ลำไส้อักเสบเรื้อรัง IBD เช็กอาการก่อนเป็นมะเร็ง

ปัจจุบันพบว่ามีคนไทยป่วยเป็นโรค Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD หรือโรคในกลุ่มอาการที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่โดยไม่ทราบสาเหตุเพิ่มมากขึ้น พบว่ามีอุบัติการณ์ผู้ป่วยสูงขึ้นในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดคลินิกเฉพาะทาง IBD พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรค IBD พร้อมวิทยาการทางการแพทย์และ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์ ผอ.ด้านการแพทย์กลุ่ม ร.พ.บำรุง ราษฎร์ และเป็นแพทย์ในทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค IBD บอกว่า IBD เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะช่วงวัย 20-40 ปี ปัจจุบันยังไม่รู้สาเหตุของการเกิด ทำให้กลุ่มอาการ IBD จะแตกต่างจากกลุ่มลำไส้อักเสบชนิดเฉียบพลันซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ โดยแบ่งโรคในกลุ่ม IBD เป็น 2 ชนิด คือ โรคโครห์น ที่เกิดได้ทุกตำแหน่งในระบบทางเดินอาหาร และ Ulcerative Colitis หรือเรียกสั้นๆ ว่า UC ซึ่งจะเกิดเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่ จากการเริ่มต้นศึกษาอย่างจริงจังจากกลุ่มผู้เข้ารับการรักษาที่ร.พ.บำรุงราษฎร์ เราพบว่าในประเทศไทยหรือในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีผู้ป่วยอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งได้รับการวินิจฉัยเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี

อาการผิดปกติเบื้องต้น คือ ท้องเสียเรื้อรัง มีมูกเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้อง น้ำหนักลด หรือบางคนอาจมีไข้ร่วมด้วย ข้อสังเกตคือ เมื่อพบว่ามีอาการดังกล่าวต่อเนื่องราวสองสัปดาห์ และอาการไม่ดีขึ้นหลังได้รับยาปฏิชีวนะ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอุจจาระหรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่อย่างละเอียด หลายครั้งผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นลำไส้ติดเชื้อ ซึ่งไม่ตรงกับกลุ่มอาการ หรือถึงแม้จะรู้แล้วว่าเป็น IBD ก็ยังไม่มีการรักษาที่เหมาะสม ทั้งที่โรคนี้หากเป็นมากหรือมีการอักเสบเรื้อรัง ก็มีโอกาสถึงขั้นเสียชีวิตหรืออาจเป็นมะเร็งได้ โดยทั่วไปการรักษา IBD ให้ได้ผลเต็มที่ มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ Remission หมายถึงการควบคุมอาการของโรคให้สงบลงด้วยการให้ยา ส่วนใหญ่จะให้ยาทาน ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาต่อเนื่องไปตลอดแม้อาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เนื่องจากการทานยามีผลโดยตรงต่อการควบคุมอาการของโรคไม่ให้ย้อนกลับมา′

โดยแพทย์จำเป็นต้องผ่าตัดผู้ป่วยบางรายเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด โดยผู้ป่วยกลุ่มที่เป็น UC การผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ส่วนที่มีปัญหาออก จะช่วยรักษาโรคให้หายขาดได้ กรณีผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากแล้ว ส่วนโรคโครห์นจะไม่นิยมผ่าตัด ยกเว้นผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมมาตั้งแต่ต้น ทำให้ผนังลำไส้กลายเป็นพังผืดตีบตันก็จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด

ร.พ.บำรุงราษฎร์ ได้เปิด ′IBD คลินิก′ เพื่อการรักษา ให้คำแนะนำ และเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยพร้อมเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้มาตรฐาน เพราะโรคนี้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง รับการรักษาที่เหมาะสมและมีแผนการรักษาที่ชัดเจนก็จะดีขึ้น

 

ที่มา : ข่าวสด 11 กันยายน 2555

.

Related Link:

.

