ชาคอมบูชา (KOMBUCHA TEA ) ดีต่อสุขภาพ จริงหรือ?

IMG_1949

ชื่อสามัญ: ชาคอมบูชา (KOMBUCHA TEA)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scientific Name(s): Yeast/bacteria fungal symbiont
ชื่ออื่น ๆ : Algue de Thé, Champagne of Life, Champignon de la Charité, Champignon des Héros, Champignon de Longue Vie, Champignon Miracle, Combucha Tea, Dr. Sklenar’s Kombucha Mushroom Infusion, Kombucha Thé, Laminaire de Thé, Mushroom Infusion, Fungus Japonicus, Kargasok Tea, Kombucha Tea, Kombucha Mushroom Tea, Kwassan, Manchurian Fungus, Manchurian Mushroom Tea, Petite Mère Japonaise, Spumonto, T’Chai from the Sea, Té de Kombucha, Thé de Combucha, Thé de Kombucha, Tschambucco, ชาเห็ด, ชาหมัก, คอมบูชา, กอมบูชา, คอมพูชา,  คอมบูชะ, คอมบูฉะ

ชาคอมบูชา (Kombucha) คือชาหมัก ที่ได้จากการหมักชาที่เติมน้ำตาล กับน้ำตั้งต้นชาหมักที่ประกอบด้วยแบคทีเรียและยีสต์ (เรียกสคูบี้หรือสโคบี้ SCOBY = Symbiotic Culture of Bacteria and Yeast มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาวขุ่น เป็นโคโลนีของแบคทีเรียและยีสต์) ชาคอมบูชาเป็นเครื่องดื่มโปรไบโอติก  (probiotic)  มีแบคทีเรียดีๆ เช่น Gluconacetobacter, Acetobacter, Lactobacillus และ Zygosaccharomyces

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความหมายไว้ว่า โปรไบโอติก (probiotic)  คือกลุ่มจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารที่มีผลต่อความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้มีคุณสมบัติทนต่อสภาวะกรดในกระเพาะอาหารและทนต่อเกลือน้ำดีในลำไส้สามารถผลิตกรดแล็กติกและสร้างสารยับยั้งแบคทีเรียชนิดก่อโรคได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดความสมดุลในระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ช่วยให้สุขภาพของมนุษย์ดีขึ้น
🔲สรรพคุณของชาคอมบูชา

ประโยชน์ของโปรไบโอติก  จากการศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าโปรไบโอติกในปริมาณที่เหมาะสมได้สมดุล  ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย ช่วยลดจำนวนของแบคทีเรียที่ก่อโรค  ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆรวมทั้งสารก่อมะเร็ง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร   โรคท้องเสียในเด็กอ่อน  โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  และโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ  ช่วยลดการอักเสบในลำไส้  ช่วยสร้างและช่วยการดูดซึมวิตามิน และเกลือแร่หลายชนิด  เช่น   วิตามิน เค (ช่วยการแข็งตัวของเลือด)  และวิตามินซี วิตามิน บี  ช่วยลดโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ และอาจช่วยลดการดูดซึมไขมัน โคเลสเตรอล (cholesterol) ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่มีความสัมพันธ์กับการกินอาหารไขมันสูง เพราะไขมันในอาหารจะกระตุ้นให้มีการหลั่งกรดน้ำดีในลำไส้ใหญ่มากขึ้น ร่วมกับกรดน้ำดีอีกส่วนหนึ่งที่เกิดจากแบคทีเรียเองซึ่งมีส่วนส่งเสริมให้เกิดมะเร็งได้ดังนั้นกลไกในการต้านมะเร็งของโพรไบโอติก ได้แก่ กดการทำงานของสารก่อมะเร็ง สามารถลดเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ควบคุมหรือเหนี่ยวรั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีเอนไซม์ในการทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง มีผลต่อการเคลื่อนไหวหรือการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ร่างกายกำจัดสารก่อกลายพันธุ์ออกได้เร็วขึ้น และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
และชาคอมบูชา ยังมีสรรพคุณช่วยรักษาและบรรเทา ภาวะสูญเสียความทรงจำ อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) อาการปวดข้อ (โรคไขข้ออักเสบ rheumatism) ข้ออักเสบ(Arthritis) ความแก่ชรา อาการเบื่ออาหาร ความเครียด ภาวะซึมเศร้า โรคเอดส์ โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง ท้องผูก เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ ลดน้ำหนัก การปลูกผม  อีกทั้งใช้สำหรับเพิ่มปริมาณของเม็ดเลือดขาว (T–cell) เพิ่มภูมิคุ้มกัน และเสริมสร้างกระบวนการเผาผลาญอาหาร  บางคนทาชาคอมบูชาที่ผิวโดยตรงเพื่อลดความเจ็บปวด
🔲กลไกการออกฤทธิ์

การศึกษาเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นของชาคอมบูชายังมีไม่มากเพียงพอ กรุณาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับแพทย์ อย่างไรก็ตาม มีการงานวิจัยบางชิ้นรายงานว่า ชาคอมบูชาประกอบด้วย แอลกอฮอล์ น้ำส้มสายชูหมัก วิตามินซี วิตามินบี บี6 บี12 คาเฟอีน น้ำตาล กรดซิติก และสารอื่น ๆ มีสารอาหารที่อยู่ในชา เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ polyphenols สารเสริมสื่อประสาท คลายเครียด L-Theanine  แต่ยังไม่มีการศึกษามากพอจะสรุปว่าชาคอมบูชาออกฤทธิ์อย่างไรเมื่อใช้เป็นยารักษาโรค
🔲ความปลอดภัยจากการใช้ชาคอมบูชาชา

