โกรธอย่างไรไม่ทำร้ายตัวเอง?

เป็นธรรมดาที่เมื่อมีสิ่งมากระทบร่างกาย หรือ จิตใจ แล้วก่อให้เกิดความรู้สึกด้านลบ สร้างความเจ็บปวด หรือ ความไม่พอใจ ย่อมกระตุ้นให้เกิด “อารมณ์โกรธ” แต่คีย์สำคัญ คือ โกรธอย่างไรไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิต ตลอดจนไม่กระทบสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง?

ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง คือ การปรับเปลี่ยนมุมมองจาก “ใครที่ทำให้เราโกรธ” เป็นการมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหา เพื่อให้เหตุการณ์ หรือ อุปสรรคนั้นคลี่คลายลง เพราะการจมความหัวเสียอยู่ที่ตัวบุคคลเป็นหลักนั้น นอกจากทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนสุขภาพจิตด้วย

ขณะที่ การเขียนระบายความในใจ ความรู้สึกลงในไดอารี่ หรือ บอกเล่าให้ครอบครัว หรือ เพื่อนสนิทฟัง ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอารมณ์ขุ่นมัวในใจ ลดความโกรธ และความเครียดได้ดี ทั้งยังอาจได้มุมมองทางออกใหม่ ๆ

นอกจากนั้น การเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ก็ช่วยทำให้ความไม่แจ่มใสเบิกบานของอารมณ์ค่อย ๆ จางลง เพราะร่างกายจะหลั่งสารโดปามีน เอ็นโดฟินส์ สารที่ช่วยให้มีความสุข และรู้สึกดีขึ้น

การรู้เท่าทันอารมณ์โกรธ และขจัดอย่างเหมาะสม ไม่เพียงส่งผลดีต่อสุขภาพกาย-สุขภาพจิตของตนเอง ตลอดจนคนรอบข้างเท่านั้น หากแต่ยังทำให้เกิดสติอันเป็นพื้นฐานที่ดีในการตั้งรับกับปัญหาด้วย.
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:เดลินิวส์ 29 สิงหาคม 2555

เครียดแบบไหนอันตราย?

ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออ จิตแพทย์ และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่าโดยนิยามความเครียดจะไม่ได้ทำให้รุนแรงถึงขนาดเป็นบ้า หรือ ป่วยเป็นซึมเศร้า ไม่ได้ทำให้ถึงขนาดฆ่าใคร หรือว่าฆ่าตัวตาย ถ้าเกินกว่านั้นไปแล้ว คือ รู้สึกอยากฆ่าคนอื่น อยากฆ่าตัวตาย อันนี้ไม่ใช่ความเครียดโดยทั่วไป จะเป็นโรคทางจิตเวช

สำหรับโรคจิตเวชมีหลายแบบ ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า อย่างอาการที่เกิดจากความเครียดแต่พ้นระดับความเครียดทั่วไป เรียกว่า แอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ โรคนี้เกิดจากมีความเครียดในชีวิตประจำวันเข้ามากระทบ แต่ปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นไม่ได้ ส่งผลให้เกิดอาการทางจิตตามมา เช่น วิตกกังวลมากกว่าปกติ คือ อยู่เฉย ๆ เก็บเรื่องมาคิดทั้งวัน วนไปวนมาอยู่ที่เดิม

อาการที่สองที่เกิดขึ้นได้ คือ ซึมเศร้า คีย์เวิร์ดสำคัญไม่ใช่เศร้าร้องไห้ แต่หมายถึง เศร้าแบบน้ำตาตกใน รู้สึกไม่มีความหวัง โลกนี้ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร หรือ เศร้าแบบอะไรที่เคยทำแล้วสนุกกลับไม่สนุก (ลอสต์ ออฟ อินเทอเรส) ถ้ามีสองอย่าง หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องระวังว่าอาจมีอาการซึมเศร้าเกิดขึ้น

อาการที่สาม คือ มีพฤติกรรมซึ่งคนปกติไม่ทำกันเวลามีความเครียด เช่น เครียดมากไม่รู้จะทำอย่างไรดี ชีวิตไม่รู้จะอยู่ไปทำไม รู้สึกเจ็บปวดอยู่ในใจ เลยกรีดแขนเป็นรอยถี่ ๆ ตื้น ๆ พอเห็นเลือดแล้วรู้สึกสบายใจ รู้สึกว่ามีอะไรที่เจ็บกว่าความเจ็บปวดในใจนั้น ลักษณะนี้จะเข้าข่ายของผู้มีอาการป่วย

ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า ปัญหาแอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ บางทีเป็นระยะหนึ่งแล้วไม่ได้รับการแก้ไข ยังเจอความเครียดอยู่ แล้วแก้ไขไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้ ก็อาจจะพัฒนาเป็นโรคที่รุนแรงขึ้น ที่รู้จักกัน คือ โรคซึมเศร้า  อาการเศร้าจะเริ่มหนักขึ้น ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักลด ไม่คุยกับใคร แล้วก็เริ่มมีความคิดฆ่าตัวตายที่จริงจังขึ้น คิดผูกคอตาย ยิงตัวตาย กระโดดตึก รุนแรงขึ้น อันนี้เป็นโรคแล้ว

อีกโรคหนึ่งที่พบบ่อย คือ โรควิตกกังวล ต่างจากแอดจัสเม้นท์ ดิสออเดอร์ ที่จะคิดแต่เรื่องที่เครียด พอเป็นโรควิตกกังวลเมื่อไหร่คิดทุกเรื่อง ดูข่าวเห็นมีคนยิงกันบนรถเมล์ก็ไม่กล้าขึ้นรถเมล์ ดูข่าวบอกไปในห้างมีคนจี้ปล้นก็ไม่กล้าไปเดินห้าง จะไปไหนมาไหนต้องหันซ้ายหันขวากลัวคนมาทำอะไร นอนไม่หลับเก็บไปคิดทั้งคืน ตื่นเช้ามาจะไปทำงานได้อย่างไร ชีวิตนี้จะอยู่อย่างไร เรื่องของญาติคนนั้นก็ไม่เสร็จ เรื่องลูกอีก คิดอย่างนี้ทั้งวัน ทำอะไรไม่ได้ ถือว่าเกินระดับความเครียดแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:เดลินิวส์ 22 สิงหาคม 2555

ดับเครียดด้วย “คิดบวก”

ยุคสมัยนี้ หลายคนบอกว่า “ความเครียด” แทบจะกลายเป็นโรคประจำตัว แวะเวียนมาเคาะประตูบ้านถี่ขึ้น ทั้งจากเรื่องในครอบครัว สังคมแวดล้อม หรือ แม้กระทั่งการรับฟังข่าวสารต่าง ๆ ยิ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตด้วยแล้ว ล้วนชักนำ “ความเครียด” ให้เกิดขึ้นได้ง่าย พบได้หลายวัย หลากปัญหา!!

ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออ จิตแพทย์ และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่ากลุ่มคนที่ค่อนข้างเครียดมักพบในวัยรุ่น และผู้ใหญ่ โดยวัยรุ่นส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ เช่น มีปัญหากับเพื่อน ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่มักเป็นเรื่องในที่ทำงาน แล้วก็เรื่องความขัดแย้ง สำหรับวัยสูงอายุไม่ค่อยเครียด แต่มักจะป่วยเป็นโรคทางจิตเวช คือ ซึมเศร้า

นอกจากทักษะน่าสนใจ อย่าง การออกกำลังกาย เล่นโยคะ รวมถึงการนั่งสมาธิ ซึ่ง ผศ.พญ.วินิทรา ได้แนะนำ โดยมีงานวิจัยรองรับมาแล้วว่าปฏิบัติประจำช่วยป้องกันความเครียด ช่วยให้หายเร็วขึ้น หรือ ส่งผลกับเราน้อยลงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งทฤษฎีน่าสนใจ เรียกว่า “โพซิทีฟ ไซโคโลจี”

ผศ.พญ.วินิทรา กล่าวว่า โพซิทีฟ ไซโคโลจี เป็นแนวคิดจิตวิทยาซึ่งรู้จักกันมานานแล้ว แต่ว่าคนคิดขึ้นมาคนแรกเขาคิดว่ามีทางไหนบ้างทำให้เราเลิกพูดถึงด้านลบของจิตใจ มาพูดถึงด้านบวก ทำให้คนที่เครียดอยู่สุขภาพจิตดีขึ้น ป้องกันตัวเองได้ หรือ ทำให้คนปกติ ทำอย่างไรเขาถึงจะคิดในทางบวก แล้วก็มีชีวิตที่ดีขึ้น

“หลักการสำคัญก็คือ คิดว่าทุกอย่างในโลกนี้มีทางออก เราทำให้ชีวิตมีด้านบวก หรือ ด้านดี ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องไปโฟกัสอยู่ที่ด้านลบ หมอเคยฟังเลคเชอร์ของคนที่มาพูดเรื่องโพซิทีฟ ไซโคโลจี เขาบอกว่า คนทั่วไปจะเข้าใจผิดว่าการมองโลกในแง่บวกคือการหลอกตัวเอง แต่โพซิทีฟ ไซโคโลจีบอกว่า เราไม่ได้มองแง่บวกอย่างนั้น เราไม่ได้หลอกตัวเอง โพซิทีฟ ไซโคโลจีควรจะเรียกว่า เรียลลิตี้ ไซโคโลจี มากกว่า คือ การมองชีวิตตามความเป็นจริง

อย่าง ทะเลาะกับสามี เพราะสามีไปมีคนอื่น ก็ต้องดูว่าสามีไปมีคนอื่นเพราะอะไร ถ้าเกิดรู้สาเหตุแบบที่พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ก็คือเราต้องคิดด้วยปัญญา ถ้าเพราะบุคลิกเขาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว อาจจะต้องคิดใหม่ว่าอยู่กับเขาต่อไปได้ไหม หรือว่าถ้าอยู่กับเขาต่อ เขามีส่วนดีอื่น ๆ เช่น เขาไม่ดื่มเหล้า เขาดูแลครอบครัว ดูแลลูกดี แล้วสิ่งนี้ยอมรับได้ไหม ถ้ายอมรับไม่ได้อีกต้องเลิกกัน แล้วยอมรับผลที่ตามมาได้หรือเปล่า คือ มองตามความเป็นจริง จะทำให้เครียดน้อยลง”

การมองโลกในแง่ดีแน่นอนคือมีความสุข ซึ่ง ผศ.พญ.วินิทรา มองว่า เหมือนการถอดแว่นสีดำ ที่เดิมมองอะไรก็มืดมนไปหมด เมื่อเราใส่แว่นสีชมพู ดูแล้วก็มีความสุข ทั้งยังทำให้มองเห็นโอกาสดี ๆ เพิ่มขึ้น เวลาคนมีความทุกข์จะมีคำศัพท์ คือ ทิวบ์วิชั่นส์ เหมือนการมองลอดท่อ สิ่งที่เห็นเป็นแสงแค่ปลายทางไกล ๆ สองข้างเห็นแค่ขอบท่อ แต่ถ้ามองโลกในแง่บวก เชื่อว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่ในท่อนี้ เอาท่อออก เราจะเห็นว่าโลกกว้างใหญ่มาก มีทางแก้ปัญหาเยอะ

ลองเปลี่ยนมุมมองปัญหา ค่อย ๆ จัดการอย่างเหมาะสมบนพื้นฐานการมองชีวิตตามความเป็นจริง บางทีทางออกอาจปรากฏรอให้เลือกมากกว่าหนึ่ง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:เดลินิวส์ 15 สิงหาคม 2555

4 ทักษะชนะ “เครียด”

ท่ามกลางการดำเนินชีวิตในสังคมที่ค่อนข้างเร่งรีบ แข่งขัน ทำงานหนัก ตลอดจนชีวิตส่วนตัว ครอบครัว เพื่อน คนรัก ฯลฯ ล้วนมีโอกาสสะดุด เกิดปัญหา และชักนำ “ความเครียด” ให้เกิดขึ้นได้ง่าย หากไม่หาวิธีกำจัด ปล่อยให้สะสม นอกจากสุขภาพจิตจะแย่แล้ว ยังส่งผลเสียต่อร่างกายได้ด้วย ดังนั้น ชิงควบคุมความเครียดก่อนดีกว่า อย่ายอมให้ “ศัตรูทำลายความสุข” มาควบคุมเรา!

