พรทิพย์ โรจนสุนันท์ พลิกศพ…พบสุข โดย ปริญญา ชาวสมุน

เมื่อเอ่ยถึงหมอพรทิพย์คงหนีไม่พ้นคำว่านักนิติวิทยาศาสตร์มือหนึ่งของไทย บางคนอาจพาลนึกไปถึง ‘หมอผ่าศพ’ แต่ใครจะเชื่อว่า ‘ศพ’ ที่หลายคนรังเกียจเดียดฉันท์นั้นจะนำมาซึ่งจิตใจอันรู้ตื่นและเบิกบาน เพราะในวันนี้ แพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ได้ก้าวข้ามความหวาดกลัว ปัญหา และเรียนรู้จากความตายทั้งของผู้อื่นและที่เข้ามาประชิดตนเอง กระทั่งรู้เห็นธรรม

ปัจจุบันเธอทุ่มเทกาย-ใจให้กับภารกิจที่ปลายด้ามขวาน หนึ่ง เพื่อเรียกคืนสันติสุขกลับมา สอง เธอเชื่อว่านี่คือหน้าที่ที่เธอถูกเลือกแล้ว

ทำงานกับศพมากมาย มองเห็นอะไร

มองเห็นธรรมะในธรรมชาติ เหมือนเดิม ถ้าคิดแบบง่าย ไม่ต้องลึกเลยนะ สมมติเรารักใครสักคน เราคิดให้เขาเป็นศพ มันจะเกิดอะไรขึ้นในใจเรา เช่น พอเขาตายปั๊บ คนเราจะบอกว่า โอ๊ย…ยังไม่ได้ทำโน่นให้เลย อยากจะกอดก็ยังไม่ได้ทำเลย จะรู้สึกตอนตาย แต่เอาใหม่ คนนี้เรารักมากเลย โดยเฉพาะผู้หญิงรักผู้ชายมากเลย กลัวผู้ชายไปเจ้าชู้ ให้เขามานอนตายปุ๊บ แล้วเอาผ้าปิดหน้า อ้าว…มันก็ตัวอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นมีอะไรเลย เราไปยึดติดอะไรวะ มันทำให้เราแก้ปัญหายึดติด

ผ่าลงไปภายในก็เห็นตับไตไส้พุง ก็จะเริ่มรู้จักไม่ยึดติดคนอื่นและตัวเองด้วย คนบางคนปรุงแต่งจนไม่เหลือของเดิม เพื่อให้คนอื่นเขารัก แต่พอเข้าไปดูข้างใน อะไรก็ไม่รู้ ตับไตไส้พุง

หรือพฤติกรรมของคนที่อยู่ข้างๆ เขา เช่น เพิ่งตายใหม่ จากกันใหม่ๆ ไม่กล้ากอด แสดงว่าเขายึดติดไง เราก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่าคนเราควรดูแลตัวเราเองให้มีค่าด้วยตัวเองซึ่งไม่ใช่เปลือก แต่เป็นแก่น

มีหลักคิดอย่างไรเพื่อเพิ่มแรงใจในการทำงาน

ถ้าจะบอกว่าการทำงานแบบนี้จะต้องใช้อะไรบ้าง อย่างแรกเลยเพื่อให้เราทำงานได้ปกติ คือ ตัวเราต้องชอบ มีความสุข มีความสนุก มีความศรัทธา มีคนถามว่าผ่าศพมันสุข มันสนุกตรงไหน หรือว่าการค้นหาความจริง ก็ต้องตอบว่า ความสนุกของมันคือการได้คิดค่ะ “เอ๊ะ…ทำไมมันเป็นอย่างนี้” พอ “เอ๊ะ!” ปุ๊บก็จะคิด ค้นหาวิธี เป็นความปิติที่ได้ คือ ทุกครั้งที่เราหาเจอ เปรียบเสมือนเราได้ทำหน้าที่แทนคนตาย

โดยเฉพาะการทำงานภาคใต้ ระเบิดตู้ม มีปืนยิง อะไรประมาณนี้ เราเจออะไรได้สักอย่างหนึ่งเนี่ยจะเกิดความปิติ มันไม่ใช่ความสนุกแล้วค่ะ ตรงนี้ถือเป็นสิ่งทำให้สนุกในการทำงาน ส่วนเวลาเผชิญอุปสรรคต้องบอกว่าหนักมาก มันอยู่ที่เราทำความเข้าใจ เราก็เริ่มสังเกตว่า ส่วนหนึ่งเราแก้ที่เขาไม่ได้ เขาไม่ชอบเรา อย่างไรเขาก็ด่า ด่าออกทีวีทั้งประเทศก็มี เราแก้เขาไม่ได้ งั้นเราแก้ที่เรา พอต่อมาเจอสิ่งที่ทำให้ยั่งยืนคือธรรมะ นั่นคือถ้าเราเข้าใจเสียว่าอุปสรรคคือมาร มารคือแบบฝึกหัดแห่งการพัฒนาตน ก็ช่วยได้เยอะ

คุณหมอชอบศึกษาธรรมะอยู่แล้วหรือเปล่า

ด้วยความเป็นคนที่ชอบ “เอ๊ะ!” ทำงานก็ถามว่า ทำไมถึงตาย ทำไมคนนี้ยังไม่ทันลืมตาดูโลกแล้วแม่ฆ่าตาย หรือบางคนไม่ได้เป็นคนชั่วเลยแต่ถูกฆ่าทารุณ ทำไมคนชั่วตายดี อะไรประมาณนี้ ก็เริ่มหาคำตอบ พอหาคำตอบก็รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าคนเราไม่ดับสูญ หมายความว่าต้องกลับมาเกิดใหม่ ตอนนั้นเรายังวนแค่นี้ เราเข้าใจ ทำให้เราเข้าใจว่าการเกิดเป็นมนุษย์ต้องทำความดีเยอะๆ

จนกระทั่งเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ เกิดความเปลี่ยนแปลงตอนคดีเจนจิรา ภาษิตไทยบอก “ยิ่งสูงยิ่งหนาว ดังเร็วดับเร็ว” ก็กลับมาส่องกระจกตัวเอง “ฉันกำลังจะดับแล้วใช่ไหม” ก็ตั้งคำถาม “แล้วฉันไปทำอะไรผิดล่ะ” ตรงนั้นค่ะธรรมะมาครั้งแรกในชีวิต ที่มาแบบเต็มๆ เลยคือ “หรือเรากำลังถูกเลือกให้ทำอะไรบางอย่าง” เพราะฉะนั้นความดังนี้เขาไม่ได้ให้เรานะ เขาให้เป็นเสื้อที่ทำให้คนมองแล้วสะดุด แต่ไม่ใช่ของเรานะ

ปรากฏว่าพอคิดได้ไม่ใช่ว่าจะราบรื่นนะ งานมันทะลวงมาตลอดตั้งแต่คดีเจนจิรา ต้องมากระทรวงยุติธรรม ทำคดีคุณห้างทอง ไปทำงานภาคใต้ เจอสึนามิ สุดท้ายตรงสึนามินี่แหละค่ะที่เข้าธรรมะเต็มตัวตอนที่ได้เจอท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี หลังสึนามิท่านได้มาเมืองไทย เราไม่ได้รู้จักกัน แต่ท่านได้เห็นกระดาษหนังสือพิมพ์มีรูปผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกินข้าวท่ามกลางกองศพ แล้วท่านก็บอกว่าอยากเจอผู้หญิงคนนี้ เมื่อท่านเจอเหมือนกับท่านส่งสัญญาณเตือน

หนึ่ง เลิกทำงานใต้ไม่ได้นะ สอง งานใต้จะจบได้ด้วยผู้หญิง สาม คุณหมอต้องบูชาพระเจ้าตากคู่พระนเรศวร สี่ ชีวิตของคุณหมอจบไปนานแล้ว ที่อยู่นี่คือการต่อบุญ ถ้าทำงานคืออย่าท้อแท้ สุดท้ายคือ ท่านให้ไปอินเดีย

ไปอินเดียได้อะไรกลับมาบ้าง

พอเราไปอินเดียก็ อ๋อ…ที่เราหาคำตอบไม่ชัดนักว่าหลังตายแล้วไปไหน เราไปเห็นที่อินเดีย และไม่ใช่เห็นทันทีนะ เพราะนับจากวันนั้น 2548 ถึงวันนี้ ไปอินเดียมา 15 ครั้งแล้ว ที่นั่นทำให้เรามีพลังกลับมาในการสะสมกรรมดี ไปพุทธคยาครั้งที่สอง ถึงจะตอบได้ว่าทำไมเราต้องมาอินเดีย แทนที่จะตอบได้ว่า อ้อ…นี่แดนตรัสรู้ ครั้งแรกแค่ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้าลำบาก ได้แค่นี้ พอไปพุทธคยาครั้งที่สอง เพิ่งจะเริ่ม เอ๊ะ…พระพุทธเจ้าทำไมต้องมาตรัสรู้ตรงนี้ เขาบอกว่าที่ตรงนี้มีมาหลายภพหลายชาติ พระท่านหนึ่งเล่าว่าตอนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ มีมารมาผจญ แล้วมีคนช่วย คนที่ช่วยคือแม่พระธรณี โอ้โห หมอถึงบางอ้อเลย เพราะรูปที่ท่านเจ้าคุณให้เราถือเนี่ย พระพุทธเจ้าผจญมาร คือ ตอนตรัสรู้ และเราก็เพิ่งเห็นพระแม่ธรณี ที่แท้เป็นสัญลักษณ์ของการผจญมาร แล้วก็ทำให้เราเห็นหลายๆ อย่าง

ที่สำคัญที่สุดทำให้เราได้เห็นตอนพุทธศาสนาดับค่ะ ที่นาลันทา ตอนแรกที่ท่านพาไปเห็น ก็โอ้โห ใหญ่จังเลยนะ แต่เราเห็นก็สะท้อนใจ ว่าพุทธศาสนาหายไปตอนนี้ ที่ท่านจัดให้ไปเพื่อให้เข้าใจปัญหาภาคใต้ เราก็เลยรู้จักว่าถ้าเราแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยใจที่โกรธ ปลายไม่สุดหรอก แต่ถ้าเราเข้าไปดูว่าที่แท้เป็นความอ่อนแอของคนไทยพุทธ เหมือนในพุทธกาล นาลันทาเป็นตัวบอกเราว่า นักรบมุสลิมบุกมา 200 กว่าคน พุทธหายหมดเลยหมื่นกว่าคน แล้วก็หายไปจากโลกนี้ตั้งแต่นั้นมา เราเห็นประเทศไทยทันที

สำหรับคุณหมอ ธรรมะคืออะไร

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ คือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ซึ่งพระพุทธเจ้าไปค้นขึ้นมาทำให้เป็นระบบ ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เรามองไม่เห็น เราจะมองไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้บอกอะไรเรา แม้แต่เรื่องง่ายๆ มันก็เป็นธรรมะนะ ทำไมคนเราเข้ากันไม่ได้ เราก็ไปเชื่อเรื่องดวง คุณธาตุไฟ ฉันธาตุน้ำ ทำไมต้องบอกหมอดูเก่ง ความจริงแล้วมันคือธรรมชาติ คนธาตุไฟก็โชติช่วงชัชวาลย์ สว่างแยงตาคนอื่น อาจจะให้ความสว่างแก่เขาวูบวาบ เปลี่ยนใจเร็วมาก ร้อนจะอบอุ่นถ้าหนาว ธาตุน้ำเป็นอย่างไร ตรงกันข้าม ประมาณว่าน้ำมีหลายรูปร่าง มีหลายอุณหภูมิ น้ำกับไฟตรงข้ามกันเสมอ น้ำดับไฟ ไฟลนน้ำเดือด แค่นี้ก็เป็นธรรมชาติแล้ว มันสอนว่ามนุษย์หรือทุกสิ่งเป็นกรรมของตัวมันเอง เราต่างหากที่จะจัดการตัวเอง แล้วก็เริ่มสนุก

เชื่อเรื่องหลังความตายหรือไม่

ถ้าเรามองตามนี้ เป็นไปไม่ได้ที่ตายปั๊บ เกิดปั๊บ บางครั้งวิทยาศาสตร์ไม่ถึงกับตอบโจทย์ได้ว่ามันลงตัวได้พอดี แต่ถึงมันจะลงตัวได้พอดีก็แล้วแต่ แต่เชื่อว่าต้องมีช่วงที่ล่องลอยอยู่ ช่วงที่ล่องลอยเนี่ยจะคิดหรือว่ามีความสุข อย่างตอนสึนามิ 4,000 กว่าศพ ถามว่าทุกคนที่ตายจะเป็นอย่างไร เขาไม่ทันเตรียมตัวตาย เราเชื่อว่าจิตก็ยังไม่จากกันเท่าไร คงอยากให้เอาร่างคืนสู่ญาติโดยเร็ว เรามองว่าชีวิตหลังความตายคงไม่ใช่อะไรที่จะแสดงความต้องการของตัวเองได้สักเท่าไรนัก เราควรจะมองมันเป็นบทเรียนมากกว่าว่า คุณเตรียมตัวให้มากที่สุดเถิด เพราะถ้าได้กลับมาเกิด มาชดใช้กรรม เราต้องเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือชีวิตหลังความตาย

เป้าหมายสูงสุดของคุณหมอ

นิพพานค่ะ คำเดียวเลยค่ะ เพราะถ้าเราไปถึง ไปเห็น แล้วเรายังไม่ทำ มันจะเอาอีกเท่าไร ตอบไม่ได้ว่ากี่สิบชาติ กี่ร้อยชาติ ที่เราจะนิพพาน แต่ตอบได้ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อแสวงหาทางไปนิพพาน เพียงแต่คุณจะหาทางไปเจอเร็วหรือช้า ที่เรามีความสุขในการทำงานเพราะเรามองมันคือสะสมบัญชีกรรมที่จะไปสู่นิพพาน บางคนอยากเป็นเศรษฐีร้อยล้านก็สะสมเข้าไป แต่หมอถือว่าการที่เราทำงานมันคือการสะสมกรรม ยิ่งงานยาก งานที่ได้กับคนเยอะๆ กรรมก็ต้องใหญ่กว่า แต่เราไม่ได้โลภตรงนั้นนะ คือ เราอยากหลุดพ้น

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาทำให้ท้อไหม

ใหม่ๆ ไม่ท้อนะ แต่จะหาทางแก้ไข ว่าจะชี้แจงเขาไหม แต่ระหว่างตอนที่เราจะหาทางแก้ไขเราก็จะกลับมาสังเคราะห์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเกิดเช่นนี้ เราพยายามดูตัวเรา พยายามดูคนอื่น สิ่งเหล่านี้หมอพบในธรรมชาติ ธรรมชาติ ในสังคมเรา ที่มันจอมปลอมคือ ผู้หญิงมีลักษณะนี้เยอะ และหมอก็ตอบในเชิงธรรมะได้ เพราะธรรมชาติผู้หญิงเกิดง่ายกว่าผู้ชาย ผู้ชายต้องมีการพัฒนายากกว่า ผู้ชายไม่ค่อยมีเรื่องอิจฉา

อีกอย่างคือเรื่องคนเก่ง สังคมคนเก่งกับคนดีไม่เหมือนกัน เราเรียนรู้ว่า แก่นของคนเก่งไม่ใช่ของจริงหรอกค่ะ ในสถานการณ์ที่คนอื่นอุปโลกน์ให้ สถานการณ์ที่เขาเทียบกับคนเก่งน้อยกว่า เขาจึงเป็นคนเก่ง เพราะฉะนั้นคนเก่งจะมีลักษณะอย่างไร หลงว่าฉันต้องเก่ง อยากรักษาความเก่ง การรักษาความเก่งคือมองคนอื่นอย่างกดลง ทำนองเดียวกัน เราเข้าใจว่าคนที่ไม่ชอบเขาคงคิดว่าเขาเก่ง เขาก็เลยมองว่าเราไม่เก่ง ไม่ดีจริง เราก็กลับมามองว่าเราเก่งไหม คำตอบคือ ไม่เลยค่ะ ไม่เคยสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่คิดว่าตัวเองเก่ง และถามว่าคิดว่าตัวเองดีไหม ก็ตอบว่า ตั้งใจทำดี แต่พอมาศึกษาความดี ความดีไม่ต้องเทียบค่ะ คนดีอยู่ด้วยกันเป็นร้อยเป็นพันได้ แต่คนเก่งอยู่ด้วยกันไม่ได้ อยู่ด้วยกันตีกันตาย

ถ้าไม่มองเห็นธรรมะ จะมีภูมิต้านทานแบบนี้ไหม

ถ้าไม่มีธรรมะมาก่อน ไม่มีทางมีภูมิต้านทานค่ะ ถึงได้เล่าให้ฟังไงคะว่าจุดเปลี่ยนคือการเป็นคนดังมากตอนคดีเจนจิรา มันทำให้เราตั้งสติ หาเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ เราจะเริ่มเชื่อว่าต้องเตรียมตัวกับความเลวร้ายตรงนี้นะ ปรากฏว่าธรรมชาติก็จัดสรรให้เราเป็นมะเร็งเสียอีก นั่นคือบทเรียนที่เราจะต้องจัดการกับความเครียด เพราะมะเร็งถ้าเครียดเมื่อไรมันจะถามหา เวลาใครด่า คนเราจะรักตัว ไม่อยากตาย ก็เอาความเครียดออกไปซะ