ในผู้ใหญ่การดื่มชาคอมบูชาค่อนข้างปลอดภัย แต่จะเป็นอันตรายกับผู้ป่วยที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น เอชไอวี/โรคเอดส์ เพราะมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย
และกระบวนการผลิตในบ้านที่ไม่ได้ควบคุมมาตรฐาน มีการปนเปื้อนต่างๆ การใช้ภาชนะไม่เหมาะสม เช่น หมักในหม้อเซรามิคเคลือบตะกั่ว มีรายงานว่าชาคอมบูชามีการปนเปื้อนพิษจากสารตะกั่วมาจากกระบวนการดังกล่าว บางกรณีมีการปนเปื้อนเชื้อโรคทำให้มีอาการอาหารเป็นพิษ บางกรณีได้รับกรดเกิน เกิดกระเพาะอาหารอักเสบจากการดื่มชาที่หมักไว้นานเกินไป หรือได้รับแอลกอฮอล์เกินจากการเติมรสชาติ หรือมีการเติมน้ำตาลมาก
🔲ข้อควรระวังและคำเตือน

🚫สตรีตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร: เป็นไปได้ที่ชาคอมบูชาจะไม่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้ เพื่อความปลอดภัย

🚫ภาวะติดเหล้า เพราะในชาคอมบูชามีปริมาณแอลกอฮอล์(0.5%)

🚫ผู้ป่วยโรคเบาหวาน: ชาคอมบูชาอาจมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรเฝ้าระวังสัญญาณที่บ่งชี้ว่าน้ำตาลในเลือดต่ำ (ภาวะเลือดมีน้ำตาลน้อย) ควรตรวจสอบน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด หากเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานและใช้ชาคอมบูชา

🚫อาการท้องร่วง: การใช้ชาคอมบูชาซึ่งมีผสมคาเฟอีนเป็นส่วนผสมในปริมาณมาก อาจทำให้อาการท้องร่วงรุนแรงขึ้นจากเดิม

🚫โรคลำไส้แปรปรวน (IBS): การใช้ชาคอมบูชาซึ่งมีคาเฟอีนเป็นส่วนผสมในปริมาณมาก อาจทำให้อาการท้องร่วงและโรคลำไส้แปรปรวนรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม

🚫การผ่าตัด: เนื่องจากชาคอมบูชาอาจส่งผลต่อระดับกลูโคสในเลือด จึงมีความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงในการควบคุมกลูโคสในเลือดระหว่างและหลังการผ่าตัด ควรหยุดการใช้ชาคอมบูชาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด

🚫ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ: ไม่ควรใช้ชาคอมบูชา หากเป็นโรคระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องจากเอชไอวี/โรคเอดส์ หรือสาเหตุอื่น ๆ ชาคอมบูชาอาจจะเร่งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงขึ้นได้
🔲ผลข้างเคียง

เมื่อรับประทานชาคอมบูชา อาจมีผลข้างเคียงดังนี้ ปัญหาที่กระเพาะอาหารและลำไส้ การติดเชื้อรา อาการภูมิแพ้ อาการดีซ่าน อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ
อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และอาจจะมีอาการของผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่ไม่ได้กล่าวไว้ข้างต้น มีความเป็นไปได้ที่อาการผิดปกติอาจเกิดจาก ⁉️บริโภคชาคอมบูชามากเกินไป ⁉️หรือเกิดกับผู้ป่วยภูมิแพ้ที่แพ้สารต่างๆที่เป็นส่วนประกอบชาคอมบูชา ⁉️หรือเกิดจากกระบวนการผลิตที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ⁉️หรือเกิดจากบริโภคชาคอมบูชาที่มีระยะเวลาหมักนานเกินไป(มีความเป็นกรดสูง) ⁉️หรือได้รับชาคอมบูชาในขณะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เช่น ในขณะได้ยาเคมีบำบัด หรือ ขณะมีเม็ดเลือดขาวต่ำ  จึงอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้  และมีรายงาน เป็นการติดเชื้อถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้าคุณมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องผลข้างเคียง ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หรือ บุคลากรทางการแพทย์
🔲ปฏิกิริยาระหว่างชาคอมบูชากับยา

เกิดปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อใช้ชาคอมบูชา
ชาคอมบูชามีคาเฟอีนหรือชาคอมบูชาที่ผสมสมุนไพร อาจทำปฏิกิริยากับยาที่คุณรับประทานหรือส่งผลกระทบกับการรักษาของคุณในปัจจุบัน. ดังนั้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้

ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะมีปฏิกิริยากับชาคอมบูชา ได้แก่
ยาอดเหล้าไดซัลฟิแรม Disulfiram (Antabuse) ชาคอมบูชามีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม ร่างกายย่อยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัด ยาอดเหล้าไดซัลฟิแรมลดการย่อยแอลกอฮอล์ ดังนั้นการใช้ชาคอมบูชาร่วมกับยาอดเหล้าไดซัลฟิแรม ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน ผิวหนังสีแดง และอาการที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ รุนแรงขึ้น
🔲ปริมาณการใช้ยากับชาคอมบูชา

ข้อมูลนี้ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรหรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ยาร่วมกับชาคอมบูชานี้ทุกครั้ง
🔲ปริมาณการใช้ชาคอมบูชาโดยทั่วไปอยู่ที่เท่าไหร่

แต่ละคนอาจใช้ชาคอมบูชาในปริมาณที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ อายุ ความแข็งแรงของสุขภาพ และเงื่อนไขอื่น ๆ และยังไม่มีงานวิจัยชี้ชัดว่าควรบริโภคเท่าไรต่อวัน แต่โดยทั่วไป ในผู้ใหญ่ ดื่มได้วันละ 100-250 มิลลิลิตร แต่ผู้ที่รับประทานอาหารแบบจำกัดคาร์โบไฮเดรท จำกัดน้ำตาล อย่างคีโตเจนนิคไดเอต ดื่มได้วันละ 30-60 มิลลิลิตร อย่างไรก็ตามควรตรวจสอบส่วนผสม วันที่ผลิต และพยายามหลีกเลี่ยงแบรนด์ที่เติมน้ำตาลมาก

 

 