 

 

ร่างกายล้า สุขภาพเสื่อม เบื่อเซ็กซ์! ศาสตร์ “ชะลอวัย” ช่วยคุณป้องกันได้

มักได้ยินคำว่า ศาสตร์แห่งการชะลอวัย หรือ Anti-Aging บ่อยๆ ถึงขนาดมีการร่ำเรียนเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบสาขาวิชานี้โดยตรง

เรามารู้จักกันหน่อยว่า เจ้าศาสตร์นี้ใช้วิธีอะไรในการรักษา และภาวะเริ่มแก่(แล้ว)เป็นโรคด้วยหรือ ฯลฯ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center มาอธิบาย ณ ตรงนี้ค่ะ

ร่างกายเริ่มเสื่อม โรคร้ายเริ่มมา บ่งชี้ “แก่”

ร่างกายรู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือความต้องการทางเพศลดลง

คุณหมอกฤดากร บอกว่า ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความแก่หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม

“ซึ่งโรคร้ายมากมายล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคต้อกระจก โรคเสื่อมระบบประสาท โรคกระดูกพรุน เป็นต้น จึงทำให้คนให้ความสนใจเรื่องความเสื่อมของร่างกาย และหาวิธีที่จะดูแลและป้องกันกันมากขึ้น”

และนี่คือ ที่มาของศาสตร์แห่งการชะลอวัย

ศาสตร์ชะลอวัย เน้นป้องกัน

“หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Anti-Aging มาบ้างแล้ว แต่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ซึ่งการแพทย์เฉพาะทางด้านชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) จะมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม และการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

โดยแพทย์จะใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจวัดและรักษาปรับสมดุลระดับสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารสื่อประสาท รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด สามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก-สารอนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน”

คุณหมอบอกว่า พบสารอนุมูลอิสระได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

“ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร ซึ่งสารอนุมูลอิสระตัวร้ายนี้มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยแล้วในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง

พบว่าอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก

ส่วนสารอนุมูลอิสระที่พบจากภายนอกร่างกาย คือ มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รังสี UVA และ UVB ในแสงแดด ควันบุหรี่ เป็นแหล่งอนุมูลอิสระที่สามารถเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง

สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง ในร่างกายตับสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดด้วยกัน

แต่เพราะความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวัย การผลิตสารอนุมูลอิสระดังกล่าวก็จะลดน้อยลง เราจึงควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) อัลฟาไลโพอิกแอสิด (Alpha Lipoic Acid ; ALA) และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) กับโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และควรเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น”

นอกจากนี้ คุณหมอแนะให้หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด

เรื่องที่สอง ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น

แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

หญิงวัยทอง ชายเซ็กซ์เสื่อม

“ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล

ส่วนในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่าพละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้”

อย่างไรก็ตาม คุณหมออธิบายว่า อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน หาใช่ผิดปกติจนถือว่าเป็นโรค เพียงแต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจและทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร สามารถให้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น

ทว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งควรไปเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล หมอชะลอวัยจะเป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย

และนี่แหล่ะค่ะ วิธีการป้องกันรักษาตามหลักชะลอวัยสไตล์

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2555

QA: ผมหงอกตรึม! เลือกผลิตภัณฑ์ปิดผมขาวแบบไหนปลอดภัย ย้อมอย่างไรติดนาน

Question จำเป็นต้องทำสีปิดผมขาวทุกเดือน ควรมีวิธีเลือกผลิตภัณฑ์อย่างไรคะเพื่อไม่ให้แพ้และผมแห้งเสีย

Answer โดย หมออานนท์ ชวาลา ศัลยแพทย์ & Hair Restoration Medicine

“ครับ ผมก็เจอคนไข้หลายคน..บอกหยุดทำสีไม่ได้เพราะผมขาว

โดยหลักการส่วนใหญ่ตัวสารเคมีที่แพ้คือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogenperoxide) กับแอมโมเนีย (Ammonia) ที่มีในสารเคมี เพราะฉะนั้นเราเลี่ยงไปใช้ตัวย้อมที่ไม่ผสมไฮโดรเจนฯ ไม่มีสารประกอบแอมโมเนีย

อะไรที่ผสมน้ำเปล่า พวกเฮนน่าเปลือกสนเปลือกไม้น่ะดี มีโอกาสแพ้น้อย

ก่อนใช้ ควรทดลองที่หลังมือก่อน ทิ้งไว้ 15-20 นาที ถ้าแพ้ก็อย่าใช้ อยากให้ติดนานก็ทิ้งไว้ให้นาน ฉลากบอกครึ่งชั่วโมง คุณทิ้งไปเลย 3 ชั่วโมง และจะติดนาน

