ถ้าคู่ครองรักกันดี พบความสำเร็จง่าย

thairath150122ไม่ว่าจะทำเรื่องยากง่ายอย่างไหน ถ้าหากคู่ครองหรือคู่นอนเห็นดีด้วยแล้ว ก็จะสำเร็จทั้งนั้น ทั้งนี้เป็นการค้นพบของมหาวิทยาลัยคอลเลจแห่งลอนดอน ซึ่งศึกษาดูจากคู่ครองหรือคู่นอนที่อยู่ในวัย 50 ปีขึ้นไป จำนวนไม่น้อยกว่า 3,700 คู่ วัดได้ว่าไม่ว่าฝ่ายหญิงหรือชาย มีหวังจะทำสำเร็จสมความตั้งใจมากไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

นักวิทยาศาสตร์เคยพบมาก่อน ในการศึกษาที่แล้วๆมาว่าคู่ครองหรือคู่นอนของเรามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและสุขภาพของเราอย่างใหญ่หลวง คู่สมรสหรือคู่นอนคู่ใด ที่อยู่กินกันมาด้วยดี นอกจากจะเสี่ยงกับโรคหัวใจต่ำ และยังจะได้รับผลสำเร็จในการรักษาตัวจากโรคมะเร็งถ้าหากเป็นอยู่อีกด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ  22 มกราคม 2558

Advertisements

‘หูด’ ปัญหาผิวหนัง รบกวนจิตใจ

dailynews140726_02เมื่อพูดถึง “หูด” หลายคนก็คงจะเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และหลายคนก็คงจะมีรู้สึกว่ามันเป็นปัญหารบกวนจิตใจอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว เรามาทำความรู้จักหูดกันดีกว่า

หูด เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางผิวหนังที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย มักพบในเด็กและวัยรุ่น โดยจะโตช้า ๆ และอยู่นานโดยไม่มีอาการ หูดมีหลายขนาดและหลายลักษณะ เกิดขึ้นตามผิวหนังทุกส่วนของร่างกาย บริเวณที่พบได้บ่อยคือ มือและเท้า ข้อมูลประชากรไทยราว 20–40 % เมื่อได้รับเชื้อไวรัสหูดแล้วไม่พบว่ามีการแสดงอาการ

สาเหตุสำคัญเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งซึ่งมีหลายสายพันธุ์ เชื้อไวรัสหูดจะกระตุ้นให้เซลล์หนังกำพร้าเกิดการหนาตัวหรือแข็งตัวขึ้น โดยมีระยะฟักตัวนาน 1-6 เดือน และสามารถติดต่อกันได้ทางการสัมผัสผิวหนังและทางเพศสัมพันธ์ ขึ้นอยู่กับชนิดของหูด เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่ถลอกเปื่อยยุ่ย มีรอยขีดข่วน มีแผล หรือการสัมผัสกับผิวหนังที่เป็นหูด รวมทั้งการหยิบจับสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ หูดสามารถติดต่อจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งได้ แม้กระทั่งการแกะเกาก็ทำให้หูดแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้

การแสดงอาการของหูด มักไม่ค่อยมีอาการ ส่วนมากจะพบว่าเจ็บมากบริเวณที่เป็นหูด เช่น ตามฝ่าเท้าเพราะเมื่อเดินจะกดทับโดยตรงทำให้เจ็บ นอกจากนี้ ลักษณะของหูดจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัสและบริเวณที่เป็น อาทิ หูดที่มือหรือเท้า จะมีลักษณะเป็นเม็ดนูนแข็ง ผิวอาจเรียบหรือขรุขระก็ได้ และอาจมีเพียงเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดได้เช่นกัน

หากจะกล่าวถึงรูปร่างของหูดนั้น จะมีรูปร่างลักษณะหลายแบบด้วยกัน ได้แก่

1) หูดธรรมดา เป็นตุ่มนูนแข็งสีผิวหนังหรือสีดำ ผิวค่อนข้างขรุขระ มีสะเก็ด อาจมีเม็ดเดียวหรือหลายเม็ดก็ได้
2) หูดผิวเรียบ เป็นตุ่มแบนสีผิวหนัง ผิวเรียบ มีสะเก็ดเล็กน้อย
3) หูดฝ่าเท้า เป็นไตหนาแข็ง สีค่อนข้างเหลือง
4) หูดที่อวัยวะเพศ เป็นตุ่มนูนสูงคล้ายหงอนไก่ พบบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนักและขาหนีบ
5) หูดที่เป็นติ่งเนื้อแข็ง ๆ ยื่นมาจากผิวหนัง เป็นตุ่มขรุขระ แต่ยาวคล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ มักพบบริเวณใบหน้าและลำคอ

เมื่อพบว่าเป็นหูดแล้ว การรักษาทางการแพทย์คือ ต้องทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส ซึ่งมีหลายวิธี ได้แก่

การทายา ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซิลิก กรดแลคติก กรดไตรคลออะซิติก หรือไบคลออะซิติก ซึ่งได้ผลดี แต่ใช้เวลานานหลายสัปดาห์กว่าจะหาย ผู้ป่วยสามารถทาเองได้ที่บ้าน

การจี้ด้วยไนโตรเจนเหลว เป็นการรักษาด้วยความเย็นซึ่งใช้ได้ผลดีในหูดขนาดไม่ใหญ่มาก หากมีแผ่นหนาปกคลุมแพทย์จะฝานออกก่อนจี้ แพทย์อาจใช้ไม้พันสำลีจุ่มไนโตรเจนเหลวแล้วจี้ที่ตัวหูด หรือใช้หัวจี้ซึ่งต่อกับภาชนะที่บรรจุไนโตรเจนเหลวจี้ ระหว่างจี้ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ วันต่อมาจะพองเป็นตุ่มน้ำ และใหญ่ขึ้นเป็นถุงน้ำ หรืออาจมีเลือดออกอยู่ข้างใน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ แห้งลงแล้วตกสะเก็ด และจะหายในเวลา 1-3 สัปดาห์ ซึ่งอาจต้องจี้ซ้ำอีกหลายครั้งจึงจะหายขาด ส่วนใหญ่แพทย์มักให้ใช้ยาทาควบคู่ไปด้วย

การจี้ด้วยไฟฟ้า เป็นการรักษาโดยการใช้ความร้อน

 การรักษาด้วยเลเซอร์ เป็นการรักษาด้วยความร้อน โดยแพทย์จะใช้เลเซอร์จี้ที่ตัวหูด ซึ่งได้ผลดีแต่ค่าใช้จ่ายสูง

การผ่าตัด ทำการผ่าตัดนำก้อนหูดออก ซึ่งมักไม่ค่อยนิยมใช้วิธีการนี้

โดยทั่วไปแล้ว หูดอาจหายได้เอง แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลานานหลายเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยจึงควรรักษาความสะอาดเพื่อไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายและสู่ผู้อื่น การล้างมือจะช่วยลดการรับเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อได้ดี แต่หากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำจะติดเชื้อและลุกลามได้ง่าย เป็นแล้วหายยาก จึงควรรีบรักษาแต่เนิ่น ๆ และหมั่นรักษาความสะอาด เพราะถึงแม้หูดจะสามารถหายได้ แต่ก็อาจติดเชื้อใหม่ได้อีก.

หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา  : เดลินิวส์ 26 กรกฎาคม 2557

‘ไข้’ เป็นแค่ไหนตัองพบแพทย์ โดย ภิรุญ มุตสิกพันธุ์

bangkokbiznews140711_01‘ไข้’ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่รู้หรือไม่ว่า อาการนี้เป็นมากแค่ไหนถึงควรไปหาหมอ

“ไข้” เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าเศรษฐี หรือคนทำงานหาเช้ากินค่ำ เวลามีผู้ป่วยมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์พยาบาลมักจะเรียกว่า “คนไข้”จนติดปาก แสดงว่าไข้น่าจะเป็นอาการที่พบบ่อยจนกลายเป็นคำพูด ติดปาก “ไข้” เกิดจากการที่ร่างกายพยายามปรับสมดุล เนื่องจากมีการอักเสบเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้น (มีผลให้อุณหภูมิสูง) รวมทั้งมีการระบายความร้อนออกด้วยการขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายลง ส่วนใหญ่มักจะถือว่า มีไข้ ถ้าวัดอุณหภูมิทางปากได้มากกว่า 38.3 องศาเซลเซียส

ไข้แบ่งได้หลายแบบ เช่น แบ่งตามระยะเวลาที่มีอาการ คือ ไข้เฉียบพลัน ซึ่งมักจะมีอาการมาไม่เกิน 7 วัน หรือ ไข้เรื้อรัง คือเป็นไข้มาแล้วอย่างน้อย 3 สัปดาห์ แต่ถ้าอยู่ในระหว่าง 7-21 วันมักจะเรียกว่า ไข้กึ่งเฉียบพลัน หรืออาจจะแบ่งตามสาเหตุ อวัยวะที่มีอาการก็ได้ การแบ่งระยะเวลาของไข้อาจจะบอกถึงกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุได้

สาเหตุของไข้ เกิดจากทั้งโรคติดเชื้อ และโรคไม่ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม โรคติดเชื้อเป็นสาเหตุที่สำคัญของไข้ โดยเฉพาะไข้เฉียบพลัน ถือเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป ในขณะที่ไข้เรื้อรังอาจเกิดจากโรคไม่ติดเชื้อ ร้อยละ 30-40 โรคไม่ติดเชื้อที่สำคัญที่เป็นสาเหตุของไข้ ได้แก่ โรคภูมิแพ้ตนเอง โรครูมาตอยด์ โรคคอพอกเป็นพิษ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวอย่างที่พบบ่อยๆ เท่านั้น จริงๆ แล้วยังมีสาเหตุอื่นๆ อีกมากมาย

โรคติดเชื้อ เป็นสาเหตุสำคัญ ทั้งไข้เฉียบพลัน และไข้เรื้อรัง เชื้อโรคที่ทำให้เกิดไข้ อาจเป็นได้ทั้ง เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อวัณโรค เชื้อรา เชื้อพยาธิ อย่างไรก็ตาม เชื้อโรคเหล่านี้บางอย่างเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของไข้เฉียบพลัน เช่น แบคทีเรีย ไวรัส แต่บางอย่างเป็นสาเหตุที่พบบ่อยชองไข้เรื้อรัง ได้แก่ วัณโรค เป็นต้น แม้กระทั่งในแต่ละกลุ่มเชื้อโรคเองบางชนิดก็ทำให้เกิดไข้เฉียบพลัน บางชนิดก็ทำให้เกิดไข้เรื้อรังได้ หรือเกิดได้ทั้ง 2 แบบ ความรุนแรงของอาการก็แตกต่างกันได้ในแต่ละคน แม้จะเกิดจากการติดเชื้อชนิดเดียวกันก็ตาม เช่น ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสไข้เลือดออกส่วนใหญ่ จะหายเอง แต่บางรายอาการรุนแรงจนเสียชีวิตได้

คนที่มีไข้ จะรู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามตัว ไม่อยากไปทำงาน อยากจะพักผ่อน ซึ่งเป็นกลไกปกติของร่างกายในการปรับสมดุล นอกจากนั้นยังมีอาการตามอวัยวะที่มีการอักเสบเกิดขึ้น มีสารคัดหลั่งของระบบนั้นๆ ออกมามากขึ้น เช่น ถ้ามีการอักเสบที่ปอด ก็จะไอ มีเสมหะ ถ้าอักเสบที่ข้อก็จะปวดข้อ ข้อบวมเนื่องจากมีน้ำในข้อเพิ่มขึ้น เป็นต้น สารคัดหลั่งอาจมีลักษณะเป็นสีเหลืองข้น หรือเป็นหนองได้ ถ้ามีปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว และเนื้อเยื่อที่ตายมาสะสมจำนวนมากในสารคัดหลั่งนั้น เช่น น้ำมูกเหลืองข้น ฝี โดยทั่วไป เมื่อมีไข้ก็ต้องกินยาลดไข้ก่อนเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการปฐมพยาบาลขั้นต้น และยาลดไข้สามารถซื้อหาได้ง่ายจากร้านขายยาทั่วไป นอกจากนั้นผู้ที่มีไข้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อชดเชยการการสูญเสียเหงื่อจากการระบายความร้อน