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ผศ.พญ.วินิทรา นวลละออ จิตแพทย์ และผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้บอกเล่าถึงแง่มุมของความเครียด ว่า อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องไม่คุ้นเคยเข้ามากระทบตัวเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องร้ายแรง บางทีอาจจะเป็นเรื่องดี ๆ ด้วยซ้ำ เช่น ถูกหวย แต่งงาน มีแฟน หรือ เรื่องแย่ ๆ เช่น ไม่มีสตางค์ ใกล้สอบ พอมากระทบแต่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เจอในทุกวัน เรียกว่า ความเครียดได้หมด ซึ่งมีทั้งความเครียดดี ๆ ที่เรียกว่า ยูสเตรส (Eustress) เป็นความเครียดที่ทำให้สร้างสรรค์ เช่น ก่อนสอบเครียดมาก แต่เราจะรีบอ่านหนังสือ นั่นเป็นความเครียดที่ดีทำให้เตรียมพร้อม ส่วนความเครียดไม่ดี หรือ ดิสเทรส (Distress) ทำให้เสียสุขภาพ บั่นทอนจิตใจ เช่น อกหักแล้วเครียด ไม่มีใครเข้าใจเรา หรือ ดูข่าวสะเทือนใจแล้วรู้สึกสังคมแย่จังเลย ก็เครียดได้เหมือนกัน

สำหรับผลต่อร่างกายเวลาเครียดมาก ๆ นั้น ผศ.พญ.วินิทรา อธิบายว่า บางคนจะเริ่มปวดหัว บางคนปวดท้อง บางคนปวดเมื่อยตามตัว เพราะฉะนั้น จะมีผู้ที่มาหาหมอบ่อย ๆ ด้วยอาการปวดเมื่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ ตกเย็นกลับบ้านเมื่อยทั้งตัว แต่เสาร์-อาทิตย์หายดี หรือ ปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ ไปที่ทำงานทีไรปวดหัวตลอด บางคนก็เป็นโรคกระเพาะ

ส่วนผลกระทบเกี่ยวกับจิตใจ โดยส่วนใหญ่มักจะนอนไม่หลับ บางคนรู้สึกตื่นเต้นง่าย มีเรื่องอะไรกระทบนิดนึงหัวใจเต้นแรง เหงื่อแตก หน้าซีด บางคนจะหงุดหงิดง่ายขึ้น จากเดิมเรื่องนี้ไม่เคยรู้สึกอะไร แต่พอเครียด แล้วมีคนมาพูดกระทบนิดนึงจะโมโห ตวาดออกไป ทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ซึ่งเป็นผลหลัก ๆ จากความเครียด

ใครที่มักตกอยู่ในภาวะเครียด ผศ.พญ.วินิทรา ได้แนะนำทักษะน่าสนใจไว้ฝึกใช้คลายเครียด โดยในระยะสั้นควรออกมาจากสถานการณ์ที่รู้ว่าทำให้เครียด เช่น เครียดเรื่องทะเลาะกับเพื่อน วิธีที่ดีคืออาจจะต้องพักก่อน ถอยออกมาจากสถานการณ์นั้น ยืนเถียงกันต่อไปก็ไม่มีประโยชน์

ขณะที่ วิธีแก้ระยะยาว ต้องรู้ตัวก่อนว่าเรามักเครียดเรื่องอะไร ซึ่งแต่ละคนจะมีเรื่องประจำ ถ้าสังเกตดี ๆ จะมีแพทเทิร์นซ้ำ ๆ กันมาตั้งแต่เด็ก เช่น เรื่องนี้ทีไรเราเครียดทุกที คนอื่นไม่เครียด ถ้าเกิดหาแพทเทิร์นนี้เจอ แล้วมาดูว่าเราป้องกันอะไรได้บ้างก็จะช่วยได้ ซึ่งวิธีป้องกันแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน วิธีมาตรฐานทั่วไปเลย คือ การออกกำลังกาย เล่นโยคะ รวมถึงการนั่งสมาธิ ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมาแล้วว่าปฏิบัติประจำช่วยป้องกันความเครียด ช่วยให้หายเร็วขึ้น หรือ ความเครียดส่งผลกับเราน้อยลง

และอีกเทคนิคหนึ่ง คือ ทำความเข้าใจว่าความเครียดแต่ละอย่างธรรมชาติมาไม่เหมือนกัน และหลายอย่างมักเกิดจากปัจจัยตัวเรา ยกตัวอย่าง คุยกับเพื่อนทีไรแล้วเครียด ทะเลาะกับเพื่อนตลอด ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ตัวเพื่อน เพราะกับคนอื่นเขาไม่เห็นทะเลาะ ทำไมทะเลาะกับเราคนเดียว หรือ แฟนพออยู่กับคนอื่นก็ดีหมด แต่อยู่กับเราทะเลาะกันตลอด อาจจะต้องมาดูว่าปัจจัยเกิดจากตัวเราหรือไม่ แล้วปรับที่ตัวเรา ซึ่งตรงนี้เป็นขั้นบุคลิกภาพแล้ว ต้องปรับระยะยาว เป็นต้น

เข้าใจ และรับมืออย่างถูกต้อง เราเองก็เป็นฝ่ายชนะความเครียดได้ ทั้งยังส่งผลดีต่อคนรอบข้างด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:เดลินิวส์ 8 สิงหาคม 2555

รักอย่างไรให้ใจสุข

“ความรัก” ไม่เพียงทำให้มนุษย์สัมผัสกับความสุขเปี่ยมล้น แต่มุมหนึ่งก็นำความเจ็บปวดมาให้หลาย ๆ คนได้เช่นกัน แล้วจะรักอย่างไรให้ใจสุข?

อาจารย์หยกฟ้า อิศรานนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งน่าสนใจ โดย ด็อกเตอร์มาโดกะ จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ลอนดอน ที่โกลด์สมิธส์ ซึ่งคิดเรื่องไมเคิลแองเจโลเอฟเฟค เป็นแนวคิดเกี่ยวกับความรัก เขาบอกว่าคู่รักจะมีความสุข ประสบความสำเร็จในความรัก ปัจจัยหนึ่งคือการช่วยเหลือซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ให้ต่างฝ่ายต่างไปสู่ความสำเร็จอย่างที่ตั้งไว้

“แม้ความต้องการจะต่าง แต่ซัพพอร์ตกันได้ ซึ่งก็ต้องเกิดขึ้นจากความเข้าใจ และยอมรับด้วย หากบางคนรู้สึกว่าทำไมคนรักเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ก็ต้องมานั่งถามตัวเองว่าเราไม่ยอมรับเพราะอะไร ยังติดกรอบความคิดว่าเขาต้องเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นอยู่หรือเปล่า ถ้าติดอยู่แค่นั้น นั่นเพราะเรารักตัวเองมากกว่ารักคนอื่นหรือไม่?