กำลังใจแด่ผู้ที่ถูกสังคมบีบคั้น

ความบีบคั้นมีดีกรีหลายอย่าง แต่ว่าเอาสูตรหนึ่ง ถ้าเราแกะความทุกข์ ความทุกข์ของทุกคนเป็นสมการ (สิ่งที่ควรเป็น – สิ่งที่มันเป็น) ความทุกข์ของเราส่วนมากคือ อ้าว…เขายืมตังค์เราไปแล้ว เขาต้องเอามาคืนเราสิ แต่ความจริงคือเขาไม่เอามาคืน สามีควรจะรักเราคนเดียวสิ ในความจริงคือรักไปสามคนเลย ตรงนี้ทำให้ศูนย์ได้ไหม ยากมากค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องไปแก้ที่คนอื่น สมการนี้เกิดขึ้นจากอีกตัวหนึ่งที่อยู่นอกวงเล็บ นอกวงเล็บคือตัวเรา คือ อัตตา ถ้าเราทำตัวเราให้เป็นศูนย์ มันง่ายต่อการทำวงเล็บให้เป็นศูนย์ หมอเรียนรู้วิธีแก้สมการนี้ ถามตัวเองว่าจะทุกข์ไปเพื่ออะไรก่อนจะไปแก้เขา ถ้าเราทำตรงนี้ไได้ เราก็จะอยู่กับในวงเล็บนี้ได้ดีขึ้น

ถ้าเรายึดมั่นตัวเราเอง ความสุขจะอยู่ที่ตัวเรา พอเราไม่เอาตัวเราไปเกี่ยวไว้กับใคร ความสุขจะต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่หลงตัวเองนะ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 21 ตุลาคม 2555

คือน้ำทิพย์ชโลมหัวใจ 30 ปี “หมอชาวบ้าน” ทำ “ชาวบ้าน” ให้เป็น “หมอ” โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช

ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจำ จะด้วยความประมาทหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม ทำให้เกิดการสูญเสีย การฉีดฟิลเลอร์ทั้งในกรณีของน้องกระแต และที่เกิดกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในฮ่องกงที่ 2 ใน 3 คน ถึงกับโคม่า

ยังมีอีกรายที่ได้รับการกล่าวถึงอีกครั้ง น้องเอมี่ บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่เป็นโรคเบาหวาน แต่สุดท้ายต้องเสียชีวิตเพราะหลงลมหมอเถื่อนรักษาด้วยวิธีพิสดารคือการเหยียบย่ำไปทั่วร่างของเธอ

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งรวมตัวกัน ลงขันเป็นทุนจัดทำนิตยสารเพื่อสุขภาพเล่มหนึ่งขึ้นมา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ความรู้ ให้คำแนะนำ ทำ “ชาวบ้าน” (ผู้อ่าน) ให้เป็น “หมอ” นั่นคือสามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง

ขณะเดียวกันก็ ทำ “หมอ” ให้เป็น “ชาวบ้าน” คือ มีความรู้ เข้าใจสภาพปัญหาที่คนไข้ได้รับผลกระทบอันเนื่องจากความเจ็บป่วย

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 33 ปีแล้วที่ “หมอชาวบ้าน” ยังคงคุณภาพของเนื้อหาสาระไว้อย่างครบถ้วน ในราคาที่ชาวบ้านธรรมดาๆ ซื้อหาได้…เล่มละ 50 บาท

กลางเดือนที่ผ่านมา ในงานประกาศผล “รางวัลพัฒนาองค์กรเอกชนแห่งประเทศไทย” (ไทยแลนด์ เอ็นจีโอ อะวอร์ด2012) ซึ่งจัดโดยมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ ร่วมกับเดอะ รีซอร์ส อัลลิอันซ์ และ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย เพื่อเป็นกำลังใจแก่องค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร และส่งเสริมภาคประชาสังคมให้แข็งแกร่งต่อไป

หนึ่งในรางวัลที่ยังความปลาบปลื้มใจให้กับคนตัวเล็กๆ อย่างเราๆ คือ รางวัลยอดเยี่ยมประเภทองค์กรขนาดเล็ก ที่มอบให้กับ “มูลนิธิหมอชาวบ้าน”

รศ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ประธานมูลนิธิหมอชาวบ้านคนปัจจุบัน เล่าให้ฟังถึงจุดตั้งต้นของนิตยสารหมอชาวบ้านว่า เป็นความมุ่งมั่นของคณะผู้ก่อตั้ง ซึ่งประกอบด้วยคนในวิชาชีพแพทย์ พยาบาล เภสัชศาสตร์ และนักวิชาการในสหวิชา เช่น นักพัฒนาชุมชน โดยมีหมอประเวศ วะสี เป็นแกนหลัก ที่รวมตัวกันเพื่อจัดทำนิตยสารเพื่อการดูแลสุขภาพตนเองเบื้องต้นให้กับชาวบ้านเพื่อการมีสุขภาวะที่ดี
“เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มีหนังสือเกี่ยวกับหมอออกมาพอสมควร บางฉบับจะเน้นให้มีความรู้เพื่อไปหาหมอ ไม่ได้ให้พึ่งตัวเอง รู้เพื่อกลัวแล้วรีบไปพบแพทย์เสีย เราคิดตรงข้ามว่า หลายๆ อย่างชาวบ้านดูแลตนเองได้ ทำอย่างไรจะสอนชาวบ้านดูแลตนเองในเบื้องต้นในสิ่งที่ชาวบ้านดูแลตัวเองได้ และถ้าดูแลไม่ได้ ทำอย่างไรจะแสวงหาวิธีการที่จะดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง ประกอบกับการดูแลรักษาของแพทย์ด้วย”

กองบรรณาธิการนิตยสารหมอชาวบ้านยุคบุกเบิกมาจากคนที่มีความสนใจร่วมกัน มีอาจารย์หมอประเวศ เป็นแกนนำ และมีอาจารย์สันต์ หัตถีรัตน์ อาจารย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม อาจารย์สำลี ใจดี ฯลฯ โดย อาจารย์หมอประเวศ เป็นคนประสานกอง บ.ก.ทั้งหมด และวางแนวทางส่งเสริมชาวบ้านให้ดูแลตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติงานสาธารณสุขมูลฐาน ในปี 2521 ที่กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายจะอบรมชาวบ้านที่เรียกว่า อสม. หาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลตนเองภายในชุมชน จึงมาเสริมความคิดของเราที่ว่า “ชาวบ้านเป็นหมอได้”

นิตยสารรายเดือน “หมอชาวบ้าน” ฉบับปฐมฤกษ์วางแผงในวันที่ 1 พฤษภาคม 2522 ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า 1.นักเขียน/คอลัมนิสต์เป็นจิตอาสา ไม่มีค่าเรื่อง 2.สปอนเซอร์ที่จะมาลงโฆษณาก็ต้องผ่านการคัดเลือกว่า เป็นสินค้าที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่มูลนิธิหมอชาวบ้านเกิดตามมาหลังจากนั้น 2 ปี

“ในช่วงแรกที่ยังไม่มีมูลนิธิ เงินทุนมาจากผู้จัดทำก็ช่วยกันควักกระเป๋า ตอนนั้นก็ไม่คิดว่าหนังสือจะอยู่ยืนยาวมาจนถึง 33 ปี” อาจารย์หมอสุรเกียรติบอกพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

“ตอนที่ทำไม่ได้คิดว่ามันจะอยู่รอดหรือไม่รอด ไม่ได้คิดในเชิงธุรกิจ แต่ทำเพราะคิดอยากจะทำ อาศัยหยิบยืมเงินเพื่อนฝูง มาทำแบบเล็กๆ มีคนทำงานไม่ถึง 10 คน มีผู้ใหญ่บางคนในกระทรวงสาธารณสุขช่วยสมัครสมาชิกให้ และโดยตัวเนื้อหาของหนังสือที่มันกินใจคน เพราะคำว่า “หมอ” เราไม่ได้คิดแค่การรักษา แต่คิดถึงทั้งชีวิต”

ปัจจุบัน ภายใต้ร่มของมูลนิธิหมอชาวบ้าน จัดทำนิตยสารรายเดือน 2 ฉบับ คือ หมอชาวบ้านรายเดือน ยังมี วารสารคลินิก เป็นนิตยสารวิชาการโดยจะอัพเดตข้อมูลเรื่องการใช้ยา เรื่องแนวทางการรักษา สำหรับกลุ่มวิชาชีพแพทย์ พยาบาล เภสัชศาสตร์ ฯลฯ โดยเฉพาะ มี นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ เป็นผู้ดูแลทั้งสองกองบรรณาธิการ รวมทั้งเป็นเลขาธิการมูลนิธิด้วย

ขณะเดียวกัน ก็มีในส่วนของสำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน ซึ่งเป็นตัวหลักในการหารายได้หล่อเลี้ยงกองบรรณาธิการทั้งหมด

ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีไอทีที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค (ผู้อ่าน) มูลนิธิหมอชาวบ้านจากที่มุ่งเผยแพร่ความรู้แต่ในสื่อสิ่งพิมพ์ เริ่มปรับตัวรับ นอกจากการเปิด เว็บไซต์ www.doctor.or.th รวมทั้งเฟซบุ๊ก www.facebook.com/folkdoctorthailand ยังเปิดตัว “DoctorMe” (ด็อกเตอร์มี) แอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพเจ้าแรกของไทย

เนื้อหาใน “ด็อกเตอร์มี” เป็นการนำมาจาก “คู่มือหมอชาวบ้าน” หนังสือยอดนิยมที่เคยทำยอดขายมากเป็นอันดับต้นๆ มาตั้งแต่ปี 2524 มาจัดทำเป็นแอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพบนสมาร์ทโฟน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่นิยมไอทีสามารถโหลด และสามารถเปิดใช้งานได้ทันทีในวินาทีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

“ด็อกเตอร์มี เป็นแอพพลิเคชั่นให้ดาวน์โหลดได้ฟรี เพราะโดยวัตถุประสงค์ของมูลนิธิเน้นการเผยแพร่ความรู้อยู่แล้ว เพิ่งเปิดตัวไม่ถึงปี แต่เป็นแอพพลิเคชั่นที่ได้รับความนิยมมาก เช่น ถ้าปวดท้องแล้วสงสัยว่าเป็นไส้ติ่งหรือเปล่า สามารถเปิดเข้าไปดูคำแนะนำเบื้องต้นได้เลย” นพ.ศักดิ์ชัยกล่าวเสริม และว่า

แอพพลิเคชั่นนี้ในช่วงน้ำท่วมยังมีการพัฒนาข้อมูลเพิ่มเติม ในส่วนของการดูแลสุขภาพตนในภาวะนํ้าท่วม และได้รับรางวัล “จิตอาสา ช่วยนํ้าท่วม” ในงานแทนคุณแผ่นดิน 2554

สุรเกียรติ อาชานานุภาพ กับศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์

ในฐานะคนหนุ่ม “เลือดใหม่” คุณหมอศักดิ์ชัย บอกถึงทิศทางข้างหน้าขององค์กรว่า ยังคงเน้นการเผยแพร่ความรู้ในการดูแลสุขภาพตนเองของคนไทย นำเสนอเรื่องหลากหลายขึ้น รวมทั้งหยิบเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม เช่น การฉีดกลูต้าไธโอน ฯลฯ เพื่อให้คนทุกกลุ่มอายุได้รู้เท่าทัน ได้รับความรู้ในแง่ที่สามารถเอาไปดูแลตนเองได้

“จุดแข็งของมูลนิธิคือ เรามีเครือข่ายของนักวิชาการ มีอาจารย์ในสาขาวิชาชีพสุขภาพหลายๆ ท่านที่ยินดีมาร่วมให้ความรู้เป็นวิทยาทานสำหรับคนทั่วไป โดยนำเนื้อหามาย่อยให้ผู้อ่านได้เข้าใจอย่างง่ายๆ ซึ่งทีมเรามีตั้งแต่อาจารย์อาวุโสที่อยู่มาตั้งแต่ยุคบุกเบิก จนถึงเดี๋ยวนี้มีน้องๆ เข้ามาช่วยกันเยอะขึ้น เพื่อจะให้มูลนิธิอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

เช่นเดียวกับอาจารย์หมอสุรเกียรติที่บอกว่า เราเป็นมูลนิธิที่ไม่ค้ากำไร เน้นการเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนทุกกลุ่มอายุในการดูแลตนเอง เพราะการสามารถพึ่งตนเองได้เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะขณะนี้เรามีบัตรทอง บัตร 30 บาท การพึ่งตนเองกลับน้อยลง คนไข้ไปโหลดแออัดอยู่ในโรงพยาบาลมากขึ้น ไม่ทราบว่าเพราะเข้าถึงง่ายขึ้นหรือไม่จึงทำให้การพึ่งตนเองน้อยลง

จริงๆ แล้วการพึ่งตนเองได้เป็นธรรมชาติของคนเรา เป็นศักดิ์ศรี เราเน้นว่าอยากให้ประชาชนพึ่งตนเองในสิ่งที่พึ่งตนเองได้ในด้าน “สุขภาพ”

ซึ่ง “สุขภาพ” ที่ว่านั้นหมายถึง คุณภาพชีวิตและความสุข ทั้งกายจิตและสังคม สิ่งแวดล้อมทั้งหมด

แฟนคลับเปิดใจ

– ถวิล พัวภูมิเจริญ อายุ 56 ปี

“เป็นสมาชิกหมอชาวบ้าน 10 กว่าปีแล้ว เป็นคนห่วงใยสุขภาพ คิดว่าถ้าเราสามารถดูแลสุขภาพเราและครอบครัวเราได้ดี ก็จะประหยัดสตังค์

ได้อ่านหมอชาวบ้านทีไรก็ได้ความรู้ทุกที เพราะหมอชาวบ้านจะให้ความรู้ เหมือนให้เราเป็นหมอ ให้เราพึ่งตัวเองได้ ป้องกันตัวเองไม่ให้เรามีภาวะที่เสี่ยง และให้แง่คิดหลายอย่าง

ประทับใจบทความของหมอประเวศ อ่านแล้วได้ภูมิปัญญาหลายอย่าง ท่านบอกว่า เวลาศึกษาอะไร อย่าศึกษาเป็นจุดๆ ให้มองอย่างเชื่อมโยงกัน เหมือนกับเรื่องสุขภาพ เรารู้เรื่องเดียวไม่ได้ ต้องรู้ทั้งสุขภาพกายสุขภาพใจ เพราะทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด เหมือนฉบับล่าสุด ท่านบอกว่าอากาศเป็นพิษ ทุกคนต้องช่วยกัน จะไปผลักให้เป็นภาระของใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้”

ด้วยเห็นประโยชน์จากการอ่าน “หมอชาวบ้าน” ถวิลบอกอีกว่า นอกจากเป็นสมาชิกอุปถัมภ์แล้วยังส่งหนังสือที่อ่านเสร็จแล้วไปให้คนอื่นอ่านด้วย บางทีก็ซื้อพ็อคเก็ตบุ๊กส่งไปให้พระสงฆ์ได้อ่าน และนำเอาความรู้เรื่องราวดีๆ ไปเล่าต่อในรายการธรรมะที่ตนเองจัดทางสถานีวิทยุด้วย

– อำนวย กลิ่นพยอม อายุ 70 ปี

“เป็นสมาชิก “หมอชาวบ้าน” ตั้งแต่ปี 2522 ทีแรกที่เห็นหนังสือบนแผง ฉบับนั้นทำหน้าปกเป็นสีดำ นึกว่าเป็นเรื่องเอียงซ้าย พอพลิกเข้าไปอ่านข้างในบอกว่าเป็นหนังสือที่ต้องการให้คนอ่านรู้จักการรักษาสุขภาพตนเองเบื้องต้น ภาษาอ่านง่าย และตั้งขึ้นมาโดยไม่คิดหาผลกำไร ก็ลองซื้ออ่านดู อ่านไปได้ 2 เล่มรู้สึกว่ามันดี ก็เลยบอกรับเป็นสมาชิก

…หนังสือในแนวเดียวกันบนแผงหนังสือตอนนั้นมีเล่มเดียวมังครับ เล่มอื่นอ่านสนุกอย่างเดียว แต่ “หมอชาวบ้าน” ให้ความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์และสามารถพิสูจน์ได้ ไม่ใช่แค่การโฆษณาอาหารเสริม และเรื่องอ่านง่าย ภาษาที่เขียนดีแทบทุกคน อีกเรื่องคือเสนอเรื่องที่น่าสนใจ อย่างเรื่องคุณค่าของรังนกที่ว่าต้มไข่ฟองหนึ่งยังเป็นประโยชน์เสียกว่า ผมชอบมากเลย เสียดายที่ผมมีไม่ครบทุกเล่มเพราะย้ายบ้านบ่อย

…จะตำหนิก็ไม่รู้จะตำหนิอะไร ถ้าจะขึ้นราคาอีก 5-10 บาท ผมไม่รังเกียจเลย”

หน้า 20,มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม 2555

ที่มา: มติชน 12 ตุลาคม 2555

พบเทคนิคจับผู้ร้ายไม่มีผิดพลาด

ไม่ว่าจะเป็นโจรใจบาปหยาบช้าอย่างใด ทั้งผู้ร้ายฆ่าคน ผู้ข่มขืนต้องหาคดีข่มขืน หรือโจรกระจอก ต่อไปจะรอดเงื้อมมือของตำรวจได้ยาก เมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้พบวิธีสร้างภาพวาดใบหน้า ชั่วแต่เพียงได้เศษเดนของดีเอ็นเอเท่านั้นเอง ทำให้ได้ตัวผู้ต้องหาโดยไม่ผิดตัว ไม่ต้องอาศัยปากคำพยาน ซึ่งอาจจะเชื่อถือไม่ค่อยได้

ความหวังเหล่านี้ เกิดจากที่นักวิจัยเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทำงานเกี่ยวกับรูปถ่ายของบุคคลและการถ่ายเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสแกนภาพศีรษะ ได้ค้นพบยีนซึ่งกำหนดลักษณะใบหน้าของคน ซึ่งจะช่วยให้ตำรวจสามารถสร้างภาพใบหน้าของผู้ต้องหาได้ง่าย เช่นเดียวกับรอยพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อที่จะสามารถแจกจ่ายเพื่อให้ช่วยติดตามจับกุม อันจะช่วยยับยั้งไม่ให้ก่อการกระทำผิดขึ้น

นักวิจัยศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยอีรัสมัส ที่เมืองรอตเตอร์ดัม ได้พบว่า มีหน่วยพันธุกรรม 5 ตัว กำหนดลักษณะที่เป็นหลักๆของใบหน้า 9 อย่าง เช่น ตำแหน่งของโหนกแก้ม ระยะห่างระหว่างดวงตา ความสูง ความกว้างยาวของจมูก.