ไข้จะหายไปเมื่อร่างกายควบคุม หรือกำจัดสาเหตุของไข้ออกจากร่างกายไปได้ ดังนั้นการที่ไข้จะหายเร็วแค่ไหน ขึ้นกับปัจจัยใหญ่ๆ 3 ประการ คือ ภูมิต้านทานของคนคนนั้น สาเหตุของไข้ และการรักษาจำเพาะที่ต้นเหตุ เนื่องจากไข้เฉียบพลันส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด เจ็บคอ หลอดลมอักเสบ และมักจะหายเองได้ใน 3-7วัน ดังนั้นการดูแลรักษาตัวเองเบื้องต้นดังกล่าวก็เพียงพอ อาจไม่ต้องมาพบแพทย์ ถ้ามียารักษาอาการร่วมต่างๆ อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติมเนื่องจากไข้ที่มีอาจไม่ใช่ไข้จากโรคติดเชื้อ หรือเป็นไข้จากโรคติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาจำเพาะ หรือเป็นโรคติดเชื้อที่อาการอาจจะทวีความรุนแรง จนอาจเกิดการติดเชื้อหรือลุกลามไปยังระบบอื่นๆ จนอาจถึงแกชีวิตได้ การกินยาลดไข้โดยเฉพาะยาพารา เซ็ตตามอลเป็นจำนวนมากหลายวันติดต่อกันอาจมีพิษต่อตับ ทำให้ตับวายจนถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน

ผู้ป่วยที่ควรจะมาพบแพทย์ เมื่อมีไข้แต่เนิ่นๆ มีดังต่อไปนี้

1.เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอ เมื่อมีการติดเชื้ออาจเกิดการลุกลามได้รุนแรง ได้แก่  ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยเม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นต้น

2.ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ ที่มีการทำงานของอวัยวะในร่างกายบกพร่องอยู่เดิม ซึ่งเมื่อมีไข้สูงอยู่นานอาจทำให้ร่างกายทนไม่ไหว ได้แก่ ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่ยังควบคุมไม่ได้ดี โรคตับแข็ง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อายุมาก หรือเด็กแรกคลอด เป็นต้น

3.ผู้ป่วยที่มีไข้ ร่วมกับอาการอื่นๆ ที่มีความรุนแรงขึ้น จนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไอมากขึ้น ท้องเสียมากขึ้น ปัสสาวะขัดขุ่นมากขึ้น ทั้งๆ ที่ได้รับการักษาตามอาการเต็มที่แล้ว

4.มีอาการผิดปกติหลายๆ ระบบร่วมกัน เช่น มีดีซ่านร่วมกับจุดเลือดออก หอบเหนื่อย หรือมีความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น

5.มีการระบาดของโรคติดเชื้อในชุมชนที่พักอาศัย ซึ่งบางอย่างอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ในบางช่วงอายุ ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่

6.มีประวัติสัมผัสโรคบางอย่างที่มีการรักษาจำเพาะ เช่น ไข้มาลาเรีย ไข้สุกใส

7.ไข้เรื้อรัง กินยาลดไข้อย่างเดียว ไม่หาย หรือนานกว่าที่คาดหมาย อาจจะเกิดจากโรคติดเชื้อเรื้อรัง หรือจาก โรคไม่ติดเชื้อ ควรมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

8.ไม่แน่ใจว่าไข้เกิดจากสาเหตุใด จะมีอาการรุนแรงหรือไม่ ก็ควรจะมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณที่ผู้ป่วยมีอาการเด่นชัด มีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาสาเหตุ และประเมินความรุนแรงของอาการและสาเหตุ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย ในกรณีที่สามารถวินิจฉัยสาเหตุของไข้ว่าอาการไม่รุนแรง หรือแพทย์คิดว่าการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่ช่วยในการวินิจฉัยในขณะนั้น แพทย์จะสั่งการรักษาได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หรือมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรง แพทย์อาจรักษาไปก่อนด้วยยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอันตราย ยาปฏิชีวนะจะได้ประโยชน์เฉพาะไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อเท่านั้น กรณีที่ไข้เกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรคติดเชื้อก็ต้องใช้ยารักษาสาเหตุอื่นๆ เช่น ไข้จากคอพอกเป็นพิษ ก็ต้องรักษาด้วยยาลดการทำงานของไธรอยด์ ไข้จากโรค แพ้ภูมิคุ้มกันตนเองก็ต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น ยังมีความสับสนระหว่างยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ ยาแก้อักเสบ หมายถึงยาที่ไปลดการอักเสบในร่างกาย แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ ส่วนยาปฏิชีวนะ หมายถึงยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่รวมถึงยาฆ่าเชื้อไวรัส หรือเชื้อพยาธิ ยาปฏิชีวนะมักจะลดการอักเสบลงได้ ถ้าเชื้อก่อโรคนั้นทำให้เกิดการอักเสบแต่ไม่ได้ลดการอักเสบโดยตรง

อย่างไรก็ตามโรคติดเชื้อไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเสมอไป เนื่องจากร่างกายสามารถกำจัดเชื้อโรคหลายชนิดออกจากร่างกายได้เอง เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะโรคติดเชื้อไวรัสที่ก่ออาการของระบบทางเดินหายใจส่วนบนในผู้ใหญ่ เช่น หวัด หลอดลมอักเสบ โรคติดเชื้อบางอย่างก็ไม่มียารักษาจำเพาะ เช่น ไข้เลือดออก การรักษาตามอาการ เช่นกินยาลดน้ำมูก แก้ไอ ระยะเวลาหนึ่ง อาการต่างๆ ก็จะหายไปได้เอง

นอกจากนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ อาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในร่างกายดื้อยาสะสม และทำให้ใช้ยาดังกล่าวไม่ได้เมื่อจำเป็นต้องใช้ และอาจจะเกิดการแพ้ยาได้

ดังนั้น การกินยาลดไข้ ร่วมกับยาบรรเทาอาการอื่นๆ อาจเพียงพอในโรคติดเชื้อหลายๆ ชนิดโดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนซึ่งมักเกิดจากเชื้อไวรัส และถ้าเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ส่วนใหญ่จะเวลาประมาณ 3-7 วัน ไข้จะค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุด ในขณะที่ผู้ป่วยซึ่งมีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิต้านทานลดลง มีอาการรุนแรงของอวัยวะที่มีการอักเสบเช่น ไอมากจนหายใจลำบาก ท้องเสียถ่ายมากจนไม่มีแรง หรือในช่วงที่มีการระบาดของโรคที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ควรจะมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย ประเมิน และรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 11 กรกฎาคม 2557