หัวใจสำคัญของความรักอีกประเด็นหนึ่ง คือ ความไว้ใจ โดยงานวิจัยบางชิ้นบอกว่าสำคัญมากกว่าความรักอีก อย่างหลายคู่เวลาที่มีความสัมพันธ์ในระยะยาว บางทีไม่ต้องมานั่งบอกรักกันทุกวัน แต่ยึดหลักเชื่อใจกัน ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ค่อยมี ถ้าคอยระแวงปัญหามักเกิดขึ้นได้ง่าย

นอกจากนั้น ยังรวมถึงการให้เกียรติ เคารพตัวตนของกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเราโดยตัดอารมณ์ และอคติออก แล้วพยายามมองปัญหาคืออะไร ถ้ารู้สึกโกรธกับพฤติกรรมคู่รัก หรือ แฟน แล้วไม่สามารถระงับอารมณ์โกรธได้ ควรรอให้ตั้งสติกันได้ก่อนแล้วค่อยคุยกันด้วยเหตุผล

บวกด้วยการสื่อสารที่ดี ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าสำคัญ ช่วยให้ความสัมพันธ์ไปรอด โดยคำพูดเชิงบวกที่เป็นกำลังใจ หรือ ส่งเสริมความรู้สึกดี ๆ ควรเกิดขึ้นในฐานะที่เป็นผู้พูด ขณะเดียวกัน เมื่อเป็นผู้ฟัง ก็ตั้งใจฟังอย่างไม่มีอคติ ไม่ควรด่วนขัด หรือ ตัดสินก่อนอีกฝ่ายยังระบาย หรือ กล่าวถึงเรื่องคับข้องใจไม่จบ ซึ่งตรงข้ามกับขาดการสื่อสาร ซึ่งอุปสรรคมักจะเกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าต่างฝ่ายต้องการอะไร”

ใช้พลังทางบวกแห่งรักอย่างเข้าใจ “เขา และเรา” ความรักก็เป็นเรื่องอภิรมย์ได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา:เดลินิวส์ 10 กรกฎาคม 2555

5 ปัจจัยหลักเป็นที่รักของคนรอบข้าง

เสน่ห์ที่ว่า คือ “การมีบุคลิกภาพที่ดี” บวก “ความใส่ใจใน 5 องค์ประกอบหลักต่อไปนี้ร่วมด้วย” โดย อาจารย์ศรันยา สารากรบริรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตรียมความพร้อมเพื่อการทำงาน (Career Prep.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า บุคลิกภาพที่ดีมีองค์ประกอบสำคัญ คือ “เป็นผู้มองโลกในแง่ดี” มองเห็นความปกติของความวุ่นวาย ความปกติของการทำงานแล้วมีปัญหาซึ่งบางครั้งอยู่นอกเหนือการควบคุม โดยเชื่อว่าทุกปัญหาย่อมมีทางออก นั่นคือการมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย

“รู้จักขอโทษ และรับกับความผิดพลาด” คนเรามีโอกาสผิดพลาด แต่เมื่อผิดพลาดแล้วควรยอมรับ และขอโทษ ลดอัตตาความเป็นตัวเองที่สูงกว่าผู้อื่น ก็จะพัฒนาศักยภาพของตนได้

“อัธยาศัย มนุษยสัมพันธ์ดี” ยิ้มแย้มแจ่มใส ใจกว้าง มีความเข้าใจ เห็นใจ และช่วยเหลือผู้อื่น อย่างเวลาสอนนักศึกษาของ Career Prep. ก็จะบอกว่า หัวใจสำคัญของการมีบุคลิกภาพดีไม่ใช่อยู่ที่แต่งหน้าทาปาก หรือ หล่อ ใส่น้ำหอม แต่อยู่ที่คุณวัดว่าคุณเป็นคนมีเพื่อนหรือเปล่า แม้สวยเก๋แต่เมื่อไปไหนแล้วทุกคนร้องยี้ ไม่มีเข้ามาช่วยเหลือ อันนั่นไม่ใช่บุคลิกภาพที่ดี

“มีกาลเทศะ” ซึ่งรวมถึงมารยาทในการเข้าสังคม การเคารพ การแต่งกาย การพูด มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างเหมาะสม วางตัว และปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นที่เดือดร้อนรำคาญ หรือ สร้างปัญหา

“เป็นผู้มีพัฒนาการ” โดยปรับเปลี่ยนตัวเองในทางบวก และสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปได้

ทั้งนี้ บุคลิกภาพที่ดีคือความเป็นธรรมชาติของตัวเอง ไม่ต้องเปลี่ยนให้มากมาย เพียงรู้ว่ากาลเทศะในบริบทที่ดำเนินชีวิตอยู่ ณ ตอนนั้น วางตัวได้เหมาะสมแค่ไหน เมื่อนั้นก็จะมีความสุข และเป็นที่รักใคร่.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา:เดลินิวส์ 6 กรกฎาคม 2555

แผ่นแปะสิวนาโน คว้าท็อปโหวตงานวิจัยที่น่าลงทุน

วันนี้ (20 ก.ย.) ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงาน นาสด้า อินเวสเตอร์เดย์ ประจำปี 2555  ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ได้จัดให้มีการโหวตการให้คะแนนสำหรับผลงานที่น่าลงทุนที่สุด และผลงานที่นำเสนอได้ดีที่สุด จากนักลงทุนกว่า 500 ราย ที่เข้าร่วมงาน โดยผลงานวิจัยผลิตภัณฑ์แผ่นแปะสิวคิว แอคเน่  ของ ดร.พิกุลทอง ขอเพิ่มทรัพย์ นักวิจัยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค/สวทช.) ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด  2 รางวัล คือ ผลงานที่น่าลงทุนและผลงานที่นำเสนอได้ดีที่สุด จาก 9 ผลงานเด่นที่เข้าร่วมนำเสนอต่อนักลงทุน นักอุตสาหกรรม เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยี

ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่า ผลงานดังกล่าวมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน เนื่องจากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและในปัจจุบันพบว่าตลาดของผลิตภัณฑ์รักษาสิวมีมูลค่าเพิ่มถึง 1,000 ล้านบาท จึงเป็นไปได้ว่าจะมีโอกาสสูงในการขยายตลาดต่อไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป โดยมีจุดเด่นคือการใช้เทคโนโลยีการปั่นเส้นใยไฟฟ้าสถิตในระดับนาโนเมตร 3 ชั้น คือ เส้นใยสีเนื้อ ช่วยให้แผ่นแปะกลมกลืนกับสีผิวหลากหลายเฉดสี เส้นใยกักเก็บสารสกัดจากเปลือกมังคุด ที่ช่วยรักษาสิวและลดอาการอักเสบของสิว และเส้นใยกาวทำให้แผ่นแปะมีเส้นใยที่มีความบางแนบติดผิวหนังได้สนิท แค่ติดทับก็สามารถใช้เครื่องบำรุงผิวหรือแต่งหน้าทับได้ทันที โดยไม่ลดประสิทธิภาพในการรักษา

นักลงทุนที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คอลล์ เซ็นเตอร์  สวทช.โทร. 0 2564 8000

 

ที่มา: เดลินิวส์ 20 กันยายน 2555

สกัดสารจากเปลือกมังคุด ทำหน้ากากกรอง-ยับยั้งแบคทีเรีย

หน้ากากอนามัยเจิร์มการ์ด จากสารสกัดเปลือกมังคุด.