ที่มา: ไทยรัฐ 20 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Scientists used 3D MRI scans to look at various facial landmarks, confirming five genes that are responsible for various face-shape traits. They reported their findings online Sept. 13, 2012, in the journal PLoS Genetics.
CREDIT: PLoS Genetics, doi:10.1371/journal.pgen.1002932

5 Face-Shaping Genes Identified

Trevor Stokes, LiveScience Contributor
Date: 13 September 2012 Time: 05:01 PM ET

Researchers have identified five of the genes that shape a person’s face, work that could help scientists better understand facial abnormalities like cleft palate and someday might even help forensic investigators determine what a criminal suspect looks like from crime-scene DNA.

Researchers previously knew that genetics played a large role in determining face shape, since identical twins share DNA. However, little was known about exactly which genes are involved. Three genes were thought to have roles in the arrangement of facial features, and the new research confirmed their involvement. It also identified two other genes.

“We are marking the beginning of understanding the genetic basis of the human face,” said lead researcher Manfred Kayser, head of the forensic molecular biology department at Erasmus MC-University Medical Center Rotterdam, Netherlands.

SOURCE: livescience.com

“A Good Dose of Dhamma: For Meditators When They Are Ill” by Upasika Kee Nanayon

A Good Dose of Dhamma

For Meditators When They Are Ill

by
Upasika Kee Nanayon
translated from the Thai by
Thanissaro Bhikkhu

I

Normally, illness is something we all have, but the type of illness where you can still do your work isn’t recognized as illness. It’s called the normal human state all over the world. Yet really, when the body is in its normal state, it’s still ill in and of itself — simply that people in general are unaware of the fact that it’s the deterioration of physical and mental phenomena, continually, from moment to moment.

The way people get carried away with their thoughts and preoccupations while they’re still strong enough to do this and do that: That’s really complacency. They’re no match at all for people lying in bed ill. People lying in bed ill are lucky because they have the opportunity to do nothing but contemplate stress and pain. Their minds don’t take up anything else, don’t go anywhere else. They can contemplate pain at all times — and let go of pain at all times as well.

Don’t you see the difference? The “emptiness” of the mind when you’re involved in activities is “play” emptiness. Imitation emptiness. It’s not the real thing. But to contemplate inconstancy, stress, and not-selfness as it appears right inside you while you’re lying right here, is very beneficial for you. Just don’t think that you’re what’s hurting. Simply see the natural phenomena of physical and mental events as they pass away, pass away. They’re not you. They’re not really yours. You don’t have any real control over them.

Look at them! Exactly where do you have any control over them? This is true for everyone in the world. You’re not the only one to whom it’s happening. So whatever the disease there is in your body, it isn’t important. What’s important is the disease in the mind. Normally we don’t pay too much attention to the fact that we have diseases in our minds, i.e., the diseases of defilement, craving, and attachment. We pay attention only to our physical diseases, afraid of all the horrible things that can happen to the body. But no matter how much we try to stave things off with our fears, when the time comes for things to happen, no matter what medicines you have to treat the body, they can give you only temporary respite. Even the people in the past who didn’t suffer from heavy diseases are no longer with us. They’ve all had to part from their bodies in the end.

So when you continually contemplate in this way, it makes you see the truth of inconstancy, stress, and not-selfness correctly within you. And you’ll have to grow more and more disenchanted with things, step by step.

When you give it a try and let go, who’s there? Are you the one hurting, or is it simply an affair of the Dhamma? You have to examine this very carefully to see that it’s not really you that’s hurting. The disease isn’t your disease. It’s a disease of the body, a disease of physical form. In the end, physical form and mental events have to change, to be stressful in the change, to be not-self in the change and the stress. But you must focus on them, watch them, and contemplate them so that they’re clear. Make this knowledge really clear, and right there is where you’ll gain release from all suffering and stress. Right there is where you’ll put an end to all suffering and stress. As for the aggregates, they’ll continue to arise, age, grow ill, and pass away in line with their own affairs. When their causes and conditions run out, they die and go into their coffin.

Some people, when they’re healthy and complacent, die suddenly and unexpectedly without knowing what’s happening to them. Their minds are completely oblivious to what’s going on. This is much worse than the person lying ill in bed who has pain to contemplate as a means of developing disenchantment. So you don’t have to be afraid of pain. If it’s going to be there, let it be there — but don’t let the mind be in pain with it. And then look — right now — is the mind empty of “me” and “mine”?

Keep looking on in. Keep looking on in so that things are really clear, and that’s enough. You don’t have to go knowing anything anywhere else. When you can cure the disease, or the pain lightens, that’s something normal. When it doesn’t lighten, that’s normal, too. But if the heart is simply empty of “me” and “mine,” there will be no pain within it. As for the pain in the aggregates, don’t give it a second thought.

So see yourself as lucky. Lying here, dealing with the disease, you have the opportunity to practice insight meditation with every moment. It doesn’t matter whether you’re here in the hospital or at home. Don’t let there be any real sense in the mind that you’re in the hospital or at home. Let the mind be in the emptiness, empty of all labels and meanings. You don’t have to label yourself as being anywhere at all.

This is because the aggregates are not where you are. They’re empty of any indwelling person. They’re empty of any “me” or “mine.” When the mind is like this, it doesn’t need anything at all. It doesn’t have to be here or go there or anywhere at all. This is the absolute end of suffering and stress…

The mind, when it doesn’t get engrossed with the taste of pleasure or pain, is free in and of itself, in line with its own nature. But I ask that you watch it carefully, the behavior of this mind as it’s empty in line with its own nature, not concocting any desires for anything, not wanting pleasure or trying to push away pain.

When the mind is empty in line with its nature, there’s no sense of ownership in it; there are no labels for itself. No matter what thoughts occur to it, it sees them as insubstantial, as empty of self. There’s simply a sensation that then passes away. A sensation that then passes away, and that’s all.

So you have to watch the phenomena that arise and pass away. In other words, you have to watch the phenomenon of the present continuously — and the mind will be empty, in that it gives no meanings or labels to the arising and passing away. As for the arising and passing away, that’s a characteristic of the aggregates that has to appear as part of their normal nature — simply that the mind isn’t involved, doesn’t latch on. This is the point you can make use of.

You can’t go preventing pleasure and pain, you can’t keep the mind from labeling things and forming thoughts, but you can put these things to a new use. If the mind labels a pain, saying, “I hurt,” you have to read the label carefully, contemplate it until you see that it’s wrong. If the label were right, it would have to say that the pain isn’t me, it’s empty. Or if there’s a thought that “I’m in pain,” this type of thinking is also wrong. You have to take a new approach to your thinking, to see that thinking is inconstant, stressful, and not yours.

So whatever arises, investigate and let go of what’s right in front of you. Just make sure that you don’t cling, and the mind will keep on being empty in line with its nature. If no thoughts are bothering you, there may be strong pain, or the mind may be developing an abnormal mood, but whatever is happening, you have to look right in, look all the way in to the sensation of the mind. Once you have a sense of the empty mind, then if there’s any disturbance, any sense of irritation, you’ll know that the knowledge giving rise to it is wrong knowledge, in and of itself. Right knowledge will immediately take over, making the wrong knowledge disband.

In order to hold continuously to this foundation of knowing, you first have to start out by exercising restraint over the mind, at the same time that you focus your attention and contemplate the phenomenon of stress and pain. Keep this up until the mind can maintain its stance in the clear emptiness of the heart. If you can do this all the way to the end, the final disbanding of suffering will occur right there, right where the mind is empty.

But you have to keep practicing at this continuously. Whenever pain arises, regardless of whether it’s strong or not, don’t label it or give it any meaning. Even if pleasure arises, don’t label it as your pleasure. Just keep letting it go, and the mind will gain release — empty of all clinging or attachment to “selfness” with each and every moment. You have to apply all your mindfulness and energy to this at all times.

You should see yourself as fortunate, that you’re lying here ill, contemplating pain, for you have the opportunity to develop the Path in full measure, gaining insight and letting things go. Nobody has a better opportunity than what you have right now. People running around, engaged in their affairs: Even if they say their minds are disengaged, they’re really no match for you. A person lying ill in bed has the opportunity to develop insight with every in-and-out breath. It’s a sign that you haven’t wasted your birth as a human being, you know, because you’re practicing the teachings of the Lord Buddha to the point where you gain clear knowledge into the true nature of things in and of themselves.

The true nature of things, on the outside level, refers to the phenomenon of the present, the changing of the five aggregates. You can decipher their code, decipher their code until you get disenchanted with them, lose your taste for them, and let them go. When the mind is in this state, the next step is to contemplate it skillfully to see how it’s empty, all the way to the ultimate emptiness — the kind of emptiness that goes clearly into the true nature lying most deeply inside where there is no concocting of thoughts, no arising, no passing away, no changing at all.

When you correctly see the nature of things on the outer level until it is all clear to you, the mind will let go, let go. That’s when you automatically see clearly the nature of what lies on the inner level — empty of all cycling through birth and death, with nothing concocted at all… The emptiest extreme of emptiness, with no labels, no meanings, no clingings or attachments. All I ask is that you see this clearly within your own mind.

The ordinary emptiness of the mind is useful on one level, but that’s not all there is. True emptiness is empty until it reaches the true nature of things on the inner level — something really worth ferreting out, really worth coming to know…

This is something you have to know for yourself… There are really no words to describe it… but we can talk about it by way of guidance, because it may happen that ultimately you let go of everything, in what’s called disbanding without trace.

The mind’s point of disbanding without trace, if you keep developing insight every day, every moment like this, will happen on its own. The mind will know on its own. So don’t let the mind bother itself by getting preoccupied with pleasure or pain. Focus on penetrating into the mind in and of itself relentlessly.

Do you see how different this is from when you’re running around strong and healthy, thinking about this, that, and the other thing?… This is why there’s no harm in having lots of pain. The harm is in our stupidity in giving labels and meanings to things. People in general tend to reflect on the fleeting nature of life with reference to other people, when someone else grows sick or dies, but they rarely reflect on the fleeting nature of their own lives. Or else they reflect for just a moment and then forget all about it, getting completely involved in their other preoccupations. They don’t bring these truths inward, to reflect on the inconstancy occurring within themselves with every moment.

The fact that they can still do this and that, think this and that, say this and that, makes them lose all perspective. When you practice insight meditation, it’s not something that you take a month or two off to do on a special retreat. That’s not the real thing. It’s no match for what you’re doing right now, for here you can do it all day every day and all night, except when you sleep. Especially when the pain is strong, it’s really good for your meditation, because it gives you the chance to know once and for all what inconstancy is like, what stress and suffering are like, what your inability to control things is like.

You have to find out right here, right in front of you, so don’t try to avoid the pain. Practice insight so as to see the true nature of pain, its true nature as Dhamma, and then keep letting it go. If you do this, there’s no way you can go wrong. This is the way to release from suffering.

And it’s something you have to do before you die, you know, not something you wait to do when you die or are just about to die. It’s something you simply keep on doing, keep on “insighting.” When the disease lessens, you “insight” it. When it grows heavy, you “insight” it. If you keep on developing insight like this, the mind will get over its stupidity and delusion. In other words, things like craving and defilement won’t dare hassle the mind the way they used to…

So you have to give it your all — all your mindfulness, all your energy — now that you have the opportunity to practice the Dhamma. Let this be your last lifetime. Don’t let there be anything born again. If you’re born again, things will come back again just as they are now. The same old stuff, over and over and over again. Once there’s birth, there has to be aging, illness, and death, in line with your defilements, experiencing the good and bad results they keep churning out. It’s a cycle of suffering. So the best thing is to gain release from birth. Don’t let yourself want anything any more. Don’t let yourself want anything any more, for all your wants fall in with what’s inconstant, stressful, and not-self.

Wanting is simply a form of defilement and craving. You have to disband these things right at the instigator: the wanting that’s nothing but craving for sensuality, craving for becoming, or craving for no becoming — the germs of birth in the heart. So focus in and contemplate at the right spot, seeing that even though craving may be giving rise to birth at sensory contact, you can set your knowing right at the mind, right at consciousness itself, and let there just be the knowing that lets go of knowing. This is something to work at until you have it mastered.

Setting your knowing at the mind, letting go of knowing like this, is something very beneficial. There’s no getting stuck, no grabbing hold of your knowledge or views. If the knowledge is right, you let it go. If the knowledge is wrong, you let it go. This is called knowing letting go of knowing without going and getting entangled. This kind of knowing keeps the mind from latching onto whatever arises. As soon as you know something, you let it go. As soon as you know something, you’ve let it go. The mind just keeps on staying empty — empty of mental formations and thoughts, empty of every sort of illusion that could affect the mind. It quickly sees through them and lets them go, knows and lets go, without holding onto anything. All it has left is the emptiness…

You’ve already seen results from your practice, step by step, from contemplating things and letting them go, letting go even of the thought that you are the one in pain, that you are the one who’s dying. The pain and the dying are an affair of the aggregates, pure and simple. When this knowledge is clear and sure — that it’s not “my” affair, there’s no “me” in there — there’s just an empty mind: an empty mind, empty of any label for itself. This is the nature of the mind free of the germs that used to make it assume this and that. They’re dead now. Those germs are now dead because we’ve contemplated them. We’ve let go. We’ve set our knowing right at the mind and let go of whatever knowing has arisen, all along to the point where the mind is empty. Clear. In and of itself…

Consciousness, when you’re aware of it inwardly, arises and passes away by its very own nature. There’s no real essence to it — this is what you see when you look at the elemental property of consciousness (viññana-dhatu), pure and simple. When it’s not involved with physical or mental phenomena, it’s simply aware of itself — aware, pure and simple. That’s called the mind pure and simple, or the property of consciousness pure and simple, in and of itself, and it lets go of itself. When you’re told to know and to let go of the knowing, it means to know the consciousness that senses things and then lets go of itself.

As for the aggregate of consciousness (viññana-khandha), that’s a trouble-making consciousness. The germs that keep piling things on lie in this kind of consciousness, which wants to hang onto a sense of self. Even though it can let go of physical pain, or of physical and mental events in general, it still hangs onto a sense of self. So when you’re told to know the letting go of knowing, it means to let go of this kind of consciousness, to the point where consciousness has no label for itself. That’s when it’s empty. If you understand this, or can straighten out the heart and mind from this angle, there won’t be anything left. Pain, suffering, stress — all your preoccupations — will become entirely meaningless. There will be no sense of good or bad or anything at all. Dualities will no longer be able to have an effect. If you know in this way — the knowing that lets go of knowing, consciousness pure and simple — it prevents any possible fashioning of the mind.

The dualities that fashion good and bad: There’s really nothing to them. They arise, and that’s all there is to them; they disband, and that’s all there is to them. So now we come to know the affairs of the dualities that fashion the mind into spirals, that fashion the mind or consciousness into endless cycles. When you know the knowing that lets go of knowing, right at consciousness in and of itself, dualities have no more meaning. There’s no more latching onto the labels of good and bad, pleasure and pain, true and false, or whatever. You just keep on letting go…

Even this knowing that lets go of knowing has no label for itself, saying, “I know,” or “I see.” But this is something that lies a little deep, that you have to make an effort to see clearly and rightly. You have to keep looking in a shrewd way. The shrewdness of your looking: That’s something very important, for only that can lead to Awakening. Your knowledge has to be shrewd. Skillful. Make sure that it’s shrewd and skillful. Otherwise your knowledge of the true nature of things — on the inner or outer levels — won’t really be clear. It’ll get stuck on only the elementary levels of emptiness, labeling and latching onto them in a way that just keeps piling things on. That kind of emptiness simply can’t compare with this kind — the knowing that lets go of knowing right at consciousness pure and simple. Make sure that this kind of knowing keeps going continuously. If you slip for a moment, just get right back to it. You’ll see that when you don’t latch onto labels and meanings, thoughts of good and bad will just come to a stop. They’ll disband. So when the Buddha tells us to see the world as empty, this is the way we see.

The emptiness lies in the fact that the mind doesn’t give meaning to things, doesn’t fashion things, doesn’t cling. It’s empty right at this kind of mind. Once you’re correctly aware of this kind of empty mind, you’ll no longer get carried away by anything at all. But if you don’t really focus down like this, there will only be a little smattering of emptiness, and then you’ll find yourself getting distracted by this and that, spoiling the emptiness. That kind of emptiness is emptiness in confusion. You’re still caught up in confusion because you haven’t contemplated down to the deeper levels. You simply play around with emptiness, that’s all. The deeper levels of emptiness require that you focus in and keep on looking until you’re thoroughly clear about the true nature of things in the phenomenon of the present arising and disbanding right in front of you. This kind of mind doesn’t get involved, doesn’t latch on to meanings or labels.