ครีมเปลี่ยนสีผมแบบป้ายก็อยู่กลุ่มไฮโดรเจนฯ อะไรก็ตาม 5 นาที มีไฮโดรเจนฯ ทั้งนั้น ซึ่งกลุ่มที่มีไฮโดรเจนฯ กลุ่มที่มีแอมโมเนียเสี่ยงที่จะเกิดหนังศีรษะอักเสบได้

คนที่ผมขาวย้อมซ้ำแล้วซ้ำอีกส่วนใหญ่มักมีปัญหาผมแห้งกรอบ และแตกปลาย เพราะตัวโปรตีนเคราติน (Keratin) ที่เคลือบเส้นผมมันเสียไปแล้ว มีโอกาสเกิดหนังศีรษะที่เป็นรากสูญเสียเรื้อรัง เกิดอักเสบเรื้อรังและถาวรต่อไป ตรวจหาง่ายครับ แหวกผมดูถ้าลักษณะหนังศีรษะหนา สีขาว เหมือนฝ่าเท้าที่เป็นตาปลา นั่นแหล่ะใช่เลย เสียดสีเรื้อรัง มันจะหนาขึ้น เป็นปื้นหนา คล้ายๆ ข้อศอกด้านเข่าด้าน

ผมอยากให้ดูคนญี่ปุ่น ประชากรชาวญี่ปุ่นไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายจะมีการทำสีผมเยอะมากที่สุด บางคนภายใน 1 เดือนเปลี่ยน 3 สี แต่ทำไมประชากรชาวญี่ปุ่นมีปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะน้อย

เพราะพวกเขามีกำลังสำรอง ตั้งแต่เด็กนิยมบริโภคปลาแซลมอนมาก ตัวนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีโปรตีนที่รากผม ทำให้รากผมแข็งแรง เป็นทุนรอนเดิมอยู่แล้ว พอเวลาไปเจออะไรไม่ดีซ้ำๆ ก็ไม่ค่อยไปบั่นทอนเท่าไร

ผมแนะนำให้เน้นโภชนาการครับ อาหารการกินมีส่วนทำให้เส้นผมมีความแข็งแรงได้จริง ๆ

.
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กันยายน 2555

กินอะไรผมดกสลวย เงางาม แข็งแรง ไร้รังแค

ปัญหาผมคนเรามีหลากหลาย ไม่ว่าจะผมร่วง ผมกระด้าง ผมไม่มีน้ำหนัก หรือหนังศีรษะแห้งเป็นขุย ฯลฯ

นอกจากควรเลือกผลิตภัณฑ์ อย่าง แชมพู ครีมนวด เซรั่มบำรุง ให้ถูกต้องกับปัญหานั้นๆ แล้ว

สิ่งสำคัญกว่าคือ อาหารที่กิน ค่ะ

ตามคอนเซ็ปต์ YOU ARE WHAT YOU EAT

เรามาเปิดเมนู อาหารที่มีประโยชน์ต่อเส้นผมและหนังศีรษะกันเลยจ้า

ปัญหาผมร่วง ผมบาง

นพ.อานนท์ ชวาลา ศัลยแพทย์ & Hair Restoration Medicine ยกปลาแซลมอนให้เป็นเมนูอันดับหนึ่งในการแก้ปัญหาผมร่วงผมบาง เนื่องจากมีกรดไขมันที่จำเป็น โอเมก้า 3 (Omega – 3 fatty Acid) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี และยังมี วิตามิน บี 12 และเหล็กอยู่ในปริมาณมาก

สอดคล้องกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง Paradi Mirmirani ที่พูดถึงความสำคัญของธาตุเหล็กว่า

“คนที่มีปัญหาผมร่วงคือ คนที่ขาดธาตุเหล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง”

แต่ครั้นจะให้ซื้อแซลมอนมากินทุกวันคงไม่ไหว หมอ Paradi จึงแนะนำเมนูอื่นที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ได้แก่ ไข่แดง และธัญพืช อาทิ ขนมปังที่มีกาก หรือซีเรียล (Cereals)

อาหารพวกนี้มีวิตามินบีสูง ซึ่งสำคัญมากในการเจริญของผม มีเหล็กและสังกะสี มีกากมากช่วยให้อิ่มนาน ยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกแน่ะ