“มังคุด” ราชินีแห่งไม้ผลที่อุดมไปด้วยคุณค่าต่างๆมากมาย โดยเฉพาะในส่วนของเปลือก เมื่อนำมาผ่านขั้นตอนการสกัดในห้องปฏิบัติการแล้ว ว่ามีสาร “แทนนินและแซนโทน” ซึ่งมีฤทธิ์ในการ ต้านอนุมูลอิสระ และยังทำหน้าที่ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บางชนิดได้ดี

ฉะนี้…เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าการผลิตทางการเกษตร อีกทั้งเป็นทางเลือกของกลุ่มผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้หน้ากากอนามัย ศ.ดร.พิชญ์ ศุภผล พร้อมด้วย นายพงศ์พล เอกบุตร นักศึกษาปริญญาเอกและคณะ จาก วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้วิจัย “หน้ากากอนามัยเคลือบสารสกัดสมุนไพรจากเปลือกมังคุด (Germ-Guard)” ขึ้น โดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โรงพยาบาลรามาธิบดีและคณะแพทยศาสตร์ มศว สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

นายพงศ์พล เปิดเผยว่า จากการที่ในบ้านเรายังมีการระบาดของเชื้อวัณโรคหลงเหลืออยู่ในบางพื้นที่ และทางทีมงานจึงได้ศึกษาสารที่มีอยู่ในธรรมชาติ ทั้งจาก ใบบัวบก สาบเสือ ขมิ้น และ เปลือกมังคุด กระทั่งพบว่า ในเปลือกมังคุดจะมีสารประกอบ “แซนโทน” ซึ่งมีฤทธิ์ทางตัวยาในการฆ่าเชื้อวัณโรค ต้านการอักเสบของแผล การรักษาเซลล์มะเร็ง จากคุณประโยชน์ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการวิจัย

สำหรับขั้นตอนการวิจัย เริ่มแรกนำส่วนเปลือกมาสกัดสารด้วยวิธี “ใช้ตัวทำลายพิเศษ” ซึ่ง สามารถดึงสารสำคัญได้มากกว่าปกติ โดยเปลือก 1 กก.หลังใช้เวลาสกัด 2 วัน จะได้สารประกอบแซนโทนประมาณ 40 กรัม จากนั้นนำสารสกัดที่ได้มาใส่ในวัสดุปิดแผล แล้วทดสอบกลไกในการรักษาแผลเบริน (Burns) จากไฟไหม้ในสัตว์ทดลองเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่าช่วย ทำให้แผลหายเร็วขึ้น

จากนั้นจึงวิจัยต่อยอดมาสู่การทำเส้นใยนาโนไฟเบอร์ (การกรอง) ซึ่งเป็นอนุภาคที่เล็กมากๆ มีพื้นที่สัมผัสสูงมาก เพราะจะทำให้เซลล์สามารถเติบโตบนวัสดุนี้ได้ดีกว่าฟิล์มปกติ (ไฮโดรเจลล์ผิวเรียบ) แล้วพัฒนามาเป็นแผ่นกรองทั่วไป และหน้ากากอนามัยเจิร์มการ์ด (Germ-Guard) ที่นอกจากความสามารถในการกรองเชื้อโรค (BFE) โดยห้องปฏิบัติการ NELSON LAB ในสหรัฐอเมริการับรองว่าสามารถกรองเชื้อโรคได้ถึง 97.8 เปอร์เซ็นต์แล้ว

นักศึกษาปริญญาเอกหนึ่งในทีมงานวิจัย

นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างจากหน้ากากทั่วไป ที่เมื่อผู้ป่วยที่เป็นวัณโรค หรือผู้ที่มีเชื้อทางเดินหายใจ ไอ จามออกมาจะมีเชื้อกระจายเป็นอนุภาคเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ไมครอน หากเป็นหน้ากากทั่วไป ซึ่งหลังใช้แล้วทิ้ง เชื้อโรคต่างๆที่เกิดจากการไอ จามจะติดออกมาก็จะสามารถแพร่กระจายได้ แต่ว่าหน้ากากอนามัยเปลือกมังคุดจะทำหน้าที่ฆ่าเชื้อ หลังทิ้งจึงไม่เป็นแหล่งพาหะที่ก่อโรคได้อีก

…และเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้ ทีมวิจัยได้นำไปทดสอบกับกลุ่มนักศึกษา แม่บ้าน ใน มศว ประมาณ 100 คน พบว่า ไม่มีอาการแพ้ หรือผื่นคัน อย่างไรก็ตามแนวโน้มในอนาคต คาดว่าเราจะสามารถส่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่งาน “การนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2555” (Thailand Research Expo 2012) ณ ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 24–28 สิงหาคม 2555 และวันที่ 26 ส.ค.จะขึ้น Highlight Stage เพื่อเปิดให้ซักถามกันถึงขอบเวที.

เพ็ญพิชญา   เตียว

 

ที่มา: ไทยรัฐ  20 สิงหาคม 2555

ชายไทยหลายใจ! อะไรคือแรงจูงใจ?

เราเสนอแง่มุมแรงผลักดันการนอกใจของผู้หญิงไปแล้ว ในส่วนของผู้ชายจะพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

ประเด็นเดียวกันจากเมื่อวาน ถุงยางอนามัยดูเร็กซ์ยังเผยผลสำรวจพบว่า ชายไทย มีพฤติกรรมนอกใจคนรักมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในโลก ด้วยสถิติ 54 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่าเคยนอกใจคนรัก

นี่คนไทยทั้งหญิง-ชาย หากจะทำอะไรก็ไม่คิดจะแพ้ชาติใดในโลกเลยรึไงคะ!!