แหล่งที่มา
Kombucha tea. http://www.webmd.com/vitamins-supplements/ingredientmono-538-kombucha%20tea.aspx?activeingredientid=538&activeingredientname=kombucha%20tea. Accessed Apr 1st, 2017
Kombucha tea. https://www.drugs.com/npp/kombucha.html. Accessed Apr 1st, 2017
Eight potential benefits of kombucha By Lana Burgess
Reviewed by Debra Rose Wilson, PhD, MSN, RN, IBCLC, AHN-BC, CHT https://www.medicalnewstoday.com/articles/319630.php
The health benefits of kombucha By Jo Lewin – Associate nutritionist. https://www.bbcgoodfood.com/howto/guide/health-benefits-kombucha

Advertisements

“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก” รู้เท่าทันก่อนโรคลุกลาม

dailynews140202_001สุขภาพดีสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การดูแลรักษาสุขภาพ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่ละเลยมองข้ามความผิดปรกติที่เกิดขึ้นนับแต่เบื้องต้น ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากความเจ็บป่วย

โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก หรือ Juvenile Iidiopathic arthritis (JIA) ภัยสุขภาพสร้างความทรมานให้กับเด็กเมื่อมีอาการปวดข้อ ข้อบวม ข้ออักเสบ ฯลฯ และในบางรายที่มีอาการข้ออักเสบมากขึ้นอาจพิการและเสียชีวิตได้ โรคดังกล่าวเป็นหนึ่งใน กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้ตัวเอง หรือ แพ้ภูมิตัวเอง ซึ่ง ภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง หมายถึงภาวะที่ภูมิคุ้มกันทำงานเกินหน้าที่เพราะหลังจากที่กำจัดเชื้อโรคไปแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันยังคงทำงานอยู่จนทำร้ายร่างกายแทนที่จะปกป้อง

โรคข้ออักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุในเด็กก็เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันหันกลับมาทำร้ายข้อตัวเอง ทางการแพทย์ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า ภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายข้อตัวเองนี้เกิดจากอะไรจึงเรียกโรคนี้ว่า โรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กซึ่งเกิดได้กับข้อทุกส่วนของร่างกายไม่เพียงแต่ ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อสะโพก แต่ยังเกิดได้กับกระดูกต้นคอ บริเวณขากรรไกร ฯลฯ

แพทย์หญิงโสมรัชช์ วิไลยุค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคข้อและรูมาติสซั่มในเด็ก หน่วยโรคภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันและโรคข้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความรู้แนะนำวิธีสังเกตอาการโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กว่า ส่วนมากอาการของข้ออักเสบหรือข้อติดมักจะเกิดตอนเช้าหรือที่เรียกว่า ภาวะ Morning Stiffness หรือในช่วงที่อากาศเย็นซึ่งจะทำให้ขยับข้อลำบากและปวดข้อมาก สังเกตได้จากเด็กเดินกะเผลกหลังจากตื่นนอนเนื่องจากเวลาหลับไม่ได้ขยับตัว ทำให้สารอักเสบหลั่งออกมา

แต่พอตื่นนอนแล้วขยับข้อหรือในช่วงที่อากาศอุ่นขึ้น อาการข้อติดก็จะดีขึ้นซึ่งอาการลักษณะนี้อาจทำให้เด็กบางคนไม่สามารถนอนกลางวันหรือนั่งเรียนทั้งวันได้ แต่ในบางรายก็อาจมีอาการปวดทั้งวัน สังเกตได้จากเด็กที่เป็นข้ออักเสบที่ข้อเข่าจะไม่ยอมเดินจะร้องให้อุ้มตลอดเวลา หากเป็นที่สะโพกจะเจ็บเวลาอุ้ม ฯลฯ ผู้ปกครองคุณพ่อ คุณแม่จึงควรสังเกตอาการลูกว่ามีอาการข้อตึงแข็งทำให้ขยับหรือลุกลำบากหรือไม่หรือเดินกะเผลกในช่วงเช้า สังเกตอาการเจ็บปวดต่างๆจากสีหน้าท่าทางของลูก เช่น เจ็บมือหากโดนจับหรือจูงมือ เจ็บขาหรือข้อเท้าเวลาเดิน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีอาการแสดง คือ เป็นไข้สูงวันละครั้งอาจจะเป็นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นก็ได้ หากเป็นช่วงเย็นมักจะเป็นช่วงเย็นของเวลาเดียวกัน และในช่วงไข้สูงเด็กจะมีอาการซึม แต่พอไข้ลดลงเด็กจะรู้สึกสบายดี ซึ่งต่างจากการติดเชื้อทั่วๆ ไปที่เด็กมักจะไข้สูงตลอดทั้งวัน นอกจากข้ออักเสบแล้วยังอาจจะมีอาการของผื่นเม็ดแดงๆ เล็กๆ ขึ้นเวลาที่มีไข้ขึ้นและเมื่อไข้ลงผื่นก็จะหายไป

dailynews140202_001b

“ข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็ก โรคนี้อาจจะยากในการวินิจฉัย แต่หากคุณพ่อ คุณแม่ช่วยสังเกตและอธิบายอาการของลูกได้ก็จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ตรงจุดยิ่งขึ้น ในการสังเกตอาการข้ออักเสบอาจเปรียบเทียบระหว่างข้อข้างซ้ายและข้อข้างขวาหรือเปรียบเทียบกับพี่น้องหรือเพื่อนๆ หากมีอาการข้ออักเสบจะสังเกตได้ถึงข้อที่บวม นูน แดงหรือจับบริเวณข้อที่อักเสบจะรู้สึกร้อนๆ

dailynews140202_001c

อีกวิธีสังเกตจากบริเวณที่เป็น อาทิ หากเป็นข้ออักเสบบริเวณข้อเข่าให้สังเกตว่าข้อเข่าจะมีรอยบุ๋มเหมือนลักยิ้ม หากรอยบุ๋มหายไปแสดงว่าข้ออาจจะเริ่มบวมหรือมีน้ำในข้อได้ หากเป็นที่ข้อเท้าให้สังเกตขณะเด็กนอนคว่ำเท้า ข้อจะอูมขึ้นมาและหากเป็นที่นิ้วมือให้สังเกตว่าเด็กไม่สามารถจับดินสอเขียนหนังสือได้ หรือจะหยิบจับอะไรได้ลำบาก เป็นต้น”

dailynews140202_001a

โรคข้ออักเสบแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่

Systemic onset juvenile idiopathic arthritis (SoJIA) เป็นชนิดที่รุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เพราะมีอาการอยู่ในหลายระบบของร่างกาย โดยเด็กจะเป็นไข้สูงกว่า 2 อาทิตย์ และมีผื่นแดงๆ ที่เรียกว่า ผื่นแซลมอน ขึ้นตามร่างกาย

