylosing spondylitis (AS) ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน แต่เนื่องจากยากลุ่มนี้มีราคาแพงและต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว แม้จะมีข้อมูลสนับสนุน ด้านความคุ้มค่าของการใช้ยากลุ่มนี้ แต่เป็นการศึกษาในประเทศที่มีรายได้มวลรวมประชาชาติสูง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้ยากลุ่มนี้ในประเทศไทย จึงต้องใช้ยาให้เหมาะสมตามข้อบ่งชี้ มีกระบวนการติดตามเพื่อประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยาในระยะยาว

โรค AS เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่ม spondyloarthropathy (SpA) เกณฑ์การวินิจฉัยโรคใน ปัจจุบันยังมีปัญหาอยู่มาก เพราะ New York Criteria เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยโรคที่ออกแบบเพื่อ คัดเลือกผู้ป่วยเข้ามาศึกษาในงานวิจัยเกณฑ์การวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงภาพถ่ายรังสี ซึ่งในระยะแรกอาจยังตรวจไม่พบ และผู้ป่วยบางรายมีข้ออักเสบเป็นอาการเด่นกว่าอาการปวดหลัง ทำให้การวินิจฉัยโรคมักล่าช้าไป 5-10 ปี ส่งผลถึงผลการรักษาที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยจึงเห็นชอบให้ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรค AS ของ The European Spondyloarthropathy Study Group ด้วยอีกเกณฑ์หนึ่งซึ่งจะทำให้ผู้ป่วย AS ในระยะแรก (early AS) อาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น undifferentiated SpA (uSpA) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการรักษาโรคตั้งแต่ระยะแรกเนื่องจากการรักษาโรคในระยะแรกจะให้ผลลัพธ์ของโรคดีกว่ารักษาเมื่อมีอาการรุนแรงหรือเกิดภาวะทุพพลภาพเรียบร้อยแล้ว

 วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้การรักษาผู้ป่วย AS และ  uSpA  ด้วยยากลุ่ม anti TNF  agents  เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2. เพื่อให้ผู้ป่วย AS และ uSpA ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ anti TNF agents ทั้งด้าน ประสิทธิภาพ (efficacy) และความปลอดภัย (safety)

3. เพื่อให้ความคุ้มค่า (cost-effectiveness) จากการรักษาด้วยยา anti TNF agents

กลุ่มเป้าหมาย

1. สำหรับอายุแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่มและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรค AS และ uSpA เพื่อให้การใช้ยากลุ่ม anti-TNF agents เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

2. สำหรับแพทย์ทั่วไป พยาบาลวิชาชีพชำนาญการด้านการดูแลผู้ป่วยโรคข้อ และ บุคคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าติดตามผลข้างเคียงจากการใช้ยา กลุ่มนี้

แนวทางปฏิบัติการใช้anti-TNF agents ในโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบติดยึด(ankylosing spondylitis) รวมถึงundifferentiated spondyloarthropathy*

 1.  ข้อบ่งชี้ (indication) (ตารางที่1)

ตารางที่ 1 แผนผังแสดงการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents  ใน AS และ USpA

ตารางที่ 1 แผนผังแสดงการใช้ยากลุ่ม Anti- TNF Agents ใน AS และ USpA

 ผู้ป่วยจะต้องมีคุณสมบัติครบเกณฑ์ทุกข้อดังต่อไปนี้

  •  ได้รับการวินิจฉัยโรค AS ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ Modified New York criteria (ภาคผนวกที่14) หรือ The European Spondyloarthropathy Study Group Criteria (ภาคผนวกที่15)
  •  ได้รับการวินิจฉัยโรค undifferentiated SpA (uSpA) ครบถ้วนตามเกณฑ์ของ ESSG (ภาคผนวกที่16)
  •  อยู่ในระยะกำเริบโดยมี Bath Ankylosing Spondylitis Disease Activity Index (BASDAI) > 4 หน่วย(ภาคผนวกที่12) และมีค่า physician global assessment > 2 (ภาคผนวกที่ 10)
  • ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน

               ในกรณีเป็น peripheral joint involvement ต้องไม่ตอบสนองต่อ NSAIDs อย่างน้อย 2 ชนิดภายใน ระยะเวลา 3 เดือน และ ไม่ตอบสนองต่อการใช้ยา DMARDs ≥ 2 ชนิด โดยแต่ละชนิดต้องใช้ใน ขนาดมาตรฐานอย่างน้อย 3 เดือน (ภาคผนวกที่17) และ ในกรณีที่เป็น oligoarthritis หรือ enthesitis จะต้องไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วย local steroid injection อย่างน้อย 2 ครั้ง(ถ้าไม่มีข้อห้าม) ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย (functional class III หรือIV) (ภาคผนวกที่11)

                กรณีเป็น axial involvement

  •  ไม่ตอบสนองต่อ NSAIDs ³  2 ชนิด (โดยใช้ทีละชนิดและแต่ละชนิดใช้ในขนาดรักษา) เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน
  •  ไม่ตอบสนองต่อยา DMARDs ³  2  ชนิด(sulphasalazine,  methotrexate,  azathioprine  –ตามข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ)เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน

 

                                                            ภาคผนวก 13

ขนาดยา DMARDs ที่ควรใช้ในการรักษาโรค AS ก่อนให้ Anti-TNF agents

Sulphasalazine    ขนาดเต็มที่    40 มก/กก/วัน แบ่งให้ 2-3 เวลา สูงสุดไม่เกิน 3 กรัม/วัน

Azathioprine    ขนาดเต็มที่    2 มก/กก/วัน แบ่งให้ 2 เวลา

Methotrexate    ขนาดเต็มที่    0.3 มก/กก/สัปดาห์  สูงสุดไม่เกิน 20 มก./สัปดาห์

Leflunomide    ขนาดเต็มที่    20 มก/วัน

 

 

2.  ข้อห้าม (contraindication) (ภาคผนวกที่4)

 

3.  การประเมินก่อนให้ยา(pretreatment screening)  (ภาคผนวกที่5 และ 6)

 

 

4.  ขนาดและวิธีการบริหารยา (dosage and administration)

  1. Etanercept (25, 50 มก./ขวด) 25 มก. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ 50 มก. ฉีด เข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละ หรือให้ร่วมกับ methotrexate
  2. Infliximab (100 มก./ขวด) เริ่มให้ในขนาด 5 มก/กก./ครั้งเจือจางใน 0.9% NSS 250 มล. หยดเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ ในเวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง สัปดาห์ที่ 0, 2, 6 และต่อด้วยทุก 8 สัปดาห์ หรือให้ร่วมกับ methotrexate หากการตอบสนองไม่เป็นที่น่าพอใจหลังจากรักษา ไปนาน 3 เดือน อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยาเป็น 10 มก./กก./ครั้งหยดเข้าหลอดเลือดทุก 8 สัปดาห์

  

5.   การประเมินผลตอบสนองต่อการรักษา (evaluation of effectiveness)

 ประเมินผลในสัปดาห์ที่ 12 นับจากวันที่เริ่มให้ยา anti-TNF agents

  •                  ผู้ที่ตอบสนองต่อการรักษา(responder) หมายถึง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นโดยบรรลุเกณฑ์ การประเมินดังนี้

 สำหรับผู้ป่วย peripheral involvement ถือว่าผู้ป่วยมีการตอบสนอง (responder) เมื่อบรรลุเกณฑ์ 2/3 ข้อ โดยต้องมี 5.1 หรือ 5.2 ร่วมด้วยอย่างน้อย 1 ข้อ

                 5.1  Tender joint count ลดลงร้อยละ ≥ 30

                 5.2  Swollen joint count ลดลงร้อยละ ≥ 30

                 5.3  Physician global assessment มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ≥1หน่วย

สำหรับผู้ป่วยaxial  joint  involvement  ถือว่าผู้ป่วยมีการตอบสนอง(responder)  เมื่อค่า BASDAI ลดลง ≥ 2 หน่วย  และphysician global assessment ดีขึ้น ≥ 1 หน่วย

  •                  ผลการเปลี่ยนแปลงทางรังสี: ควรส่งตรวจภาพรังสีมือ ข้อมือ และ เท้า ทุกปีอาจให้ คะแนนโดยใช้ modified total Sharp score

 

6. การให้ยาซ้ำและระยะเวลาของการให้ยา (Repeated treatment and treatment duration)

 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการให้ยา anti-TNF agents ในการรักษา ankylosing spondylitis ว่าควรให้ยานานเท่าใด แต่มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิด อาการข้างเคียงจากยาในระยะยาว ในรายที่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย anti-TNF agents ให้พิจารณาปรับลดขนาดยาลงหรือหยุดยาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาให้ยา DMARDs ต่อเนื่องระยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ

7.     เกณฑ์การถอนตัวจากการรักษา (drug withdrawal criteria)

  • ให้หยุดยากลุ่ม anti-TNF agents ในกรณีต่อไปนี้
  • โรคมะเร็ง
  • เกิดผลข้างเคียงหรือพิษจากยาอย่างรุนแรง
  • ตั้งครรภ์ (ถอนตัวชั่วคราว)
  • การติดเชื้อรุนแรง (ถอนตัวชั่วคราว)
  • การผ่าตัด (ถอนตัวชั่วคราว) กรณีผ่าตัดไม่เร่งด่วนควรหยุด etanercept ล่วงหน้า 2 สัปดาห์และหยุด infliximab ล่วงหน้า8 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (non-responder) หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอาการไม่ดีขึ้น โดยไม่บรรลุตามเกณฑ์การตอบสนองต่อการรักษา (ดังที่ระบุไว้ในข้อ 5) หลังใช้ยานาน 12 สัปดาห์

8.   ผลข้างเคียง (adverse events) (ภาคผนวกที่7)

 

9.   ข้อควรปฏิบัติและการเฝ้าติดตามผลข้างเคียงระหว่างการให้ยา biologic (adverse events)

(ภาคผนวกที่8)

 

10. ระยะเวลาของการให้ยา (treatment duration)

 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการให้ยา anti-TNF agents ส าหรับผู้ป่วย AS ว่า ควรให้ยานานเท่าใดแต่มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียงจากยาในระยะยาว ในรายที่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย anti-TNF agents ให้พิจารณาปรับลดขนาดยาลงหรือหยุด ยาตามความเหมาะสม โดยพิจารณาให้ยา DMARDs ต่อเนื่องระยาวเพื่อป้องกันโรคกำเริบ

 

10. ระบบเฝ้าติดตามผลการรักษาและผลข้างเคียง (effectiveness and side effect monitoring)

 เพื่อความคุ้มค่า แพทย์ผู้รักษาควรทำการประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงจากการใช้ยาทุก 3 เดือนเพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาวะของโรคและอาจพิจารณาหยุดยาถ้าเป็นไปได้

อ่านข้อมูลทั้งหมดได้ที่ สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย

แนวทางเวชปฏิบัติการใช้สารชีวภาพในการรักษาโรครูมาติก (Guideline for Biologic Therapy in Rheumatic Diseases)

 

 

 

Unlocking the Genetics and Biology of Joint Disorder Ankylosing Spondylitis

ScienceDaily (July 10, 2011) — A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties. While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

Now, a study carried out in the UK, Australia and North America comparing the genomes of 3,023 cases against those of 8,779 healthy controls has identified a series of genetic regions newly implicated in the disease. The findings were confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

Professor Peter Donnelly from the University of Oxford, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium says: “Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.”

The study identified three regions of the genome — RUNX3, LTBR and TNFRSF1A — in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

As well as furthering our understanding of the genetics underlying the condition, the findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells — known as the IL-23R pathway — is involved in the disorder and could be a target for drugs.

The study also provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease. Scientists have known for almost forty years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to eighty times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which the variant causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility — one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans. For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system. This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue. The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals. These findings indicate considerable similarity between the way HLA-B27 positive and negative ankylosing spondylitis develop.

Professor Matt Brown from the University of Queensland, Australia, says: “Our work shows the great value of partnering genetics research with functional investigations to determine the basic biology which leads to common diseases such as ankylosing spondylitis, the causes of which have remained an enigma for so long.

“At the moment, whilst we have effective treatments to suppress the inflammation in ankylosing spondylitis, we have no treatment to substantially improve its long-term outcome, particularly the chronic pain, marked loss of movement and disability and that are common consequences of this disease. We must be cautious about the promise that these findings offer, but they are a promising step in the right direction.”

Professor Alan Silman, Medical Director of Arthritis Research UK , which funded the preliminary work for the genetics research said the study was important, but added that it needed to be followed up before its significance could be measured clinically. “We’re supporting further intensive work needed to investigate whether these genetic targets could offer scope for novel treatment approaches,” he said.