ปัญหาเส้นผมอ่อนแอ ขาดง่าย

โปรตีนกับไบโอติน (Biotin) มีสรรพคุณในการรักษาสุขภาพของผิวพรรณและเส้นผม โดยเฉพาะในภาวะที่ผิวพรรณแห้งเป็นขุย ภาวะผิวหนังอักเสบ ทำให้สุขภาพหนังศีรษะดีขึ้น

เม็ดอัลมอนด์กับถั่วต่างๆ เช่น ถั่วปากอ้า ถั่วเหลือง จึงตอบโจทย์นี้ได้เป๊ะสุด หมออานนท์แนะให้กินอัลมอนด์พร้อมเปลือกวันละ 20 เม็ด จะช่วยให้เส้นผมมีขนาดใหญ่ขึ้นและยาวเร็วขึ้น ส่วนถั่ว สามารถปรับเป็นกินน้ำนมถั่วเหลืองแทนในปริมาณ 1/2 – 1 ลิตรต่อวัน

แล้วเส้นผมของคุณจะแข็งแรง ไม่ขาดง่าย

ปัญหาผมขาดการบำรุง

ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักโขม, บร็อคโคลี่ เป็นแหล่งที่มีวิตามิน A และ C สูง ซึ่งร่างกายต้องการใช้ในการผลิตไขมัน (sebum) และน้ำมันจากรากขน เพื่อหล่อเลี้ยงเส้นผม

เปรียบสรรพคุณเหมือนกับครีมนวดผมน่ะแหล่ะ

ปัญหาผมเปราะบาง ยาวช้า

สังกะสีมีความจำเป็นกับเรื่องผมเช่นกัน เพราะแร่ธาตุชนิดนี้ช่วยในการผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) หากใครก็ตามที่มีระดับฮอร์โมนตัวนี้ต่ำ มักหนีไม่พ้นเรื่องผมร่วง ผมเจริญเติบโตช้า

หอยนางรมมีสังกะสีสูงค่ะ แต่หากกลัวคอเลสเตอรอลจัด ก็กระเถิบไปกินปู หอยกาบ และบรรดาจมูกข้าวสาลีแทนก็ได้ แล้วผมคุณจะยาวดกหนา เป็นเงางามทีเดียวล่ะ

ปัญหาผมทื่อ มีรังแค

เบตา-แคโรทีน (Beta-Carotene) เป็นสารตั้งต้นของ วิตามินเอ (โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงแก่ผิวหนังและเส้นผม

วิตามินเอ ช่วยป้องกันไม่ให้เส้นผมทื่อ ผิวหนังแห้ง ซึ่งนำไปสู่การเกิดรังแค

แครอทเป็นพืชที่ให้วิตามิน เอสูง รวมทั้งหน่อไม้ฝรั่ง ฟักทอง ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่อยากมีหนังศีรษะที่สุขภาพดี คุณค่าอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ผมมีความชุ่มชื้น เป็นประกาย และไม่เปราะขาดง่ายด้วย

ปัญหาผมแห้ง กระด้าง

ส้มเป็นแหล่งของวิตามินซีที่สำคัญ ซึ่งวิตามินซีช่วยในการดูดซึมของเหล็ก ทำให้ธาตุเหล็กที่ได้รับจากเนื้อหรือถั่วเหลือง ดูดซึมได้ง่ายขึ้น

การได้รับวิตามินซีน้อยเกินไป จะทำให้ผมแห้งและอ่อนแอ ดังนั้นสาวๆ พยายามกินผลไม้อย่าง ส้ม สตรอเบอร์รี่ หรือกระทั่งพริกหยวก สม่ำเสมอนะคะ เพราะนอกจากจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของรากผมแล้ว ยังช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสื่อมที่เกิดจากอายุ และช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจน (collagen) ด้วย

จริงๆ แล้ว ยังมีอาหารอีกหลากหลาย ที่เปี่ยมไปด้วยสรรพคุณบำรุงเส้นผมหนังศีรษะ หมั่นกินอาหารเหล่านี้นะคะ เพื่อสุขภาพผมที่ดี
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 สิงหาคม 2555

ไม่อยากร่วงโล้นแบบนาโอมิ! กรณีใดไม่ควรต่อผม ยาวหนาปลอดภัยต้องทำอย่างไร

สาวไทยผวากันทั้งแผ่นดินเมื่อเห็นภาพข่าวนางแบบผิวดำคนดัง นาโอมิ แคมป์เบล (Naomi Campbell) ในสภาพแมนจู หัวโล้นไปครึ่งศีรษะ ด้วยเหตุต่อผม!