Oligoarticular JIA หรือ pauciarticular JIA ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการข้ออักเสบน้อยกว่า 5 ข้อ แต่อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดตาอักเสบได้มากกว่าชนิดอื่นๆ

Polyarticular JIA ที่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้ จะมีอาการข้ออักเสบมากกว่า 5 ข้อ ขึ้นไปและมีอาการปวดข้อเล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ หรือข้อนิ้วเท้า และเด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้ พอโตขึ้นจะมีอาการเหมือนผู้ใหญ่ที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

 Polyarticular JIA ที่ไม่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ การดำเนินของโรคในกลุ่มนี้ จะรุนแรงน้อยกว่ากลุ่มที่มีรูมาตอยด์แฟกเตอร์ แต่ก็เสี่ยงต่อการเกิดภาวะตาอักเสบได้

Enthesitis related arthritis หรือ ERA จะพบอาการข้ออักเสบในตำแหน่งที่มีเส้นเอ็นไปเกาะกับกระดูก เช่น บริเวณส้นเท้า ฝ่าเท้า กระดูกสะบ้า ข้อต่อของกระดูกสันหลังบริเวณเอว เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมาก โดยมากจะเป็นในเด็กผู้ชายอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป ที่คุณพ่อ – คุณแม่ หรือ พี่น้องท้องเดียวกัน มีประวัติป่วยเป็นโรคนี้

Psoriatic arthritis หรือ โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน จะพบผื่นสะเก็ดเงินร่วมกับอาการข้ออักเสบ ชนิดนี้จะยากต่อการวินิจฉัยพบน้อยในเด็กไทย และ

Undifferentiated JIA ข้ออักเสบที่ไม่เข้าพวกกับ 6 กลุ่มข้างต้นซึ่งจัดอยู่ในประเภทนี้

การตรวจวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือด เพื่อหาค่า CBC, ESR และ CRP และสำหรับวิธีการรักษาใช้ยาหลากหลายประเภทที่เหมาะสมกับกลุ่มโรคทั้ง 7 กลุ่ม นอกจากนี้ ผศ.มลรัชฐา ภาณุวรรณากร ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลแนะนำวิธีปฏิบัติตัวเพื่อช่วยฟื้นฟูเพิ่มอีกว่า นอกจากการใช้ยาในการรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กแล้ว คุณพ่อ คุณแม่จำเป็นต้องช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กทางกายภาพอีกด้วย

สำหรับวิธีปฏิบัตินั้นสามารถให้ออกกำลังกายเบาๆ ที่เหมาะสมและเน้นที่การบริหารข้อต่างๆ ของร่างกาย เช่น การวิ่งช้าๆ การเดิน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ฯลฯ หรือการบริหารข้อเพื่อไม่ให้เกิดอาการข้อติด เช่น หากจะบริหารข้อเข่าอาจทำท่าหมุนหัวเข่า หากบริหารนิ้วมือ บริหารด้วยการกำมือแบบหลวมๆหรือฝึกบีบลูกบอล บริหารข้อเท้า อาจบริหารด้วยการยืนเขย่งหรือการกระดกข้อเท้าขึ้น-ลง ควรหลีกเลี่ยงกีฬาประเภทที่มีการกระแทกหรือการต่อสู้ เช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล หรือ เทควันโด จะทำให้ข้อเกิดการอักเสบมากขึ้นได้

นอกจากการรักษาด้วยยา และการฟื้นฟูทางกายภาพแล้วจำเป็นต้องดูแลในด้านต่างๆ อาทิ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เลือกทานอาหารที่สุก สะอาด ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและอาหารดิบ เพราะเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้มักได้รับยากดภูมิคุ้มกันจึงติดเชื้อได้ง่ายซึ่งผู้ป่วยควรพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง อย่างไรก็ตามการรักษาโรคข้ออักเสบไม่ทราบสาเหตุในเด็กเป็นเรื่องที่ท้าทาย และละเอียดอ่อน ต้องคำนึงถึงการเจริญเติบโตของเด็ก การหมั่นสังเกตอาการและพบแพทย์ทันทีที่พบความผิดปกติจะช่วยให้อาการข้ออักเสบไม่ลุกลาม ผู้ป่วยไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคและเติบโตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป.

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

การดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคข้ออักเสบที่จําแนกประเภทไม่ได้ โดย ศ.พญ.รัตนวดี ณ นคร

การดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคข้ออักเสบที่จําแนกประเภทไม่ได้

Approach to Early and Undifferentiated Arthritis

ศ.พญ.รัตนวดี ณ นคร
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

               ในการดูแลผู้ป่วยโรคข้อปัญหาที่แพทย์มักจะพบอยู่เสมอก็คือ ยังให้การวินิจฉัยโรคไม่ได้ แม้จะได้ซักประวัติตรวจรางกายและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสมแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักจะสร้างความคาดหวังไว้สูงว่าในที่สุดแพทย์คงจะให้คําตอบได้ว่าเขาป่วยเป็นโรคอะไรและมีทางรักษาหายหรือไม่   สิ่งที่แพทย์พึงกระทําคือการให้ข้อมูลตามความเป็นจริงกับผู้ป่วย บนพื้นฐานความรู้เท่าที่มีในปัจจุบัน พยายามอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของโรค สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยถึงแผนการดูแลรักษาในระยะยาว โดยไม่ทําให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสมและกลายเป็นคนพิการในอนาคต สิ่งที่ไม่ควรทําคือการยัดเยียดคําวินิจฉัยโรคให้กับผู้ป่วยโดยยังไม่ครบเกณฑ์การวินิจฉัย หรือให้การวินิจฉัยแบบเลี่ยงบาลีว่าเป็นโรคไขข้ออักเสบหรือโรครูมาติสซั่ม เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการให้บริการสาธารณสุขในปัจจุบันและสิทธิของผู้ป่วยตามรัฐธรรมนูญ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่แพทย์จะต้องใช้ evidence base medicine ในการศึกษาข้อมูลเพื่อให้คําปรึกษาแก่ผู้ป่วยและปรับใช้ให้เหมาะสมตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย

 

กลุ่มโรคข้ออักเสบที่ยังให้การวินิจฉัยไม่ได้

               ข้ออักเสบที่ยังให้การวินิจฉัยไม่ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ early arthritis และ undifferentiated arthritis

               early arthritis กลุ่มที่มาพบแพทย์เร็วมากภายหลังจากที่เริ่มมีข้ออักเสบมาไม่นานนัก ส่วนundifferentiated arthritis คือกลุ่มที่มีแต่ข้ออักเสบเพียงอย่างเดียว แม้จะติดตามไปนานพอสมควรก็ยังไม่พบอาการทางคลินิกอื่นๆและผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคใดโรคหนึ่งที่จําเพาะ สรุปว่าการวินิจฉัย early arthritis และundifferentiated arthritis นั้นต่างกันที่เงื่อนไขของเวลาที่มีอาการของข้ออักเสบ (ดูแผนภูมิประกอบ)

               มีการศึกษาโดยติดตามดูการดําเนินโรคของผู้ป่วยในคลินิก early arthritis พบว่ากว่าร้อยละ 60 ข้ออักเสบจะหายไปได้เอง1 มีเพียงร้อยละ 24 เท่านั้นโรคดําเนินต่อไปจนกลายเป็นข้ออักเสบเรื้อรังที่มีการทําลายของกระดูกข้อต่ออย่างรุนแรง ในจํานวนนี้พบว่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระดูกและข้อต่อเร็วกว่าข้ออักเสบเรื้อรังชนิดอื่น การเปลี่ยนแปลงที่กระดูกอาจเกิดขึ้นเร็วภายใน 30 วันหลังจากที่เริ่มมีอาการ2 และข้อต่อจะถูกทําลายมากขึ้นใน 1-2 ปีแรก 3-6 โดยเฉพาะถ้าป่วยมีการอักเสบที่เรื้อรัง

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีการทําลายกระดูกข้อต่อ

               จากผลของการวิเคราะห์โดยใช้การตรวจวัดที่มีความไวเพียงพอได้แก่ MRI หรือ high resolution sonography เพื่อดูว่ามีลักษณะทางคลินิกอะไรบ้างที่จะช่วยพยากรณ์ โรคในกลุ่ม early arthritis ว่าผู้ป่วยรายใดมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังโดยเฉพาะโรคข้อ อักเสบรูมาตอยด์พบว่าลักษณะทางคลินิกที่สัมพันธ์กับการทําลายของกระดูกข้อต่อในผู้ป่วย early arthritis ที่มีดังนี้คือ 7

  1. จํานวนข้อที่อักเสบมีมากกว่า 3 ข้อขึ้นไป
  2. มีmorning stiffness > 1 ชั่วโมง
  3. ผลการตรวจ CRP ให้ผลบวก
  4. ผลการตรวจรูมาตอยด์แฟกเตอร์ให้ผลบวก
  5. ปัจจัยเสี่ยงทางสภาวะทางพันธุกรรม ได้แก่ HLA-DRB1

 

แนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยในกลุ่ม early arthritis

มีหลักการดังต่อไป คือ

1. ดําเนินการซักประวัติและตรวจรางกายโดยละเอียด ในลักษณะเดียวกับการดูแลรักษาผู้ ปวยโรคในกลุ่ม  acute monoarthritis หรือ acute polyarthritis โรคที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษและไม่ควรพลาดคือข้ออักเสบติดเชื้อข้ออักเสบรูมาติก และ ข้ออักเสบจากผลึกที่ผู้ป่วยจําเป็นต้องได้รับการรักษาแบบจําเพาะ

               ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่าในกลุ่ม early arthritis นั้นมีผู้ป่วยจํานวนไม่น้อยที่เชื่อว่า น่าจะสัมพันธ์กับการติดเชื้อเชื้อไวรัสตัวใดตัวหนึ่ง ผู้ป่วยเหล่านี้อาจมาด้วยอาการปวดข้อเล็กๆ ตามนิ้วมือคล้ายข้ออักเสบรูมาตอยด์ต่างกันที่ว่าการอักเสบจะไม่รุนแรงเท่าข้ออักเสบรูมาตอยด์และมี morning stiffness ไม่นานนัก และบางรายอาจมาด้วยข้ออักเสบเพียงข้อเดียวได้แต่การอักเสบมักจะไม่รุนแรงเท่าข้ออักเสบติดเชื้อ ข้ออักเสบจากเชื้อไวรัสมักหายได้เองในระยะเวลาไม่เกิน 6 สัปดาห์และตอบสนองดีต่อการรักษาด้วย NSAID

               ควรส่งตรวจหาแอนติบอดีย์ต่อเชื้อไวรัสหัดเยอรมันและส่งตรวจ VDRL ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผู้ป่วยข้ออักเสบเป็นสตรีวัยเจริญพันธุ์และมีผื่นขึ้นตามตัว และถ้าผู้ป่วยไม่เคยมีประวัติฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบให้พิจารณาส่งตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งชนิด HBV และ HCV ซึ่งถ้าให้ผลบวกควรส่งตรวจดูหน้าที่ตับเพิ่มเติม เพราะข้ออักเสบนั้นอาจเกิดจากตับอักเสบเรื้อรังได้บางครั้งอาการทางคลินิกจะคล้ายกันกับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มากและมีผลการตรวจรูมาตอยด์ให้ผลบวกได้และในกลุ่มที่ความเสี่ยงสูงควรส่งตรวจ HIV ด้วย