If you see this kind of emptiness correctly, there are no more issues, no more labels for anything in this heap of physical and mental phenomena. When the time comes for it all to fall apart, there’s nothing to get excited about, nothing to get upset about, for that’s the way it has to go by its nature. Only if we latch onto it will we suffer

The Dhamma is right here in our body and mind, simply that we don’t see it — or that we see it wrongly, latching on and making ourselves suffer. If we look at things with the eyesight of mindfulness and discernment, what is there to make us suffer? Why is there any need to fear pain and death? Even if we do fear them, what do we accomplish? Physical and mental phenomena have to go their own way — inconstant in their own way, stressful in their own way, beyond our control in their own way. So what business do we have in reaching out and latching on and saying that their stress and pain is our stress and pain? If we understand that the latching on is what makes us suffer over and over again, with each and every breath, then all we have to do is let go and we’ll see how there is release from suffering right before our very eyes…

So keep on looking in to know, in the way I’ve described, right at the mind. But don’t go labeling it as a “mind” or anything at all. Just let there be things as they are, in and of themselves, pure and simple. That’s enough. You don’t need to have any meanings or labels for anything at all. That will be the end of all suffering… When things disband in the ultimate way, they disband right at the point of the elemental property of consciousness free of the germs that will give rise to anything further. That’s where everything comes to an end, with no more rebirth or redeath of any kind at all…

The practice is something you have to do for yourself. If you know things clearly and correctly with your own mindfulness and discernment, that’s your tool, well-sharpened, in hand. If the mind is trained to be sharp, with mindfulness and discernment as its tool for contemplating itself, then defilement, craving, and attachment will keep getting weeded out and cleared away. You can look and see, from the amount you’ve already practiced: Aren’t they already cleared away to some extent? The mind doesn’t have to worry about anything, doesn’t have to get involved with anything else. Let go of everything outside and then keepletting go until the mind lets go of itself. When you do this, how can you not see the great worth of the Dhamma?…

So I ask that this mind empty of attachment, empty of any sense of self whatsoever, be clear to you until you see that it’s nothing but Dhamma. Get so that it’s nothing but Dhamma, perfectly plain to your awareness. May this appear to you, as it is on its own, with each and every moment.

=====================================================

II

Listening to the Dhamma when the mind has already reached a basic level of emptiness is very useful. It’s like an energizing tonic, for when we’re sick there’s bound to be pain disturbing us; but if we don’t pay it any attention, it simply becomes an affair of the body, without involving the mind at all. Notice this as you’re listening: The mind has let go of the pain to listen to the words, leaving the pain to its own affairs. The mind is then empty…

Once the mind honestly sees the truth that all compounded things are inconstant, it will have to let go of its attachments. The problem here is that we haven’t yet really seen this, or haven’t yet reflected on it in a skillful way. Once we do, though, the mind is always ready to grow radiant. Clear knowing makes the mind immediately radiant. So keep careful watch on things. Even if you don’t know very much, just be aware of the mind as it maintains a balance in its basic level of neutrality and emptiness. Then it won’t be able to fashion the pains in the body into any great issues, and you won’t have to be attached to them.

So keep your awareness of the pain right at the level where it’s no more than a mere sensation in the body. It can be the body’s pain, but don’t let the mind be in pain with it. If you do let the mind be in pain with it, that will pile things on, layer after layer. So the first step is to protect the mind, to let things go, then turn inward to look for the deepest, most innermost part of your awareness and stay right there. You don’t have to get involved with the pains outside. If you simply try to endure them, they may be too much for you to endure. So look for the aspect of the mind that lies deep within, and you’ll be able to put everything else aside.

Now, if the pains are the sort that you can watch, then make an effort to watch them. The mind will stay at its normal neutrality, calm with its own inner emptiness, watching the pain as it changes and passes away. But if the pain is too extreme, then turn around and go back inside; for if you can’t handle it, then craving is going to work its way into the picture, wanting to push the pain away and to gain pleasure. This will keep piling on, piling on, putting the mind in a horrible turmoil.

So start out by solving the problem right at hand. If the pain is sudden and sharp, immediately turn around and focus all your attention on the mind. You don’t want to have anything to do with the body, anything to do with the pains in the body. You don’t look at them, you don’t pay them any attention. Focus on staying with the innermost part of your awareness. Get to point where you can see the pure state of mind that isn’t in pain with the body, and keep it constantly clear.

Once this is constantly clear, then no matter how much pain there is in the body, it’s simply an affair of mental and physical events. The mind, though, isn’t involved. It puts all these things aside. It lets go.

When you’re adept at this, it’s a very useful skill to have, for the important things in life don’t lie outside. They lie entirely within the mind. If we understand this properly, we won’t have to go out to grab this or that. We won’t have to latch onto anything at all — because if we do latch on, we simply cause ourselves needless suffering. The well-being of the mind lies at the point where it doesn’t latch onto anything, where it doesn’t want anything. That’s where our well-being lies — the point where all suffering and stress disband right at the mind…

If we don’t really understand things, though, the mind won’t be willing to let things go. It will keep on holding tight, for it finds so much flavor in things outside. Whatever involves pain and stress: That’s what it likes.

We have to focus on contemplating and looking, looking at the illusions in the mind, the wrong knowledge and opinions that cover it up and keep us from seeing the aspect of the mind that’s empty and still by its own internal nature. Focus on contemplating the opinions that give rise to the complicated attachments that bury the mind until it’s in awful straits. See how mental events — feelings, perceptions, and thought-formations — condition the mind, condition the property of consciousness until it’s in terrible shape.

This is why it’s so important to ferret out the type of knowing that lets go of knowing, i.e., that knows the property of consciousness pure and simple when mental events haven’t yet come in to condition it, or when it hasn’t gone out to condition mental events. Right here is where things get really interesting — in particular, the thought-formations that condition consciousness. They come from ignorance, right? It’s because of our not knowing, or our wrong knowing, that they’re able to condition things.

So I ask that you focus on this ignorance, this not-knowing. If you can know the characteristics of not-knowing, this same knowledge will know both the characteristics of thought-formations as they go about their conditioning and how to disband them. This requires adroit contemplation because it’s something subtle and deep.

But no matter how subtle it may be, the fact that we’ve developed our mindfulness and discernment to this point means that we have to take an interest in it. If we don’t, there’s no way we can put an end to stress or gain release from it.

Or, if you want, you can approach it like this: Focus exclusively on the aspect of the mind that’s constantly empty. If any preoccupations appear to it, be aware of the characteristics of bare sensation when forms make contact with the eye, or sounds with the ear, and so forth. There’s a bare sensation, and then it disbands before it can have any such meaning as “good” or “bad.” If there’s just the bare sensation that then disbands, there’s no suffering.

Be observant of the moment when forms make contact with the eye. With some things, if you’re not interested in them, no feelings of liking or disliking arise. But if you get interested or feel that there’s a meaning to the form, sound, smell, taste, or tactile sensation, you’ll notice that as soon as you give a meaning to these things, attachment is already there.

If you stop to look in this way, you’ll see that attachment is something subtle, because it’s there even in the simple act of giving meaning. If you look in a superficial way, you won’t see that it’s attachment — even though that’s what it is, but in a subtle way. As soon as there’s a meaning, there’s already attachment. This requires that you have to be good and observant — because in the contact at the eyes and ears that we take so much for granted, many sleights-of-hand happen all at once, which means that we aren’t aware of the characteristics of the consciousness that knows each individual sensation. We have to be very observant if we want to be able to know these things. If we aren’t aware on this level, everything will be tied up in attachment. These things will keep sending their reports into the mind, conditioning and concocting all kinds of issues to leave the mind, or consciousness, in an utter turmoil.

So if we want to look purely inside, we have to be very, very observant, because things inside are subtle, elusive, and sensitive. When the mind seems empty and neutral: That’s when you really have to keep careful watch and control over it, so as to see clearly the sensation of receiving contact. There’s contact, pure and simple, then it disbands, and the mind is empty. Neutral and empty. Once you know this, you’ll know what the mind is like when it isn’t conditioned by the power of defilement, craving, and attachment. We can use this emptiness of the mind as our standard of comparison, and it will do us a world of good…

Ultimately, you’ll see the emptiness of all sensory contacts, as in the Buddha’s teaching that we should see the world as empty. What he meant is that we observe bare sensations simply arising and passing away, knowing what consciousness is like when it does nothing more than receive contact. If you can see this, the next step in the practice won’t be difficult at all — because you’ve established neutrality right from the start. The act of receiving contact is no longer complicated: The mind no longer grabs hold of things, no longer feels any likes or dislikes. It’s simply quiet and aware all around within itself at all times. Even if you can do this much, you find that you benefit from not letting things get complex, from not letting them concoct things through the power of defilement, craving, and attachment. Even just this much gets rid of lots of problems.

Then when you focus further in to see the nature of all phenomena that are known through sensory contact, you’ll see that there’s simply bare sensation with nothing at all worth getting attached to. If you look with the eyes of true mindfulness and discernment, you’ll have to see emptiness — even though the world is full of things. The eye sees lots of forms, the ear hears lots of sounds, you know, but the mind no longer gives them meanings. At the same time, things have no meanings in and of themselves.

The only important thing is the mind. All issues come from the mind that goes out and gives things meanings and gives rise to attachment, creating stress and suffering for itself. So you have to look until you see all the way through. Look outward until you see all the way out, and inward until you see all the way in, all the way until you penetrate inconstancy, stress, and not-selfness. See things as they are, in and of themselves, in line with their own nature, without any meanings or attachments. Then there won’t be any issues. The mind will be empty — clean and bright — without your having to do anything to it.

Now, the fact that the mind has the viruses of ignorance, or of the craving that gives rise to things easily, means that we can’t be careless. In the beginning, you have to supervise things carefully so that you can see the craving that arises at the moment of contact — say, when there’s a feeling of pain. If you don’t label it as meaning your pain, craving won’t get too much into the act. But if you do give it that meaning, then there will be the desire to push the pain away or to have pleasure come in its place.

All this, even though we’ve never gotten anything true and dependable from desiring. The pleasure we get from our desires doesn’t last. It fools us and then changes into something else. Pain fools us and then changes into something else. But these changes keep piling up and getting very complicated in the mind, and this is what keeps the mind ignorant: It’s been conditioned in so many ways that it gets confused, deluded, dark, and smoldering.

All kinds of things are smoldering in here… This is why the principle of the knowing that lets go of knowing is such an important tool. Whatever comes at you, the knowing that lets go of knowing is enough to get you through. It takes care of everything. If you let it slip, simply get back to the same sort of knowing. See for yourself how far it will take you, how much it can keep the mind neutral and empty.

You can come to see this bit by bit. In the moments when the mind isn’t involved with very much, when it’s at a basic level of normalcy — empty, quiet, whatever — keep careful watch over it and analyze it as well. Don’t let it just be in an oblivious state of indifference, or else it will lose its balance. If you’re in an oblivious state, then as soon as there’s contact at any of the sense doors, there’s sure to be attachment or craving giving rise to things the instant in which feeling appears. You have to focus on keeping watch of the changes, the behavior of the mind at every moment. As soon as your mindfulness lapses, get back immediately to your original knowing. We’re all bound to have lapses — all of us — because the effluent of ignorance, the most important of the effluents, is still there in the mind.

This is why we have to keep working at our watchfulness, our investigation, our focused awareness, so that they keep getting clearer and clearer. Make your mind ripe in mindfulness and discernment, continuously…

Once they’re ripe enough for you to know things in a skillful way, you’ll be able to disband the defilements the very minute they appear. As soon as you begin feeling likes and dislikes, you can deal with them before they amount to anything. This makes things a lot easier. If you let them loose so that they condition the mind, making it irritated, murky, and stirred up to the point where it shows in your words and actions, then you’re in terrible straits, falling into hell in this very lifetime.

The practice of the Dhamma requires that we be ingenious and circumspect right at the mind. The defilements are always ready to flatter us, to work their way into our favor. If we aren’t skillful in our awareness, if we don’t know how to keep the mind under careful supervision, we’ll be no match for them — for there are so many of them. But if we keep the mind well supervised, the defilements will be afraid of us — afraid of our mindfulness and discernment, afraid of our awareness. Notice when the mind is empty, aware all around, with no attachments to anything at all: The defilements will hide out quiet, as if they weren’t there at all.

But as soon as mindfulness slips, even just a little, they spring right up. They spring right up. If you recognize them for what they are the moment they spring up, they’ll disband right there. This is a very useful skill to have. But if we let them get to the point where they turn into issues, they’ll be hard to disband. That’s when you have to bear with the fight and not give up.

Whatever happens, start out by bearing with it — not simply to endure it, but so as to examine it, to see what it’s like, how it changes, how it passes away. We bear with things so that we can see through their deceits: the way they arise, persist, and disband on their own. If they disband while we’re examining them and clearly seeing their deceitfulness, we can have done with them for good. This will leave the mind in a state of freedom and independence, empty entirely within itself.

If you can learn to see through things right away the moment they arise — what you might call your own little instantaneous awakenings — your aware- ness will keep getting brighter and brighter, stronger and more expansive all the time.

So work at them — these little instantaneous understandings — and eventually, when things come together in an appropriate way, there will be the moment where there’s the instantaneous cutting through of defilements and effluents once and for all. When that happens, then — nibbana. No more taking birth. But if you haven’t yet reached that point, just keep sharpening your knives: your mindfulness and discernment. If they’re dull, they won’t be able to cut anything through, but whatever shape they’re in, keep cutting through bit by bit whatever you can…

I ask that you keep at this: examining and understanding all around within the mind until you reach the point where everything is totally clear and you can let go of everything with the realization that nothing in the five aggregates or in physical and mental phenomena is me ormine. Keep trying to let go, and that will be enough. Each moment as they’re taking care of you here in the hospital, do what has to be done for your illness, but make sure that there’s this separate, special awareness exclusive to the mind — this knowing that simply lets go of itself. That will end all your problems right there…

———————————————————————-

Kee Nanayon, Upasika (Kor Khao-suan-luang) (1901-1979) Upasika Kee Nanayon, who wrote under the penname, K. Khao-suan-luang, was one of the foremost woman teachers of Dhamma in modern Thailand. Born in 1901, she started a practice center for women in 1945 on a hill in the province of Rajburi, to the west of Bangkok, where she lived until her death in 1979. Known for the simplicity of her way of life, and for the direct, uncompromising style of her teaching, she had a way with words evident not only in her talks, which attracted listeners from all over Thailand, but also in her poetry, which was widely published.

SIURCE : “A Good Dose of Dhamma: For Meditators When They Are Ill”, by Upasika Kee Nanayon, translated from the Thai by Thanissaro Bhikkhu. Access to Insight, 7 June 2010

http://www.what-buddha-taught.net/accesstoinsight/html/lib/thai/kee/gooddose.html

What did the buddha teach?, H.H. Somdet phra Nyanasamvara, the Supreme Patriarch of Buddhism in Thailand

พระพุทธเจ้าสอนอะไร
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

What did the buddha teach ?
H.H. Somdet phra Nyanasamvara, the Supreme Patriarch of Buddhism in Thailand
.

พบเทคนิคการฝึกสมาธิอย่างถูกวิธี คือกุญแจสู่ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติ

ไซแอนซ์เดลี่ (6 กรกฎาคม 2555) เคยฝึกสมาธิแล้วอยากเลิกฝึกสมาธิไหม? อาจเป็นเพราะคุณเลือกวิธีฝึกสมาธิผิด  การศึกษาใหม่ ที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในวารสารวิทยาศาสตร์และการแพทย์ 7 กรกฎาคม พบว่า:  สิ่งสำคัญของการสร้างความมั่นใจในผู้ฝึกทำสมาธิมือใหม่คือเลือกวิธีฝึกสมาธิที่สะดวกสบายมากที่สุดดีกว่าเลือกวิธีฝึกสมาธิที่มีความนิยมมากที่สุด

เบิร์คเป็นศาสตราจารย์ของการศึกษาด้านสุขภาพที่เอสเอฟสเตทและผู้อำนวยการสถาบันเอสเอฟของรัฐเพื่อการศึกษาด้านสุขภาพแบบองค์รวม กล่าวว่า ถ้าพวกเขาทำตามข้างต้นมีแนวโน้มที่จะติด แต่ถ้าไม่ มีโอกาสสูงที่พวกเขาอาจจะล้มเลิกการฝึกสมาธิ สูญเสียผลประโยชน์ส่วนบุคคลมากมายนับไม่ถ้วนและสูญเสียผลประโยชน์ในทางการแพทย์

“เนื่องจากมีการใช้การฝึกสมาธิทั้งทั่วไปและทางคลินิกเพิ่มขึ้น คุณต้องให้แน่ใจว่าคุณกำลังค้นหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน” เขากล่าว ถึงแม้ว่าการทำสมาธิได้กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสหรัฐอเมริกา  มีการศึกษาน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการหลักในการตรวจสอบความชอบของแต่ละบุคคลหรือผลประโยชน์ทางคลินิกที่เฉพาะเจาะจง

เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้ฝึกสมาธิ เบิร์ค เปรียบเทียบสี่วิธีของการฝึกทำสมาธิที่นิยม ได้แก่ – มันตรา (Mantra), การฝึกสติ (Mindfulness), เซน (Zen) และการฝึกชี่กง (Qigong Visualization ) – เพื่อดูว่าผู้เริ่มหัดปฏิบัติสมาธิชื่นชอบอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า

การศึกษาของผู้เข้าร่วมการทดลอง 247 คน ซึ่งได้รับการสอนวิธีการฝึกสมาธิแต่ละวิธีและขอให้ปฏิบัติที่บ้านและในตอนท้ายของการศึกษาประเมินผลว่าวิธีการฝึกสมาธิใดที่พวกเขาต้องการ   ร้อยละ 31 ชอบมันตรา (Mantra) และการฝึกสติ (Mindfulness)   ร้อยละ 22 และร้อยละ 14.8 ชอบเซน (Zen) และการฝึกชี่กง (Qigong) ตามลำดับ

ผลการศึกษาแสดงค่าของการให้ผู้ฝึกปฏิบัติทำสมาธิมือใหม่ใช้วิธีเรียบง่ายเข้าถึงวิธีการทำสมาธิได้มากขึ้น แต่พวกเขายังเน้นว่าไม่มีเทคนิคใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แม้วิธีการธรรมดาก็เป็นที่ต้องการของบางคน  ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอายุมากซึ่งเติบโตในขณะที่เซนกำลังเป็นเทคนิคการทำสมาธิที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มที่จะชอบวิธีการฝึกสมาธิแบบเซนเป็นพิเศษ

ที่น่าสนใจคือมันตรา (Mantra) และการฝึกสติ (Mindfulness) ก็พบว่ามีความน่าสนใจพอ ๆ กัน แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าเทคนิคแตกต่างกันลึกซึ้ง  เบิร์คกล่าวว่า การฝึกสติ (Mindfulness) เป็นเทคนิคการทำสมาธิล่าสุดที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเป็นวิธีเดียวกับผู้ฝึกปฏิบัติเริ่มต้นและผู้มีอาชีพด้านสุขภาพคุ้นเคย การฝึกสติ (Mindfulness) คือวิธีที่ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอายุน้อยที่สุดชอบมากที่สุด

“ถ้ามีบางคนเปิดเผยผ่านสื่อหรือผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพถึงเทคนิคเฉพาะของการทำสมาธิ  พวกเขาอาจทึกทักว่าเทคนิคการทำสมาธิที่เป็นที่นิยมนั้นดีที่สุดสำหรับทุกคน”  “แต่เหมือนกับพูดว่า ชุดสีชมพูหรือเสื้อกีฬาสีน้ำเงินเป็นที่นิยมในปีนี้และทุกคนใส่แล้วจะดูดี ในความจริงแล้ว มีความแตกต่างในแต่ละบุคคลแต่ละสิ่ง. เสื้อมีขนาดเดียวย่อมไม่พอดีกับทุกคน.”