Debbie Cook, Director of The National Ankylosing Spondylitis Society (UK) added: “We are delighted with the results of these genetic studies in ankylosing spondylitis which will help us to understand the causes of the disease better, and hopefully to develop new ideas about its treatment. Our members have been heavily involved in these studies with scientists at the University of Oxford over the past 10 years and it is good to see the progress that has been made. It has long been recognised that there is a genetic element to the condition and that it has a tendency to run in families. The identification of 14 genes involved in this process clearly helps to understand the reasons for this.

“Over the past ten years our members have been donating blood or saliva samples so that their DNA can be analysed. It is good to see that this truly global collaboration, involving teams in Australia and USA as well as the UK has been so worthwhile. We look forward to further developments in the future towards preventing or curing this persistent and painful disease that affects about 200,000 people in the UK alone.”

The study was funded in part by Arthritis Research UK, the Wellcome Trust and the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 

Journal Reference:

  1. The Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium (TASC), the Wellcome Trust Case Control Consortium 2 (WTCCC2) et al. Interaction between ERAP1 and HLA-B27 in ankylosing spondylitis implicates peptide handling in the mechanism for HLA-B27 in disease susceptibilityNature Genetics, 2011; DOI: 10.1038/ng.873

 

Data from: sciencedaily.com

เราจะวินิจฉัยภาวะกระดูกสันหลังอักเสบติดยึดในระยะเริ่มแรกได้อย่างไร โดย ผศ.พญ.ชิงชิง ฟูเจริญ

เราจะวินิจฉัยภาวะกระดูกสันหลังอักเสบติดยึดในระยะเริ่มแรกได้อย่างไร

How to early diagnosis ankylosing spondylitis?

ผศ.พญ.ชิงชิง ฟูเจริญ
หน่วยโรคข้อและภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

บทนำ

โรค ankylosing spondylitis เป็นหนึ่งในโรคข้ออักเสบในกลุ่ม spondyloarthropathy ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ มีข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (spondylitis) ข้อต่อกระดูกเชิงกรานอักเสบ (sacroiliitis) การอักเสบของข้อส่วนปลายมักมีอาการข้ออักเสบที่บริเวณข้อใหญ่โดยเฉพาะที่ส่วนล่างของร่างกาย ในระยะยาวโรคนี้จะตรวจพบการทำลายข้อและเกิดการสร้างกระดูกบริเวณจุดเกาะของเอ็นและกระดูกแกนกลางสันหลัง ท้ายที่สุดทำให้กระดูกยึดติด มีการจำกัดเคลื่อนไหวของข้อ และส่งผลให้เกิดความพิการตามมาได้ การวินิจฉัยโรคแต่เนิ่นๆอาจจะช่วยชะลอความรุนแรงของโรคได้ ในปัจจุบันจึงมีแนวทางในการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะแรกเพื่อช่วยในการประเมินการรักษาได้เร็วยิ่งขึ้น

ระบาดวิทยา

                อุบัติการณ์ของโรคข้อ ankylosing spondylitis พบได้ร้อยละ 0.1-1 ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วนเพศชายต่อเพศหญิงเท่ากับ 3 ต่อ 1 ถึง 3 ต่อ 2  ร้อยละ 80 พบในอายุน้อยกว่า 30 ปี1-3

ลักษณะทางคลินิก

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังชนิดอักเสบหรือ inflammatory back pain คือจะมีอาการปวดหลังมากขึ้นเมื่อนอนพัก ปวดตึงหลังในตอนเช้าและอาการดีขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวโดยอาการที่เป็นต้องเป็นต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ บางรายมีอาการปวดสะโพกย้ายสลับที่กัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบวมร้อนของข้อส่วนปลายซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้อต่อรยางค์ส่วนล่างของร่างกายได้แก่ ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อเท้า และมักมีการอักเสบชนิดไม่สมมาตร

นอกจากนี้บางรายมีการอักเสบของจุดเกาะเอ็นต่างๆเช่น จุดเกาะเอ็นร้อยหวาย ที่กระดูกหัวเหน่า ส้นเท้า เป็นต้น

เกณฑ์การวินิจฉัยและการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การวินิจฉัยใหม่

โรคกลุ่ม spondyloarthropathy มีลักษณะเด่นคือ มีข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (spondylitis) ข้อต่อกระดูกเชิงกรานอักเสบ (sacroiliitis) การอักเสบของข้อส่วนปลายมักมีอาการข้ออักเสบที่บริเวณข้อใหญ่โดยเฉพาะที่ส่วนล่างของร่างกายได้แก่ ข้อเข่า ข้อเท้า ข้ออักเสบส่วนใหญ่เป็นแบบไม่สมมาตร มีเอ็นอักเสบ จุดเกาะเอ็นที่ยึดติดกับกระดูกอักเสบ (enthesitis) บางรายมีอาการและอาการแสดงนอกข้อร่วมด้วยเช่น ตาอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ลำไส้อักเสบ หรือมีผื่น เป็นต้น

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคกลุ่ม spondyloarthropathy ตามเกณฑ์การวินิจฉัยของกลุ่มการศึกษาโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบยุโรป (European spondyloarthropathy study group[I8+81] ) (ความไวร้อยละ 77 ความจำเพาะร้อยละ 89) มีลักษณะดังนี้4

  1. อาการปวดหลังจากข้อกระดูกสันหลังอักเสบ หรือ
  2. ข้ออักเสบ เป็นที่ข้อส่วนล่างของร่างกายและกระจายแบบไม่สมมาตร และ
  3. อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
  • มีประวัติในครอบครัว
  • เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน
  • เป็นโรคลำไส้อักเสบ
  • มีอาการปวดบริเวณก้นสลับที่ไปมา
  • มีการอักเสบบริเวณจุดเกาะเอ็นที่ยึดติดกับกระดูก

ถ้าเพิ่มการอักเสบของข้อต่อกระดูกเชิงกรานร่วมด้วยจะมีความไวเพิ่มเป็นร้อยละ 86 ความจำเพาะร้อยละ 87

โรคข้ออักเสบ spondyloarthropathy ประกอบด้วย

  1. โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (ankylosing spondylitis)
  2. โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ (reactive arthritis) และโรคไรเตอร์ (Reiter’s syndrome)       
  3. โรคข้ออักเสบผิวหนังสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis)
  4. โรคข้ออักเสบที่พบร่วมกับโรคลำไส้อักเสบ (arthritis associated with inflammatory bowel disease)
  5. โรคข้อและข้อกระดูกสันหลังอักเสบที่ไม่สามารถจัดกลุ่มได้ (undifferentiated spondyloarthropathy) 

สำหรับโรค ankylosing spondylitis เองเริ่มมีเกณฑ์วินิจฉัยโรคตั้งแต่ปีค.ศ. 1961 หลังจากนั้นเริ่มมีการพัฒนาแนวทางการวินิจฉัยเนื่องจากเกณฑ์การวินิจฉัยเดิมยังมีความไวและความจำเพาะไม่เพียงพอ เกณฑ์การวินิจฉัยล่าสุดที่นิยมใช้ในการวินิจฉัยคือ เกณฑ์การวินิจฉัยโดย modified New Yorkตั้งแต่ปีค.ศ.1984 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้5

  1. ปวดหลังส่วนล่างนานกว่า 3 เดือนโดยอาการดีขึ้นเมื่อบริหารร่างกายและปวดมากขึ้นเมื่อพัก
  2. มีการจำกัดการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังส่วนเอวทั้งด้านหน้าและด้านข้าง
  3. การขยายตัวของทรวงอกลดลง
  4. ข้อต่อกระดูกเชิงกรานอักเสบทั้ง 2 ข้าง เกรด 1-2
  5. ข้อต่อกระดูกเชิงกรานอักเสบข้างเดียวเกรด 3-4

หมายเหตุ ข้อต่อกระดูกเชิงกรานอักเสบ

เกรด 1 คือ ขอบเขตของข้อไม่ชัดเจน (loss of definition)ที่บริเวณส่วนกลางและส่วนล่างของข้อ

เกรด 2 คือ มีการสึกกร่อนของข้อ (erosion) และการหนาของกระดูกใต้กระดูกอ่อนผิวข้อ (subchondral bone sclerosis) อาจเห็นช่องข้อแคบลงได้

เกรด 3 คือ มีการสึกกร่อนของข้อและพบการหนาตัวของกระดูกใต้กระดูกอ่อนผิวข้ออย่างชัดเจนทำให้ดูเหมือนช่องข้อกว้างขึ้น (pseudowidening joint space)

เกรด 4 คือ มีการเชื่อมของข้อ (ankylosis) ร่วมกับมีหินปูนจับแคปซูลและเอ็นรอบข้อ

การจะวินิจฉัยโรค ankylosing spondylitis ได้ก็ต่อเมื่อมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในข้อ 1-3 ร่วมกับมีการอักเสบของข้อต่อกระดูกเชิงกรานตามข้อ 4 หรือข้อ 5

เกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวยังมีความไวการวินิจฉัยโรค ankylosing spondylitis ในระยะเริ่มแรกไม่ดีพอเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางภาพรังสีใช้เวลานานกว่า 5 ปี  จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่าร้อยละ 36 จะเริ่มเห็นความผิดปกติของข้อต่อกระดูกเชิงกรานหลังจากที่มีอาการปวดหลังแล้วอย่างน้อย 5 ปี และร้อยละ 59 เริ่มเห็นความผิดปกติหลังจากมีอาการแล้ว 10 ปี6 จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าการใช้ความผิดปกติทางภาพถ่ายรังสีเป็นเกณฑ์หนึ่งในการวินิจฉัยนั้นมีความไวไม่เพียงพอ แต่เป็นเพียงตัวสะท้อนให้เห็นว่าโรคอยู่ในระยะเรื้อรังแล้ว การตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะให้ความไวมากกว่าการตรวจด้วยภาพถ่ายรังสีธรรมดา หากมีความผิดปกติจากภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในขณะที่เริ่มปวดหลังแล้วแต่ตรวจไม่พบความผิดปกติจากภาพถ่ายรังสีธรรมดาในระยะนี้จะเรียกว่า pre-radiographic stage จะวินิจฉัยเป็น undifferentiated axial spondyloarthropathy ในระยะต่อมาจึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงจากภาพถ่ายรังสีธรรมดาระยะนี้จะเรียกว่า radiographic stage หากลักษณะทางรังสีพบการเชื่อมต่อของกระดูกสันหลังที่เรียกว่า syndesmophyte จะได้รับการวินิจฉัยเป็น ankylosing spondylitis แต่ระยะตั้งแต่ pre-radiographic จนถึง radiographic stage อาจใช้เวลานานถึง 10 ปี7 อีกทั้งผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยเรื่อง inflammatory back pain นั้น หากติดตามต่อไปจะวินิจฉัยเป็น ankylosing spondylitis จำนวนร้อยละ 70-80 ที่เหลืออีกร้อยละ 20-30 มักจะเป็นกลุ่ม mechanical back pain8-10 ดังนั้นจึงมีการพัฒนาแนวทางการวินิจฉัยใหม่เพื่อให้มีความไวมากขึ้นโดยเฉพาะในระยะแรกของโรค จึงมีผู้พยายามหาข้อมูลลักษณะทางคลินิกที่เป็นแบบอย่างของโรค การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และวิเคราะห์ถึงค่าความไว ความจำเพาะ และ likelihood ratio เพื่อหาเกณฑ์การวินิจฉัยใหม่ ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 แสดงค่าความไว ความจำเพาะและค่า likelihood ratio ในการวินิจฉัยโรค ankylosing spondylitis  (ดัดแปลงจาก Sieper J, et al. 2006; 20: 401-7.)11

ข้อมูล

 

ค่าความไว(%)

 

ค่าความจำเพาะ(%)

 

Likelihood ratio

 

Inflammatory back pain 

75

 

76

 

3.1

 

Heel pain (enthesitis) 

37

 

89

 

3.4

 

Peripheral arthritis 

40

 

90

 

4.0

 

Dactylitis  

18

 

96

 

4.5

 

Iritis/anterior uveitis 

22

 

97

 

7.3

 

Psoriasis  

10

 

96

 

2.5

 

Inflammatory bowel disease 

4

 

99

 

4.0

 

Family history 

32

 

95

 

6.4

 

Good response to NSAIDs 

77

 

85

 

5.1

 

Raising CRP/ESR 

50

 

80

 

2.5

 

HLA-B27 

90

 

90

 

9.0

 

MRI sacroiliitis 

90

 

90

 

9.0

 

NSAIDs=nonsteroidal anti-inflammatory drugs, CRP=C-reactive protein, ESR=erythrocyte sedimentation rate