วิธีการนับ วันตกไข่

ramachannel140623_01Rama Kid D Live วันนี้ พิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ อ.พญ.มัธชุพร สุขประเสริฐ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาสอน “วิธีการนับ…วันตกไข่” ค่ะ สามารถรับชมได้ วันนี้ 13.00 น. ทาง RamaChannel ค่ะ

หากมีคำถามเพิ่มเติมหรือปัญหาสุขภาพของลูกน้อย สามารถโทรเข้ามาในรายการเพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ตั้งแต่เวลา 13.00-14.00 น. ที่เบอร์ 02-354-7104 ถึง 5 ค่ะ

การคุมกำเนิดแบบนับวันไข่ตก ถือเป็นวิธีการคุมกำเนิดตามธรรมชาติที่ดีอีกแบบหนึ่ง โดยมีหลักการว่าถ้ามีการร่วมเพศในจังหวะที่ไม่มีการตกไข่ของเพศหญิง ตัวสเปิร์มในอสุจิก็ไม่มีโอกาสที่จะไปปฏิสนธิกับไข่ได้ แต่ก็ต้องรู้อีกด้วยว่าสเปิร์มเมื่อเข้าไปสู่ในร่างกายเพศหญิงแล้ว สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกประมาณ 3-4 วัน การนับช่วงไข่ตกจึงต้องเผื่อก่อนการมีไข่ตกไว้ก่อนไข่ตก 4 วัน ส่วนไข่เมื่อตกแล้วก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 7 วัน การมีเพศสัมพันธ์จึงต้องรอให้ไข่ฝ่อไปก่อนจึงจะปลอดภัย

คำนวณระยะปลอดภัย สูตรกรรมกร

คิดว่าทุกคนคงเคยได้ยินสูตรมหาชนที่ว่า “หน้า 7 หลัง 7” นั่นคือ ก่อนมีประจำเดือน 7 วันจนถึงหลัง 7 วัน เป็นระยะปลอดภัยที่จะมีเพสสัมพันธ์กันโดยไม่ตั้งครรภ์

คำนวณระยะปลอดภัย สูตรบัณฑิต

ให้บันทึกความยาวของรอบเดือนแต่ละรอบเดือนเป็นเวลา 1 ปี แล้วหาค่ารอบเดือนที่ห่างที่สุด และระยะรอบเดือนที่สั้นที่สุด 2 ค่า
รอบเดือนที่สั้นที่สุด – 18 = วันหัวของช่วงที่ไม่ปลอดภัย
รอบเดือนที่ยาวที่สุด – 11 = วันท้ายของช่วงที่ไม่ปลอดภัย
สมมุติว่าประจำเดือนรอบที่สั้นที่สุดคือ 25 วัน และประจำวันเดือนรอบที่ยาวที่สุดคือ 32 วัน เอาเข้าสูตรได้ 25-18 = 7 และ 32-11 = 21 เป็นวันหัวและวันท้ายของช่วงไม่ปลอดภัยตามลำดับ
นั่นหมายความว่า วันที่ 1-6 ของรอบเดือน และวันที่ 22-วันสุดท้ายของรอบเดือนเป็นระยะปลอดภัย (นับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 1)

คำนวณระยะปลอดภัยสูตร Professional

วิธีนี้อิงอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่ว่า Progesterone จะมีผลทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงนี้เองที่เรานำมาใช้กะระยะเวลาที่ไข่จะตก โดยพบว่าถ้าวัดอุณหภูมิร่างกายขณะพักทุกวัน ในวันที่ไข่ตก ร่างกายจะมีอุณหภูมิลดลงกว่าปกติเล็กน้อยแล้วกลับขึ้นมาสูงอีกครั้งหนึ่งหลังจากการตกไข่ได้ผ่านไปแล้ว
การหาวันตกไข่ก็สามารถทำได้โดยวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวันแล้วจดบันทึกเขียนกราฟกำหนดให้แกนตั้งเป็นอุณหภูมิที่วัดได้ ส่วนแกนนอนเป็นวันที่ที่จดบันทึกไว้เรื่อยๆ แล้วดูระยะห่างของจุดที่กราฟอุณหภูมิร่างกายลดลง เก็บเป็นค่าเฉลี่ยไว้ จะได้ประมาณการวันที่ไข่ตกครั้งถัดไปได้ เมื่อได้ระยะตกไข่แล้วก็ให้เผื่อเวลาระยะปลอดภัยไว้โดยมีเพศสัมพันธ์ก่อนที่จะมีไข่ตกสัก 7 วันเป็นอย่างน้อย

ข้อควรจำ

1. วิธีการนับวันไข่ตกนี้จะมีประสิทธิผลสูงที่สุดก็ต่อเมื่อผู้หญิงคนนั้นมีประจำเดือนมาสม่ำเสมอ และจะมีประสิทธิผลน้อยลงในกรณีที่ประจำเดือนไม่มาสม่ำเสมอ มาสั้นบ้าง ยาวบ้าง
2. แม้ในรายที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอแล้วก็ตาม ประสิทธิผลของวิธีการนับวันตกไข่ก็ยังมีความผิดพลาดจากการเลื่อนเข้าออกของประจำเดือนได้บ้าง จึงควรใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นเช่น ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเสมอ ถ้าต้องการอะไรที่แน่นอน 100%
3. ข้อควรทราบอีกข้อหนึ่งก็คือความถี่ของการมีเพสสัมพันธ์ก็มีผลต่อประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ในบางตำรากล่าวว่า ถ้าความถี่ของการมีเพสสัมพันธ์มีมากกว่า 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ก็อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้น เนื่องจากวิธีการนี้เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่เป็นธรรมชาติมากๆ และไม่มีผลข้างเคียงทางสุขภาพ ถ้าไม่ซีเรียสกับประสิทธิผลของการคุมกำเนิดให้ได้ 100% ก็เป็นวิธีที่น่าใช้

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

ลิ่มเลือดอุดตันระวังอาหารเสริม-สมุนไพร

bangkokbiznews140604_01ยาละลายลิ่มเลือด คือ ยาที่มีชื่อว่า วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจเต้นผิดปกติ หรือผู้ที่ทำการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียมเพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดไหลไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ถ้าขาดเลือดไปเลี้ยงก็อาจทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจ หากมีลิ่มเลือดไปอุดตันก็อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ส่วนยา แอสไพริน (Aspirin) นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ยาละลายลิ่มเลือดอย่างที่หลายๆ ท่านอาจเข้าใจหรือเรียกผิดไป แต่แอสไพรินเป็นยาป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ไขมัน ความดัน เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ หรือในรายที่เป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจแล้ว ก็สามารถรับประทานยานี้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้

สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน จะมีการติดตามการรักษาและมีการปฏิบัติตัวที่เคร่งครัดกว่าการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบ หมายความว่า ถ้ารับประทานยาน้อยไปการรักษาก็จะได้ผลไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตรายเหมือนกับไม่ได้รับประทานยา แต่ถ้ารับประทานยามากเกินไปก็จะเกิดปัญหาเลือดออกง่าย เนื่องจากเลือดไม่ยอมแข็งตัว โดยแพทย์จะนัดดูผลเลือด เรียกว่า ค่าไอเอ็นอาร์ (INR) ว่าผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสมตามค่าเลือดที่ต้องการหรือไม่

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการรับประทานยาวาร์ฟาริน คือ การรับประทานยาวาร์ฟาริน ร่วมกับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด ที่มักเกิดการตีกัน ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟารินในเลือดไม่คงที่หรือผิดปกติไป โดยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟาริน และผู้ที่ใช้ยาควรระมัดระวัง มีดังนี้

สมุนไพรที่เพิ่มผลยาวาร์ฟารินและแอสไพริน ได้แก่ กระเทียม ขิง ขมิ้นชัน แปะก๊วย วิตามินอี น้ำมันปลา ตังกุย และโสม

สมุนไพรที่ลดผลของยาวาร์ฟาริน ได้แก่ ผักใบเขียว (ผักใบเขียวมีวิตามินเคสูง ซึ่งวิตามินเคช่วยทำให้เลือดแข็งตัว) ชาเขียว โคเอ็นไซม์คิวเทน และโสม

สำหรับโสมนั้น มีทั้งรายงานที่เพิ่มฤทธิ์ยาวาร์ฟารินและลดฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน

แต่อย่างไรก็ตาม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กล่าวถึงนั้น ให้ระมัดระวังในท่านที่รับประทานในรูปแบบสารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนการรับประทานในรูปแบบผักหรือที่ไม่ใช่สารสกัดก็สามารถรับประทานได้ สำหรับท่านที่มีความต้องการรับประทานในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อติดตามค่าเลือดว่ายังอยู่ในช่วงการรักษาที่เหมาะสมหรือไม่

การรับประทานสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผู้ป่วยที่รับประทานยาแอสไพริน ไม่ได้มีข้อควรระวังเท่ากับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน ยกเว้นในรายที่เสี่ยงจะเกิดเลือดออกง่าย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยสูงอายุ อาจมีการติดตาม หรือสังเกตว่ามีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ถ่ายดำ ปัสสาวะมีสีคล้ำ ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด เกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนังเป็นสีม่วงๆ ช้ำ โดยที่ไม่ได้ไปกระแทกหรือโดนอะไรมา หากมีอาการดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินอยู่ควรรีบไปพบแพทย์ หรือคนที่จะทำการผ่าตัด หรือถอนฟัน ควรมีการหยุดยายาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินก่อนตามคำแนะนำของแพทย์

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 4 มิถุนายน 2557

‘กลิ่น’ ช่วยลดความเครียดขณะหลับ

dailynews130930_001หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องที่ว่า กลิ่น จะช่วยทำให้เราหลับสบายมากขึ้น แต่ใครจะรู้ว่ายังสามารถลดความเครียดได้อีกด้วย

ข้อมูลจากเว็บไซต์เดลิเมล์ เปิดเผยงานวิจัย พบว่าการสูดดมกลิ่นต่างๆ ขณะนอนหลับนั้น สามารถคลายความกังวล และช่วยลดความเครียดได้

จากการศึกษาในชิคาโก พบว่าอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้มีสีหน้าสดชื่นเมื่อตื่นนอน มากกว่าตอนก่อนทำการทดลอง โดยมีวิธีการคือ จะใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ร่วมกับการปล่อยกลิ่นเฉพาะเจาะจง เช่น ไม้, กานพลู, รองเท้าใหม่, มะนาวหรือมิ้นท์ ในขณะที่อาสาสมัครกำลังหลับลึก เพราะช่วงการหลับลึกเป็นช่วงของการรวบรวมและฟื้นฟูความทรงจำและทักษะใหม่ๆ จึงกล่าวได้ว่ายิ่งหลับลึกยิ่งส่งผลดี โดยมีการประเมินผลจากปริมาณเหงื่อบนผิวหนังและการสแกนสมอง(ถ่ายภาพด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก)

ทั้งนี้มิใช่เพียงลดความกลัว ความกังวลเท่านั้น ผลการวิจัยในครั้งนี้ยังเชื่อว่า กลิ่นช่วยพัฒนาการป้องกันและรักษาโรคเครียดได้อีกด้วย

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ใครที่กำลังเครียด ลองหากลิ่นตามที่ชื่นชอบ ละทิ้งทุกสิ่งอย่าง เพื่อพักสายตานอนหลับ แล้วคุณจะพบว่าเมื่อตื่นเช้ามาความรู้สึกเครียดจะลดน้อยลง.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา: เดลินิวส์ 30 กันยายน 2556

.

Related Article :

.

dailymail130923_001

Get over your fears while you sleep: Study finds that SMELLING ‘fear’ at night could help you tackle phobias in the morning

  • Study trained people to associate images, linked to different smells, with fear
  • When exposed to smells during sleep, they woke up less afraid of the image
  • Technique could be used to treat phobias and stress-related disorders

By ELLIE ZOLFAGHARIFARD

PUBLISHED: 15:28 GMT, 23 September 2013

Smells that trigger memories could be used to calm fears while you’re asleep.

This is according to a study in Chicago which trained volunteers to associate images, linked to different smells, with fear.

When they were exposed to these smells during sleep, the test subjects woke up less afraid of the image that it was linked to.

The study, published in Nature Neuroscience, could help develop better treatment for phobias and stress-related disorders.

‘It’s a novel finding,’ said Katherina Hauner, a postdoctoral fellow in neurology at Northwestern University Feinberg School of Medicine and lead author of the study.

‘We showed a small but significant decrease in fear.’ 

Previous research has shown that memory and motor skills can be improved during sleep.

However, it wasn’t previously known that emotions could be manipulated during sleep, according to the researchers.