หากบุคคลไม่ได้รู้สึกสะดวกสบายกับวิธีการฝึกทำสมาธิเฉพาะ ด้วยเหตุผลใดก็ตามพวกเขาอาจจะมีโอกาสน้อยที่จะยังคงนั่งสมาธิและจะสูญเสียประโยชน์ เช่น ลดความเครียด ลดความดันโลหิต หรือแม้แต่การรักษาการติดยาเสพติด

เบิร์คหวังที่จะเห็นการศึกษาเปรียบเทียบการฝึกทำสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อตรวจสอบว่าวิธีการใดดีกว่าสำหรับปัญหาสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง เช่น การติดยาเสพติด หากเป็นกรณีนี้ บุคลากรทางการแพทย์ควรจะสามารถให้คำแนะนำผู้ป่วยถึงเทคนิคการฝึกทำสมาธิที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย การศึกษาเพิ่มเติมยังมีความจำเป็นเพื่อให้มีกฎเกณฑ์แนวทางการพยากรณ์ว่าวิธีการฝึกทำสมาธิใดที่จะเหมาะที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ

.

Related link:

Meditation. A new study highlights the importance of ensuring that new meditators select methods with which they are most comfortable, rather than those that are most popular. (Credit: © yellowj / Fotolia)

Finding Right Meditation Technique Key to User Satisfaction

ScienceDaily (July 6, 2012) — New to meditation and already thinking about quitting? You may have simply chosen the wrong method. A new study published online July 7 in Explore: The Journal of Science and Healing highlights the importance of ensuring that new meditators select methods with which they are most comfortable, rather than those that are most popular.

If they do, they are likely to stick with it, says Adam Burke, the author of the study. If not, there is a higher chance they may abandon meditation altogether, losing out on its myriad personal and medical benefits. Burke is a professor of Health Education at SF State and the director of SF State’s Institute for Holistic Health Studies.

“Because of the increase in both general and clinical use of meditation, you want to make sure you’re finding the right method for each person,” he said. Although meditation has become significantly more popular in the U.S., Burke said, there have been very few studies comparing multiple methods head to head to examine individual preference or specific clinical benefits.

To better understand user preference, Burke compared four popular meditation methods — Mantra, Mindfulness, Zen and Qigong Visualization — to see if novice meditation practitioners favored one over the others. The study’s 247 participants were taught each method and asked to practice at home and, at the end of the study, evaluate which they preferred. The two simpler methods, Mantra and Mindfulness, were preferred by 31 percent of study participants. Zen and Qigong had smaller but still sizable contingents of adherents, with 22 percent and 14.8 percent of participants preferring them, respectively.

The results show the value of providing new practitioners a simpler, more accessible method of meditation. But they also emphasize that no one technique is best for everyone, and even less common methods are preferred by certain people. Older participants, who grew up when Zen was becoming one of the first meditation techniques to gain attention in the U.S., in particular were more likely to prefer that method.

“It was interesting that Mantra and Mindfulness were found to be equally compelling by participants despite the fact that they are fundamentally different techniques,” Burke said. Mindfulness is the most recent meditation technique to gain widespread popularity, he added, and is often the only one with which a novice practitioner or health professional is familiar. Not surprisingly, Mindfulness was the method most preferred by the youngest participants.

“If someone is exposed to a particular technique through the media or a healthcare provider, they might assume because it’s popular it’s the best for everyone,” Burke said. “But that’s like saying because a pink dress or a blue sport coat is popular this year, it’s going to look good on everybody. In truth, different people like different things. One size does not fit all.”

If an individual is not comfortable with a specific method for any reason, he said, they may be less likely to continue meditating and would lose out on such benefits as reduced stress, lower blood pressure or even treatment for addiction.

Burke hopes to see more comparative meditation studies, especially to determine if particular methods are better at addressing specific health issues, such as addiction. If that’s the case, he said, healthcare professionals would be able to guide patients toward techniques that will be most effective for them. Additional studies are also needed to determine if there is a way to predict which method will be best suited for any particular individual, he said.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by San Francisco State University, via EurekAlert!, a service of AAAS.

Journal Reference:

  1. Adam Burke. Comparing Individual Preferences for Four Meditation Techniques: Zen, Vipassana (Mindfulness), Qigong, and MantraEXPLORE: The Journal of Science and Healing, 2012; 8 (4): 237 DOI:10.1016/j.explore.2012.04.003

Data from: sciencedaily.com

พุทธชยันตีที่ ‘ใจ’

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ

เรื่อง : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ ถึงแม้ว่าจะผ่านเดือนวิสาขปุณณมี วันสำคัญ 4 มิถุนายน วันแห่งการชนะมารของพระพุทธเจ้า

“ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร โลภะ โทสะ โมหะ คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัท และภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้…” คำตอบจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ทำให้เราเกิดความกระจ่างขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด

2600 ปี พุทธชยันตี พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสมารอย่างสิ้นเชิง มีการเฉลิมฉลองใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ วิสาขปุณณมีเพิ่งล่วงไปไม่นานนัก แต่เราไม่น่าจะหยุดการระลึกถึงวันนี้เพียงช่วงเวลานั้น และสิ่งใดที่เราควรจะระลึกถึงและน้อมนำมาปฏิบัติให้มากที่สุดในวาระนี้ เราจึงธรรมวิจัยเล็กๆ สุ่มขอคำถามจากเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ค รวบรวมที่คล้ายกันและต่างกันมาได้ 10 คำถาม นิมนต์พระอาจารย์เมตตาตอบ และขอเชิญทุกท่านร่วมพิจารณาใคร่ครวญธรรมไปด้วยกัน…

ปุจฉา : 1. พุทธชยันตีคืออะไร มีดีอย่างไร ชยันตี แปลว่าอะไร เป็นพุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติตนอย่างไรกันบ้าง เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้จริง มากกว่าเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน

วิสัชนา : “พุทธชยันตี” ตามรูปศัพท์หมายถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ความหมายเฉพาะก็คือ งานเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น พุทธชยันตี 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2500 ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานครบ 2,500 ปี ล่าสุดก็คือ พุทธชยันตี 26 ศตวรรษแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ในโอกาสเช่นนี้ชาวพุทธควรเฉลิมฉลอง มิใช่ด้วยอามิสบูชา หรือบูชาพระองค์ในฐานที่ทรงเป็นมหาบุรุษหรือพระบรมศาสดาเท่านั้น หากยังควรบำเพ็ญปฏิบัติบูชา คือ ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งการรักษาศีล การเจริญสมาธิและปัญญา เพื่อให้ชีวิตของเราแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับคำสอนของพระองค์ จะทำเช่นนั้นได้เราควรศึกษาทำความเข้าใจคำสอนของพระองค์ให้ถ่องแท้ อย่างน้อยก็รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร และสิ่งที่ตรัสรู้นั้นมีความสำคัญต่อเราอย่างไร ทั้งนี้จะช่วยให้การเป็นชาวพุทธของเรามีคุณค่ามากขึ้น คือ ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามประเพณี แต่เป็นชาวพุทธด้วยความตระหนักชัดว่า คำสอนของพระพุทธองค์สามารถชี้นำกำกับชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เจริญงอกงาม และบังเกิดความผาสุก

ปุจฉา : 2. พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสอะไรบ้างในคืนวิสาขะ

วิสัชนา : กิเลสที่ทรงชนะในคืนวันวิสาขะเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็นผลมาจากทรงเกิดญาณหยั่งรู้ในธรรม คือเห็นว่าสิ่งทั้งปวงตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นตัวตนอันสามารถยึดติดถือมั่นได้เลย ทำให้กิเลสไม่มีที่ตั้งอีกต่อไป เป็นเหตุให้พระองค์สิ้นทุกข์ เข้าถึงพระนิพพาน คือความสงบเย็นอย่างแท้จริง

ปุจฉา : 3. เมืองพุทธในต่างประเทศมีการฉลองอย่างไรบ้าง ที่ไหน ทำอะไร สำคัญอย่างไร

วิสัชนา : เท่าที่ทราบศรีลังกา พม่าก็มีการจัดงานพุทธชยันตีเช่นกัน แต่เขาจัดเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากนับพุทธศักราชเร็วกว่าของไทย 1 ปี อย่างไรก็ตาม ควรทราบด้วยว่า เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานครบ 2,500 ปี ก็เคยมีการจัดพุทธชยันตีในนานาประเทศมาแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2499 และ 2500

ปุจฉา : 4.เหตุใดนัยแห่ง “การตรัสรู้” ของพระพุทธองค์ในวันวิสาขบูชา จึงมีความสำคัญสูงกว่าการประสูติและปรินิพพานซึ่งเป็นวันเดียวกันในวันวิสาขบูชาของทุกปี ทำบุญในวาระนี้ จะช่วยให้ได้บุญมากกว่าไหม

วิสัชนา : การประสูติและปรินิพพาน แม้เป็นเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ และสามารถเตือนใจให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต ที่ทุกคนต้องประสบ ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์

แต่การตรัสรู้ของพระองค์นั้น มีความสำคัญยิ่งกว่า ก็เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แต่เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และปฏิบัติได้ อันได้แก่อริยสัจสี่ โดยเฉพาะมรรคมีองค์ 8 นั้น เป็นระบบปฏิบัติที่ชัดเจนที่หากปฏิบัติแล้วย่อมช่วยให้พ้นทุกข์ได้

การรู้เพียงแค่ว่าพระพุทธองค์ประสูติและปรินิพพานนั้น ยังไม่เป็นประโยชน์มากสำหรับชาวพุทธมากเท่ากับการรู้ว่าพระพุทธองค์ตรัสรู้อะไร ด้วยเหตุนี้การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ จึงมีความสำคัญสำหรับชาวพุทธที่มุ่งพ้นทุกข์ หรือเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ มากกว่าการประสูติและปรินิพพานของพระองค์

ส่วนคำถามที่ว่าทำบุญในวันวิสาขะหรือในเทศกาลพุทธชยันตีจะได้บุญมากกว่าหรือไม่ คำตอบก็คือ บุญจะได้มากหรือน้อย ไม่ได้อยู่ที่เวลาและสถานที่ แต่อยู่ที่ใจของผู้ทำเป็นสำคัญ คือ ทำด้วยเจตนาที่มุ่งลดละ หรือด้วยจิตที่เป็นกุศล นอกจากนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับประเภทของบุญด้วย เช่น บุญที่เกิดจากการถวายทาน ย่อมน้อยกว่าบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและสมาธิภาวนา เป็นต้น

ปุจฉา : 5. ชาวพุทธมีแนวการปฏิบัติธรรมที่หลากหลาย พระอาจารย์เมตตาแนะนำหนทางปฏิบัติหนึ่งเดียวที่สำคัญของทุกคน

วิสัชนา : แนวทางปฏิบัติที่เป็นสากลและเหมาะสำหรับชาวพุทธทุกคนก็มีอยู่แล้ว นั่นคือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ทางสายกลาง แต่ในขั้นการปฏิบัติของแต่ละคน หรือแต่ละท้องถิ่น หรือแต่ละวัฒนธรรม มักมีจุดเน้นหรือรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เช่น สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็มีวิธีการที่หลากหลายมาก เฉพาะฝ่ายเถรวาทมีการจำแนกออกเป็น 40 วิธี

อย่างไรก็ตามแนวทางการปฏิบัติทั้งหมดนี้ หากสรุปย่อ ๆ ก็ได้แก่ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ใครถนัดหรือพร้อมข้อไหนก็ทำข้อนั้นไปก่อน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือน ๆ กัน เพราะมนุษย์เรานั้นมีความพร้อม ความถนัด แตกต่างกัน แม้แต่ศีล บางคนก็ขอทำแค่ศีล 5 ก่อน แต่บางคนมีศรัทธามากก็สมาทานศีล 8 บางคนทำได้มากกว่านั้นก็สมาทานศีล 10 ดังนั้นความแตกต่างหลากหลายจึงเป็นเรื่องธรรมดา

ปุจฉา : 6. ทำไมพระพุทธเจ้าชอบนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ทำไมไม่นั่งที่ต้นไม้อื่น

วิสัชนา : ที่จริงพระพุทธองค์ไม่ได้นั่งปฏิบัติใต้ต้นโพธิ์ต้นเดียว เช้าวันที่ที่พระองค์จะตรัสรู้ ก็ทรงนั่งอยู่ใต้ต้นไทร เป็นเหตุให้นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่พระองค์ และเมื่อตรัสรู้แล้วก็ทรงไปประทับที่ใต้ต้นไทร ใต้ต้นจิก (มุจลินท์) ใต้ต้นเกด (ราชายตนะ) แห่งละ 7 วัน

ปุจฉา : 7. พระพุทธองค์ทรงชนะมารดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ในภาวะสังคมที่ต่างจากยุคปัจจุบันมาก ในยุคนั้นเป็นยุคเกษตรกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังมีข้อจำกัด และความซับซ้อนน้อย เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน ซึ่งก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี ดงกิเลส เครื่องยั่วยุทางจิต และความคิดมีมากมายมหาศาล การเอาชนะมารในยุคนี้ มีเครื่องมือพิเศษอะไรไหมที่อาจารย์จะแนะนำ

วิสัชนา : มนุษย์ยุคนี้แม้มีความสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังมีความทุกข์ใจไม่น้อยกว่าคนสมัยก่อน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรู้เรื่องภายนอกมากกว่าจิตใจของตัว และมีปัญหาความสัมพันธ์มากกว่าคนแต่ก่อน

อย่างไรก็ตามความทุกข์ใจของคนในยุคปัจจุบันอาจจะแตกต่างจากสมัยก่อนบ้าง เช่น มีความแปลกแยกกับตัวเอง และรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากกว่า ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย

สำหรับคำถามเรื่องการเอาชนะมาร ซึ่งคงหมายถึง โลภะ โทสะ โมหะ โดยหลักการแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่างจากสมัยพุทธกาล เครื่องมือที่ใช้ก็หนีไม่พ้นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งแต่ละคนต้องปฏิบัติเอง ไม่มีใครมาทำให้

อีกทั้งไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ ที่จะช่วยให้ชนะมารได้อย่างรวดเร็ว นอกจากการวางใจให้ถูกต้อง จะว่าไปแล้ว บางครั้งเทคโนโลยีอาจเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวให้เกิดผลช้าลง เช่น การฟังซีดีธรรมะ แต่ไม่นำธรรมะไปใช้ในชีวิตและการงาน

หลายคนพบว่า การฟังเทศนาทางวิทยุหรือโทรทัศน์ สู้การฟังครูบาอาจารย์เทศน์ต่อหน้าต่อตาไม่ได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถแทนการปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ตัวต่อตัวได้ เช่นเดียวกับ เรียนหนังสือแบบออนไลน์หรือผ่านแทบเล็ต สู้เรียนกับครูบาอาจารย์ในชั้นเรียนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม “เครื่องมือ” ที่น่าสนใจ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือองค์กร ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัทและภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้

ในหลายประเทศ ธรรมะเผยแพร่ได้กว้างไกลและเปลี่ยนชีวิตของผู้คน เพราะมีการจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ได้อย่างเข้มแข็ง มีการส่งเสริมทั้งด้านการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย เช่น สถานีโทรทัศน์ เว็บไซต์ และไอทีต่าง ๆ
ขณะเดียวกันการปฏิรูปคณะสงฆ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอนนี้อ่อนแอ ซวนเซมาก จนนอกจากจะเผยแผ่พระศาสนาไม่ค่อยได้ผลแล้ว ยังเป็นปัจจัยในการกัดกร่อนศรัทธาของญาติโยม การปฏิรูปคณะสงฆ์ควรทำทั้งในด้านการปกครองและการศึกษา และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การฟื้นภิกษุณีบริษัทขึ้นมา ไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง เพราะจะช่วยเป็นกำลังในการเผยแผ่ธรรมแก่อุบาสิกาได้เป็นอย่างดี

ปุจฉา : 8. สมมติ ว่า พระพุทธองค์เกิดมาตรัสรู้ในยุคนี้ ท่านคิคว่าอะไรเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ที่พุทธองค์จะทรงยื่นมือเข้าแก้ไข…(ตัวอย่างเช่นในยุคของท่าน เรื่องของชนชั้น ที่เป็นปัญหา)..”