โดยค่า likelihood ratio คำนวณได้จากค่าความไวหารด้วย 100-ค่าความจำเพาะ ค่า likelihood ratio ที่ได้จะนำมาใช้ในการคำนวณหาความเป็นไปได้ในการเกิดโรค (post-test probability) โดยนำไปเทียบกับกราฟที่ช่วยในการหาค่า post-test probability ดังภาพที่ 1 หากผลคูณของค่า likelihood ratio ที่ได้เท่ากับ 20, 80, และมากกว่า 200 จะมีความเป็นไปได้ในการวินิจฉัยเป็นโรค axial spondyloarthropathy ได้ร้อยละ 50, 80, และมากกว่า 90 ตามลำดับ หากค่า post-test probability ที่ได้มีค่าระหว่าง 80-90 จะวินิจฉัยว่าเป็น probable axial spondyloarthropathy หากมากกว่า 90 จะวินิจฉัยเป็น definite axial spondyloarthropathy11 ดังนั้นไม่จำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางภาพถ่ายรังสีก็สามารถวินิจฉัยโรคในกลุ่ม spondyloarthropathy ได้หากมีลักษณะทางคลินิกอื่นๆที่ทำให้คำนวณหาค่า post-test probability ได้สูง เช่น หากผู้ป่วยมีประวัติครอบครัวเป็นโรคในกลุ่ม spondyloarthropathy ร่วมกับมีข้ออักเสบ จุดเกาะเอ็นอักเสบ และปวดหลังชนิด inflammatory back pain ผลคูณของค่า likelihood ratio คือ 6.4 x 4.0 x 3.4 x 3.1 = 269 ดังนั้นความเป็นไปได้ในการวินิจฉัยเป็นโรค axial spondyloarthropathy คือมากกว่าร้อยละ 90

ภาพที่ 1 กราฟเทียบหาค่า post-test probability (ดัดแปลงจาก Rudwaleit M, et al. 2006; 65: 1251-2.)10

Post-test probability

ผลคูณของค่า likelihood ratio

แนวทางในการวินิจฉัยโรคกลุ่ม axial spondyloarthropathy แสดงดังแผนภาพที่ 1 ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังชนิด inflammatory back pain ให้ทำการส่งภาพถ่ายรังสีธรรมดาหากภาพถ่ายรังสีผิดปกติที่เข้าได้กับ ankylosing spondylitis เช่น พบ syndesmophyte หรือมี sacroiliitis ให้วินิจฉัยเป็น ankylosing spondylitis แต่หากภาพถ่ายรังสีปกติให้มองหาลักษณะทางคลินิกอื่นของโรคในกลุ่ม spondyloarthropathy ที่มีการคำนวณหา likelihood ratio แล้วหากมีลักษณะทางคลินิกที่เข้าได้มากกว่า 3 อย่างให้วินิจฉัยเป็น axial spondyloarthropathy หากมีเพียง 1-2 อย่างให้ตรวจหา HLA-B27 ถ้ามีผลบวกวินิจฉัยเป็น axial spondyloarthropathy แต่หากผลเป็นลบให้พิจารณาหาสาเหตุอื่น หากไม่มีลักษณะทางคลินิกอื่นๆที่เข้าได้ให้พิจารณาเจาะหา HLA-B27 หากผลเป็นบวกให้ทำการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ข้อต่อกระดูกเชิงกรานหากผิดปกติให้วินิจฉัยเป็น axial spondyloarthropathy แต่หากผลตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าปกติหรือ HLA-B27 ให้ผลลบให้พิจารณาหาสาเหตุอื่น เนื่องจากส่วนใหญ่ภาพถ่ายทางรังสีประเมินได้ยากและไม่สามารถให้การวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกได้รวมทั้งการประเมินลักษณะทางคลินิกของโรคกลุ่ม axial spondyloarthropathy ทำได้ยาก ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญบางท่านจึงแนะนำให้ตรวจ HLA-B27 ตั้งแต่แรกในผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังแบบ inflammatory back pain หากผลตรวจ HLA-B27 ให้ผลบวกให้ส่งต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อและรูมาติสซั่ม


แผนภาพที่ 1 แสดงแนวทางในการวินิจฉัยโรคกลุ่ม axial spondyloarthropathy (ดัดแปลงจาก Rudwaleit M, et al. 2004; 63: 535-43.)12

Inflammatory back pain(3.1)

yes (14%prob)

no (<2%prob)

Other SpA features

   heel pain(3.4), dactylitis(4.5),   uveitis(7.4)

   positive family history(6.4)

   asymmetrical arthritis(4.0)

   raised ESR/CRP(2.5)

No further testing

X ray

positive

negative

AS

>3 SpA features

(80-95%)

1-2 SpA features

(35-70%)

No SpA feature

(14%)

Axial SpA

HLA-B27(9)

positive

(80-90%)

negative

(<10%)

Consider

other Dx

HLA-B27(9)

positive

(59%)

negative

(<2%)

?MRI(9)

Axial SpA

Consider

other Dx

สรุป

                โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดสามารถวินิจฉัยได้เร็วขึ้นโดยอาศัยการประมวลลักษณะทางคลินิกผลการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ภาพถ่ายรังสีและพันธุกรรมชนิด HLA-B27 โดยสามารถคำนวณหาค่าความเป็นไปได้ในการเป็นโรคกลุ่ม spondyloarthropathy การวินิจฉัย ankylosing spondylitis ด้วยเกณฑ์การวินิจฉัยเดิมนั้นยังเหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคชนิดเรื้อรัง แต่ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ในระยะเริ่มแรกควรได้รับการวินิจฉัยได้อย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการเกิดความพิการตามมา

 

เอกสารอ้างอิง

1. Johnsen K, Gran JT, Dale K, Husby G. The prevalence of ankylosing spondylitis among Norwegian Samis (Lapps). J Rheumatol 1992; 19: 1591-4.

2. Braun J, Bollow M, Remlinger G, Eggens U, Rudwaleit M, Distler A, et al. Prevalence of spondyloarthropathies in HLA-B27 positive and negative blood donors. Arthritis Rheum 1998; 41: 58-67.

3. Carette S, Graham D, Little H, Rubenstein J, Rosen P. The natural disease course of ankylosing spondylitis. Arthritis Rheum 1983; 26: 186-9.

4. Dougados M, van der Linden S, Juhlin R, Huitfeldt B, Amor B, Calin A, et al. The European Spondyloarthropathy Study Group preliminary criteria for the classification of spondyloarthropathy. Arthritis Rheum 1991; 34: 1218-27.

5. van der Linden S, Valkenburg HA, Cats A. Evaluation of diagnostic criteria for ankylosing spondylitis. A proposal for modification of theNew Yorkcritieria. Arthritis Rhuem 1984; 27: 361-8.

6. Mau W, Zeidler H, Mau R, et al. Clinical features and prognosis of patients with possible ankylosing spondylitis. Result of a 10-year follow up. J Rheumatol 1988; 15: 1109-14.

7. Underwood MR, Dawes P. Inflammatory back pain in primary care. British J Rheum 1995; 34: 1074-7.

8. Calin A, Porta J, Fries JF, Schurman DJ. Clinical history as a screening test for ankylosing spondylitis. JAMA 1977; 237: 2613-4.

9. Sieper J, Braun J, Rudwaleit M, Boonen A, Zink A. Ankylosing spondylitis: an overview. Ann Rheum Dis 2002; 61 (Suppl) 1: 8.

10. Rudwaleit M, Feldkeller E, Sieper J. Easy assessment of axial spondyloarthritis (early ankylosing spondylitis) at the bedside. Ann Rheum Dis 2006; 65: 1251-2.

11. Sieper J, Rudwaleit M, Khan MA, Braun J. Concepts and epidemiology of spondyloarthritis. Baillieres Best Pract Res Clin Rheumatol 2006; 20: 401-17.

12. Rudwaleit M, van der Heijde K, Khan MA, Braun J, Sieper J. How to diagnose axial spondyloarthropathy early. Ann Rheum dis 2004; 63: 535-43.


 [I8+81]ไม่มีปี คศ.ค่ะ

ข้อมูลจาก : สาขาวิชาโรคข้อและภูมิแพ้ (Division of Rheumatology Allergy and Immunology) ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 http://med.md.kku.ac.th/mdbtemplate/mytemplate/template.php?component=view_article&read=1&qid=406&n_answer=0

Questions and Answers about Ankylosing Spondylitis : NIAMS

Ankylosing Spondylitis

<!–PDF Version of this Document       Order this publication

–>Publication Date: November 2010

Questions and Answers about Ankylosing Spondylitis

This booklet contains general information about ankylosing spondylitis (AS). It describes what ankylosing spondylitis is, its causes, and treatment options. Highlights of current research are also included. If you have further questions, you may wish to discuss them with your health care provider.

What Is Ankylosing Spondylitis?

Ankylosing spondylitis is a form of progressive arthritis due to chronic inflammation of the joints in the spine. Its name comes from the Greek words “ankylos,” meaning stiffening of a joint, and “spondylo,” meaning vertebra. Spondylitis refers to inflammation of the spine or one or more of the adjacent structures of the vertebrae.

Ankylosing spondylitis belongs to a group of disorders called seronegative spondyloarthropathies. Seronegative means an individual has tested negative for an autoantibody called rheumatoid factor. The spondyloarthropathies are a family of similar diseases that usually cause joint and spine inflammation. Other well-established syndromes in this group include psoriatic arthritis, the arthritis of inflammatory bowel disease, chronic reactive arthritis, and enthesitis-related idiopathic juvenile arthritis.

Although these disorders have similarities, they also have features that distinguish them from one another. The hallmark of ankylosing spondylitis is “sacroiliitis,” or inflammation of the sacroiliac (SI) joints, where the spine joins the pelvis.

In some people, ankylosing spondylitis can affect joints outside of the spine, like the shoulders, ribs, hips, knees, and feet. It can also affect entheses, which are sites where the tendons and ligaments attach to the bones. It is possible that it can affect other organs, such as the eyes, bowel, and—more rarely—the heart and lungs.

Although many people with ankylosing spondylitis have mild episodes of back pain that come and go, others have severe, ongoing pain accompanied by loss of flexibility of the spine. In the most severe cases, long-term inflammation leads to calcification that causes two or more bones of the spine to fuse. Fusion can also stiffen the rib cage, resulting in restricted lung capacity and function.

Who Has Ankylosing Spondylitis?

Ankylosing spondylitis typically begins in adolescents and young adults, but affects people for the rest of their lives. An estimated 80 percent of people who have the disorder develop symptoms before age 30. Only 5 percent develop symptoms after age 45. Some authorities say that it affects roughly twice as many men as women.

What Causes Ankylosing Spondylitis?

The cause of ankylosing spondylitis is unknown, but it is likely that both genes and factors in the environment play a role. The main gene associated with susceptibility to ankylosing spondylitis is called HLA-B27, but having the gene doesn’t necessarily mean you will get ankylosing spondylitis. In fact, about 8 percent of Americans have this gene, but fewer than 5 percent (1 out of 20) of those with HLA-B27 actually develop ankylosing spondylitis.

Scientists supported by the National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS) recently discovered two additional genes—ERAP1 (previously known as ARTS1) and IL23R—that, along with HLAB27, may represent a large portion of the genetic risk for ankylosing spondylitis. Factors such as infections or normal bacteria that live in the intestines may trigger the disease in people who are genetically susceptible.

How Is Ankylosing Spondylitis Diagnosed?

A diagnosis of ankylosing spondylitis is based largely on the findings of a medical history and physical exam. Radiologic tests and lab tests may be used to help confirm a diagnosis, but both have some limitations.

Medical History

The medical history involves answering questions, such as the following:

  • How long have you had pain?
  • Where specifically is the pain in your back or neck? Are other joints affected?
  • Is back pain better with exercise and worse after inactivity, such as when you first get up in the morning?
  • Do you have other problems, such as eye problems or fatigue?
  • Does anyone in your family have back problems or arthritis?
  • Have you recently suffered from a gastrointestinal illness?
  • Do you have any skin rashes such as psoriasis?

From your answers to these questions, your doctor can begin to get an idea of the diagnosis.

Physical Exam

During the physical exam, the doctor will look for signs and symptoms that are consistent with ankylosing spondylitis. These include pain along the spine and/or in the pelvis, sacroiliac joints, heels, and chest. Your doctor may ask you to move and bend in different directions to check the flexibility of your spine and to breathe deeply to check for any problems with chest expansion, which could be caused by inflammation in the joints where the ribs attach to the spine.