               การตรวจทาง serology ที่จําเป็นต้องทําคือ การตรวจหาหลักฐานของการติดเชื้อ Streptococcus เช่น ASO และ anti-DNAse B antibody เพื่อให้แน่ใจว่าข้ออักเสบนั้นไม่ได้ เกิดจากไขรูมาติกหรือข้ออักเสบที่เกิดตามหลังการติดเชื้อ Streptococcus (post streptococcal arthritis)

               หากพบว่าผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวลดลงมากขณะติดตามผลการรักษา หรือมีประวัติสัมผัสกับกับผู้ป่วยวัณโรค อาจพิจารณาส่งตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอกเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ใช่ข้ออักเสบรีแอกตีฟจากการติดเชื้อวัณโรค ซึ่งอาจตอบสนองต่อ NSAID ได้ไม่ดีนักหากไม่ได้รักษาการติดเชื้อวัณโรคร่วมด้วย และถ้าเป็นผู้ป่วยสูงอายุอาจต้องตรวจเพิ่มเติมว่าไม่ใช่ข้ออักเสบที่ สัมพันธ์กับโรคมะเร็ง

               บางครั้งข้ออักเสบอาจเกิดจากยาได้ที่พบบ่อยคือ เช่น INH, PTU หรือ ยาต้านไวรัสเอดส์อาการมักดีขึ้นเมื่อหยุดยาและให้การรักษาด้วย NSAID

2.  ทําการวิเคราะหความเสี่ยงของผู้ป่วยว่าอยู่ในข่ายที่จะมีการดําเนินโรคต่อไปเป็นข้ออักเสบขออักเสบเรื้อรังชนิด erosive arthritisหรือไม่ ได้แก่ผุ้ปวยที่มีอาการรุนแรงซึ่งบ่งชี้ โดยจํานวนข้อที่มีการอักเสบและระยะเวลาของ morning stiffness ผลการตรวจรูมาตอยด์ แฟกเตอร์และ CRP ไม่ควรรอจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงภาพถ่ายรังสีเพราะจะล่าช้าเกินไป

 2.  การรักษา ถ้าพบว่าข้ออักเสบข้อไม่รุนแรงให้การรักษาด้วย NSAID ไปก่อน และติดตามดู อาการเป็นระยะ ๆ ส่วนใหญ่พบว่าข้ออักเสบของผู้ป่วยมักจะหายไปได้เอง แต่ถ้าข้ออักเสบไม่หายไปในระยะเวลาอันสมควรและยังต้องกิน NSAID อยู่เป็นประจํา อาจพิจารณาให้ DMARD ที่มีอาการข้างเคียงน้อย เช่น ยาต้านมาลาเรีย ให้กินต่อเนื่องและติดตามดูอาการในระยะยาว บางครั้งข้ออักเสบจะหายไปภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีจากนั้นจึงพิจารณา หยุดยาได้

               ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและมีความเสี่ยงที่โรคจะดําเนินต่อไปเป็นข้ออักเสบรูมาตอยด์อาจพิจารณาส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อพิจารณาส่งตรวจ MRI8-11 หรือ high resolution sonography12-13 ซึ่งไวกว่าการประเมินจากภาพถ่ายรังสี ถ้าพบการเปลี่ยนแปลง ของกระดูกข้อต่อ น่าจะพิจารณาให้การรักษาด้วย combination DMARDs เช่น MTX รวมกับ ยาต้านมาลาเรีย แต่ถ้าอยู่ในสถานพยาบาลที่ไม่สามารถตรวจพิเศษ จําเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงของภาพถ่ายรังสีแต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นทุก 1-2 เดือน ถ้าพบว่ากระดูกบริเวณข้อต่อเริ่มบางลง (juxtaarticular osteoporosis) ให้พิจารณารักษาด้วย DMARDs ไม่จําเป็นจะต้องรอจนกว่าจะเห็นการสึกกร่อนของเนื้อกระดูก (marginal erosion) จากภาพถ่ายรังสีซึ่งจะล่าช้าเกินไป และถ้ากระดูกข้อต่อถูกทําลายแล้วจะตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดีเท่ากับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก

               อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะให้การรักษาผู้ป่วย early arthritis ด้วย DMARDs นั้นจะต้องใคร่ครวญถึงความคุ้มค่าของการรักษา ต้องชั่งระหว่างประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับกับอาการข้างเคียงจากการใช้ยาด้วยโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจําตัวที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยาสูง

 

การตรวจทาง serology  ใหม่ ๆ ที่อาจนํามาใช้ทดแทนรูมาตอยด์แฟกเตอร์

               ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับแอนติบอดีย์ต่อโปรตีนตัวอื่นๆ (ดูตารางประกอบ) เพื่อนํามาใช้ในการวิจัยฉัยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ระยะแรก โดยหวังว่าแอนติบอดีย์ดังกล่าวจะมีความจําเพาะและความไวสูงกว่ารูมาตอยด์แฟกเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจากการศึกษาพบวามีแอนติบอดีย์อยู่หลายตัวที่มีแนวโน้มที่ดีและอาจมีการพัฒนามาใช้ในทางปฏิบัติได้ตัวอย่างเช่น anti-Sa, anti-RA33 หรือแอนติบอดีย์ต่อ Citrullinated protein เป็นต้น

ชนิดของโปรตีนที่ศึกษา

หน้าที่ของโปรตีนดังกล่าว

RA 33/ hn RNP-A214 spliceosome, mRNA transport
Sa15 50 kD protein, structure and function unknown
hnRNP-D/AUF16 40/45 kD, reglator of mRNA stablility
p68/BiP/grp7817 stress protein of the ER
Filaggrein18 cytokeratin filament aggregation protein
Citrullinated proteins19-21 filaggrin, fibrin and ???  