จริงหรือไม่ ต่อผมแล้วเส้นผมต้องหลุดร่วง… กรณีนี้เกิดขึ้นกับทุกคนหรือเปล่า… เราในฐานะสาวไทยรักแฟชั่นเลิฟความงามซึ่งมีความอยากหรือความจำเป็นต้องต่อผม ควรมีวิธีป้องกันระวังอย่างไร

ประเด็นนี้ต้องไปหาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ นพ.อานนท์ ชวาลา ศัลยแพทย์ & Hair Restoration Medicine ท่านกล่าวทันทีว่า

“2-3 ปีที่ผ่านมา ผมมักเจอคนไข้ผู้หญิง ซึ่งไปทำการต่อผมมาและมีอาการผมร่วง เกิดการดึงรั้ง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Traction Alopecia หรือ Traumatic Alopecia แต่ถ้าเปรียบเทียบกับคนต่างประเทศ ถือว่าคนไทยน้อยมาก เจอในคนต่างประเทศมากกว่า”

คนแอฟริกันอเมริกัน/ชาวซิกข์ เรื้อรังร่วงชัวร์

หมออานนท์ บอกว่า ‘Traction Alopecia’ เป็นคำที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัย โดยตามตำราแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน

“กลุ่มแรกคือ กลุ่มคนแอฟริกันอเมริกัน (African-American) ลักษณะทางกายภาพของเส้นผมมีลักษณะหยิก และเล็ก พวกนี้จะพยายามปกปิดอำพรางเพื่อให้ผมตัวเองดูไม่หยิกฟู อย่างไปถักเปียเป็นฝักข้าวโพด หรือต่อผม ซึ่งพอทำนานๆ จะเกิดการดึงรั้งแบบเรื้อรังเกิดขึ้น

กลุ่มที่สองเกี่ยวกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ได้แก่ ชาวซิกข์ เขามีวัฒนธรรมในการมวยผมและเกล้าผมแบบดึงรั้ง ถอดหมวกผ้าออกมาเห็นเลยว่ามีการดึงรั้งมาก ผมที่ถูกดึงรั้งจะเป็นแนวผมด้านหน้า ดึงซ้ำแล้วซ้ำอีก ดึงไปที่รากผมเรื้อรัง มันก็เกิดปัญหาเซลล์รากผมที่ถูกดึงเรื้อรังได้รับการบาดเจ็บ

พอบาดเจ็บปั๊บ วันดีคืนดีมันจะมีการบิดเบี้ยวของรากผมเป็นรูปวงรีและมีการติดเชื้อซ้ำเติม ผิวหนังบริเวณนี้จะมีการอักเสบและเกิดตะปุ่มตะปั่ม บางคนกลายเป็นแผลเป็นเรื้อรังแรมเดือนแรมปี มันจะไม่ย้อนกลับ คือ รักษาอย่างไรผมตรงนั้นก็ไม่ขึ้น คนไข้ที่มาหาคือ ขอมาทำศัลยกรรมแล้ว

กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มผู้หญิงชาวญี่ปุ่น จะมีการถักรัดตรงด้านหลัง ซึ่งผมไม่ทราบ เพราะผมยังไม่เจอ แต่ในตำรากล่าวถึงกลุ่มนี้ไว้”

หมออานนท์จัดให้ซูเปอร์โมเดลนาโอมิอยู่ในกลุ่มแรก ที่นิยมอำพรางปมด้อยเส้นผมหยิกฟูของตัวเองด้วยการต่อผม จากข้อมูลข่าวชี้ว่า เธอเข้าขั้นหมกมุ่นทอผมต่อผมให้ยาวสลวยมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งนอกจากทำมากเกินเลยไปแล้ว ยังเลือกในจุดที่ไม่ควรทำ อย่าง บริเวณคอ ตีนผม และใกล้หนังศีรษะมากเกินไป

“กลุ่มที่ต่อผมจะเป็นปัญหาในกรณีที่ดึงรั้งแบบยาวนานเรื้อรังเกิน 6 เดือนขึ้นไป ร่วงในลักษณะผิวหนังตรงนั้นตะปุ่มตะปั่ม และมีการติดเชื้อซ้ำ ซ้ำเติมซ้ำซ้อน เรียกว่า ผมร่วงแบบมีแผลเป็น ผมไม่ขึ้นแล้ว ถ้าจะรักษา มักลงเอยด้วยการทำศัลยกรรมปลูกผม ตำแหน่งที่ผมจะร่วงคือ ตำแหน่งไรผมด้านหน้า กับตรงบริเวณทัดดอกไม้ ถ้าเป็นพวกชาวซิกข์ กลุ่มนี้มักร่วงตรงกลางศีรษะ