Radiologic Tests

X ray and magnetic resonance imaging (MRI) may be used in making or confirming a diagnosis of ankylosing spondylitis, but these tests have limitations. X rays may show changes in the spine and sacroiliac joints that indicate ankylosing spondylitis; however, it may take years of inflammation to cause damage that is visible on x rays. MRI may allow for earlier diagnosis, because it can show damage to soft tissues and bone before it can be seen on an x ray. However, MRI is very expensive. Both tests may also be used to monitor the progression of ankylosing spondylitis.

Lab Tests

The main blood test for ankylosing spondylitis is one to check for the HLA-B27 gene, which is present in more than 95 percent of Caucasians with ankylosing spondylitis. However, this test also has limitations. The gene is found in much lower percentages of African Americans with ankylosing spondylitis and in ankylosing spondylitis patients from some Mediterranean countries. Also, the gene is found in many people who do not have ankylosing spondylitis, and will never get it. About 8 percent of Americans have the gene, but only a small percentage of those will have ankylosing spondylitis. Still, when the gene is found in people who have symptoms of ankylosing spondylitis and/or x-ray evidence of ankylosing spondylitis, this finding helps support the ankylosing spondylitis diagnosis.

What Type of Doctor Diagnoses and Treats Ankylosing Spondylitis?

The diagnosis of ankylosing spondylitis is often made by a rheumatologist, a doctor specially trained to diagnose and treat arthritis and related conditions of the musculoskeletal system. However, because ankylosing spondylitis can affect different parts of the body, a person with the disorder may need to see several different types of doctors for treatment. In addition to a rheumatologist, there are many different specialists who treat ankylosing spondylitis. These may include:

  • An ophthalmologist, who treats eye disease.
  • A gastroenterologist, who treats bowel disease.
  • A physiatrist, a medical doctor who specializes in physical medicine and rehabilitation.
  • A physical therapist or rehabilitation specialist, who supervises stretching and exercise regimens.

Often, it is helpful to the doctors and the patient for one doctor to manage the complete treatment plan.

Can Ankylosing Spondylitis Be Cured?

There is no cure for ankylosing spondylitis, but some treatments relieve symptoms of the disorder and may possibly prevent its progression. In most cases, treatment involves a combination of medication, exercise, and selfhelp measures. In some cases, surgery may be used to repair some of the joint damage caused by the disease.

What Medications Are Used to Treat Ankylosing Spondylitis?

Several classes of medications are used to treat ankylosing spondylitis. Because there are many medication options, it’s important to work with your doctor to find the safest and most effective treatment plan for you. A treatment plan for ankylosing spondylitis will likely include one or more of the following:

Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs (NSAIDs)

These drugs relieve pain and inflammation, and are commonly used to treat ankylosing spondylitis. Aspirin, ibuprofen, and naproxen are examples of NSAIDs.1 All NSAIDs work similarly by blocking substances called prostaglandins that contribute to inflammation and pain. However, each NSAID is a different chemical, and each has a slightly different effect on the body.

1 Warning: NSAIDs can cause stomach irritation or, less often, they can affect kidney function. The longer a person uses NSAIDs, the more likely he or she is to have side effects, ranging from mild to serious. Many other drugs cannot be taken when a patient is being treated with NSAIDs, because NSAIDs alter the way the body uses or eliminates these other drugs. Check with your health care provider or pharmacist before you take NSAIDs. Also, NSAIDs sometimes are associated with serious gastrointestinal problems, including ulcers, bleeding, and perforation of the stomach or intestine. People over age 65 and those with any history of ulcers or gastrointestinal bleeding should use NSAIDs with caution.

Some NSAIDs are available over the counter, but more than a dozen others, including a subclass called COX-2 inhibitors, are available only with a prescription.

All NSAIDs can have significant side effects, and for unknown reasons, some people seem to respond better to one NSAID than another. Anyone taking NSAIDs regularly should be monitored by a doctor.

Corticosteroids

These strong inflammation-fighting drugs are similar to the cortisone made by our bodies. If NSAIDs alone do not control inflammation in people with ankylosing spondylitis, doctors may inject corticosteroids directly into the affected joints to bring quick, but temporary relief. Injections may be given to the sacroiliac joint, hip joint, or knee joint, but are not given in the spine.

Disease-Modifying Antirheumatic Drugs (DMARDs)

These drugs work in different ways to control the disease process of ankylosing spondylitis. The most commonly used DMARD for ankylosing spondylitis is sulfasalazine, a drug that reduces inflammation without suppressing the immune system.

Biologic Agents

Members of this relatively new class of medications are genetically engineered to block proteins involved in the body’s inflammatory response. Four biologics— adalimumab, etanercept, golimumab, and infliximab—are approved by the Food and Drug Administration for treating ankylosing spondylitis. All four work by suppressing a protein called tumor necrosis factor-alpha (TNF-α), and are often effective for relieving symptoms when NSAIDs or other treatments are not. These drugs are taken by intravenous infusion or injection.

Will Diet and Exercise Help?

A healthy diet and exercise are good for everyone, but may be especially helpful if you have ankylosing spondylitis.

Although there is no specific diet for people with ankylosing spondylitis, maintaining a healthy weight is important for reducing stress on painful joints. In people with rheumatoid arthritis, another inflammatory joint disease, a diet high in omega-3 fatty acids (found in coldwater fish, flax seeds, and walnuts) has been shown to help in reducing joint inflammation. Although the usefulness of omega-3 fatty acids is not as well studied in people with ankylosing spondylitis, there is some evidence that omega-3 supplements could reduce disease activity in people with ankylosing spondylitis.

Exercise and stretching, when done carefully and increased gradually, may help painful, stiff joints.

  • Strengthening exercises, performed with weights or done by tightening muscles without moving the joints, build the muscles around painful joints to better support them. Exercises that don’t require joint movement can be done even when your joints are painful and inflamed.
  • Range-of-motion exercises improve movement and flexibility and reduce stiffness in the affected joint. If the spine is painful and/or inflamed, exercises to stretch and extend the back can be helpful in preventing long-term disability.

Many people with ankylosing spondylitis find it helpful to exercise in water.

Before beginning an exercise program, it’s important to speak with a health professional who can recommend appropriate exercises.

When Might Surgery Be Necessary, and How Can It Help?

If ankylosing spondylitis causes severe joint damage that makes it difficult to do your daily activities, total joint replacement may be an option. This involves removing the damaged joint and replacing it with a prosthesis made of metals, plastics, and/or ceramic materials. The most commonly replaced joints are the knee and hip.

In very rare cases, a procedure called osteotomy may be used to straighten a spine that has fused into a curved-forward position. This surgery involves cutting through the spine so that it can be realigned to a more vertical position. After the bones are realigned, hardware may be implanted to hold them in their new position while the spine heals.

Surgery to straighten the spine can only be done by a surgeon with significant experience in the procedure. Many doctors and surgeons consider the procedure high risk. This procedure is done more commonly in Europe than in the United States.

What Are Some Things I Can Do to Help Myself?

Aside from seeing your doctor regularly and following your prescribed treatment plan, staying active is probably the best thing you can do for ankylosing spondylitis. Regular exercise can help relieve pain, improve posture, and maintain flexibility. Before beginning an exercise program, speak with your doctor or physical therapist about designing a program that’s right for you.

Another important thing you can do for yourself is to practice good posture. A good test for posture is to check yourself in a mirror. First, stand with a full-length mirror to your side and, if possible, turn your head to look at your profile. Next, imagine you have dropped a weighted string from the top of your head to the soles of your feet. Where does the string fall? If your posture is good, it should pass through your earlobe, the front of your shoulder, the center of your hip, behind your kneecap, and in front of your anklebone. If you are not standing that way already, practice holding your body that way in front of a mirror until you know well how it feels. Practicing good posture can help you avoid some of the complications that can occur with ankylosing spondylitis.

What Is the Prognosis for People With Ankylosing Spondylitis?

The course of ankylosing spondylitis varies from person to person. Some people will have only mild episodes of back pain that come and go, while others will have chronic severe back pain. In almost all cases, the condition is characterized by acute, painful episodes and remissions, or periods of time where the pain lessens.

In the sacroiliac joints and spine, inflammation can cause pain and stiffness. Over time, bony outgrowths called syndesmophytes can develop that cause the vertebrae to grow together, or fuse. Fusion can also stiffen the rib cage, resulting in restricted lung capacity and restricted lung function.

A number of factors are associated with an ankylosing spondylitis prognosis. One study found that among people who had ankylosing spondylitis for at least 20 years, those who had physically demanding jobs, other health problems, or smoked had greater functional limitations from their disease. People with higher levels of education and a history of ankylosing spondylitis in the family tended to have less severe limitations from their disease.

A recent study supported by the NIAMS found that the likelihood of having severe joint damage increased with age at disease onset, and that men were twice as likely as women to be in that group. The study also found that current smokers were more than four times as likely to have severe damage as nonsmokers, and that having a genetic marker called DRB1*0801 seemed to protect against severe spine damage.

Research Highlights

In addition to the studies mentioned above, research has focused on finding the additional genes involved in the development of ankylosing spondylitis. In 2007, a large comprehensive genome-wide association scan led to the discovery of the genes ARTS1 and IL23R, which is bringing the scientific community closer to understanding ankylosing spondylitis. In addition, a 2010 study reported four genetic regions associated with ankylosing spondylitis risk, two of which encode for proteins that may play a role in ankylosing spondylitis susceptibility.

The IL23R gene plays a role in the immune system’s response to infection. ERAP1 (previously known as ARTS1) is involved in processing proteins in the cell into small “chunks” that can be seen—and fought—by the body’s immune system. Researchers believe the discovery could eventually lead to an understanding of the pathways that are involved in ankylosing spondylitis, and ways for doctors to inhibit or strengthen those pathways to better treat ankylosing spondylitis. In the near future, the finding could lead to a blood test to predict ankylosing spondylitis risk or aid in early diagnosis.

Scientists are also examining whether some of the newer drug therapies can stop the progression of this disorder and the disability that can occur. In the meantime, medication treatment and exercise are important for relieving the symptoms and enabling people to live well with the disorder.

Where Can I Find More Information About Ankylosing Spondylitis?

National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health

1 AMS Circle
Bethesda,  MD 20892-3675
Phone: 301-495-4484
Toll Free: 877-22-NIAMS (877-226-4267)
TTY: 301-565-2966
Fax: 301-718-6366
Email: NIAMSinfo@mail.nih.gov
Website: http://www.niams.nih.gov/

The NIAMS provides information about skin diseases; arthritis and rheumatic diseases; and bone, muscle, and joint diseases. It distributes patient and professional education materials and refers people to other sources of information. Additional information and updates can be found on the NIAMS Web site.

Other Resources

American College of Rheumatology (ACR)

Web site: http://www.rheumatology.org

Arthritis Foundation

Web site: http://www.arthritis.org

Spondylitis Association of America (SAA)

Web site: http://www.spondylitis.org

For additional contact information, visit the NIAMS Web site or call the NIAMS Information Clearinghouse.

Key Words

Biologics. A relatively new class of medications that are genetically engineered to block a protein involved in the body’s inflammatory response. Four biologics are approved by the Food and Drug Administration for treating ankylosing spondylitis. They work by blocking a protein called tumor necrosis factor-alpha (TNF-a) that helps drive inflammation.

Calcification. A process in which tissue becomes hardened as a result of calcium deposits. In ankylosing spondylitis, calcification in tissues around the spine can lead to loss of flexibility and forward curvature.

Corticosteroids. Powerful anti-inflammatory hormones made naturally in the body or manmade for use as medicine. In people with ankylosing spondylitis, corticosteroids may be injected to temporarily reduce inflammation and relieve pain.

COX-2 inhibitors. A relatively new class of nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) that are formulated to relieve pain and inflammation. Currently, there is just one COX-2 inhibitor on the market: celecoxib.

Gastroenterologist. A medical doctor who specializes in diagnosing and treating diseases of the digestive tract.

Ligaments. Tough bands of connective tissue that attach bones to each other, providing stability.

Magnetic resonance imaging (MRI). A procedure that provides high-resolution computerized images of internal body tissues. MRI uses a strong magnet that passes a force through the body to create these images.

Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs). A class of medications available over the counter or with a prescription that ease pain and inflammation. Commonly used NSAIDs include aspirin, ibuprofen, and naproxen sodium.

Ophthalmologist. A medical doctor specializing in diagnosing and treating diseases of the eye.

Omega-3 fatty acids. A type of fatty acid found in fish and fish oils. Omega-3s have proven beneficial for decreasing inflammation and reducing the risk of cardiovascular disease in some people.

Osteotomy. A surgical procedure that involves cutting a bone to shorten it, lengthen it, or realign it. In rare cases, the bones of the spine may be cut and realigned to help straighten a spine that has fused in a curved-forward position due to ankylosing spondylitis.

Physiatrist. A medical doctor who specializes in nonsurgical treatment for injuries and illnesses that affect movement. Also called rehabilitation physician or rehabilitation medicine specialist.