 

Undifferentiated arthritis

               โรคข้ออักเสบที่จําแนกประเภทไม่ได้หรือที่เรียกว่า undifferentiated arthritis (unclassifiable arthritis undiagnosed arthritis) หมายถึงโรคข้ออักเสบที่มีอาการแสดงไม่เข้ากับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบในกลุ่มรูมาตอยด์หรือโรคในกลุ่ม  Spondyloarthropathy (SpA) เช่น โรคข้อสันหลังอักเสบติดยึด โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน หรือโรคในกลุ่มอาการไรเตอร์ ก่อนที่จะ มีการศึกษาเกี่ยวกับพยาธิกําเนิดของโรคในกลุ่มนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ การวินิจฉัย undifferentiated arthritis ไม่ได้มีกฎเกณฑ์การวินิจฉัยที่ตกลงกันแน่นอน ข้อมูลเกี่ยวกับอาการแสดงของโรคจึงค่อนข้างกระจัดกระจายและมีความหลากหลายมาก โรคในกลุ่มนี้พบได้ทั้งในเพศหญิงและเพศชาย  ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาด้วยข้ออักเสบแบบไม่สมมาตร บางรายมีอาการปวดหลังร่วมด้วย  โดยร้อยละ 16-30 เป็นการอักเสบของข้อต่อกระดูกเชิงกราน  ผู้ป่วยบางรายมีข้ออักเสบพร้อมกันหลายข้อคล้ายกับผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์ (แต่ตรวจไม่พบรูมาตอยด์แฟกเตอร์) หรือมีข้ออักเสบเพียงข้อเดียวก็ได้  หลังจากที่มีการศึกษาเพื่อดูความสัมพันธ์กับสภาวะทางพันธุกรรมพบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย undifferentiated arthritis ที่ตรวจพบ enthesitis ร่วมด้วยจะมีความสัมพันธ์กับโมเลกุล HLA-B27 สูงถึงรอยละ 80-8422 ในระยะหลังโรคในกลุ่มนี้จึงถูกจัดเข้าไปรวมอยู่ใน กลุ่มของ SpA อีกโรคหนึ่ง และเรียกขื่ออีกอยางหนึ่งว่า undifferentiated SpA

               อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นของผู้นิพนธ์เชื่อว่าโรคในกลุ่มนี้ยังมีความหลากหลายของลักษณะทางคลินิกอยู่มาก ซึ่งอาจจะเกิดจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึ่ง มีอยูjด้วยกันหลายอย่างหรือประสิทธิภาพของห้องปฏิบัติการในการศึกษาเกี่ยวกับพยาธิกําเนิดของโรค (โดยเฉพาะการสืบหาเชื้อจุลชีพที่เชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุชักนําคล้ายกับโรคข้ออักเสบรีแอกตีฟ หรือกลุ่มอาการไรเตอร์) หรือจากปัจจัยภายในได้แก่สภาวะทางพันธุกรรมของแต่ละเชื้อชาติที่เป็นตัวกําหนดอาการแสดงทางคลินิก อาจกล่าวได้ว่าโรคในกลุ่ม undifferntiated arthritis เป็นโรคที่มีพยาธิกําเนิดคลุมเคลือเช่นเดียวกันกับข้ออักเสบรีแอกตีฟที่ยังไม่มีคําตอบแน่ชัด คล้ายกับประวัติศาสตร์ของโรคข้ออักเสบเรื้อรังลัยม์ (chronic Lyme arthritis) ที่ครั้งหนึ่งก็เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม undifferetiated arthritis ก่อนที่จะมีการศึกษาทางระบาดวิทยาและพบว่าเป็นโรคข้ออักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ spirochete ชนิดหนึ่ง

 

แนวทางในการดูแลผู้ป่วยในกลุ่ม Undifferentiated arthritis

               แนวทางในการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มนี้ยังไม่มีข้อกําหนดที่ชัดเจน เนื่องจากลักษณะทางคลินิก ที่หลากหลาย แต่เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่าโรคในกลุ่มนี้มักจะตอบสนองไม่ดีนักต่อการใช้ systemic corticosteroid แต่กลับตอบสนองต่อการฉีดคอรติโคสเตอรอยด์เข้าข้อในผู้ป่วยบางราย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้นิพนธ์จึงมีข้อเสนอแนะดังนี้

  1. ต้องแน่ใจก่อนว่าข้ออักเสบเรื้อรังดังกล่าวไม่ใช่ข้ออักเสบติดเชื้อ โดยเฉพาะวัณโรคข้อและไม่ใช่ข้ออักเสบจากเก๊าท์หรือเก๊าท์เทียม โดยการเจาะตรวจน้ำไขข้อหรือพิจารณาตัดตรวจเยื่อบุข้อเพื่อดูพยาธิสภาพและเพาะเชื้อ
  2. ถ้ามีข้ออักเสบเรื้อรังเพียงข้อเดียวและตอบสนองไม่ดีต่อการใช้ยาต้านอักเสบในกลุ่ม NSAID อาจให้คอร์ติโคสเตียรอยด์ฉีดเข้าข้อ ถ้าตอบสนองไม่ดีอาจพิจารณาทํา synovectomy
  3. ในกรณีที่ตรวจพบวามี enthesitis ร่วมด้วย ให้ใช้แนวทางในการรักษาเช่นเดียวกันกับโรคในกลุ่ม SpA ถ้าตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของกระดูกข้อต่อพิจารณาให้  DMARDs ร่วมด้วยเช่น ยาต้านมาลาเรีย MTX หรือ sulfasalazine ในขั้นตอนนี้ควรส่งปรึกษาแพทย์ผู้ชํานาญ เพื่อติดตามอาการข้างเคียงจากการใช้ยา
  4. สําหรับรายที่ตอบสนองไม่ดีต่อ NSAID หรือ DMARDs ดังกล่าว ควรส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อพิจารณาให้การรักษาตามความเหมาะสม เช่น combination DMARDs, minocycline, azathioprine, bisphosphonate, minocycline หรือ biological therapy

 

สรุป

หัวใจของการดูแลผู้ป่วยในกลุ่ม early arthritis อยู่ที่การวางแผนติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงน้อยให้ การรักษาตามอาการซึ่งส่วนใหญ่มักหายได้เอง แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังจําเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรักษาด้วยยาในกลุ่ม DMARDs ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะมีการทําลายของกระดูกข้อต่อ ส่วนการรักษาโรคในกลุ่ม undifferentiated นั้นกระทําได้ยากกว่าและคาดเดาไม่ได้ว่าการตอบสนองของผู้ป่วยในแต่ละรายจะเป็นอยางไร ในกรณีเชนนี้ควรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจและส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจะเหมาะสมกว่า