The study involved 15 test subjects who were each shown two different faces.

They were simultaneously subjected to a mild electric shock and a specific smell including woody, clove, new shoes, lemon or mint.

The volunteers were then monitored in a sleep lab and exposed to the same smell when they were in deep sleep for between five and 40 minutes.

When shown the faces again in the morning, they showed less fear that before they were subjected to the smell while asleep.

Deep sleep, or ‘slow wave’ sleep, is a time when we consolidate new memories and skills.

The effect was strongest for those who slept in deep sleep the longest.

Their response was measured through the amount of sweat on the skin and fMRI (functional magnetic resonance imaging) brain scans.

These revealed changes in the areas linked to memory, such as the hippocampus, and in patterns of brain activity in regions associated with emotion, such as the amygdala.

‘While this particular odorant was being presented during sleep, it was reactivating the memory of that face over and over again which is similar to the process of fear extinction during exposure therapy,’ said Dr Hauner.

‘If it can be extended to pre-existing fear, the bigger picture is that, perhaps, the treatment of phobias can be enhanced during sleep,’ she added.

SOURCE: dailymail.co.uk

ตู้เย็นโสโครกมากที่สุดในครัว

Credit: stathakis.com

Credit: stathakis.com

ตู้เย็นกลายเป็นเครื่องใช้ในครัวที่ถูกพบว่าสกปรกที่สุด โดยเฉพาะที่ถาดเก็บผักและผลไม้ เป็นที่ซ่องสุมของเชื้อโรคนานาชนิด

นักจุลชีพวิทยาสหรัฐฯได้หันมาสนใจกับครัวของบ้านเรือนต่างๆ หลังจากที่มีการพบเมื่อปีกลายว่า ครัวเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคอยู่ชุกชุมที่สุดของบ้าน ด้วยการตรวจตราข้าวของเครื่องใช้ต่างๆในครัว 14 อย่าง จึงพบว่าถาดเก็บผักผลไม้ในตู้เย็น ซึ่งเป็นที่เก็บผักผลไม้ทั้งที่ล้างแล้วและยังไม่ได้ล้าง ปนกันอยู่มีเชื้อโรคอยู่มากที่สุด

ที่สด ๆ ร้อน ๆ ยิ่งกว่านั้นศูนย์โรคติดต่ออเมริกาเพิ่งจะเปิดเผยว่า มีประชากรที่ต้องเจ็บป่วยเนื่องมาจากอาหารปีหนึ่ง ๆ มากถึง 48 ล้านคน และที่ถึงแก่ชีวิตลงปีละ 3,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุกับเด็กทารกมากที่สุด

นอกจากถาดผักผลไม้ อุปกรณ์เครื่องใช้อย่างอื่นที่พบว่ามีเชื้อโรคอยู่มาก รองลงมา ได้แก่ เครื่องปั่นผสมอาหาร เพราะมักไม่ใคร่จะถอดทีละส่วนไปชำระล้างหลังจากใช้ ที่เปิดขวด พายสำหรับตักชิมอาหารซึ่งมักไม่ค่อยจะล้างกัน.

ที่มา : ไทยรัฐ 18 เมษายน 2556

.
Related Article :
.

Image credit: Getty Images

Image credit: Getty Images

What’s the Germiest Place in Your Kitchen?

By Lauren Torrisi      Apr 13, 2013

Next time you open the refrigerator to grab a tomato or a head of lettuce, you might want to give them an extra good wash.  A study from NSF International revealed that your fridge’s veggie drawer might be the worst host of bacteria and germs.

Holding both pre-washed and dirty vegetables, the vegetable drawer is an area of cross-contamination.

Most people “don’t think that vegetables are that much of a problem,” said Lisa Yakas, microbiologist and manager of the Home Products Certification Program for NSF International, a nonprofit organization that develops public health standards. To clean up, Yakas suggests washing the bin with warm soapy water and deodorizing with a baking soda mixture if needed.

After a 2011 study revealed that the kitchen was the germiest place in the home, microbioligists reviewed the results after families swabbed 14 common kitchen items. Twenty families from southeastern Michigan participated in the study.

Researchers were hoping to discover the effectiveness of cleaning habits in America and find which items could potentially cause a foodborne illness.  They looked for E.coli, Salmonella, Listeria, mold and yeast.

The Center for Disease Control estimates that 48 million people get sick and 3,000 die from foodborne illness each year.  Children, elderly and the immune-compromised are the most at-risk.

“I’m a mom … so this is something that I think about when I’m at home in my kitchen.  You know, how can I protect them?” said Yakas.

Most parents expected the microwave to be the worst offender.  “A lot of people said the keypad on the microwave,” she said.

But since it’s a smooth surface, bacteria is less likely to grow.

“Everybody’s touching it all of the time, but they probably clean it more often,” she said.

The study showed that the blender gasket was another unclean place.  Most people don’t take the time to separate and individually wash the blender pieces, so they’re gunky.

Think the can opener doesn’t need to be cleaned?  Think again.

“This is another area that people just aren’t thinking about it.  People just toss it back into the drawer.  Food particles can build up and get dried.  After using it, clean it off, use a sponge or cloth,” said Yakas.

Rubber spatulas were another culprit for germs.  Researchers found that many people were not separating the spatula to clean between uses.

If your kitchen isn’t spotless, don’t panic.

“We’re not trying to scare people,” said Yakas.  She recommends that people get on a regular cleaning routine once they’ve washed the worst areas.

SOURCE : abcnews.go.com

‘โรคตุ่มน้ำพองใส’ ไม่หาย!..ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

dailynews130418_001aเมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวเด็กน้อยน่าสงสารเกิดมามีตุ่มน้ำตามตัว ซึ่งก็คืออาการของโรคตุ่มน้ำพองใส หรือโรคเด็กผีเสื้อ จัดเป็นโรคหายากที่พบการรายงานข่าวเด็กป่วยโรคนี้อยู่เนืองๆ โดยอุบัติการณ์ของโรค ในต่างประเทศพบราว 30 รายต่อทารกแรกเกิด 1 ล้านคน ส่วนในไทยไม่ทราบอุบัติการณ์ที่แน่ชัด แต่ตามสถิติของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พบผู้ป่วยประมาณ 10 รายต่อปี

dailynews130418_001bศ.คลินิกพญ.ศรีศุภลักษณ์ สิงคาลวณิช งานโรคผิวหนัง สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ให้ข้อมูลควรรู้เกี่ยวกับโรคดังกล่าวว่า โรคตุ่มน้ำพองใส (Epidermolysis bullosa เรียกสั้นๆ ว่า EB) หรือในต่างประเทศเรียกว่า โรคเด็กผีเสื้อ(Butterfly children) เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีลักษณะของผิวเปราะบางเหมือนปีกผีเสื้อ

เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่พบไม่บ่อย เกิดจากความผิดปกติของยีนส์ที่ควบคุมการสร้างผิวหนัง ถ่ายทอดแบบลักษณะเด่น คนรุ่นต่อไปจึงมีโอกาสป่วยได้ (Autosomal dominant) ลักษณะผิวหนังจะพองเป็นตุ่มน้ำ เมื่อมีการกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อย เช่น การเสียดสี การติดเชื้อ โดยอาจพบตั้งแต่แรกเกิด วัยทารก หรือเด็กโต

ลักษณะอาการ จำแนกตามรอยแยกของตุ่มน้ำ แบ่งได้ 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มที่ 1 เรียกว่า ตุ่มน้ำอยู่ในชั้นตื้นในชั้นหนังกำพร้า (EB simplex) อาการไม่รุนแรง มีตุ่มน้ำพอง เป็นตั้งแต่แรกเกิด ไม่เป็นแผลเป็น ส่วนกลุ่มที่ 2 เรียกว่า ตุ่มน้ำเกิดระหว่างชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ (Junctional EB) อาการรุนแรง เป็นตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่เป็นแผลเป็น มักพบความผิดปกติของเล็บ และความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ และทางเดินปัสสาวะด้วย และกลุ่มที่ 3 เรียกว่า ตุ่มน้ำอยู่ในชั้นหนังแท้ (Dystrophic EB) ตุ่มน้ำจะทิ้งรอยแผลเป็น

dailynews130418_001c

การตรวจวินิจฉัย แพทย์ต้องตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาร่วมกับการตรวจทางจุลทรรศน์อิเล็กตรอน เพื่อให้ทราบว่ามีความผิดปกติอยู่ที่ชั้นไหนของผิวหนัง ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยโรคแตกต่างกัน ขณะที่การรักษา เป็นการรักษาตามอาการ เน้นการดูแลผิวหนังป้องกันการกระทบกระเทือน เนื่องจากผิวบริเวณที่มีการเสียดสีจะเป็นตุ่มน้ำพองออก และต้องระวังภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง ถ้ามีการติดเชื้อ จะต้องให้ยาปฏิชีวนะทาหรือรับประทาน ให้อาหารและวิตามินให้เพียงพอและข้อสำคัญต้องให้คำแนะนำทางพันธุกรรมแก่พ่อแม่ เพื่อไม่ให้เกิดโรคในลูกคนต่อไป

อย่างไรก็ตาม โรคตุ่มน้ำพองใส เป็นโรคเรื้อรัง ในรายที่ไม่รุนแรง อาการจะดีขึ้นเมื่อโตขึ้น แต่ในรายที่รุนแรง จะมีอาการไปตลอดชีวิต ซึ่งแพทย์ต้องหาความผิดปกติภายในร่วมด้วย

จากข้อมูลที่คุณหมอศรีศุภลักษณ์เผย เห็นได้ว่า โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่ป่วยหรือเป็นพาหะของโรค ย่อมมีโอกาสป่วยเป็นโรคเดียวกันนี้ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกต้องเกิดมารับความทุกข์ทรมาน ทั้งสามีและภรรยาจำเป็นต้องตรวจสุขภาพ เพื่อค้นหาโรคนี้หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ก่อนวางแผนครอบครัว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 18 เมษายน 2556

.
Related Article :
.

เลือดกลุ่มอะไรควรออกกำลังกายและทานอาหารอย่างไร? หนังสือ “Eat Right for Your Blood Type” มีคำตอบ

voathai130322_001นักวิจัยในสหรัฐผู้หนึ่งได้จัดทำหนังสือชื่อ “Eat Right for Your Blood Type” ซึ่งระบุถึงกลุ่มเลือด 4 กลุ่มของมนุษย์คือ A B AB และ O ซึ่งส่งผลต่อการออกกำลังกายและอาหารที่รับประทานในลักษณะที่แตกต่างกันไป

ดร. James D’Adamo ผู้เขียนหนังสือ “Eat Right for Your Blood Type” บอกว่ากลุ่มเลือดแต่ละกลุ่มนั้นมีลักษณะแอนติเจน หรือสารสร้างภูมิต้านทานในร่างกายแตกต่างกันไป รวมทั้งรูปแบบของระบบย่อยอาหารและ ลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ ดังนั้น อาหารที่รับประทานและการออกกำลังกายจึงให้ผลที่แตกต่างกันสำหรับกลุ่มเลือดแต่ละกลุ่มด้วย

เลือดกลุ่ม O – เป็นกลุ่มที่มีมากที่สุด หนังสือเล่มนี้บอกว่า O มาจาก “Old” คือเป็นสายเลือดเก่าแก่กลุ่มแรกของโลก เริ่มต้นตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ลักษณะเลือดของกลุ่ม O จึงแข็งแรงและต้องการการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อขับเหงื่อ ลดความเครียด ความกลัวและความกังวล หนังสือเล่มนี้บอกว่าคนเลือดกลุ่ม O ยิ่งออกกำลังกายมากเท่าไรก็จะยิ่งรู้สึกผ่อนคลาย และยังเผาผลาญไขมันได้รวดเร็วกว่าเลือดกลุ่มอื่นๆ ส่วนอาหารที่เหมาะสมกับคนเลือดกลุ่ม O คืออาหารประเภทเนื้อไม่มีมัน สัตว์ปีกและปลา เพราะระบบย่อยอาหารได้ผ่านวิวัฒนาการมาเป็นเวลานานจนมีความแข็งแรงกว่าเลือดกลุ่มอื่นๆ

เลือดกลุ่ม A – ดร. James D’Adamo บอกว่ามาจาก “Agrarian” หรือเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มเลือดที่เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงที่มนุษย์เริ่มรู้จักทำการเกษตร หมายความว่าคนเลือดกลุ่มนี้จะเหมาะกับอาหารประเภทผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช มากว่าเนื้อสัตว์ ส่วนการออกกำลังกายที่เหมาะสมนั้นคือการออกกำลังเบาๆ เน้นที่การผ่อนคลาย เช่นการทำโยคะหรือรำมวยจีน เพราะหากออกกำลังกายหนักเกินไป คนเลือดกลุ่ม A มักจะเกิดอาการกล้ามเนื้อตึงหรือเจ็บได้ง่ายกว่า