ชายไทยขี้อวด จิตใจไม่พัฒนา – คุมอารมณ์ไม่ได้

“ผมว่าผู้ชายทางประเทศตะวันตกเขาจะซื่อสัตย์กว่าคนเอเชีย เพราะว่าผู้ชายตะวันตกมีการพัฒนาทางด้านจิตใจมากกว่า สามารถควบคุมตนเองได้ดีกว่า” นพ.โยธิน วิเชษฐวิชัย จิตแพทย์จากโรงพยาบาลสมิติเวช ให้เหตุผลต่อประเด็นที่ทำไมชายไทยถึงครองอันดับการนอกใจมากสุดในโลก

“เพราะว่าสังคมทางบ้านเรา หรือสังคมเอเชีย เหมือนจะมีช่องที่ทำให้ผู้ชายได้เปรียบผู้หญิง และนอกใจได้มากกว่า

จึงทำให้ถูกปลูกฝังมาว่า ผู้ชายไทยถ้ามีภรรยาเยอะได้ จะรู้สึกว่าตนเองมี Power ยิ่งใหญ่ เพราะค่านิยม หรือการมีแฟนเยอะจะทำให้นำไปคุยโม้โอ้อวดกับเพื่อนได้ มีภรรยาเยอะดูเป็นคนเก่ง มีอำนาจ มีเสน่ห์ ผู้ชายเอเชียส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนั้น

อย่างไรก็ตามในเพศชายนั้นสังคมไทยมีการปลูกฝัง การมีหลายคู่มาแต่โบราณ ตั้งแต่การมีวรรณคดี ที่ตัวเอกมีภรรยาหลายคน แล้วก็ได้รับการยกย่อง

ในขณะที่ทางตะวันตกเรื่องนี้พวกนี้เขาจะเข้มงวดมาก และถ้ามีการนอกใจเกิดขึ้น ผมว่าอาจจะโดนเพื่อนๆ ประณามมากกว่าที่จะรู้สึกชื่นชมกันซะด้วยซ้ำ

อีกทั้งสถิติการหย่าร้างของชาติตะตกจึงน้อยกว่าเอเชีย สาเหตุหลักคือ เรื่องศาสนา ถึงขนาดที่บางประเทศทางตะวันตกเขาห้ามหย่าร้างกันเลยนะ เช่นศาสนาคริสต์บางนิกาย

และในบางประเทศออกเป็นกฎหมายแล้วว่า การจะหย่าร้างนั้น สามีภรรยาต้องแยกกันอยู่แล้วกี่เดือน ๆ ถึงจะหย่าได้ ถ้าไม่มีข้อมูลการแยกกันอยู่มาก่อนก็ห้ามหย่ากัน”

แจงจูงใจ->เหล้า เพื่อน สถานการณ์เสี่ยง!

“ส่วนการจะป้องกันการนอกใจของผู้ชายนั้น จริง ๆ แล้ว อย่างแรก-เราต้องรู้ผลลัพธ์ของการกระทำก่อนคือ ต้องมีสติ ว่าการที่เรานอกใจจะมีผลเสียผลร้ายอย่างไร เราจะยับยั้งได้ส่วนหนึ่ง อันนี้คือในส่วนของผู้ชายให้ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมา ความเข้าใจ เห็นใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรายังได้เสมอ เมื่อเรารู้ว่าทำไปแล้วคนรักเราจะเสียใจ ก็อาจจะยับยั้งชั่งใจได้บ้าง

สอง-การที่เรารู้จักเอาใจเขามาใส่เราจะดีที่สุด เรื่องบางเรื่องบางทีมันไม่มีใครผิดใครถูก มันมีเหตุผลของทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้สึกว่าเข้าใจการแก้ปัญหาโดยใช้ความเข้าใจ ผมว่ามันน่าจะดีกว่า ต่อให้คนไปนอกใจมากคงกลับมาอยู่ดี

สาม-การมีเวลาให้กันมากขึ้น ลดโอกาสที่จะไปนอกใจ ในสถานการณ์เสี่ยงอาจเป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก เพราะไม่มีโอกาส คนก็จะทำผิดลดลง

สี่-ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง เช่น ไปเที่ยวกลางคืน คนมีคู่แล้วก็ไปกับเพศตรงข้ามสองต่อสอง เพราะมนุษย์เรามีสัญชาตญาณดิบอยู่แล้ว ทั้งสองเพศเลยครับ มีทั้งฮอร์โมน และฟีโรโมน (Pheromone) ที่จะทำให้การอยู่ด้วยกันสองต่อสองมีแนวโน้มที่จะผิดพลาดได้ง่าย

บางคนไม่ได้ตั้งใจจะนอกใจมาก่อนแต่ไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง เช่น มีแอลกอฮอล์ผสมกับบรรยากาศยั่วยวนก็อาจทำให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ง่าย แม้จะเป็นคนดี หรือคนที่เคยทำดีมาตลอดก็ตาม

นอกจากไม่นำตัวเองไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงแล้ว เรื่องยาเสพติดก็ต้องระวัง และการเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่มีแนวโน้มจะนอกใจ

แต่หากเราห้ามเขาแล้วไม่ฟัง เขาเลือกที่จะอยู่กับเพื่อนเขาเป็นส่วนใหญ่มากกว่าเรา ก็สามารถพอบ่งบอก อ่านได้ว่า เขาให้ความสำคัญกับใครมากกว่ากัน ถ้ายังไม่รักมากก็รีบชิ่งดีกว่า ถ้าเราเห็นอะไรตั้งแต่ต้น ดังนั้นเมื่อเราจะคบใครสักคนอย่าพยายามปิดหูปิดตนตนเอง อย่าหลอกตัวเอง

ส่วนเรื่องการเช็กโทรศัพท์ผมว่าคงไม่ต้องถึงขนาดนั้น แค่เราดู Sign อย่างอื่นประกอบกัน เพราะผู้หญิงมักมีความสามารถพิเศษในการหยั่งรู้มากกว่าผู้ชาย ดังนั้นไม่ต้องเช็กโทรศัพท์เขาหรอก ดูสัญญาณอย่างอื่นก็ได้ เช่น เวลาคุยโทรศัพท์ก็ไปยืนคุยห่างเรา หรือปิดเสียง ปิดเครื่อง ในขณะอยู่กับเรา หรือโทรไปถ้าไม่ใช่เวลางานก็ไม่รับบ่อย ๆ แบบนี้ก็น่าสงสัยอยู่ ให้มีการระวังไว้แต่ไม่ใช่ระแวง”

อย่าปิดหูปิดตา โดนแฟนนอกใจซ้ำซาก หาใหม่เถอะ!