วิสัชนา : ปัญหาใหญ่ประการแรกได้แก่ ความลุ่มหลงในวัตถุอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย จนยุคนี้ได้ชื่อว่ายุคบริโภคนิยม ความหลงในวัตถุดังกล่าว เป็นที่มาของอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นไปทั่ว

รวมทั้งการคอร์รัปชัน การเอารัดเอาเปรียบจนเกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างกว้างขวาง และการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักจนเกิดวิกฤติ ยังไม่ต้องพูดถึงความร้าวฉานภายในครอบครัวและปัญหาเยาวชน

ประการต่อมาได้แก่ ความรังเกียจเดียดฉันท์ด้วยเหตุผลทางด้านศาสนา ภาษา ผิวสี และอุดมการณ์ ซึ่งนำไปสู่ การข่มเหงคะเนงร้าย ความรุนแรง สงคราม และการก่อการร้าย ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกขณะนี้

ประการที่สาม ก็คือ ความติดยึดในตัวตน ซึ่งระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน อันเป็นผลจากทัศนะปัจเจกนิยมแบบสุดโต่ง จนเกิดปัญหาตัวตนมากมาย อาทิ ความรู้สึกแปลกแยกกับตนเอง ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ความซึมเศร้า นำไปสู่ปัญหาโรคจิต โรคประสาท การติดยา และการฆ่าตัวตาย ยังไม่ต้องพูดถึงความเห็นแก่ตัวอย่างหนัก เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ไยดีกับพันธะทางสังคม หรือความผูกพันภายในครอบครัว

ปัญหาเหล่านี้จะว่าไปก็คือ ปัญหาจากตัณหา ทิฏฐิ มานะ ซึ่งเป็นที่มาแห่งความทุกข์ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย

ปุจฉา : 9. ถ้าจะให้เข้าถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิด สิ้นกรรม สิ้นทุกข์ พุทธบริษัทชาวไทยทั้งสี่ควรปรับปรุงแก้ไขอะไร อย่างไรบ้าง

วิสัชนา : สิ่งที่พุทธบริษัทไทยควรทำ ก็คือ ศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจ ไม่ใช่นับถืออย่างงมงาย หรือนับถือพระรัตนตรัยในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยป้องกันอันตรายหรือทำให้มั่งคั่งร่ำรวยได้

พึงตระหนักว่าการนับถือพระรัตนตรัยที่แท้นั้น ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจในอริยสัจสี่ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจสี่…นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ได้”

เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของคำสอนแล้ว ก็ปฏิบัติด้วยตัวเอง โดยมุ่งลดละความเห็นแก่ตัว หรือลดละตัวตน มิใช่ปฏิบัติเพื่ออยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่น ทั้งนี้โดยอาศัยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ถึงที่สุดการหลุดพ้นจากกิเลสหรือการสิ้นทุกข์จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา เข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งที่เป็น “ตัวกู ของกู” นั้นไม่มีอยู่จริง เป็นมายาภาพที่ถูกปรุงแต่งด้วยความหลง เมื่อเกิดปัญญาจนหลุดพ้นจากความหลงหรืออวิชชาได้ จึงจะเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง

ปุจฉา : 10. การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีอย่างไม่รู้ (อวิชชา) จะส่งผลให้ความเข้าใจในแก่นธรรมผิดเพี้ยนไปหรือไม่ อย่างไร เห็นได้จากการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แล้วก็มีใหญ่ ใหญ่กว่า และใหญ่ที่สุดของโลกมาให้คนกราบไหว้ โดยอ้างว่าเพื่อให้ถึงธรรม จริงๆ เป็นข้ออ้างของศาสดาองค์ใหม่ที่ชื่อ วัตถุนิยมหรือไม่ พุทธศาสนาในอนาคต จะเป็นอย่างไร

วิสัชนา : การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีนั้น ควรเป็นไปเพื่อดึงคนเข้าหาธรรม เกิดความใส่ใจที่จะศึกษาและปฏิบัติให้เห็นผลด้วยตนเอง คือ ความทุกข์เบาบาง ความเห็นแก่ตัวลดลง แต่หากมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นการพาคนไปหลงติดวัตถุมากขึ้น ตามค่านิยมปัจจุบันที่เน้นการเฉลิมฉลองด้วยวัตถุ ซึ่งก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองอย่างมาก หาไม่ก็อาจใช้โอกาสนี้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ซึ่งเท่ากับเป็นการเสริมสร้างความหลงตัวลืมตน หรือเพิ่มพูนมานะให้มากขึ้น

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 กรกฎาคม 2555

คุณหมอ…ข้อดี

ทัศนะดีๆ ของ “รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช” ศัลยแพทย์มือหนึ่งด้านกระดูก ที่ปรารถนาให้ทุกคนมี “ข้อดี” จากความ “คิดดี”
รักษาผู้ป่วยมาก็มาก จนได้รับคำยกย่องว่าเป็น ‘มือหนึ่ง’ ด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ แต่แท้จริงแล้ว รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช มีดีกว่าเรื่องกระดูก เพราะเขาคือคุณหมอที่มี ‘ใจ’ แข็งแรงและงดงาม

คนไข้ 1,000 ราย คือเป้าหมายที่คุณหมอกีรติตั้งไว้ว่าจะต้องรักษาให้ได้ แต่การรักษาโดยผ่าตัดไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอันยั่งยืน ‘กระดูกและข้อ’ เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจมากกว่านั้น เขาจึงคลอดหนังสือ ‘อยากให้เรามีแต่ข้อดี’ เพื่อเสริมความเข้าใจเรื่อง ‘ข้อ’ สำหรับทุกคนในครอบครัว

หนังสือเล่มนี้คุณหมอเขียนเอง
ก่อนหน้านี้ทำหน้าที่ผ่าตัดเป็นส่วนมาก รู้สึกว่าก่อนที่จะผ่าตัด ถ้าทำให้คนไข้ไม่ต้องถูกผ่าตัด น่าจะเป็นการรักษาที่ดีที่สุด ถูกที่สุด เพราะต่อให้ผ่าตัด คิดว่าผ่าแล้วจะหมดไป มันไม่ใช่ คนไข้ยิ่งเยอะขึ้นๆ ก็รู้สึกว่า “เอ๊ะ! การผ่าตัดไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก”

คุณหมออยากให้คนไข้ได้ดูแลตัวเอง ป้องกันตัวเองก่อนที่จะถึงขั้นถูกผ่าตัด นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาอยากจะมีหนังสือสักเล่มหนึ่ง ให้คนไข้ได้รู้ว่าทำอย่างไรเพื่อดูแลตัวเอง และลดอัตราเสี่ยงของความสึกหรอหรือโรคที่พวกเขาเป็น ได้รู้จักเสียก่อน รู้ว่าอยู่กับโรคนี้อย่างไรอย่างเป็นสุข

เป็นปกตินี่เป็นความสุขแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้พวกเขาเป็นปกติได้ มันจะเสื่อมก็จริง แต่เป็นปกติได้ตามความเสื่อมนั้นๆ แต่ถ้าถึงจุดที่ต้องซ่อมต้องแซม ก็มาพบหมอ หมอก็มีวิธีทำให้เขารู้ว่ารักษาได้ นี่คือสิ่งที่คุณหมออยากทำให้คนไข้ได้รู้ทั้งป้องกัน เมื่อป้องกันไม่ไหวแล้วต้องเข้าใจว่ารักษาอย่างไร มีขั้นตอนอะไร มีรูปแบบอย่างไรบ้าง

และถ้าถึงขั้นต้องผ่าตัด จะทำอย่างไรให้การผ่าตัดนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ครั้งเดียว ก็รวบรวมจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลรักษาคนไข้มาพร้อมกับทีมที่ดูแล กลายมาเป็นหนังสือ ‘อยากให้เรามีแต่ข้อดี’

ค่าลิขสิทธิ์หนังสือมอบให้ศิริราชมูลนิธิ
มันเป็นเรื่องเล็กมาก เพราะคุณหมอเองไม่ได้อยากได้เงินทองเป็นสำคัญ แต่อย่างน้อยมีคนช่วยทำหนังสือที่เป็นประโยชน์และดีกับคนไข้ของเขาได้ งานที่สำเร็จคือความยิ่งใหญ่ คือความอิ่มบุญของเขาแล้ว เงินที่ให้ศิริราชมูลนิธิเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่มาจุนเจือผู้ป่วยยากไร้ เพราะมีคนไข้อีกมากที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาแต่เขาและครอบครัวช่วยไม่ได้…สังคมนี้ช่วยได้

เรื่องเงินคือคุณค่าอย่างหนึ่ง แต่คุณค่าของหนังสือต่างหาก คนที่ได้ไปจะได้ประโยชน์ งานที่ทำก็จะได้ดั่งใจที่ต้องการ แถมยังได้อีกหลายๆ อย่างด้วย ระหว่างที่ทำหนังสือ ทีมที่ทำ ได้ตระหนัก ได้เห็น ได้มีความสุขร่วมกับคุณหมอกีรติ มาถึงตรงนี้ได้เพราะมีทีมที่ช่วย ไม่ว่าคนที่อยู่เบื้องหน้า หรือผู้อยู่เบื้องหลัง คนเหล่านี้เขาประกอบให้งานเราสำเร็จ คนไข้หลายคนเอาเงินมาช่วยบริจาคทั้งๆ ที่เขาก็เพิ่งรู้จักผ่านหนังสือ นี่คือคุณค่าที่ทวีคูณ

ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ มือหนึ่ง
คุณหมอไม่เคยคิดเลยว่าเขาเป็นมืออันดับอะไร เพียงแต่ขอมีความสุขกับงานที่ทำแต่ละชิ้น แต่ละครั้ง และก็อยากทำให้ดีที่สุด จะมือเท่าไร หมอหนุ่มคนนี้ไม่ได้ใส่ใจ คนจะให้เราเป็นมืออันดับเท่าไรก็แล้วแต่ แต่ว่าพอทำงานด้านนี้ไปนานๆ ก็ได้รับความเชื่อมั่นจากคนไข้

ธรรมดาอยู่แล้ว การเป็นหมอ เมื่อมีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ คนไข้ก็เชื่อมั่น แต่สิ่งที่ภูมิใจขึ้นไปอีกคือ คนในวิชาชีพเดียวกันเชื่อมั่น เอาคุณพ่อคุณแม่มาดูแล ตัวเองมาดูแล อาจารย์ของเขาเองก็ได้รับการดูแล เขาก็ภูมิใจที่อย่างน้อยได้ทำหน้าที่ดีที่สุด อันดับเท่าไรไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย

คุณหมอเคยป่วยหนัก
นายแพทย์กีรติหัวเราะนิดๆ ก่อนจะเอ่ยว่า อาจเป็นพระเจ้าจะทดสอบชีวิตก็ได้ เพราะครั้งหนึ่งเขาไปบรรยายที่ฟิลิปปินส์ กลับมาวันรุ่งขึ้นมีไข้ ตัวร้อน ปวดเมื่อยตามตัว ช่วงนั้นไข้หวัดใหญ่ 2009 กำลังดังมาก ก็ตกใจ คิดว่าอาจจะเป็นก็ได้ ก็มาหาอาจารย์ที่ศิริราช ให้ช่วยดูแล มานอนโรงพยาบาล ฉีดยา

ตอนนั้นคิดว่าตนเองแข็งแรงมาตลอด วันนั้นหลังจากมานอนหนึ่งวัน ไตวาย ไตวายนี่คือไตไม่ทำงาน ถ้าไตไม่ทำงานถาวร หมายความว่าต้องมาล้างไตทุกๆ 2-3 วัน มาเข้าเครื่องล้างไต จะทานอะไรไม่ได้ปกติ จะทำงานหนักไม่ได้ สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมด ก็คิดว่าคงจะจบกัน เพราะชีวิตอยู่ในวัยทำงานแล้ว งานกำลังลงตัว ครอบครัวก็ลงตัว

แต่ครั้งนี้คือความท้าทายของชีวิตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ถึงขั้นที่…ปลงได้ก็จริง แต่ลึกๆ…(นิ่งขณะหนึ่ง) ตอนกลางคืนปัสสาวะไม่ออกเลย ปัสสาวะไม่ออกเป็นวัน ให้น้ำ ให้อะไรเป็นพันๆ ซีซี ไตไม่ทำงานก็กักในตัวของเขา น้ำก็อยู่ในท้องตลอดเวลา ท้องบวม

คืนนั้นเขานอนไม่หลับ ในใจก็ไม่เครียดคิดว่าเป็นก็เป็น จำได้ว่าสองทุ่มแล้วก็ยังไม่หลับ เที่ยงคืนก็ยังตื่นอยู่ จึงสงสัยว่าทำไม่นอนไม่หลับ พอตีสาม เวลาเจอวิกฤติหรืออะไรในชีวิตแก้ไม่ได้ เขาจะใช้วิธีการเดิม

คุณหมอบอกว่า เขานึกถึงพระราชบิดา (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ก็ไหว้ท่านที่เตียงนอน แล้วอธิษฐานว่า “ถ้าท่านเห็นว่าผมจะเป็นหมอที่ดีได้ในอนาคตก็ให้พระองค์ช่วยผมด้วย” เชื่อไหมว่าเช้าวันรุ่งขึ้นมีปัสสาวะออกมาเป็นหยดๆ นั่นหมายความว่าไตเริ่มฟื้นแล้ว ทั้งๆ ที่วันสองวันไม่มีเลย เขาจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่านี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นและช่วยเขา แต่ถ้าไม่มีความดีในอดีตหรืออนาคตที่เขาจะทำได้ ก็คงไม่มีอะไรช่วย

นั่นทำให้เกิดข้อคิดดีๆ ที่ว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ต้องทำคืนให้สังคม ทำคืนให้ครอบครัว ทำคืนให้ศิริราช ทำงานที่เขารักให้มากที่สุด ก็เป็นบทเรียนหนึ่งที่ว่าชีวิตไม่แน่นอน แต่ถ้าแข็งแรง ดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ก็จะไม่เสียดาย แต่ถ้าชะล่าใจหรือละเลย ชีวิตก็จะน่าเสียดาย เพราะชีวิตเหลือยาวเท่าไรไม่รู้ จะเป็นหมื่นวัน หรือพันวัน หรือไม่กี่วัน ไม่รู้ หรือถ้ามันเต็มที่แล้วสักวันจะต้องไปจากสิ่งที่รัก ก็จะไม่เสียดาย

ทำเพื่อคนอื่น มากกว่าผลประโยชน์ที่ตนมี
อันนี้ต้องคิดนานหน่อย เพราะโดยส่วนตัว เขาเชื่อว่าหมอเกือบทั้งหมดคงไม่ได้คิดถึงการใช้โอกาสหรือชื่อเสียงให้เกิดประโยชน์กับตนเองนัก สำหรับคุณหมอเองก็จะเดินตามรอยพระราชบิดา ซึ่งได้ทรงทำให้เห็นและสอนมาว่าการเห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นกิจที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจแรก

เขาโชคดีที่ได้อยู่ในสังคมที่ได้ดูแล ได้ซ่อมแซม เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนหายจากทุกข์ภัย จากความเจ็บป่วย มันเป็นรางวัลทุกครั้งที่เขาให้เราช่วยเหลือ ให้ดูแล มันเป็นรางวัลชีวิตอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้มากมายเกินกว่าอื่นใด ชื่อเสียงไม่สำคัญเท่ารางวัลที่ได้แต่ละชิ้น เขาหาย เขายิ้ม เขามีความสุข โดยมีแพทย์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาได้อย่างนั้น นั่นคือรางวัลอันมหาศาลซึ่งเขาคิดว่าไม่มีอะไรเทียบได้ ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่คนภายนอกให้คุณค่ากับเรามากกว่า แต่การที่เราจะไปคิดว่าคนไข้ทำให้โด่งดัง แล้วจะไปเอาเขาเยอะๆ มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกนัก เพราะสุดท้ายคืออยากให้คนไข้หาย และมีความสุข

ทั้งนี้ จะช่วยคนเจ็บป่วยได้อย่างไร ก็ต้องไม่ทำตัวให้เป็นหนึ่งในนั้น ต้องไม่เป็นคนเจ็บป่วย แต่มันหนีไม่พ้นก็จริง แต่พยายามให้เป็นอย่างนั้นน้อยที่สุด จะได้ไม่เป็นภาระกับใคร จะได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่สังคมได้ต่อไป เมื่อได้ทำหน้าที่นี้ เป็นรางวัล เป็นความสุขจริงๆ ว่าแต่ละครั้งที่เขาหาย เขายิ้มแย้ม ทั้งตัวเขาเอง ทั้งญาติ

ได้อย่างอิ่มใจ เต็มสุขโดยอธิบายไม่ได้ ไม่ได้ให้เงิน แต่ก็มีความสุขมาก เงินทองก็มีมากมายเกินกว่าที่คิดอยู่แล้ว เพราะมันเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง หมอทุกๆ คนก็น่าจะคิดอย่างนี้ แต่บางคนเท่านั้นที่ไม่คิดอย่างนี้ แต่เชื่อว่าเขาก็คงอยากทำ

คุณหมอ ผู้ศรัทธาในพระราชบิดา เล่าต่อว่า เขาโชคดีที่ได้มาเรียนแพทย์ที่ศิริราช ซึ่งมีวัฒนธรรมแบบทำงานเพื่อส่วนรวมมาก ถ้าได้สัมภาษณ์คนที่ทำงานในศิริราช 9 ใน 10 คน จะบอกว่าเหนื่อย แต่เพื่อศิริราช พวกเขาทำได้ เขาอยู่กันอย่างนี้ และคุณหมอเองก็ซึมซาบวัฒนธรรมแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว เขาอยู่อย่างนี้มาเป็นร้อยปี และคุณหมอเองเป็นส่วนหนึ่ง ฉะนั้นจะเหนื่อยสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ถ้าสิ่งที่ทำจะเกิดคุณค่ากับคนอื่นเยอะแยะ คุณแม่ของคุณหมอกีรติสอนมาว่า เหนื่อยกายพักเดี๋ยวหาย แต่ความอิ่มสุขความอิ่มใจ ถ้ามีโอกาสเราควรจะทำ