ดังนั้นคนไทยไม่ค่อยมีปัญหาหรอก เพราะลักษณะกายภาพเส้นผมแตกต่างกับพวกแอฟริกันอเมริกัน คนไทยไม่ต่อตรงโคน แต่มักต่อตรงปลาย และคนไทยไม่ต่อนาน อย่างมากก็ต่อเป็นบางช่วง จะไปงานเลี้ยงถึงต่อ และต่อประเดี๋ยวประด๋าวก็เอาออก จึงไม่น่ากังวล”

ทว่าประเด็นน่ากังวลคือ สาวไทยที่มองว่าตัวเองผมบาง เจอแรงยุจากช่างผมว่า การต่อผมจะช่วยทำให้ผมดูหนาสวยขึ้น โดยหารู้ไม่ว่าตนเองอยู่ในข่ายกลุ่มเสี่ยงที่มีภาวะผมร่วงง่ายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุกินยาลดความอ้วน เป็นไทรอยด์ หรือพกความเครียดเป็นประจำ ฯลฯ

ต่อผมเพื่อกลบแก้ปัญหาผมร่วงผมบาง คือวิธีที่ผิด

หมออานนท์บอกว่ามีคนที่มีปัญหาผมร่วงเพราะต่อผม 2 รูปแบบ

“รูปแบบหนึ่งคือ ต่อผมระยะเวลานาน 3 เดือน 6 เดือน และเทคนิคการต่อผมที่ผมเห็นจากคนไข้ที่มาหา มีทั้งแบบคลิปแบบหลอด มีการกระทำต่อรากผมซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำแล้วเอาออกเอาเข้าอีก เป็นระยะเวลานาน

อีกรูปแบบคือ ต่อผมแล้ว 1-2 อาทิตย์ เส้นผมก็ร่วง ส่วนใหญ่มีรายงานบอกว่าไม่น่าเกิดจากการต่อผม แต่กลุ่มนี้มักมีสาเหตุอื่นที่เร่งเร้าผมที่มีแนวโน้มจะร่วงอยู่แล้ว และพอไปต่อ ก็ร่วง”

หมออานนท์อธิบายธรรมชาติอายุขัยเส้นผมคนเรา เพื่อความเข้าใจชัดเจนขึ้น

“ผมที่อยู่บนหนังศีรษะเรา 90% เป็นผมที่มีความแข็งแรง อยู่ในระยะเวลากำลังเจริญเติบโต อีก 10% คือ ผมที่เจริญเติบโตมาแล้วหมดอายุ อยู่ในระยะพักตัว ใน 10% นี้ติดอยู่บนหนังศีรษะ 30-90 วัน และร่วงตามธรรมชาติ เรียกว่า รอบวงจรผลัดตามปกติ

ฉะนั้นถ้าเฉลี่ยใน 30-90 วัน ผมคนเรามี 1 แสนเส้น 10% ก็ประมาณ 1 หมื่นเส้น ดังนั้นโดยเฉลี่ยคนที่ไม่มีปัญหาเส้นผมไม่มีปัญหาหนังศีรษะ ผมจะร่วงเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ววันละ 100 เส้น ทีนี้เผอิญมีภาวะอะไรก็ตามที่ทำให้เส้นผมเราที่อยู่ในปกติ 90% ระยะเวลาเจริญเติบโต มันเข้าไปอยู่ในระยะพักตัวมากขึ้น

เช่น ความเครียด ซึ่งผมเจอคนไข้เคสนี้บ่อย, ยาบางชนิดที่กิน อาทิ ยาลดความอ้วน ยาสลายไขมัน ยาลดไขมันบางตัว ยาลดความดันบางชนิด ยาสลายลิ่มเลือดในคนที่เป็นโรคหัวใจ ฯลฯ