“ปัญหาคือ หากเราจับได้ว่าแฟนนอกใจเราหลายครั้งแล้ว เราควรจัดการกับปัญหานี้ได้ด้วยการ ”เลิก” แต่ก็มีผู้หญิงอีกประเภทที่โดนแฟนนอกใจแล้วก็บอกว่าชั้นยอมได้ แต่หากทน และยอมให้เขามีคนใหม่ไปเรื่อย ๆ จนเขาไปมีลูกกับคนอื่นจะทำอย่างไร อาจจะคิดว่า ถึงจะนอกใจ ยังไงเดี๋ยวก็กลับมาหาชั้นอยู่ดี สุดท้ายเขาก็ไม่หยุดหรอก จนเรื่องราวบานปลาย

ดังนั้นการที่บอกว่าแฟนนอกใจแล้วรับได้ มันรับได้ไม่ตลอดหรอก เขาอาจจะพยายามพูดปลอบใจตนเองอยู่

แต่ถ้าเป็นการนอกใจครั้งแรก เราก็ต้องดูระดับของการนอกใจด้วยว่าร้ายแรงระดับไหน เหตุการณ์องค์ประกอบโดยรอบ ถ้าไม่มีอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นเช่นบรรยากาศพาไป เหล้า สารเสพติด แล้วพลาดครั้งเดียว ผมว่าน่าจะพิจารณาดูดี ๆ ถ้าแฟนคุณไม่ได้เป็นคนนิสัย หรือบุคลิกเจ้าชู้ก็ให้อภัย แต่ถ้าครั้งที่สอง สาม ยังเหมือนเดิมก็อย่าทนเลยครับ

ทว่าบางคนจะติดเรื่องอื่น เช่น ถึงเขาจะเจ้าชู้แต่เขามีข้อดีอย่างอื่นนะ หน้าตาดี เอาใจเก่ง รวย แต่เจ้าชู้ ถ้าเจ้าชู้ในระดับที่ก่อปัญหาให้ชีวิตคุณ เช่น ถ้าแค่แอบมองสาว ๆ ถือเป็นเจ้าชู้ไหม อันนี้ก็เจ้าชู้เหมือนกันแต่ระดับความรุนแรงจะไม่มาก

แต่ถ้าไปจีบ นัดเจอกันจนเป็นกิ๊ก อันนี้ก็ระดับสูงขึ้นมากหน่อย แต่ถ้ามีเซ็กซ์กับทุกคนเลยอันนี้ก็ระดับสูงมาก เราจึงควรแยกระดับความเจ้าชู้ของแฟนเราด้วยว่าอยู่ในระดับที่เรารับได้หรือไม่

นอกจากจะทำให้เราช้ำใจแล้วยังจะทำให้เราเสียสุขภาพกายอาจจะติดโรคได้ ดังนั้นการนอกใจมันมีระดับขั้นของความร้ายแรงอยู่ครับ ถ้าถามว่านอกใจหนักครั้งเดียวอาจจะพิจารณาเหตุผลโดยรวมได้ แต่ถ้านอกใจหนักๆ แต่หลายครั้ง นอกจากเสียความรู้สึกอาจจะเสียชีวิตด้วยโรคร้ายด้วย

สุดท้าย ผมแนะนำให้ผู้หญิงจงรู้จักเลือกคู่ครอง โดยมองความเป็นตัวตน และ บุคลิก ของเขา รวมถึงลักษณะนิสัยของครอบครัวของเขาด้วย ไม่เพียงแต่ฐานะการงาน และหน้าตาเท่านั้น”

.
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กันยายน 2555

หญิงไทยนอกใจ! ไม่ซื่อสัตย์ต่อคนรัก อะไรคือแรงผลักดัน?

เป็นที่ฮือฮาและน่าตกใจอย่างยิ่งกับโพลดูเร็กซ์ระบุ ผู้หญิงไทยถูกจัดอันดับว่ามีความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองคนรักสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีอัตราการนอกใจสูงที่สุดในเอเชีย

หญิงไทยส่วนใหญ่อยู่ในกรอบสังคมศีลธรรม ประเพณี และมีความละอายต่อเรื่องเพศมิใช่เหรอ

“มนุษย์เรามีแรงผลักดันในการมีคู่มากกว่า 1 อยู่แล้วครับ ซึ่งแต่ละคนก็จะต่างกันไปทั้ง แรงผลักดันทางเพศ ได้แก่ ฮอร์โมน สัญชาติญาณการขยายพันธุ์ การหาคู่” นพ.โยธิน วิเชษฐวิชัย จิตแพทย์จากโรงพยาบาลสมิติเวช กล่าว

ค่ะ เราไม่นำเสนอถกถามกับคุณหมอในประเด็นวัฒนธรรมประเพณีความเป็นหญิงไทยที่นักจัดระเบียบครอบครัวออกมาเถียงแทนแล้ว หรือระหว่างความตรงไปตรงกับความเห็นแก่ได้ทางการตลาดของเจ้าภาพโพลนี้หรอกนะคะ

เราสนใจประเด็นความเป็นมนุษย์ที่มีแรงขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณทางเพศ ทว่าก็ผกผันตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป..มากกว่า

“แรงผลักดันในชีวิต ได้แก่ การอยากได้อยากดี อยากเด่นดัง อยากรวย อยากเหนือกว่าคนอื่น จากมีแฟนอยู่แล้วรู้สึกว่ายังไม่ดี ก็หาใหม่ เพื่อให้ได้รับการยอมรับในสังคมของตน

และสุดท้ายแรงผลักดันในการแก้แค้น การเอาชนะ เช่น เคยถูกกระทำนอกใจ ก็เอาคืน”

ผู้หญิงยุคใหม่ทำมาหากินเอง ไม่ง้อสามี

“ความไม่ซื่อสัตย์ของผู้หญิงต่อคู่ของตัวเองนั้นมีมาเรื่อยๆ อยู่แล้วในสังคมปัจจุบัน และในสังคมโบราณ เพียงแต่การได้รับการยอมรับนั้นจะเป็นไปตามแต่ละยุคสมัย

สมัยโบราณอย่างคลีโอพัตรา นางก็มีคู่หลายคน ผู้หญิงในประวัติศาสตร์ก็มีมากมายที่นอกใจสามี เพียงแต่ระยะหลังจะมีแนวโน้มมากขึ้น

อย่างที่เราทราบกันว่า เพราะช่องทางในการเจอ พบปะกันง่ายขึ้น ผิดกับผู้หญิง ผู้ชายในยุคอดีตที่กว่าจะเจอ จะรักกันนั้นยากเหลือเกิน

อีกทั้งผู้หญิงปัจจุบันอาจจะไม่ต้องง้อผู้ชายมากเหมือนในอดีต เพราะสามารถทำงานหาเงิน เลี้ยงตนเองได้จึงไม่จำเป็นต้องง้อผู้ชายหากชีวิตคู่ไม่สามารถไปด้วยกันได้ ผู้หญิงจึงพร้อมหาผู้ชายอื่นมาทดแทนที่ได้เสมอ

หากเป็นสมัยก่อนผู้หญิงต้องยอมทนให้สามีกดขี่ข่มเหง บางครั้งลามปามไปถึงการทำร้ายร่างกายเพียงเพื่อให้เขายังเลี้ยงดู ให้เงินใช้ เพราะผู้หญิงเป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูก จึงไม่มีอาชีพที่จะหาเลี้ยงดู หรือยืนด้วยลำแข้งตนเองได้