เลือดกลุ่ม B – หนังสือ “Eat Right for Your Blood Type” ชี้ว่า B มาจาก “Balance” หรือความสมดุล ซึ่งเป็นกลุ่มเลือดที่เชื่อว่าเกิดขึ้นในช่วงที่มนุษย์เร่ร่อนพเนจรไปตั้งถิ่นฐานตามที่ต่างๆ ระบบย่อยอาหารของเลือดกลุ่ม B จึงค่อนข้างอดทนกว่ากลุ่ม A อาหารที่เหมาะสมคือจำพวกผลิตภัณฑ์จากเนื้อ นมและไข่ ที่ให้พลังงานสูง แต่ไม่เหมาะกับอาหารประเภทข้าวสาลีหรือข้าวโพด การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับคนกลุ่มเลือด B ควรเน้นความสมดุล คือทั้งทำโยคะ ออกกำลังแบบ แอโรบิคเพื่อกระตุ้นหัวใจ และการยกน้ำหนักเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อไปพร้อมๆกัน

เลือดกลุ่ม AB – เป็นกลุ่มเลือดที่ค่อนข้างใหม่เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น และมีจำนวนน้อยที่สุด คนกลุ่มเลือด AB มีระบบย่อยอาหารที่ค่อนข้างอ่อนแอ ดังนั้นจึงควรเลี่ยงอาหารหนักๆอย่างเนื้อสัตว์ แต่ควรทานอาหารทะเล เต้าหู้ หรือผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนการออกกำลังกายก็ควรให้พอดี ไม่หนักเกินไป

แต่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจารณ์บางคนไม่เห็นด้วยกับหนังสือและงานวิจัยของ ดร. James D’Adamo เพราะมองว่ายังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ และแม้จะมีการศึกษาเรื่องนี้มานานแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่นอน

22.03.2013

ที่มา : www.voathai.com

Read More :  Eat Right for Your Blood Type by Dr. James D’Adamo www.dadamo.com

หนุ่มขี่รถสปอร์ตโก้ เหมือนนกยูงรำแพน

thairath130312_001วารสาร “บุคลิกภาพและสังคมจิตวิทยาของสหรัฐฯ” เปิดโปงให้รู้ลึกซึ้งถึงจิตใจของสาวๆทั้งหลาย เมื่อเห็นหนุ่มอวดรวยโฉบฉายอยู่บนรถยนต์สปอร์ตแพงๆว่า พวกเธอรู้สึกแต่เพียงว่าแค่เป็นเพียงภาพสะดุดตาเท่านั้น ไม่ถึงกับชนะใจ จนคิดจะเลือกไปเป็นคู่ชีวิตไม่

วารสารกล่าวว่า นักวิจัยมหาวิทยาลัยเท็กซัส ซาน แอนโทเนียว พบในการศึกษาว่า “บทบาทของหนุ่มที่ขับโฉบฉายบนรถยนต์สปอร์ตคันแพงๆ ไม่ต่างอะไรกับนกยูงตัวผู้รำแพนอวดตัวเมีย ผู้ชายก็อาจจะป้ออวดสาวเช่นกัน แต่ไม่ใช่หนุ่มทุกคนจะเป็นเหมือนกันหมด เป็นแต่เฉพาะบางคน ที่มุ่งแสวงแต่สาวใจง่ายเท่านั้น

รายงานผลการศึกษายังกล่าวว่า “ผู้หญิงที่หวังจะหาเนื้อคู่จริงๆ แล้ว ไม่ได้มองผู้ชายคนที่ขี่รถยนต์สปอร์ตหรู เหนือกว่าสุภาพบุรุษบนรถยนต์ธรรมดาเลย คนทั่วไปอาจจะนึกว่า การใช้ของที่สะดุดตา อาจดูโก้ แต่ความจริงแล้ว ผู้ชายที่ทำเช่นนั้นหลายคนอาจจะเกิดผลเสียก็เป็นได้”

เพราะในขณะที่พบว่า เหตุที่ผู้ชายใช้ของโก้หรูเพื่อล่อใจผู้หญิง แต่ฝ่ายหญิงเองกลับไม่ได้นึกคิดเอาอย่าง พวกเธอจะไม่ยอมเสียเงินเสียทองซื้อของแพงๆ เพื่อจับผู้ชาย.

ที่มา :  ไทยรัฐ 12 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

A good investment or just a tool to attract hot dates?

A good investment or just a tool to attract hot dates?

Flashy sports cars are male ‘short-term mating signal’

16 June 2011

Men who buy flashy sports cars might be more successful at getting a date, but women do not see them as good marriage material, a study suggests.

Researchers from Texas and Minnesota carried out tests on nearly 1,000 people to find out the signals sent out by spending behaviour.

Although men used spending on luxury items as a short-term mating signal, women did not spend to attract men.

The study appeared in the Journal of Personality and Social Psychology.

The US researchers discovered that women found a man who chose to buy a flashy, expensive product – like a Porsche car – more desirable than the same man who bought a non-luxury item, like a Honda Civic.

However, women are aware of a man’s intentions in acting this way, the study says, because women found the man with the Porsche less desirable as a marriage partner than as a date.

Daniel Beal, co-author of the study and assistant professor of psychology at Rice University, said the sports car started to lose its sheen.

“When women considered him for a long-term relationship, owning the sports car held no advantage relative to owning an economy car.


“The anticipation of romance in women doesn’t trigger flashy spending as it does with men”

Jill SundieUniversity of Texas at San Antonio

“People may feel that owning flashy things makes them more attractive as a relationship partner but, in truth, many men might be sending women the wrong message.”

According to the study, men who flaunt expensive, showy items like Porsches to woo potential sexual partners are like peacocks who display their tail feathers before potential mates.

But they said that not all men favoured this strategy – only those men who were interested in short-term sexual relationships with women.

Women, in contrast, did not spend excessively to attract men.

Jill Sundie, lead author of the study and assistant professor of marketing at University of Texas at San Antonio, said: “Obviously women also spend plenty of money on expensive things. But the anticipation of romance doesn’t trigger flashy spending as it does with men.”

SOURCE : bbc.co.uk