รวมทั้งภาวะโลหิตจาง กรณีนี้เจอมากในคนไทย โดยเฉพาะผู้หญิงที่พิถีพิถันเรื่องอาหารการกินเพื่อให้ร่างกายสะโอดสะองเอวบางร่างน้อย คุมอาหารมาก พอคุมอาหารมาก โภชนาการก็พร่อง จึงเจอบ่อยมากว่าเป็นภาวะโลหิตจาง และยิ่งผู้หญิงมีรอบเดือน จะเสียเลือดเยอะ โลหิตก็จะจางลงไปอีก ภาวะโลหิตจางซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตไปอยู่ในระยะพักตัว

และโรคประจำตัวบางอย่างที่เจอบ่อยคือ คนที่เป็นไทรอยด์สูงหรือไทรอยด์ต่ำ เป็นได้ทั้งสองอัน

ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาคือ คนไข้กลุ่มนี้มีแนวโน้มผมจะร่วงอยู่แล้ว แต่ดันไปต่อผม บางคนไม่รู้ตัวว่ามีปัจจัยเร่งเร้า หรือเหตุส่งเสริมที่ทำให้ผมร่วงง่าย แต่บางคนรู้ตัวและเลือกใช้วิธีแก้ไขด้วยการต่อผม เท่ากับเข้าสู่วงจรอุบาทว์”

 

 

 

หยุดต่อ หยุดมัด หยุดดึงรั้งซ้ำซาก คือวิธีที่ถูก

“ผมเห็นส่วนใหญ่เทคนิคต่อผมเป็นแฮร์คลิป เป็นหลอด และที่ดูเนียนมากคือ ต่อเส้นต่อเส้นเลย คนไข้ที่มาหาผมบอกเสียค่าต่อเป็นหมื่นๆ”

แต่ถ้าคุณเกิดปัญหาผมร่วง จงตัดใจ อย่าไปเสียดายเงิน เอาผมที่ต่อออกก่อน

“หลักการแก้ไขเบื้องต้นง่ายๆ คือ เอาออกก่อน” หมออานนท์เน้นอีกครั้ง

“การต่อผมเป็นการซ้ำเติมปัญหา วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าตัวเองเป็นคนผมร่วงหรือเปล่า หนึ่ง-เจ้าตัวจะรู้สึกเองว่าปริมาณผมน้อยลง ไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน สอง-ลูบก็ร่วง สาม-ติดที่บริเวณหมอน สี่-เวลาใช้ห้องน้ำ ถ้าใช้คนเดียว ห้องน้ำจะตันเร็ว อย่ารอให้ถึงขั้นเห็นตัวเองผมบางเพราะนั่นมาทีหลัง ต้องเสียความหนาแน่นไป 25% แล้วถึงสังเกตเห็น แสดงว่าผมร่วงไปเยอะมากแล้ว

รวมทั้งผู้หญิงที่มัดผมที่เดิมประจำแน่นๆ ด้วย ผมมักแนะนำคนไข้ที่มาหาผมว่า ถ้ารัดก็รัดหย่อนๆ เพื่อไม่ให้เกิด Traction Alopecia ดึงรั้งซ้ำแล้วซ้ำอีก”

เท่านั้นไม่พอ หมออานนท์ยังเตือนถึงสาวๆ ที่นิยมทำสี ประโคมสารเคมีจัดแต่งทรงผมต่างๆ ว่าเป็นเหตุเพิ่มพูนความอ่อนแอให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ

การรักษาผมร่วงผมบางส่วนใหญ่ที่เป็นเรื่องกรรมพันธุ์ซึ่งเกี่ยวกับฮอร์โมน โอเค…ตรงนั้นมาหาแพทย์ แต่หลักการโดยทั่วไปผมบอกคนไข้ให้ท่องไว้เลย วิตามินเพียงพอ (กลุ่มวิตามินบี สุดยอด) โภชนาการดี (แซลมอนมาที่หนึ่ง) หลีกเลี่ยงสารเคมีและยา

ควรเลี่ยงการยืด โกรก ย้อม ดัด และเจลสเปรย์ แต่มีข้อยกเว้นคือ รู้จักเลือก อย่างเช่น แฮร์เดรสซิ่งแต่งผม เบี่ยงไปใช้มูส เพราะมูสเป็นตัวทำอันตรายรากผมน้อยที่สุด ยิ่งมูสที่เขียนว่า free alcohol ยิ่งแนะนำ หรือยาย้อมผม หันไปหาพวกเฮนน่าเปลือกสนเปลือกไม้