Rheumatologist. A medical doctor who specializes in arthritis and other diseases of the bones, joints, and muscles.

Syndesmophyte. A bony growth attached to a ligament. Syndesmophytes between adjacent vertebrae in ankylosing spondylitis can cause the vertebrae to grow together, or fuse.

Tendons. Tough, fibrous cords that connect muscles to bones.

X ray. A procedure in which low-level radiation is passed through the body to produce a picture called a radiograph. X rays showing damage to the sacroiliac joints are used to help diagnose ankylosing spondylitis.

Acknowledgments

NIAMS gratefully acknowledges the assistance of the following individuals in the preparation and review of this booklet: Robert Colbert, M.D., Ph.D.; Lori Guthrie, R.N.-B.C., B.S.N., C.C.R.C.; and Michael Ward, M.D.; NIAMS, NIH; and Laurie M. Savage, Executive Director, Spondylitis Association of America, Van Nuys, CA.

The mission of the National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS), a part of the U.S. Department of Health and Human Services’ National Institutes of Health (NIH), is to support research into the causes, treatment, and prevention of arthritis and musculoskeletal and skin diseases; the training of basic and clinical scientists to carry out this research; and the dissemination of information on research progress in these diseases. The National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases Information Clearinghouse is a public service sponsored by the NIAMS that provides health information and information sources. Additional information can be found on the NIAMS Web site at http://www.niams.nih.gov. Information on bone and its disorders can be obtained from the NIH Osteoporosis and Related Bone Diseases ~ National Resource Center by calling (toll free) 800–624–BONE (2663) or by visiting its Web site at http://www.bones.nih.gov/.

For Your Information

This booklet contains information about medications used to treat the health condition discussed here. When this booklet was printed, we included the most up-to-date (accurate) information available. Occasionally, new information on medication is released.

For updates and for any questions about any medications you are taking, please contact the U.S. Food and Drug Administration at

U.S. Food and Drug Administration

Web site: http://www.fda.gov/

For updates and questions about statistics, please contact

Centers for Disease Control and Prevention’s National Center for Health Statistics

Web site: http://www.cdc.gov/nchs

This booklet is not copyrighted. Readers are encouraged to duplicate and distribute as many copies as needed.

Additional copies of this booklet are available from:

National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health

1 AMS Circle
Bethesda,  MD 20892-3675
Phone: 301-495-4484
Toll Free: 877-22-NIAMS (877-226-4267)
TTY: 301-565-2966
Fax: 301-718-6366
Email: NIAMSinfo@mail.nih.gov
Website: http://www.niams.nih.gov/

NIH Publication No. 10–7609

Data from : National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS)
Information Clearinghouse
National Institutes of Health USA

http://www.niams.nih.gov/Health_Info/Ankylosing_Spondylitis/default.asp

พบรหัสพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing spondylitis) อีก 2 ชนิด นักวิจัยเชื่อว่าจะทำให้เข้าใจสาเหตุของการเกิดโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติดได้มากขึ้น อาจนำไปสู่วิธีการรักษาแบบใหม่ได้ในอนาคต

พบรหัสพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing spondylitis) อีก 2 ชนิด  คือ ARTS1 และ IL23R  นักวิจัยเชื่อว่าจะทำให้เข้าใจสาเหตุของการเกิดโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติดได้มากขึ้น อาจนำไปสู่วิธีการรักษาแบบใหม่ได้ในอนาคต

พบยีนที่ทำให้เกิดโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing spondylitis)

มีนาคม ๒๕๕๑

ศ.ดร. จอห์น ดี เลฟอิลลิ ผู้อำนวยการกองการแพทย์คลินิกโรคข้อและระบบภูมิคุ้มกัน มหาวิทยาลัยเท็กซัส (UT) โรงเรียนแพทย์ แห่งเมืองฮุสตัน ซึ่งทำการศึกษา ร่วมกับ ศ.ดร. แมททริว เอ บราวน์ ศาสตราจารย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยา มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย เป็นผู้ค้นพบ ยีน  ARTS1 และ IL23R

ดร.บราวน์ได้ทำการศึกษารหัสพันธุกรรมดังกล่าวและแน่ใจว่า ผู้ที่มียีน   ARTS1 และ IL23R  ร้อยละ ๙๐ มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด AS การค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยรหัสพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับโรค AS รวมถึงโรคระบบภูมิคุ้มกัน autoimmune อื่น ๆ เช่น โรคธัยรอยด์/โรคเกรฟส์ดีซีส Graves’ Disease  โรคมะเร็งเต้านมและโรคเกี่ยวกับเส้นโลหิตตีบ multiple sclerosis

ศ. แฟรงค์ ซี อาร์เนตต์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์พยาธิวิทยาและการแพทย์ทางห้องปฏิบัติการ กล่าวว่าเป็นการค้นพบครั้งสำคัญนับตั้งแต่ค้นพบ ยีน HLA-B 27 เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นต้นมา

ดร. อาร์เนตต์ กล่าวว่าด้วยตำแหน่งของยีนและข้อเท็จจริง โรค AS ไม่ตรงกับมาตรฐานของโรค autoimmune เหมือนเช่นโรคไขข้ออักเสบ, โรคลูปัส หรือโรคเบาหวานในเด็ก  การค้นพบนี้จะช่วยลบล้างความเชื่อที่ว่า AS เป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมคุ้มกัน autoimmune   “มันเป็นไปได้มาก ๆ ที่โรค AS ไม่ได้เป็นโรค autoimmune แต่จริง ๆ แล้วเป็นการตอบสนองที่ผิดปกติของการติดเชื้อ ยีนเหล่านี้ทำงานร่วมกันอาจทำให้ร่างกายเกิดการเสียความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดสารบางอย่างของแบคทีเรียเหล่านี้หรือสารที่เกิดจากภูมิคุ้มกันเอง”

ดร. อาร์เนตต์ เชื่อว่าการค้นพบนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยโรค AS มีทางรอดมากขึ้น ” ผมคิดว่าพันธุกรรมเหล่านี้ทำให้เรารับมือกับความเชื่อมโยงที่เกี่ยวพันโรคASได้เจาะจงยิ่งขึ้น  วันใดที่เรารู้ความเชื่อมโยงที่ควบคุมโรคได้ เราสามารถค้นพบยาหรือวิธีการรักษาเพื่อเสริมสร้างหรือยับยั้งความเชื่อมโยงเหล่านั้น

เวลานี้ยีน ARTS1 และ IL23R  ที่ค้นพบใหม่ ได้ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยจำนวนผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด AS ได้แม่นยำขึ้น นอกเหนือจากการตรวจหา HLA-B 27   ซึ่งการตรวจหายีนทั้ง 2 ชนิด(ARTS1 และ IL23R) จะสามารถระบุได้ว่าผู้ที่มีอาการปวดข้อ/อักเสบบริเวณกระดูกสันหลังเหล่านั้นมีความเสี่ยงสูง/ต่ำที่มีแนวโน้มจะเป็น โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด AS        ยกตัวอย่างเช่น หากมีสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งเป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด AS  แล้วมีสมาชิกอีกคนในครอบครัวมีอาการอักเสบของข้อ/ปวดหลัง  สามารถนำเลือดไปวิเคราะห์ตรวจหาพันธุกรรม ARTS1 และ IL23R เพื่อระบุความเสี่ยงที่จะเป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด AS ได้เร็ว การเริ่มรักษาเมื่อเพิ่งเริ่มมีอาการ ย่อมช่วยป้องกันความเสียหายของข้อ ไม่ให้เกิดความพิการ

March 2008 (historical)

Ankylosing Spondylitis Genes Found

Work supported by the National Institute of Arthritis and Musculoskeletal Skin Diseases has led to the discovery of two genes responsible for ankylosing spondylitis (AS), an inflammatory and potentially disabling disease of the spine.

The discovery of the two genes – ARTS1 and IL23R – brings the scientific community closer to fully understanding AS, says John D. Reveille, M.D., professor and director of the Division of Rheumatology and Clinical Immunogenetics at the University of Texas (UT) Medical School at Houston, who led the study with Matthew A. Brown, M.D., professor of immunogenetics at Australia’s University of Queensland.

In earlier studies of identical twins, Dr. Brown and his colleagues found that the cause of ankylosing spondylitis is more than 90 percent genetic. With the discovery of the newly identified genes, a large proportion of the genetic risk for AS has now been identified.

The IL23R gene, says Dr. Brown, plays a role in the immune system’s response to infection. ARTS1 is involved in processing infectious agents into “bite-size chunks” that can be seen – and fought – by the body’s immune system.

The recent discovery is based on work from the largest and most comprehensive genome-wide association scan conducted to date. In this part of the research project, investigators were searching for genetic information related to AS, as well as autoimmune thyroid disease/Graves’ Disease, breast cancer and multiple sclerosis.

“This discovery, to me, is the most important since 1973, when HLA-B27 was discovered,” says Reveille colleague Frank C. Arnett, M.D., professor of internal medicine and pathology and laboratory medicine at the UT Medical School. HLA-B27 is a powerful predisposing gene that increases the risk of getting AS by more than 100 times.

Dr. Arnett says the location of the genes and the fact they don’t coincide with those of autoimmune diseases, such as rheumatoid arthritis, lupus or juvenile diabetes, helps refute the long-held notion that AS is an autoimmune disease. “It is looking more like AS is not an autoimmune disease, but really an unusual response to infection. These genes working together probably impair the immune system’s ability to rid the body of some of these bacteria or their products.”

He also believes this discovery could eventually lead to ways to immunize people against AS. “I think these give us the genetic handles to identify the pathways that are involved in AS. Once you know the dysregulated pathway, you can find a drug to either strengthen or inhibit the pathway.”

In the meantime, Dr. Reveille says the two genes, along with HLA-B27, could also help physicians identify patients who are at the highest risk for developing AS. “For example, if you have a family member with AS, a simple blood test would be able to tell us if you are also at risk,” he says. “We could offer screenings for people with inflammatory back pain. In the past, [testing for the HLA-B27 gene] was all we had. Now we potentially have more tests.”

“This is a success story for genetics work,” says Dr. Reveille. “I think it will lead the way for other work to be done.”

AS is a chronic inflammatory arthritis characterized by joint stiffness, pain and extra bone growth that can result in partial or complete fusion of the spine. It typically strikes adolescent and young adult males. Currently there is no cure for the disease.

The mission of the National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS), a part of the Department of Health and Human Services’ National Institutes of Health, is to support research into the causes, treatment and prevention of arthritis and musculoskeletal and skin diseases; the training of basic and clinical scientists to carry out this research; and the dissemination of information on research progress in these diseases. For more information about NIAMS, call the information clearinghouse at (301) 495-4484 or (877) 22-NIAMS (free call) or visit the NIAMS Web site at http://www.niams.nih.gov/News_and_Events/Spotlight_on_Research/2008/Ankyl_Spond_gene.asp

###

Wellcome Trust Case Control Consortium and the Australo-Anglo-American Spondylitis Consortium. Association scan of 14,500 nonsynonymous SNPs in four diseases identifies autoimmunity variants.   Nature Genetics 2007; 39 :1329-1337.