เอกสารอ้างอิง

  1. Visser H et al. Development of diagnostic criteria of early rheumatoid arthritis. Arthritis Rheum 42 (Suppl); S154, 2000
  2. Van der Heide A, Jacobs JW, Bijlsma JW, Heurkens AH, et al. The effectiveness of early treatment with “second-line” antirheumatic drugs. A randomized, controlled trial.Ann Intern Med 124 : 699,1996 
  3. Ollier WE, Harrison B, Symmons D. What is the natural history of rheumatoid arthritis? Best Pract Res Clin Rheumatol 2001 ;15:27-48 
  4. Proudman SM, Conaghan PG, Richardson C, Griffiths B et al. Treatment of poor-prognosis early rheumatoid arthritis. A randomized study of treatment with methotrexate, cyclosporin A, and intraarticular corticosteroids compared with sulfasalazine alone. Arthritis Rheum 2000 Aug;43:1809-19 
  5. van der Heijde DM. Joint erosions and patients with early rheumatoid arthritis. Br J Rheumatol 1995; 34 (Suppl) 2:74-8 
  6. Peltomaa R, Leirisalo-Repo M, Helve T, Paimela L. Effect of age on 3 year outcome in early rheumatoid arthritis. J Rheumatol 2000;27:638-43 
  7. Scott DL, Adolescent rheumatology. Rheumatology (Oxford) 2000; 39 :1167-8 
  8. McQueen FM, Stewart N, Crabbe J, Robinson E, et al. Magnetic resonance imaging of the wrist in early rheumatoid arthritis reveals progression of erosions despite clinical improvement. Ann Rheum Dis 1999;58:156-63 
  9. Backhaus M, Kamradt T, Sandrock D, Loreck D et al. Arthritis of the finger joints: a comprehensive approach comparing conventional radiography, scintigraphy, ultrasound, and contrast-enhanced magnetic resonance imaging. Arthritis Rheum 1999;42:1232-45 
  10. WakefieldRJ, Gibbon WW, Conaghan PG, O’Connor P, et al. The value of sonography in the detection of bone erosions in patients with rheumatoid arthritis: a comparison with conventional radiography. Arthritis Rheum 2000 ;43: 2762-70 
  11. Klarlund M, Ostergaard M, Jensen KE, Madsen JL, Skjodt H, Lorenzen I. Magnetic resonance imaging, radiography, and scintigraphy of the finger joints:one year follow up of patients with early arthritis. The TIRA Group. Ann Rheum Dis 2000; 59 : 521-8
  12. Leeb BF, Stenzel I, Czembirek H, Smolen JS. Diagnostic use of office-based ultrasound. Baker’s cyst of the right knee joint. Arthritis Rheum 1995;38(6):859-61
  13. anger B, Kalden JR. Joint and connective tissue ultrasonography–a rheumatologic bedside procedure? A German experience. Arthritis Rheum 1995 ;38:736-42
  14. Smolen JS, Steiner G. Are autoantibodies active players or epiphenomena? Curr Opin Rheumatol 1998 ;1:201-6
  15. Despres N, Boire G, Lopez-Longo FJ, Menard HA. The Sa system: a novel antigen-antibody system specific for rheumatoid arthritis. J Rheumatol 1994 ;21:1027-33
  16. Zimmermann C, Steiner G, Skriner K, Hassfeld W, Petera P, Smolen JS. The concurrence of rheumatoid arthritis and limited systemic sclerosis: clinical and serologic characteristics of an overlap syndrome. Arthritis Rheum 1998;41:1938-45
  17. Blass S, Union A, Raymackers J, Schumann F Burmester GR. The stress protein BiP is overexpressed and is a major B and T cell target in rheumatoid arthritis. Arthritis Rheum 2001 ;44 :761-71
  18. Sebbag M, Simon M, Vincent C, Masson-Bessiere C, et al. The antiperinuclear factor and the so-called antikeratin antibodies are the same rheumatoid arthritis-specific autoantibodies. J Clin Invest 1995;95:2672-9
  19. SchellekensGA, de Jong BA, van den Hoogen FH, van de Putte LB, van Venrooij WJ. Citrulline is an essential constituent of antigenic determinants recognized by rheumatoid arthritis-specific autoantibodies. J Clin Invest 1998;101:273-81
  20. Girbal-Neuhauser E, Durieux JJ, Arnaud M, Dalbon P. The epitopes targeted by the rheumatoid arthritis-associated antifilaggrin autoantibodies are posttranslationally generated on various sites of (pro)filaggrin by deimination of arginine residues. J Immunol 1999 1;162:585-94
  21. Masson-Bessiere C, Sebbag M, Durieux JJ, Nogueira L. In the rheumatoid pannus, anti-filaggrin autoantibodies are produced by local plasma cells and constitute a higher proportion of IgG than in synovial fluid and serum. Clin Exp Immunol 2000;119:544-52
  22. Zeidler H, Mau W, Khan MA. Undifferentated spondyloarthropathies. Rheum Dis Clin North Am 1992;18:187-202

ข้อมูลจาก : http://med.md.kku.ac.th/site_data/mykku_med/701000019/Rheumatology/Early%20and%20Undifferentiated%20Arthritis%20final.pdf

ทำเนียบอายุแพทย์โรคข้อ และรายชื่อโรงพยาบาลที่รักษาโรคเกี่ยวกับรูมาโตจี (Rheumatology) ในประเทศไทย

ทำเนียบอายุแพทย์โรคข้อ และรายชื่อโรงพยาบาล*ที่รักษาโรคเกี่ยวกับรูมาโตจี (Rheumatology) ในประเทศไทย

Rheumatologists Namelist and Hospitals which have Rheumatologists in Thailand

* ลำดับตามชื่อโรงพยาบาลต้นสังกัด 

คลิกเพื่อดาวน์โหลด  Thai-rheumatologist

 

ข้อมูลจาก : สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

http://www.thairheumatology.org/list_bkk.php