หมอชนบท ความใฝ่ฝันสมัยเรียน
คุณหมอกีรติ เล่าว่า เขาเป็นเด็กบ้านนอก เด็กต่างจังหวัด อาจเป็นความฝังลึกว่าอยากไปดูแลคนที่บ้านซึ่งขาดโอกาสมากกว่า ขาดหมอที่ดี ที่เก่งมากกว่า ถ้าจบแล้วก็อยากไป ความรู้สึกนี้มีมาเรื่อยจนกระทั่ง พอผ่านการเรียนวิชากระดูก ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เริ่มมีสิ่งที่ต้องชั่งใจมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าวิชากระดูกและข้อเป็นสิ่งที่ใช่แล้ว กีรติจะเป็นหมออื่นใดไม่ได้นอกจากหมอกระดูกและข้อ

มันมีความสวยงาม มีความใช่อยู่ทุกอย่างที่เขาสัมผัส ไม่ว่าจะดูแลคนไข้อุบัติเหตุ เป็นความท้าทายที่ต้องเร่งกับเวลา ต้องใช้สมอง คิดก่อนไปรักษาเขา มันไม่มีสูตรตายตัว อีกทั้งเขายังชอบใช้ความคิดว่าจะใช้วิธีไหนที่ดีกับคนป่วย มีโรคที่ยังแก้ไม่ได้ ทำให้ต้องค้นคว้าเพื่อจะทำให้ผู้ที่เข้ารับการรักษารู้สึกดีขึ้นให้ได้ มีอะไรรออีกมากมาย

อาจเพราะเขาชอบคณิต ชอบฟิสิกส์ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม วิชานี้มันเป็นไดนามิก เป็นกลไกขับเคลื่อนไปเรื่อย ไม่ต้องใช้จินตนาการมาก ส่งผลให้เขาไม่ค่อยชอบใช้จินตนาการ บางโรคหมอต้องใช้จินตนาการ หมอที่เก่งๆ อายุรแพทย์ต้องเข้าใจ ดูเซลล์ว่ามันทำปฏิกิริยาอย่างนั้นอย่างนี้ เชื้อโรคถูกยากินไปอย่างนั้นอย่างนี้แต่ไม่เห็นจริง แต่เป็นหมอผ่าตัดนี่เห็นจริง กระดูกเขาชนกันแนบสนิท เห็นจริง เอาเหล็กดาม เห็นจริง เห็นฟิล์มเอกซเรย์ ใกล้จริง มันทำให้เขารู้ว่า มันใช่แล้ว จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้

แต่ว่าเขาก็ไม่เคยละทิ้งสิ่งที่อยากเป็นในครั้งก่อน เมื่อเขาเติบโตขึ้น เริ่มรู้สึกว่าการเป็นประโยชน์แก่ประชาชนอยู่ที่ไหนก็เป็นได้ ถ้าทุ่มเททุ่มใจให้ทั้งหมด และจะเป็นประโยชน์ในวงกว้างได้มากกว่าเสียอีกถ้านำสิ่งที่ค้นคว้าได้ สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคม ซึ่งมันเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วๆ ไปของประเทศเราได้

ก้าวสู่บทบาทอาจารย์แพทย์
รศ.นพ.กีรติ ทำหน้าที่ทั้งเป็นหมอและอาจารย์ เขาว่าพอแก่ขึ้น โตขึ้น เห็นคนไข้นั่งรอเป็นปีๆ คิวผ่าตัดเป็นปีๆ จะให้คนไข้รอหรือ เขาจึงคิดว่าจะสร้างคนอื่นๆ ให้เก่งกว่าเขา เพื่อคนไข้จะไม่ต้องอย่างนั้นอีก ส่วนคุณหมอเองต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้มากขึ้น เพราะถ้าสังคมรอคนเก่งอย่างนี้เพียงไม่กี่คน เขาต้องทำหน้าที่สร้างคนเก่งและมีทัศนคติที่ใช่ด้วย เช่นเดียวกันเขาคิดว่าสิ่งนี้ใช่แน่ๆ คือทำเพื่อคนอื่น แล้วชีวิตส่วนตนจะตามมาแน่นอน

ทุกวันนี้ชีวิตของแพทย์มือหนึ่งด้านกระดูกและข้อ มีภารกิจมากเกินกว่านายกีรติคนธรรมดาจะได้มา ทุกอย่างตามมาทั้งหมด ถ้าคนรุ่นต่อๆ ไปทำเพื่อส่วนรวม เขาจะได้สิ่งเหล่านี้มาแน่ๆ แต่คุณหมอเองก็ต้องสร้างให้น้องๆ รุ่นใหม่มีพื้นฐาน ให้เก่งแล้วไม่ใช่เพื่อตนอย่างเดียว ถ้าดูแลคนไข้ปีละพันคน ต้องสร้างคนเก่งและดีอีกสิบคน คูณกันเป็นหมื่นแล้ว หรือถ้าสร้างร้อยคน เป็นแสนแล้ว

บทบาทของเขาถ้าไม่สร้างคน ก็จะเสียดายชีวิตอีกว่า เมื่อมีโอกาสแล้วก็ควรถ่ายทอดให้แพทย์รุ่นต่อๆ ไปสืบทอด ไม่ต้องหลงทางแบบตน ทำให้พวกเขามีทางลัดได้

ทุกวันนี้เขายืนหลังห้อง ได้เห็นลูกศิษย์ไปเสนอผลงาน มันมีความสุขยิ่งกว่าไปพูดเองเสียอีก สมัยก่อนเขาต้องไปพูดเอง ต้องไปนำเสนอเอง เดี๋ยวนี้แค่เป็นเบื้องหลัง มันเป็นความสุข ความสุขที่แท้จริงคือได้เห็นคนที่รักมีความสุข

คุณหมอออร์โธปิดิกส์ขอฝาก
เขาทิ้งท้ายว่า สุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อใช้งานร่างกาย ต้องดูแลเขาด้วย การป้องกันหรือหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยสำคัญที่สุด เพื่อทำให้เราได้ทำหน้าที่ งานที่รัก ก็จะเกิดความสุขแก่ตนได้ ทั้งนี้ คุณหมอได้ฝากประชาสัมพันธ์ ในวาระที่ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ปีนี้เป็นปีดี มีอายุครบ 48 ปี เป็นภาควิชากระดูกและข้อแรกของประเทศไทย

จึงอยากประกาศเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้ามาร่วม ‘งานสัปดาห์ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศิริราช’ วันที่ 20-24 สิงหาคม 2555 ซึ่งในงานมีการเสวนาความรู้ทางโรคผู้ป่วยกระดูกและข้อ ได้พบดาราคนดังมากมาย มีนิทรรศการที่เป็นประโยชน์ ซึ่งงานนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 22 กรกฎาคม 2555

อานาปานสติกู้โลก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

สมัยพุทธกาล ถ้าใครถามว่าพระสมณโคดมเจ้าทำอะไรอยู่ ท่านตอบว่าเจริญอานาปานสติ ผู้ที่ยังมีกิเลสก็เจริญอานาปานสติเพื่อดับกิเลส

2600 ปี ชัยชนะแห่งมหาบุรุษเอกของโลกที่สามารถมีชัยเหนือกิเลสมารทั้งปวง เป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงอยู่ทุกขณะจิตคงไม่มีใครเกินไปกว่าพระพุทธเจ้า ประทีปแห่งทวีปเอเชียเป็นแน่

ในปีแห่งการเฉลิมฉลองวันตรัสรู้ หรือวันเกิดใหม่จากเจ้าชายสิทธัตถะสู่การไม่เป็นอะไรอีกแล้ว น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราควรมาย้อนรอยศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของท่านว่า อะไรเล่า ที่ทำให้บุรุษผู้หนึ่งสามารถลาออกจากวัฏสงสาร กรงขังจิตวิญญาณมนุษย์มานับไม่ถ้วนอสงไขยได้ แม้รายการแฟนพันธุ์แท้ได้แข่งขันตอบปัญหา “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” กันไปแล้วก็ตามที แต่หัวใจหรือวิธีการที่ทำให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น สำคัญไม่น้อยไปกว่า

ในช่วงที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกันจัด “เที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรม” ขึ้น และพาลูกทัวร์ไปปฏิบัติธรรมกันที่วัดสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมี พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้เมตตาตอบคำถามมากมายหลังการปฏิบัติธรรมไปสองวันอย่างละเอียดเกี่ยวกับหนทางในการดับทุกข์

มากไปกว่านั้น ด้วยความเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังถูกดูดวิญญาณโดยเครื่องล่อสารพัด อันมีเทคโนโลยีเป็นสื่อ ท่านจึงคิดตั้ง “สถาบันอานาปานสติ” ขึ้นมา เพื่อให้ชาวไทยและชาวโลกได้มาศึกษาธรรมวิจัย สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือประหารกิเลส เมื่อสองพันกว่าปีก่อนด้วยตนเอง

ท่านเล่าว่า แนวคิดนี้มีมานานแล้ว เมื่อมีโยมถวายที่ดินประมาณ 1,000 ไร่ บริเวณกิโลเมตรที่ 17 .5 ซึ่งอยู่ติดกับ วัดหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) จึงรับไว้ในนามมูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก และเริ่มต้นโดยการปลูกป่าให้สมบูรณ์ก่อน ปัจจุบันมีเก้ง หมูป่า และสัตว์ป่าต่างๆ มาอยู่แล้ว จากนั้นตั้งใจรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอานาปานสติให้สมบูรณ์ โดยมีหอจดหมายเหตุพุทธทาส ฯ มาช่วยรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับอานาปานสติทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทุกคนได้มาศึกษากัน

“อาจารย์เองศรัทธาในอานาปานสติสูตร แล้วก็สอนเรื่องนี้ด้วย จึงอยากให้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับครูบาอาจารย์ต่างๆ ศึกษาปริยัติแล้วก็ปฏิบัติในป่า ใครสนใจก็มาปฏิบัตินี่แหละ อานาปานสติ เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด อาจารย์เองก็เลยอยากจะทำสถานที่ไว้วิเคราะห์ วิจัย และปฏิบัติ จะทำมีห้องสมุดใหญ่ ๆ มีการอบรม มีการปฏิบัติ มีการเสวนา นี่คือสถาบันอานาปานสติ”

สำหรับปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า ยังไม่มีอะไร มีพระปักกลดอยู่สองรูป แถวนั้นชาวบ้านมีการเผาถ่าน เงินได้ไม่เท่าไหร่ แต่ป่าหมด

“อาตมาจะเข้าไปหยุดตัดป่า 5 ปี เมื่อป่าจะสมบูรณ์ขึ้น ทำระบบน้ำให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่กี่ปีก็น่าอยู่ ทุกคนก็มาปฏิบัติได้”

หลังจากที่ท่านเล่าถึงอนาคตของสถาบันอานาปานสติ ที่จะมาเกื้อกูลชาวไทยและชาวโลกได้ศึกษากัน ก็มีคำถามมากมายจากผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า อานาปานสติ มีอานิสงสเพียงใดในการดับทุกข์ทางใจให้กับมนุษยชาติ

ปุจฉา : อยากให้ครอบครัวไปปฏิบัติธรรม แต่ไม่ยอมมาจะทำอย่างไรดีคะ
วิสัชนา : เอาหนังสืออาจารย์เล่มเล็กๆ ไปไว้ที่บ้าน เมื่อไม่กี่วัน มีจดหมายฉบับหนึ่งมา เขาบอกว่า มาปฏิบัติธรรมที่นี่ ลูกสาวอยากจะมา แล้วซื้อหนังสืออาจารย์ไปหลายเล่ม อ่านๆ ไม่น่าเชื่อว่า เดี๋ยวนี้ใจเย็นขึ้น แต่ก่อนใจร้อนมาก มีคนหนึ่ง สามีไปมีเมียน้อย อยากจะฆ่าผู้หญิงคนนั้น แต่เขาก็หลบหนีได้ สามปีก่อน ก็จะขับรถไปชนให้เขาพิการ แต่เขาก็หลบหนีไปก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่น่าเชื่อ ใจเย็น อ่านหนังสืออาจารย์แล้วใจเย็น ระวังตัวนะ ใครเป็นเมียน้อยของผู้ชายคนนี้ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

มีอีกคนหนึ่ง เคยคิดฆ่าตัวตาย เจอหนังสืออาจารย์ อ่าน เปลี่ยนความคิด หยุดฆ่าตัวตาย มีอีกคนหนึ่งเหมือนกัน อยากจะฆ่าแฟนกับผู้หญิงคนใหม่ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีครอบครัวอยู่แล้ว แต่ครอบครัวตัวเองมีปัญหาจึงไปคบกับผู้ชายคนหนึ่ง ที่อายุน้อยกว่าตัวเองเยอะๆ ทีนี้ ผู้ชายเขาบอกว่า อยากมีชีวิตปกติ อยากแต่งงานกับผู้หญิงวัยเดียวกัน อายุประมาณ 30 ปี เพราะพ่อแม่อยากให้มีครอบครัวแล้ว ผู้ชายอายุ 30 กว่านิดหน่อย อยากแต่งงานแล้วก็คบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ฝ่ายผู้หญิงที่คบกับเขาอายุเยอะกว่า ทำใจไม่ได้

แต่เจอหนังสืออาจารย์ แล้วตามมาหาถึงวัด ถือปืนมาหา อาตมาก็ถาม เอามาจากไหน เขาบอก ซื้อมาหลายหมื่นบาท ลงทะเบียนถูกต้องมาด้วยนะ ติดคุกอะไรก็ไม่เสียดาย มาเล่าให้ฟังว่า เขาวางแผนจะฆ่าอย่างไร โชคร้าย มีหนังสืออาจารย์มิตซูโอะ ใจมันก็เปลี่ยน ไม่ฆ่าดีกว่า คิดใหม่ ไม่ฆ่า จากนั้นทั้งคู่ก็มาปฏิบัติธรรมที่นี่ เข้าใจกัน

มีคนป่วยทางจิตจากจังหวัดตรัง เขียนจดหมายมาถามเรื่องการปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ ก็เลยส่งหนังสือเกี่ยวกับอานาปานสติไปให้ ผ่านไปสามเดือน เขาเขียนจดหมายมาบอกว่า ไม่น่าเชื่อว่า อานาปานสติ เปลี่ยนชีวิตของผมไปถึงขนาดนี้ ผมเคยเป็นโรคประสาทมา 7 ปี ต้องอาศัยหมอจิตเภทให้กินยามา 7 ปี ตั้งแต่อ่านหนังสืออาจารย์ ฝึกอานาปานสติ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ไม่ต้องกินยาอยู่ได้ เจ้านายพาไปทำงานต่างประเทศ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกินยาแล้ว อ่านหนังสือแล้วก็ฝึกอานาปานสติ โรคประสาท 7 ปี หาย ลักษณะอย่างนี้มีไม่น้อย

ปุจฉา : มีภรรยาแล้ว ชอบคนอื่นอีก เขาก็ชอบเรา ทำอย่างไรดีครับ
วิสัชนา : ทำอย่างไรดีหนอ กาย วาจา ใจ ตั้งมั่นอยู่ในศีล 5 คบกับแบบกัลยาณมิตร หรือ เป็นพี่น้องกัน อย่างนั้นก็พออนุโลมได้

ปุจฉา : ถ้าเราเจอสิ่งที่ต้องโกรธ จะทำจิตอย่างไรคะ
วิสัชนา : เริ่มต้น เราก็ห่างๆ จากปัญหาแล้วเราก็ต้องศึกษา ซื้อหนังสือ “เหตุผลความโกรธไม่มีในโลก” 10 บาท อ่าน ถ้าเราเข้าใจกฎแห่งกรรมแล้ว จะเข้าใจว่า อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

เราอาจจะรู้สึกว่า เขาทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก จริงๆ แล้ว นั่นคือวิบากกรรมของตัวเองกันทั้งนั้น เราก็รีบศึกษากฎแห่งกรรม แล้วก็พยายามอบรม คิดดี คิดถูก ยอมรับความจริง ให้กำลังใจนี้กับตัวเอง เวลาจะโมโห ก็เมตตาตัวเอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความรักเสมอตนไม่มี ตัวเองนั้นแลน่ารักที่สุด ธรรมชาติของจิต ธรรมชาติของเราทุกคนเป็นประภัสสร ผ่องใส โดยธรรมชาติ เราต้องรู้จักฝึกเมตตาตัวเอง ให้คิดดี คิดถูก ให้หนักแน่น ค่อยๆ ฝึก ในที่สุด พอเราต้องเข้าไปหาปัญหา เราก็ทนได้ รอได้ ด้วยใจดี ทุกสถานการณ์

ปุจฉา : พระอาจารย์มีเคล็ดลับ หรือวิธีในการเอาชนะความง่วง ในการปฏิบัติธรรมไหมครับ
วิสัชนา : 1. ห้ามหลับตา 2. กำหนดท่านั่ง ดูความรู้สึกง่วงนอนที่กาย ใจไม่ต้องกำหนด ปล่อยสบายๆ   การกำหนดที่กายคือ ดูอิริยาบทใหญ่ ถ้าง่วงนอน ก็กัดฟัน

พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะ ตอนที่ปรารถความเพียรอยู่ วันที่ 8 ง่วงนอนสัปหงก พระพุทธเจ้าตรวจดูจิตของพระโมคคัลลานะว่าสามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีแก้ง่วงนอนให้ อธิบายว่า ง่วงนอนคือ จิตจมลงในสัญญาขันธ์ ฉันจึงง่วงนอน วิธีแก้ง่วงนอน คนเจริญวิปัสสนากรรมฐานต้องยกจิตให้อยู่เหนือสัญญาขันธ์ ให้มีสติสัมปชัญญะ ให้มีความรู้ตัว ตั้งสติระลึกถึงความรู้สึกง่วงนอน ให้สติตื่นตัว