 

ข้อมูลจาก :  National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS), Information Clearinghouse,  National Institutes of Health, USA

http://www.niams.nih.gov/News_and_Events/Spotlight_on_Research/2008/Ankyl_Spond_gene.asp

 

บทความอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

การระบุยีนพบใหม่ 2 ชนิดที่ทำให้เกิดโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing spondylitis)   ช่วยให้มีแนวทางรักษาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

11 ธันวาคม 2550

ผู้เขียน เจนิส เคลลี่

WOOLLOONGABBA, ออสเตรเลีย – เป็นที่รู้กันมากว่าปีแล้วในผู้เชี่ยวชาญ ว่า  มากกว่า 90% ของผู้ที่เสี่ยงเป็นโรค ankylosing spondylitis (AS) ถูกกำหนดทางพันธุกรรม มียีนร่วมกัน อีก 2 ชนิด นอกเหนือจาก ยีน HLA-B27  the genetic villains ส่วนใหญ่ยังคงไม่เข้าใจความหมาย  การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องขอบคุณวิธีการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมใหม่ ๆ เช่น high-density association studies  ในงานเผยแพร่ รูมาโตจีออนไลน์ ยีนในโรค ankylosing spondylitis (AS) โดย ดร.แมททริว เอ บราวน์ อธิบายถึงยีนใหม่สองชนิดในยีนผู้เป็น AS ว่ามีจำนวนประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคAS ชี้ไปที่วิธีการรักษาโรคASใหม่ทั้งหมด

“ความสัมพันธ์ที่ชัดเจนของความไวในการเกิดโรคชี้ให้เห็นว่ามี  IL23/IL23R เป็นตัวกำหนด เป้าหมายของการบำบัดแม้จะเป็นเพียงการป้องกันการเกิดโรคAS แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่น่าสนใจและตื่นเต้น” เขียนโดยดร.บราวน์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้าน immunogenetics at Diamantina Institute of Cancer, Immunology, and Metabolic Medicine at Princess Alexandra Hospital in Wooloongabba, Queensland, Australia. ดร.บราวน์ ยังทำงานร่วมกับ the Oxford University Institute of Musculoskeletal Sciences in England

การศึกษาที่ยิ่งใหญ่เท่าไร ก็จำเป็นต้องใช้จำนวนผู้ป่วยมากเท่านั้น

“ผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing spondylitis) ที่มีประสบการณ์เป็นรูปธรรมกึ่งมายาหลายคน ได้รับยาตามแบบแผนที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมา แม้กระทั่ง บัญญัติอาการของผู้ป่วยว่าได้รับการวินิจฉัยถูกต้อง ยกเลิกที่จะแสวงหาวิธีการรักษาที่เห็นว่ามีประโยชน์น้อยต่อผู้ป่วย สิ่งเหล่านี้เป็นวงจรที่ผิดพลาด (วงจรอุบาทว์ของโรคAS)    โรค AS ถูกมองข้ามในการวิจัย เพราะโรค AS ไม่ได้ถูกรับรู้ว่าเป็นปัญหาหลักระดับสาธารณสุขระดับชาติที่สำคัญ  ทำให้ผู้ป่วยโรค AS ถอนตัวจากการรักษาพยาบาลแบบดั้งเดิมอยู่บ่อย ๆ เพราะถูกเสนอเพียงให้เข้ารับการกายภาพบำบัดและรับยาต้านการอักเสบ” ดร.บราวน์กล่าว    เขาเชื่อว่าการค้นพบของเขานี้จะทำให้เกิดความกระตือรือร้นในกลุ่มองค์การผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (Ankylosing spondylitis)กันขนานใหญ่ ในการให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยทางพันธุศาสตร์

ทุนสนับสนุนที่มากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นทำให้มีการขับเคลื่อนไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ดร.บราวน์ก็เตือนว่าการศึกษาทางพันธุศาสตร์ในกลุ่มตัวอย่างเพียงไม่กี่ร้อยราย ภายใต้การขับเคลื่อนและจัดทำข้อสรุป อ่อนเกินไปที่จะเป็นประโยชน์ แม้ว่าจะมีรายงานผลการวิจัยเป็นเชิงบวก  ดร.บราวน์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความสำเร็จในการระบุยีน ARTS1 และ IL23R  ควรจะเป็นความสำเร็จของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางพันธุศาสตร์โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (AS)และผู้สนับสนุนให้การวิจัยนี้เกิดขึ้น ความปรารถนาหลักขณะนี้คือการสนับสนุนจากผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (AS), จากกลุ่มโรคทางรูมาโตจี (rheumatology), จากหน่วยงานเอกชน/องค์กรการกุศลที่ให้ทุน เพื่อให้งานวิจัยเสร็จสมบูรณ์”

Identification of Two New Ankylosing Spondylitis Genes Suggest Novel Therapeutic Targets

December 11, 2007
by Janis Kelly

WOOLLOONGABBA, Australia—Experts have known for years that more than 90% of the risk of developing ankylosing spondylitis (AS) is genetically determined, but apart from HLA-B27, the genetic villains have remained largely unapprehended. This is changing thanks to new genetic analysis methods such as high-density association studies.In a major review of AS genetics published early online in Rheumatology, Matthew A. Brown, MD, describes two newly identified AS genes, which together contribute roughly one third of the population’s attributable risk of AS, pointing to a completely new approach to treatment.1The two most important new discoveries are the association of AS with IL23R and with ARTS1. “The strong association with susceptibility to disease suggests that IL23/IL23Rtargeted therapies may even be capable of disease prevention, a particularly exciting potential,” writes Dr. Brown, professor of immunogenetics at Diamantina Institute of Cancer, Immunology, and Metabolic Medicine at Princess Alexandra Hospital in Wooloongabba, Queensland, Australia. Dr. Brown is also associated with the Oxford University Institute of Musculoskeletal Sciences in England.IL23R influences AS susceptibility, severity, age of onset

The IL23R gene encodes a cytokine receptor on TH17 cells, a subset that expresses high levels of pro-inflammatory interleukin (IL) -17 in response to stimulation. Variations in this gene also influence susceptibility to Crohn’s disease and psoriasis, but it does not appear to be associated with rheumatoid arthritis. “This is, thus, not only a major gene for AS but also at least partially explains the clinical association of AS with Crohn’s disease and psoriasis,” said Dr. Brown, pointing out that this is the first seronegative pleiotropic gene (affecting more than one disease). Dr. Brown’s group also has unpublished data suggesting that IL23R genetic variants influence both the severity and the age of onset of AS.

ARTS1 alters peptides, may explain link between B27 and AS

The other important new finding is the association between the gene ARTS1 and AS. This gene mediates peptide trimming within the endoplasmic reticulum to the best length for major histocompatibility complex Class I presentation. It also cleaves cell surface receptors for IL-1, IL-6, and TNF.

“The strong association with susceptibility to disease suggests that IL23/IL23R targeted therapies may even be capable of disease prevention, a particularly exciting potential.”—Matthew A. Brown, MD.

Changes in the first function of ARTS1 would be expected to alter HLA-Class I peptide presentation, and AS is primarily an HLA-Class I mediated autoimmune disease. More than 90% of AS patients have the HLA-B27 allele. Loss-of-function changes in the second function of ARTS1 would be expected to increase the inflammatory effects of the proinflammatory cytokines and of TNF.

Bigger studies, more patients needed

“Patients themselves, many of whom experienced substantial disillusionment with traditional medicine even in establishing a correct diagnosis for their symptoms, gave up seeking conventional treatment, which had little to offer them. This led to a vicious circle—AS was underresearched because it was not perceived to be a major public health problem and patients often withdrew from traditional medical attention because all that was offered was physiotherapy and anti-inflammatories,” Dr. Brown said. He attributes the recent breakthroughs largely to “enthusiastic support of AS patient organizations for genetics research.”

More of this support will be needed to move the field forward, however. Dr. Brown warns that genetic studies with only a few hundred cases and controls are underpowered and produce conclusions too weak to be useful, even if they report positive findings. “The successful identification of ARTS1 and IL23R should give those involved in AS genetics research great encouragement of the potential of this research. The main requirements now will be the support of AS patients, the rheumatology community, and funding agencies, to complete the task,” he concluded.

Reference

1. Brown MA. Breakthroughs in genetic studies of ankylosing spondylitis. Rheumatology. 2007; [epub ahead of print] doi:10.1093/rheumatology/kem269.

PubMedPubMed: Related Articles

ข้อมูลจาก : Musculoskeletal Report, LLC   New York, USA

http://www.mskreport.com/articles.cfm?articleID=2701

หมายเหตุ ผู้แปลไม่ใช่นักแปลอาชีพและไม่ได้ทำงานด้านการแพทย์ กรุณาอย่านำข้อความภาษาไทยข้างต้นไปใช้อ้างอิงทางวิชาการ

ทำเนียบอายุแพทย์โรคข้อ และรายชื่อโรงพยาบาลที่รักษาโรคเกี่ยวกับรูมาโตจี (Rheumatology) ในประเทศไทย

ทำเนียบอายุแพทย์โรคข้อ และรายชื่อโรงพยาบาล*ที่รักษาโรคเกี่ยวกับรูมาโตจี (Rheumatology) ในประเทศไทย

Rheumatologists Namelist and Hospitals which have Rheumatologists in Thailand

* ลำดับตามชื่อโรงพยาบาลต้นสังกัด 

คลิกเพื่อดาวน์โหลด  Thai-rheumatologist

 

ข้อมูลจาก : สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

http://www.thairheumatology.org/list_bkk.php

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดย น.พ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

 น.พ.กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ในทางการแพทย์  สิ่งที่น่าสงสารหรือน่าเสียดายประการหนึ่งคือ การเห็นคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตมีอนาคตที่ก้าวหน้าสดใสเจริญรุ่งเรืองรออยู่  ต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือต้องพิการจากการเจ็บป่วย  ถ้าไม่นับความพิการที่เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุต่าง ๆ  โรคข้ออักเสบเรื้อรังก็เป็นกลุ่มโรคหนึ่งที่ทำให้เกิดความพิการได้ในคนหนุ่มคนสาว  และในบรรดาโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีอยู่หลาย ๆ โรค  มีอยู่กลุ่มโรคหนึ่งที่มีคนหนุ่มคนสาวจำนวนไม่น้อยที่โชคร้ายต้องมาป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้  นั่นคือ กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   ที่ภาษาทางการแพทย์เรียกว่ากลุ่มโรค “Spondyloarthropathy”   เหตุที่ผมอยากจะเขียนถึงกลุ่มโรคนี้ 

ประการแรกเนื่องจากตามสถิติแล้วมีคนที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบในกลุ่มโรคนี้รวม ๆ กันประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร     นั่นหมายความว่าในประเทศไทยจะมีคนที่ป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้ประมาณร่วมล้านคนได้   ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย

ประการที่สองดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า  โรคนี้มักเกิดขึ้นกับคนหนุ่มคนสาวในช่วงวัยรุ่น  วัยเรียน  ถึงช่วงเริ่มทำงาน  ซึ่งคนเหล่านี้กำลังจะเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองในอนาคต   ทำให้ประเทศชาติต้องเสียกำลังคนที่สำคัญไปกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง 

ประการที่สาม  โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการแสดงไม่เด่นชัดนักทำให้แพทย์ส่วนมากไม่ได้นึกถึงหรือไม่คุ้นเคย  ผู้ป่วยที่เป็นโรคกลุ่มนี้จึงมักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ   ทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องล่าช้าไปจนบางรายได้รับความเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานเป็นระยะเวลานานหรือจนถึงขึ้นเกิดความพิการขึ้น 

ประการที่สี่   เนื่องจากความที่ความรุนแรงของโรคกลุ่มนี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย  บางรายเป็นไม่รุนแรง  บางรายเป็นรุนแรง  แพทย์ที่ทำการรักษาจึงต้องมีประสบการณ์ในการรักษาพอสมควร  จึงจะปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  และติดตามการรักษาได้อย่างถูกต้อง    ประกอบกับการที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังจึงต้องมีการติดตามและปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับโรคต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  ดังนั้นแพทย์ที่ให้การรักษาจึงควรเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคข้อ เช่น แพทย์ในสาขารูมาโตโลจิส  เป็นต้น

 

กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบคืออะไร

การที่เรียกโรคกลุ่มนี้ซึ่งประกอบด้วยโรคหลายโรคที่มีข้ออักเสบเรื้อรังว่าโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  เนื่องจากเกือบทุกโรคในกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกัน  คือมีข้ออักเสบของข้อบริเวณแขนขา  ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้อบริเวณขา  เช่น  ข้อเข่า  ข้อเท้า  มีอาการปวดบวมของข้อ  ร่วมกับการอักเสบของข้อบริเวณกระดูกสันหลัง   ทำให้มีอาการปวดหลัง   แต่บางรายก็ไม่ปวด  โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  ซึ่งจะมีข้อกระดูกสันหลังอักเสบเป็นหลักแต่ก็มีข้อของขาหรือแขนอักเสบร่วมด้วยได้,  โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis)   ที่จะเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน (psoriasis) อยู่,  โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ (Reactive arthritis)  ที่เกิดมีการอักเสบของข้อต่าง ๆ หลังจากที่มีการติดเชื้อ, โรคข้ออักเสบที่เกิดร่วมกับลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease)  ซึ่งพบไม่บ่อยนักในบ้านเรา,  ถ้าลักษณะของโรคไม่เข้ากับโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วก็จัดเป็นโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบที่ยังแยกไม่ออก (undifferentiate spondyloarthropathy)  ซึ่งเป็นชนิดของโรคที่พบได้มากที่สุดในกลุ่มโรคนี้

 

ผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ จะมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยที่เข้าข่ายเป็นโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบจะมีอาการดังนี้