ผู้หญิงสมัยนี้จึงได้เปรียบผู้หญิงยุคเก่า เพราะมีการศึกษาทัดเทียมผู้หญิง บางครั้งหน้าที่การงานจะดีกว่าซะด้วยซ้ำ ทะเลาะกันก็เลิก ไม่มีการปรับความเข้าใจ หรืออดทน ให้อภัยกันเหมือนอดีต”

ความไม่เข้าใจกันบ่อเกิดการมีกิ๊ก

“ทว่า การที่ผู้หญิงจะไปมีชู้ในขณะที่ตนเองมีสามี หรือแฟนแล้วนั้นอาจจะมีหลายปัจจัย ถ้าถามว่าอะไรเป็นสาเหตุเดียวคงจะไม่ใช่

แต่ที่ปัจจุบันการนอกใจนั้นมีมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบกันว่า Social Network เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็เป็นอีกช่องทางทำให้นอกใจมากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้คนนอกใจกัน แต่ไม่ใช่สาเหตุใหญ่ที่สุดที่ทำให้คนนอกใจกัน

สาเหตุใหญ่ คือ การที่คนสองคนไม่มีความเข้าใจกันแล้ว ไม่ได้รักกันแล้ว อันนี้เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งมากกว่า เพราะบางคนมีช่องทางให้นอกใจมากมายแต่เขาไม่ทำ ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุทางด้านจิตใจมากกว่า เป็นแนวคิด บุคลิกภาพส่วนตัวของเขา

ส่วนพวกสาวพวกล่าแต้มอาจใช้ได้ในบางสังคมเท่านั้น นั่นคือเรื่องที่พวกเขาอาจจะชอบความท้าทาย เป็นการส่วนตัว เป็นความคิดความเชื่อ บุคลิกภาพของเขามีถูกปลูกฝังมา ว่าถ้าแย่งคนอื่น หรือมีแฟนหลายคนจะเป็นเรื่องที่ดี

ส่วนคู่ที่รักกัน เข้าใจกัน ถามว่าจะมีโอกาสที่เขาจะนอกใจกันมั้ยก็มีนะ แต่เปอร์เซ็นต์จะน้อยกว่า ส่วนใหญ่ที่เราเห็นว่าคนจะนอกใจกันนั้น ส่วนใหญ่จะมีปัญหาความไม่เข้าใจกันมากกว่า

ถ้าเอา 2 กลุ่มมาเปรียบเทียบกัน โอกาสนอกใจ มีชู้ แต่น้อย ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เข้าใจกัน โอกาสที่จะนอกใจ มีชู้ จะมากกว่า”

“อยู่ก่อนแต่ง”ทำหญิงไทยเปลี่ยนคู่ง่ายขึ้น

“ผมไม่แน่ใจในโพลว่าที่บอกว่าผู้หญิงไทยไม่ซื่อสัตย์กับคู่ตัวเอง คนเหล่านี้ไม่ซื่อสัตย์ต่อการตอบคำถามด้วยหรือเปล่า

ปัจจุบันเรายอมรับการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งค่อนข้างสูง บางทีพอสังคมยอมรับอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยให้การจะทำอะไรก็ดูง่ายไปเสียหมด

เช่นเดียวกับกับการเปลี่ยนคู่ที่ง่ายดายเหลือเกิน โดยที่ไม่ต้องมีพิธีการเช่นสมัยก่อน ก่อนจะอยู่ด้วยกัน จะต้องทำพิธีแต่งงานให้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายรับทราบจึงจะอยู่ด้วยกันได้

ซึ่งดูจะเป็นเรื่องยากในสมัยนี้ เพราะการอยู่ก่อนแต่งในสังคมไทยเริ่มมีมากมายหลายคู่ ส่วนใหญ่จะมักเลือกอยู่ก่อนแต่ง จึงทำให้หญิง ชาย อยู่กันง่ายขึ้นในการจะไปอยู่ด้วยกัน ดังนั้นพอการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งมากขึ้น จึงทำให้การเปลี่ยนคู่ง่ายกว่าสมัยก่อน เอาแต่ใจตนเองมากขึ้น ไม่มีความอดทน ไม่มีความให้อภัยกัน”

ศีลธรรมเสื่อม ให้ค่าความรักน้อยกว่าวัตถุ

“แต่สิ่งที่ทำให้แรงผลักดันหรือการนอกใจไม่ได้ออกมาในสังคม คือ ความรัก และ เข้าใจ คู่ของตน ถ้ารักก็ไม่อยากให้แฟนเสียใจ

รวมถึงกรอบค่านิยม ของสังคม เช่น สังคมบางที่ไม่สนับสนุนการนอกใจ และ ประณามอย่างรุนแรง
ศีลธรรม ประจำใจ ของคนนั้น เช่นความรู้สึกดี ถูกผิด

เรื่องความสามารถในการคาดการณ์ ผลลัพธ์ ของการนอกใจ ว่าอาจเกิดผลร้ายพวกเธอจึงไม่นอกใจสามีตนเอง และการมีโอกาสที่จะนอกใจ เช่น สถานการณ์ หรือเพื่อนพาไปเจอผู้ชายคนใหม่ หากสถานการณ์ไม่ได้ โอกาสก็ไม่มี

ทว่า เมื่อพบว่า สถานการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนไป ก็ย่อมมีผลทำให้การนอกใจมากขึ้น เช่น การมีโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น ในการพบปะผู้คน เช่น Social Network หรือ การออกจากบ้านทำงาน ของเพศหญิง ที่มากกว่าแต่ก่อน ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก

การเปลี่ยนไปของค่านิยมในสังคม ที่ให้การยอมรับกับการนอกใจมากขึ้น และการปลูกฝังด้านศีลธรรมลดลง พ่อแม่ไม่มีเวลาสอน หรือเป็นตัวอย่างไม่ดีให้ลูก ให้กิเลสบังตา จนมองไม่เห็นผลร้ายตามมา

สิ่งสำคัญคือ การเอาใจใส่กันทางจิตใจที่น้อยลง ให้ความรักกันด้านวัตถุมากขึ้น เช่นให้เงิน ให้ของ แต่ไม่ได้ให้ใจ จึงอาจเป็นไปได้ที่จะมีการนอกใจมากขึ้นในปัจจุบัน และ ในสังคมไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ทางด้านจิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางแย่ รับการยอมรับในสิ่งที่ผิดมากขึ้น และ เข้าข้างตนเองมากขึ้น”

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2555