ถ้าไม่หาย พระพุทธเจ้าให้ยกธรรมะขึ้นมาพิจารณา   ถ้าไม่หายอีก ก็สวดมนต์ สาธยายธรรมะ    ถ้าไม่หาย ก็กระกระตุ้นประสาทตัวเอง ดึงผมตัวเองก็ได้    ถ้าไม่หาย ก็นึกถึงกลางแจ้ง พระอาทิตย์สว่างอยู่ตรงหน้า    ถ้าไม่หายก็ลุกขึ้นเดินจงกรม   แต่ถ้าง่วงที่สุดแล้ว ทำทุกอย่างแล้ว นั่งหลับก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ลงโทษ

ปุจฉา : มีอาชีพขายเนื้อสัตว์ ถ้าเราระลึกถึงการกระทำที่ไม่ดี แล้วไม่สบายใจทำอย่างไรครับ
วิสัชนา : เมื่อเราระลึกถึงการกระทำใดแล้วไม่สบายใจ ก็เป็นบาป ถ้าไม่เป็นชาวพุทธอาจจจะมองการฆ่าสัตว์เป็น

อาหารเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเป็นชาวพุทธ เราต้องพิจารณาว่า อะไรที่เบียดเบียนสัตว์ ถ้าเปลี่ยนอาชีพได้ก็เปลี่ยน ดูความรู้สึกตัวเองว่า ถ้าไม่สบายใจก็ไม่ดี

ปุจฉา: ขอให้พระอาจารย์ช่วยสรุปอานาปานสติสั้นๆ ค่ะ
วิสัชชนา : อานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี อยู่ด้วยอานาปานสติ เจริญอานาปานสติกันทั้งนั้น

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าสอนลูกศิษย์ว่า ถ้าใครถามว่า พระสมณโคดมเจ้าทำอะไรอยู่ ต้องตอบว่า เจริญอานาปานสติ ผู้ที่ยังมีกิเลสก็เจริญอานาปานสติ เพื่อดับกิเลส คนที่หมดกิเลสแล้ว ก็เพื่อรักษาสติสัมปชัญญะ และมีความสุขในปัจจุบัน

อานาปานสติ พูดถึงคร่าวๆ บางครั้งเรียกว่า การเจริญสติปัฏฐานสี่ ทำให้จิตใจของเราบริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องรับการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 ตั้งแต่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา จนถึงวันสุดท้ายของการปรินิพพาน พระพุทธเจ้าแสดงธรรมว่า ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ไม่ปราศจากพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ ใน 84,000 พระธรรมขันธ์ ไม่ออกจากอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าย่อลงมาก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ทีนี้ โครงสร้างของอานาปานสติ 16 ขั้น ในสติปัฏฐานสี่เป็นอย่างไร  ขั้นที่ 1-4 เป็นหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าปฏิบัติถูกต้อง ก็รู้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกายนี้ว่า กายนี้ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ตัว สักแต่ว่ากาย นี่คือการเจริญอานาปานสติ 4 ขั้นแรกในหมวดกาย สติ ระลึกถึงลมหายใจเข้า หายใจออก จนไม่มีลมหายใจปรากฎ ไม่มีร่างกาย เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ลมหายใจปรากฏขึ้น เราก็พิจารณาลมหายใจจนรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า กายก็สักแต่ว่ากาย เพื่อจะละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส

ขั้นที่ 5-8 เป็นหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นที่ 9-12 เป็นหมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นที่ 13-16 ก็เป็นหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้งสี่หมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรมะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ ว่า การเจริญอานาปานสติ มีผลใหญ่ มีอานิสงค์ใหญ่ เราสามารถ เจริญสติปัฏฐานสี่ได้ การเจริญสติปัฏฐานสี่สมบูรณ์ทำให้เกิด โพชฌงค์ 7 เมื่อโพชฌงค์ 7 สมบูรณ์ ก็เข้าถึงวิชชา และวิมุตติ คือ จิตใจหลุดพ้นเข้าถึง โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์

อานาปานสติทั้ง 16 ขั้น กาย เวทนา จิต ธรรมะ เมื่อเราจัดเป็นลงมาเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ขั้นที่ 1-2 เป็นศีลสิกขา ชั้นที่ 3-4 เป็นสมาธิสิกขา ขั้นที่ 5-16 เป็นปัญญาสิกขา และเมื่ออธิบายในภาควิปัสสนากรรมฐาน อานาปานสติขั้นที่ 1-4 เป็นสมถะกรรมฐานดยตรง ขั้นที่ 5-12 เป็นสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ขั้นที่ 13-16 เป็นวิปัสสนากรรมฐานโดยตรง เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โพธิปักขิยธรรม 36 ข้อสมบูรณ์ได้ด้วยอานาปานสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็สมบูรณ์

เพียงแค่ปฏิบัติอานาปานสติในขั้นที่1-2 มีสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างต่อเนื่อง เราจะพบกับความปกติของใจ ศีล คือ ปกติ หนักแน่น ไม่ยินดียินร้ายต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นลมหายใจชัดเจนในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อเรามีลมหายใจชัดเจน จิตใจเราจะไม่อยู่ในอารมณ์ ขี้เกียจ กลัว น้อยใจ เสียใจ

อาจารย์มีความเห็นว่า มนุษย์ทุกคนควรมีสุขภาพจิตใจที่ดีด้วย ” อานาปานสติ” นี้เอง ไม่ต้องไปหาตัวช่วยข้างนอกเลย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 3 มิถุนายน 2555

.

Related link:

วัดสุนันทวนาราม พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดสุนันทวนาราม (สาขาที่ 117 ของวัดหนองป่าพง)  เลขที่ 110 บ้านท่าเตียน ตำบล ไทรโยค จังหวัด กาญจนบุรี 71150  โทร. 087-045-7232

อบรมปฏิบัติธรรม “อานาปานสติภาวนา” – วัดสุนันทวนาราม กาญจนบุรี ประจำปี 2555

มูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก  เลขที่ 3 ถ. กรุงเทพกรีฑา 20 แยก 7 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10240  โทร : 02-368-3991

โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงพระชนมายุครบ 84 พรรษา (ศุกร์, เสาร์ , อาทิตย์) – อาคารมูลนิธิ กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555

โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับผู้สูงวัย (ส.ว.) ณ อาคารมูลนิธิฯ  กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555 

โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับเด็ก (อายุ 6-12 ปี) ณ อาคารมูลนิธิฯ  กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555  สอบถามรายละเอียดได้ที่ โรงเรียนสยามสามไตร โทร.  02 311 0134 

http://www.facebook.com/Dhama4kids

หนุ่มน้อยผู้ดีวัย 20 ‘คิดบวก’ แม้ป่วยโรคชราในเด็ก แก่เท่าคนอายุ 160

Picture : HOTSPOT MEDIA

หนุ่มน้อยชาวอังกฤษ วัย 20 ปี ผู้ป่วยโรคชราในเด็ก ปัจจุบันเทียบเท่ากับคนสูงวัย 160 ปี ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา คิดบวกกับการดำเนินชีวิต แม้อาจอายุสั้นกว่าที่ควร…

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 25 เม.ย. ว่า ดีน แอนดรูวส์ หนุ่มน้อยชาวอังกฤษ วัย 20 ปี ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นได้ยาก หรือเรียกว่าฮัทชินสัน กิลฟอร์ด โพรเชอเรีย ซินโดรม (เอชจีพีเอส) ซึ่งก็คือโรคชราในเด็ก ส่งผลให้ร่างกายของเขาเจริญวัยเร็วกว่าเด็กปกติ 8 เท่า ปัจุบันร่างกายเทียบเท่ากับคนสูงวัยอายุ 160 ปี

ทั้งนี้ ผู้ป่วยเป็นโรคดังกล่าว มีเพียง 74 รายทั่วโลก และแค่ 4 รายในอังกฤษ หนุ่มน้อยแอนดรูวส์ ถือเป็นผู้ป่วยลำดับที่ 2 ที่มีชีวิตยืนยาวมากที่สุด แต่เคราะห์ร้ายที่เดือนพ.ย. ปีที่แล้ว แพทย์ตรวจพบว่า นอกเหนือจากโรคชราในเด็ก เขายังเป็นโรคหัวใจวายด้วย และไม่อาจคาดเดาว่าจะมีชีวิตอยู่อีกนานแค่ไหน

เมื่อปีที่แล้วเขาได้ร่วมงานนัดพบผู้ป่วยโรคเดียวกัน และมีโอกาสได้เจอกับผู้ป่วยอีก 3 ราย ในอังกฤษ  “มันยอดเยี่ยมมากที่ได้เผยให้พวกเขาเห็นว่าผมประสบความสำเร็จกับชีวิต และเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเขาอีกด้วย อาการหัวใจล้มเหลวเปลี่ยนชีวิตผมมาก ผมไม่สามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่างที่ผมเคยทำได้ในอดีต แต่ผมยังมีครอบครัว และเพื่อนๆ ที่ทำให้ผมสามารถก้าวต่อไปได้ ผมโชคดีมากที่เป็นที่รักของทุกๆ คน”

ปัจจุบัน แอนดรูวส์ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับบ้าน โดยมีมารดาคอยดูแลใกล้ชิด ในวัย 20 ปีของเขา มีส่วนสูงเพียง 4 ฟุต 1 นิ้ว ร่างกายเหี่ยวย่น ใบหน้าเกินวัย แต่ยังใช้ชีวิตปกติทั่วไป ทั้งหัดขับรถ มีรอยสัก 4 แห่ง และเรียนช่างกลที่วิทยาลัย

“ผมพยามทำทุกอย่างที่คนอื่นๆ ทำ แม้ผมจะทำไม่ได้บ้างก็ตาม แต่ผมก็พยายาม ครอบครัวของผมเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป รวมถึงได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อนด้วย ผมโชคดีมากจริงๆ ที่พวกเขาช่วยกันทำทุกอย่างให้ผมมีความสุข ผมชอบเล่นฮ็อกกี้ สเก็ตบอร์ด ปั่นจักรยาน และอื่นๆ เช่นเดียวกับวัยรุ่นทั่วไป แต่สิ่งเดียวที่ผมเซ็งคือเวลาที่เพื่อนๆ อยากไปสวนสนุก ผมก็ชอบมันเหมือนกัน แต่เสียที่ว่าผมสูงไม่พอที่จะเล่นเครื่องเล่นหลายๆ อย่าง ดังนั้นผมจึงเลือกอยู่บ้านดีกว่า”

อนึ่ง โรคชราในเด็ก มีโอกาสเกิดเพียง 1 ใน 8 ล้าน ผู้ป่วยจะมีผิวหนังเหี่ยวย่น เช่นเดียวกับคนชรา รูปร่างแคระแกรน ผมหลุดร่วง เสียชีวิตเมื่อยังเยาว์วัย เฉลี่ยประมาณ 13 ปี เนื่องจากความผิดปกติของหัวใจ.

ที่มา: ไทยรัฐ 26 เมษายน 2555

Related link:

Britain’s oldest 20-year-old man has the body of a 160-year-old due to rare condition

By DAILY MAIL REPORTER PUBLISHED: 10:34 GMT, 24 April 2012

Europe’s oldest sufferer of a rare ageing disease has told how in just 20 years his body has become that of a 160-year-old.

Dean Andrews’ body has aged eight times faster than normal due to a rare condition called Hutchinson-Gilford progeria.

He is one of just four progeria sufferers in the UK and out of only 74 cases worldwide, Dean is thought to be the second oldest survivor.

Now Dean has decided to tell the story of his life so far in the hope of providing inspiration to other sufferers.

He said: ‘I’ve never let my condition hold me back. I’ve always tried to do what everyone else does and even if I failed, at least I tried.

‘My family have kept me going and I’ve got very supportive friends. I’m very lucky as they do everything they can to make me happy.’

Dean weighs just 3st 10lbs – but his small body holds a big personality.

In his 20 years, Dean has learnt to drive, been engaged, got four tattoos and once even started a mechanics course at college. However, he was forced to quit when he was unable to get his tiny 4ft 1in frame over the cars’ bonnets.

Nevertheless, his achievements are astounding considering that when he was diagnosed with progeria at the age of seven, his mother Dawn Thomas, 41, was told he would not live beyond his early teens.

Back then, the condition was so poorly documented that most doctors had never even heard of it.

Dawn said: ‘When Dean was about six months old I noticed he was a lot smaller than he should have been. He was still wearing clothes for a 0-3-month-old baby but the health visitors told me not to worry.

‘They said he was just small and there was nothing wrong with him but I carried on taking him to the doctor regularly because his appetite was small.’

In other ways Dean’s development was quite normal, but when he started walking at the age of 18 months, Dawn noticed that he would tire more easily than her other children

Dawn said: ‘We would be walking along the street and he would complain that his legs were hurting. At first I just thought he was lazy but then I noticed there were certain things he couldn’t do, like cross his legs during assembly at school.’

The mystery was eventually explained when a geneticist broke the news that he had progeria.

Dawn said: ‘The day before we were told, the doctor rang up and told us to come in and said that I should bring someone with me. I knew then that it was bad. I thought it might even be cancer because his hair used to fall out so easily.

‘There was so little information available about progeria at that time that I basically had to teach myself everything. All we were told was that Dean was ageing eight times faster than normal and that he would probably not live past 13.

‘I didn’t know how to break it to Dean at that time because he was so young. I just told him that he had a growth problem.

‘It was really hard to take and I ended up on anti-depressants but it was Dean himself who gave me hope, he never let anything get him down.’

Dawn lives in Birmingham with Dean, her husband Wayne, 43, and children Sophie, 15, and Lewis, 12. She also has an older son Nathan, 23, a warehouse assistant, and fosters her niece Annabel Timby, 14.

She split with Dean’s father Mark Andrews, at that time an airport baggage handler, in 1998 and met Wayne around the time of her son’s crushing diagnosis.

Now both Dawn and Wayne devote their lives to Dean’s full-time care at their council terrace home in Erdington.

She said: ‘We have just tried to make every moment count for him as best we could. I’ve never tried to treat him any differently or tell him that he couldn’t do something, if he wanted to try something he would have a go.’

Dean said: ‘When I was at primary school I wasn’t really aware that there was anything different about me.

‘I only really became aware of my condition when I was about 13 and it was decided that I should go to a special school.’

Progeria causes rapid ageing and sufferers of the genetic disease are prone to arthritis, eye problems, heart disease and baldness.

By the age of 10, most progeria children look like octogenerians. They are said to age at eight times the normal rate, meaning Dean has survived the equivalent of 160 years of ageing.

Dean’s poor prognosis meant doctors expected him to be profoundly disabled before he hit his teens, so Dawn and Wayne decided to send him to special school where the facilities were adapted for wheelchairs.

However, Dean defied medics’ grim predictions and excelled at school, helping his teachers with the other students’ needs and taking part in plenty of after-school activities.

Dean added: ‘I had a lot of friends at school and I took part in a lot of after-school clubs. I also did swimming competitions and we went on trips.

‘The only time it ever bothered me were when my friends wanted to go theme parks, which I loved, but I was not tall enough to go on most of the rides so I would just stay at home.

‘I loved hockey and skateboarding and riding my bike – all the same things as other teenagers.

‘I also loved playing football and even though some of the other kids were a bit taller than me, I never let it hold me back.’

Dawn was wary of letting doctors use her son as a guinea pig for untested treatments. She did not want him to receive hormone treatment to kickstart his growth and, at the age of 14, Dean himself refused invasive surgery to correct his jaw.

Apart from an operation to repair damage caused by frequent ear infections, Dean’s health was relatively good all through his teenage years and he amazed doctors with his progress.

He said: ‘When I got to about 15, I noticed that I couldn’t lift my legs high enough to peddle my bike anymore but I just rode my little sister’s one instead.

‘My friends all had mini-motorbikes around that time too and I struggled to sit comfortably on one. But I still had a go at everything from quad biking to skateboarding.

‘If my mate jumped over a wall I would be there right behind him, trying to scramble over it.’

A Birmingham City fan his whole life, Dean was named the club’s disabled supporter of the year and presented with an award by Emile Heskey in 2005.

As a fan of fast cars, Dean began driving lessons at 17 and passed his test first time. He then found love with a girl named Emily, who would later become his fiancee, although sadly the relationship ended earlier this year.

Dean was living life to the full, but then in November last year tragedy struck.

After suffering frequent breathlessness Dean was admitted to hospital with suspected pneumonia. But when doctors investigated, they found he was suffering from irreversible heart failure.

He now spends most of his days at home where Dawn tends to his every need.

Doctors cannot say how much longer he has left and he must take a cocktail of medications every day. Nevertheless, Dean remains characteristically upbeat.

He said: ‘I went to the progeria reunion last year and met Hayley Okines, Harry Crowther and Ashanti Smith – the other three sufferers in the UK. It was great to be able to show them what I’ve done with my life and to give them a bit of inspiration.

‘Heart failure has changed my life a lot and I can’t do a lot of the things that I used to, but I have my family and friends around me and they keep me going.
‘There’s nothing they would not do for me and I’m very lucky to be so loved.’

Dean says there are some things he would like to do in the time he has left. He would love to meet his idol comedian Leigh Francis – known for his character Keith Lemon – and he hopes to make it to the next progeria reunion in September, which takes place in Italy.

These days, he loves nothing more than relaxing in a jacuzzi to soothe his swollen limbs – a side affect of the heart failure – but the NHS withdrew his hydrotherapy funding last year. He is currently trying to find somewhere local that will allow him to use their facilities.

Dawn said: ‘We are so proud of Dean and everything that he has achieved but I also feel he has missed out on so much.

‘Now we are just trying to make the time he has left as comfortable and as happy for him as possible.’

Data from: dailymail