  1. มีอาการปวดบวมข้อ  มักจะเป็นข้อเข่า หรือข้อเท้า  เป็น ๆ หาย ๆ  เป็นเวลานาน  มักจะเป็นข้อที่ไม่เกิดพร้อมกัน 2 ข้าง  เช่น บวมข้อเข่าซ้าย  แล้วมาปวดบวมข้อเท้าขวา  บางรายมีข้อบวมมาก มีน้ำในข้อปริมาณมากได้เนื่องจากการอักเสบ
  2. มีอาการปวดหลัง  มักจะปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง ๆ แต่ถ้าเป็นมากอาจจะลุกลามขึ้นมาถึงกระดูกสันหลังส่วนบนหรือคอ  เมื่อเป็นนาน ๆ จะทำให้หลังแข็งหรือคอแข็ง  จะก้มตัวหรือขยับหันศีรษะได้ลำบาก
  3. มีเส้นเอ็นอักเสบ  มีอาการปวดบริเวณเส้นเอ็นของขาหรือเท้า เช่น เจ็บเอ็นร้อยหวายบริเวณส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง  จะเจ็บมากขึ้นเวลาเดินหรือเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ  เวลาเดินจะเจ็บบริเวณส้นเท้า  เวลาตื่นนอนตอนเช้าลุกจากที่นอนลงมายืนจะเจ็บฝ่าเท้าบริเวณส้นเท้ามาก   แต่พอก้าวเดินไปเดินมากลับปวดน้อยลง
  4. ปวดหลังหรือปวดตามข้อเวลาอยู่นิ่ง ๆ หรือนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ  พอจะเริ่มขยับจะปวดแต่พอขยับตัวไปแล้วจะปวดน้อยลง   เวลาตื่นนอนตอนเช้ามีปวดข้อ  ข้อฝืดแข็ง  ขยับลำบาก  แต่ถ้าขยับตัวไปมาเรื่อย ๆ จะไม่ค่อยปวด
  5. อาจมีตาแดงตาอักเสบ  หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบบ่อย ๆ ร่วมด้วยได้
  6. มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าปวดบวมอักเสบทั้งนิ้ว 1-2 นิ้ว  ทำให้นิ้วบวมโตคล้ายไส้กรอก

อาการที่กล่าวมานี้อาจเกิดขึ้นทีละอาการ หรือเกิดร่วมกันพร้อม ๆ กันได้  ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมกับรอยโรคที่ผิวหนังเป็นโรคสะเก็ดเงิน ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน  ถ้ามีอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อ  เช่น  ท้องเดิน  ท้องเสีย หรือเจ็บคอ  ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบรีแอคติฟ เป็นต้น

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

ถ้าท่านมีอายุตั้งแต่เด็ก  วัยรุ่น  จนถึงวัยทำงานจนอายุประมาณ 40 ปี  ทั้งชายและหญิงแล้วมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว  มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 1-2 เดือน แล้วไปรับการรักษา กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น  ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคกลุ่มนี้  ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ  แพทย์จะทำการซักถามประวัติ และตรวจร่างกาย  โดยเฉพาะตรวจข้อและข้อกระดูกสันหลังดู  ถ้าสงสัยก็จะทำการถ่ายภาพรังสี (x-ray)   บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างดู  บางครั้งท่านอาจไม่มีอาการปวดหลัง  แต่การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้อาศัยการดูภาพถ่ายรังสีว่ามีความผิดปกติที่เข้าได้กับโรคกลุ่มนี้หรือไม่  นอกจากนี้อาจมีการตรวจเลือด  เพื่อแยกโรคข้ออื่นที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  โรค เอส แอล อี  นอกจากนี้ยังอาจตรวจดูลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคนี้ที่เรียกการตรวจ HLA-B27  ซึ่งถ้าให้ผลบวก ก็หมายความว่าท่านมีโอกาสเป็นโรคกลุ่มนี้สูง       ในขณะเดียวกันถ้าท่านมีบุตร  บุตรของท่านก็อาจได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมอันนี้ทำให้มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน

เนื่องจากโรคกลุ่มนี้ไม่มีการตรวจเลือดอะไรที่ระบุได้แน่ชัดว่าเป็นโรคกลุ่มนี้แน่   ดังนั้นจึงมีแพทย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้คิดถึง  และไม่ได้ให้การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้  ทำให้ผู้ป่วยมักจะไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก ๆ  มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เสียเวลาและเสียเงินทองในการรักษาอาการปวดข้อ  ข้ออักเสบไปมาก     กว่าจะมาได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  ดังนั้นขอให้คิดถึงโรคกลุ่มนี้ซึ่งเป็นโรคกลุ่มที่พบได้บ่อย  และรีบไปรับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ

 

โรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในปัจจุบันนี้  ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่จากการศึกษาพอจะทราบคร่าว ๆ ว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย  ประการที่สำคัญคือ ผู้ป่วยที่จะเป็นโรคนี้มักจะมีพันธุกรรมที่ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดเป็นโรคได้  เช่น มีพันธุกรรมชนิดที่เรียก HLA-B27 ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาแต่พ่อ แม่ หรือปู่ ย่า ตา ยายของผู้ป่วย  แต่พ่อแม่ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคนี้  และการมีพันธุกรรมชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้เสมอ   ต้องมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคซึ่งปัจจัยที่มากระตุ้นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่มักจะเกี่ยวข้องกับการมีการติดเชื้อโรคบางอย่าง เช่น การติดเชื้อลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด  ทำให้มีอาการท้องเดินท้องเสีย  หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  หรือแม้กระทั่งหลอดลมอักเสบ  การติดเชื้อนี้ไม่เรื้อรังเมื่อได้รับการรักษาก็หาย  แต่การติดเชื้อครั้งนั้นดูเหมือนจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วย  ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเปลี่ยนไป  คล้ายกับจะมองว่าข้อหรือเส้นเอ็นของผู้ป่วยเองเป็นสิ่งแปลกปลอม  ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังกับข้อและเส้นเอ็นของผู้ป่วยจนเกิดเป็นโรคขึ้น  และมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว  เหตุที่เกิดโรคนี้ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว  เพราะช่วงเวลานี้ของคนเราเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราแข็งแรงที่สุด  ดังนั้นการเกิดการอักเสบจากภูมิคุ้มกันก็รุนแรงที่สุดเช่นเดียวกัน

การรักษาโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  ทำได้อย่างไร

เนื่องจากผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  มีอาการปวดบวมข้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ  อาการปวดนี้บางรายไม่รุนแรง  แต่บางรายก็ปวดรุนแรงมาก  และปวดเรื้อรังเป็นเวลานานจนได้รับความทุกข์ทรมาน  ดังนั้นการรักษาที่สำคัญประการแรกคือต้องได้รับยาต้านการอักเสบ  ซึ่งส่วนมากเป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ที่มีประสิทธิภาพสูง  เช่นยา indomethacin  และอาจต้องใช้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง  เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากเป็นคนอายุน้อย  ดังน้นผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ต่อผู้ป่วยอาจไม่มากนัก  แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง  ต่อมาเนื่องจากโรคกลุ่มนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกัน  ดังนั้นจึงต้องมียาที่จะปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกัน หรือปรับเปลี่ยนตัวโรค เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)  หรือยาเมโธรเทรกเซต (methotrexate)  ซึ่งต้องให้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลานานเช่นเดียวกัน  ในปัจจุบันเนื่องจากมีผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อยาปรับเปลี่ยนตัวโรคไม่ดีนัก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อกระดูกสันหลังอักเสบ   จึงมีการนำยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) มาใช้รักษาโรคกลุ่มนี้โดยเฉพาะโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  และโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินอย่างได้ผล  เช่นยา กลุ่มยาต้านสาร tumor necrotic factor-TNF (anti-TNF)  ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านสารจากระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรง  ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพสูงมาก  และออกฤทธิ์เร็ว แต่เนื่องจากมีราคาแพงมาก  จึงมีการนำมาใช้ในบ้านเรา แต่ยังไม่แพร่หลายนัก

วิธีการรักษาโรคกลุ่มนี้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากคือ  การทำกายภาพบำบัด  โดยเฉพาะการออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำ  และการบริหารกล้ามเนื้อ  เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและข้อกระดูกสันหลัง  ป้องกันไม่ให้ข้อติดยึดและพิการ  การทำกายภาพบำบัดนี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ  และทำควบคู่กับการรักษาด้วยยาไปตลอดการรักษา  จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น และอาจใช้ยาน้อยลงหรือสามารถหยุดยาได้เร็ว  นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยที่มีความพิการเกิดขึ้น  อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก หรือผ่าตัดแก้ไขความพิการของกระดูกสันหลังที่จำเป็น

ข้อมูลจาก : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.ra.mahidol.ac.th/dpt/MD/know11-air-04

โรคหลังแข็ง ตอนที่ 2 สันหลังอักเสบติดยึด รักษาได้จริงหรือ

โรคหลังแข็ง ตอนที่ 2 รักษาได้จริงหรือ

ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลังแข็งส่วนมากจะ เป็นโรคนี้แล้วไม่รู้ตัว บางครั้งมีอาการปวดข้อ ปวดหลังก็มักจะซื้อยารับประทานเอง พอบรรเทาอาการปวด แต่ไม่หายและไม่ได้รักษาโรคบางครั้งมีอาการปวดข้อ ไปพบแพทย์ แพทย์ก็อาจไม่ได้นึก ถึงโรคนี้ ก็ให้แต่ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ เช่น ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ทานยาแล้วอาการปวดลดลงบ้างแต่ไม่หาย ทำให้การรักษาล่าช้าไป เกิดความพิการ หลังแข็งไปแล้ว แก้ไขลำบาก ดังนั้นถ้าท่านสงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคข้อ ที่เรียกแพทย์รูมาโตโลจิส หรือถ้าหาไม่ได้ก็ไปพบแพทย์ทางศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ก็ได้ แพทย์จะให้การวินิจฉัยโรคโดยอาศัยประวัติการเจ็บป่วยและการตรวจร่างกายว่าอาการและอาการแสดงเข้าได้กับโรคนี้หรือไม่ เช่น ตรวจดูว่ามีอาการปวดบริเวณก้นกบโดยการตรวจวิธีต่าง ๆ ตรวจดูบริเวณกระดูกสันหลังว่ามีการเคลื่อนไหวเป็นปกติหรือไม่ หรือหลังแข็งไปแล้วก้มไม่ลง ก้มเอามือแตะปลายเท้าไม่ถึง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการประเมินกระดูกสันหลังช่วงอก โดยวัดรอบอกในขณะหายใจเข้าเต็มที่หรือประเมินกระดูกสันหลังช่วงคอโดยการให้ยืนหันหลังชิดกำแพง แล้ววัดระยะจากบริเวณท้ายทอยไปที่กำแพงดูว่าสามารถเอาท้ายทอยไปแตะกำแพงได้หรือไม่ รวมไปถึงการตรวจการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังในท่าต่าง ๆ เช่น การเอียงตัวไปด้านข้างหรือการแอ่นตัว การตรวจตำแหน่งอื่น ๆ ของกระดูกก็อาจตรวจบริเวณข้อต่าง ๆ ที่มีอาการปวดหรือข้ออักเสบ รวมไปถึงการอักเสบของเส้นเอ็นและจุดเกาะของเอ็น เช่น บริเวณส้นเท้า เป็นต้น

ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งจริง ก็จะขอตรวจทางภาพถ่ายรังสี ที่มักพบความผิดปกติและเป็นความผิดปกติที่ใช้ยืนยันการวินิจฉัยโรคได้คือ ความผิดปกติบริเวณข้อต่อของกระดูกก้นกบกับกระดูกเชิงกราน ซึ่งส่วนมากมักพบความผิดปกติทั้ง 2 ข้างสมมาตรกัน ถ้าผลไม่ชัดเจนเนื่องจากเพิ่งเป็นในระยะ แรกอาจต้องอาศัยการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ในกรณีที่ต้องการยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค แพทย์อาจจะขอตรวจเลือดดูพันธุกรรมว่าเป็นลักษณะ HLA-B27 หรือไม่ จากการศึกษาในทางระบาดวิทยาพบว่า ผู้ป่วยโรคหลังแข็งมากกว่าร้อยละ 90 จะมีการตรวจ HLA-B27 ให้ผลบวก แต่การตรวจ HLA-B27 นี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มค่า

โรคหลังแข็งหรือข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นโรคเรื้อรังที่ในผู้ป่วยแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคและการดำเนินโรคแตกต่างกัน บางรายอาการไม่รุนแรง ค่อย ๆ เป็น เป็น 10 ปี กลุ่มนี้จะมีอาการทางกระดูกสันหลังไม่มาก แต่บางรายมีอาการรุนแรง ปวดหลังมาก กระดูกสันหลังจะมีการอักเสบรุนแรง และมีการติดยึดของกระดูกสันหลังอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปี ปัจจัยที่บ่งถึงความรุนแรงและมีการพยากรณ์โรคก็ไม่ดี ได้แก่ การมีข้อตะโพก อักเสบร่วมด้วย การมีการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกสันหลังช่วงเอวลดลง การมีนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบเหมือนไส้กรอก การที่โรคเริ่มเกิดตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี รวมถึงการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ สำหรับผู้หญิงถ้าเริ่มโรคนี้ตอนอายุมากหน่อย มักมีอาการของโรครุนแรงน้อยกว่า

ผู้ป่วยโรคหลังแข็งบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเกิดขึ้นได้ ที่สำคัญคือ กระดูกสันหลัง หัก เพราะถึงแม้กระดูกสันหลังจะแข็งขึ้นเพราะมีแคลเซียมมาเกาะพังผืดหุ้มกระดูกสันหลังจนแข็ง แต่กระดูกสันหลังจะเปราะขึ้น ถ้ามีการกระทบกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังช่วงคอ จะทำให้มีกระดูกสันหลังหักได้ บางรายถึงกับเป็นอัมพาตจากกระดูกสันหลังหักกดไขประสาทหรือเส้นประสาทไขสันหลัง ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้ก็มีต่อมลูกหมากอักเสบ ลิ้นหัวใจรั่ว มีปอดอักเสบเป็นพังผืด โดยเฉพาะบริเวณปอดส่วนบน แต่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคงเป็นปัญหาทางด้านจิตใจ เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อการทำงานและการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ยังอยู่ใน วัยทำงาน

การรักษาโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นการรักษาที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจและการพินิจพิจารณาอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษานาน และเป็นโรคที่สามารถทำให้เกิดความพิการได้ (อดีตนายกสมาคมคนพิการของไทยบางคนก็เป็นโรคหลังแข็ง) การรักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วยว่าโรคนี้เป็นอย่างไร มีการดำเนินโรคอย่างไร แนวทางการรักษาเป็นอย่างไร เนื่องจากการรักษาที่ได้ผลจะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการดูแลรักษาตัวเอง ในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม ตลอดจนการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากโรคและจากการรักษาต่าง ๆ ยาที่ใช้รักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยยาแก้ปวดลดการอักเสบในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ สเตียรอยด์ ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) หรือยาเมโธรเทรกเสต (methotrexate) ยาชีวภาพ (biologic agents) ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคหลังแข็ง แต่เป็นยาที่มีราคาแพง

ที่สำคัญในการรักษาโรคหลังแข็งต้องมีการรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย เพื่อลดอาการปวด ทำให้สามารถใช้ข้อและหลังได้อย่างถูกต้อง และป้องกันการเกิดความพิการ การรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ยังรวมไปถึงการออกกำลังกายที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลังแข็งคือ การว่ายน้ำ นอกจากนี้ยังมีการบริหารท่าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของหลัง ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือแก้ไขภาวะแทรกซ้อนก็ต้องอาศัยการรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วย

โรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นในคนหนุ่มสาว ในวัยเรียนและวัยทำงาน เป็นโรคที่พบได้บ่อย และสามารถทำให้เกิดความพิการได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้นถ้าท่านมีอาการปวดหลังหรือสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคหลังแข็ง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ รักษาต่อไป

โรคหลังแข็ง แข็งจริง ใช่อิงแอบ
หลังไม่แนบ กำแพงได้ ให้ฉงน
แสนจะปวด หลังและข้อ ไม่รอทน
ต้องรีบสน ใจไขว่คว้า รักษาเอย

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.


ที่มาจากหนังสือพิมพ์ : เดลินิวส์
วันที่ 26 กรกฎาคม 2552

 

 

การศึกษาต่อเนื่อง คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

http://ramaclinic.ra.mahidol.ac.th/healthnews/hnews0100.html

โรคหลังแข็ง รักษาได้จริงหรือ?

โรคหลังแข็ง รักษาได้จริงหรือ?

ปัญหาของผู้ป่วยโรคหลังแข็งส่วนมากจะเป็นโรคนี้แล้วไม่รู้ตัว  บางครั้งมีอาการปวดข้อ  ปวดหลังก็มักจะซื้อยารับประทานเอง   พอบรรเทาอาการปวด แต่ไม่หายและไม่ได้รักษาโรค   บางครั้งมีอาการปวดข้อ  ไปพบแพทย์  แพทย์ก็อาจไม่ได้นึกถึงโรคนี้  ก็ให้แต่ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ เช่น ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์   ทานยาแล้วอาการปวดลดลงบ้างแต่ไม่หาย  ทำให้การรักษาล่าช้าไป    เกิดความพิการ  หลังแข็งไปแล้ว   แก้ไขลำบาก   ดังนั้นถ้าท่านสงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด   ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคข้อ   ที่เรียกแพทย์รูมาโตโลจิส  หรือถ้าหาไม่ได้ก็ไปพบแพทย์ทางศัลยกรรมออรโธปิดิกส์ ก็ได้

    การวินิจฉัยโรค
จะให้การวินิจฉัยโรคโดยอาศัยประวัติการเจ็บป่วยและการตรวจร่างกายว่าอาการและอาการแสดงเข้าได้กับโรคนี้หรือไม่   เช่น ตรวจดูว่ามีอาการปวดบริเวณก้นกบโดยการตรวจวิธีต่าง ๆ  ตรวจดูบริเวณกระดูกสันหลังว่ามีการเคลื่อนไหวเป็นปกติหรือไม่ หรือหลังแข็งไปแล้วก้มไม่ลง  ก้มเอามือแตะปลายเท้าไม่ถึง  เป็นต้น   นอกจากนี้ยังมีการประเมินกระดูกสันหลังช่วงอก  โดยวัดรอบอกในขณะหายใจเข้าเต็มที่หรือประเมินกระดูกสันหลังช่วงคอโดยการให้ยืนหันหลังชิดกำแพง แล้ววัดระยะจากบริเวณท้ายทอยไปที่กำแพงดูว่าสามารถเอาท้ายทอยไปแตะกำแพงได้หรือไม่   รวมไปถึงการตรวจการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังในท่าต่าง ๆ   เช่น การเอียงตัวไปด่านข้างหรือการแอ่นตัว   การตรวจตำแหน่งอื่น ๆ ของกระดูกก็อาจตรวจบริเวณข้อต่าง ๆ ที่มีอาการปวดหรือข้ออักเสบ  รวมไปถึงการอักเสบของเส้นเอ็นและจุดเกาะของเอ็น เช่น บริเวณส้นเท้า  เป็นต้น  ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าจะเป็นโรคหลังแข็งจริง  ก็จะขอตรวจทางภาพถ่ายรังสี  ที่มักพบความผิดปกติและเป็นความผิดปกติที่ใช้ยืนยันการวินิจฉัยโรคได้คือ  ความผิดปกติบริเวณข้อต่อของกระดูก้นกบกับกระดูกเชิงกราน   ซึ่งส่วนมากมักพบความผิดปกติทั้ง 2 ข้างสมมาตรกัน  ถ้าผลไม่ชัดเจนเนื่องจากเพิ่งเป็นในระยะแรกอาจต้องอาศัยการตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น   นอกจากนี้ในกรณีที่ต้องการยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค แพทย์อาจจะขอตรวจเลือดดูพันธุกรรมว่าเป็นลักษณะ HLA-B27  หรือไม่   จากการศึกษาในทางระบาดวิทยาพบว่า  ผู้ป่วยโรคหลังแข็งมากกว่าร้อยละ 90 จะมีการตรวจ HLA-B27  ให้ผลบวก   แต่การตรวจ HLA-B27  นี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยทุกราย  เพราะผลที่ได้ไม่คุ้มค่า

 อาการแสดงของโรค
โรคหลังแข็งหรือข้อสันหลังอักเสบติดยึด  เป็นโรคเรื้อรังที่ในผู้ป่วยแต่ละรายมีความรุนแรงของโรคและการดำเนินโรคแตกต่างกัน บางรายอาการไม่รุนแรง  ค่อย ๆ เป็น เป็น 10 ปี กลุ่มนี้จะมีอาการทางกระดูกสันหลังไม่มาก แต่บางรายมีอาการรุนแรง ปวดหลังมาก กระดูกสันหลังจะมีการอักเสบรุนแรง  และมีการติดยึดของกระดูกสันหลังอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ปี ปัจจัยที่บ่งถึงความรุนแรงและมีการพยากรณ์โรคก็ไม่ดี ได้แก่ การมีข้อสะโพกอักเสบร่วมด้วย การมีการเคลื่อนไหวของข้อกระดูก

สันหลังช่วงเอวลดลง  การมีนิ้วมือนิ้วเท้าอักเสบเหมือนไส้กรอก การที่โรคเริ่มเกิดตั้งแต่อายุน้อยกว่า 16 ปี รวมถึงการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์  สำหรับผู้หญิงถ้าเริ่มโรคนี้ตอนอายุมากหน่อย มักมีอาการของโรครุนแรงน้อยกว่า

 ภาวะแทรกซ้อน
ผู้ป่วยโรคหลังแข็งบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเกิดขึ้นได้  ที่สำคัญคือ กระดูกสันหลังหัก   เพราะถึงแม้กระดูกสันหลังจะแข็งขึ้นเพราะมีแคลเซียมมาเกาะพังพืดหุ้มกระดูกสันหลังจนแข็ง  แต่กระดูกสันหลังจะเปราะขึ้น  ถ้ามีการกระทบกระแทกหรืออุบัติเหตุ  โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลังช่วงคอ  จะทำให้มีกระดูกสันหลังหักได้ บางรายถึงกับเป็นอัมพาตจากกระดูกสันหลังหักกดไขประสาทหรือเส้นประสาทไขสันหลัง  ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่พบได้ก็มีต่อมลูกหมากอักเสบ ลิ้นหัวใจรั่ว  มีปอดอักเสบเป็นพังพืด โดยเฉพาะบริเวณปอดส่วนบน แต่ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคงเป็นปัญหาทางด้านจิตใจ เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อการทำงานและการทำกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยที่ยังอยู่ในวัยทำงาน

 การรักษา
การรักษาโรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด   เป็นการรักษาที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจและการพินิจพิจารณาอย่างละเอียด   เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาในการรักษานาน  และเป็นโรคที่สามารถทำให้เกิดความพิการได้ (อดีตนายกสมาคมคนพิการของไทยบางคนก็เป็นโรคหลังแข็ง)   การรักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วยว่าโรคนี้เป็นอย่างไร   มีการดำเนินโรคอย่างไร  แนวทางการรักษาเป็นอย่างไร   เนื่องจากการรักษาที่ได้ผลจะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยในการดูแลรักษาตัวเอง  ในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง  ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม  ตลอดจนการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากโรคและจากการรักษาต่างๆ   
msk_01

ยาที่ใช้รักษาโรคหลังแข็งจะประกอบไปด้วยยาแก้ปวดลดการอักเสบในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ยาปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค  เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)  หรือยาเมโธรเทรกเสต (methotrexate) ยาชีวภาพ (biologic agents)  ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคหลังแข็ง  แต่เป็นยาที่มีราคาแพง  ที่สำคัญในการรักษาโรคหลังแข็งต้องมีการรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือการทำกายภาพบำบัดร่วมด้วย   เพื่อลดอาการปวด ทำให้สามารถใช้ข้อและหลังได้อย่างถูกต้อง และป้องกันการเกิดความพิการ    การรักษาด้วยการใช้วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู  ยังรวมไปถึงการออกกำลังกายที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ   การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลังแข็งคือ การว่ายน้ำ  นอกจากนี้ยังมีการบริหารท่าต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของหลัง  ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือแก้ไขภาวะแทรกซ้อนก็ต้องอาศัยการรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมด้วย

โรคหลังแข็งหรือโรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่เกิดขึ้นในคนหนุ่มสาว  ในวัยเรียนและวัยทำงาน  เป็นโรคที่พบได้บ่อย  และสามารถทำให้เกิดความพิการได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง   ดังนั้นถ้าท่านมีอาการปวดหลังหรือสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคหลังแข็ง  ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

โรคหลังแข็ง         แข็งจริง           ใช่อิงแอบ
หลังไม่แนบ         กำแพงได้        ให้ฉงน
แสนจะปวด         หลังและข้อ       ไม่รอทน
ต้องรีบสน            ใจไขว่คว้า        รักษาเอย

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
 

ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันที่ 26-27 ส.ค. 2552

ข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไท

http://www.phyathai.com/phyathai/new/th/specialcenter/popup_cms_spdoctor_detail.php?cid=18&mid=SurapongCMS&subject=%E2%C3%A4%CB%C5%D1%A7%E1%A2%E7%A7%20%C3%D1%A1%C9%D2%E4%B4%E9%A8%C3%D4%A7%CB%C3%D7%CD?