อย่าไปใช้พวกที่มีไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์หรือแอมโมเนียผสม เพราะสารเคมีสองตัวนี้ทำให้เกิดการแพ้ง่าย เวลาคนไข้มาหาผม ผมแหวกผมดูเห็นชัดเลยลักษณะหนังศีรษะหนา สีขาว เหมือนฝ่าเท้าที่เป็นตาปลา เสียดสีเรื้อรัง มันจะหนาขึ้น คล้ายๆ ข้อศอกด้าน เป็นปื้นหนา”

สรุป คงความเป็นธรรมชาติดีที่สุด เพราะนั่นคือ ความงามที่แท้จริง

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 สิงหาคม 2555

QA: กระดูกเสื่อมลงเมื่ออายุเท่าไหร่ กินแคลเซียมตอนแก่ทันมั้ย?

Question กระดูกจะเสื่อมลงเมื่ออายุเท่าไหร่ กินแคลเซียมตอนแก่ทันมั้ย?

Answer โดย ดร.มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ไคโรเมด สหคลินิก (Chiromed Medical Center)

“ในช่วงตั้งแต่วัยเด็ก การทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงจะช่วยให้กระดูกแข็งแรง อาหารโดยทั่วไปที่มีแคลเซียมสูง ผัก ผลไม้ วิตามินดี ต้องทาน ตั้งแต่เด็ก ๆ เลย เพราะถ้าเกินอายุตั้งแต่ 18- 20 ไปแล้ว แนวกระดูกจะค่อยๆ Slow Down ในแง่ของการสร้างความแข็งแรงแล้ว

จริงอยู่ว่า กระดูกอาจจะพัฒนาได้อยู่บ้าง แต่มันก็จะไม่ได้ดีมากเท่าช่วงเด็กๆ เพราะเมื่อวัยเด็กเรายิ่งกักตุนไว้มากเท่าไหร่ ก็เหมือนเรายิ่งคงความเเข็งแรงไว้มากเท่านั้น เพราะอายุเลย 20 ไปแล้ว แนวกระดูกจะไม่ค่อยพัฒนาต่อไปอีกเท่าไหร่แล้ว ทีนี้จะเริ่มเสื่อมอย่างเดียว

ทว่าระบบการดูดซึมเพื่อนำมาสร้างความแข็งแรงจะน้อยลงด้วย แม้ว่าเราจะทานวิตามินเสริมกระดูก ซึ่งเป็นลักษณะปกติของร่างกายอยู่แล้ว ด้วยกลไกของร่างกายเราพอเริ่มเสื่อม การสร้างก็จะสร้างน้อยแล้ว ต่อให้ทานเท่าไหร่ถ้าไม่ดูดซึมไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี เนื่องจากกลไกในการสร้างเกิดการ Slow Down

ส่วนผู้หญิงเมื่ออายุมาถึงวัยทองช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไปก็จะมีปัญหาตั้งแต่เรื่องของการสึกกร่อนจากข้อที่เกิดจากการใช้งานที่ไม่ระวังตัว หรือสภาวะการเป็นโรคอย่างอื่น ที่เห็นได้บ่อย คือ โรคกระดูกพรุน กระดูกบาง

ดังนั้นเราต้องไปย้อนไปดูตั้งแต่ตอนเด็กๆ ว่าการเตรียมตัวในเรื่องของโภชนาการมีมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับบุคคล ว่าการดูแลตัวเองตั้งเด็กดีมากน้อยเพียงใดเพราะผลที่ตามมาจากการกินแคลเซียมจะได้ประโยชน์ยามอายุมาก เพราะโรคกระดูกพรุนไม่ได้เกิดกับคนอายุมากทุกคน”

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 สิงหาคม 2555

QA: วิธีป้องกันแก้ไขกลิ่นเหม็นอับจากเสื้อผ้ารองเท้า หลังลุยฝน

Question กลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้า และกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเท้า หลังฝ่าสายฝนมาทำงาน แก้ไขอย่างไรดีคะ?

Answer โดย คุณณัฐนันท์ ปัญญาโกษา นักสุขศึกษา โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1

“หน้าฝนสาวๆ หลายคนที่ต้องฝ่าละอองฝนไปทำงาน ต้องทนกลิ่นอับชื้นไปทั้งวัน ทั้งจากเสื้อผ้า ผม รองเท้า สูญเสียความมั่นใจ กลิ่นอับชื้นออกเหม็นเปรี้ยวนั้น เป็นก๊าซที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์อาหารของแบคทีเรีย

ส่วนเสื้อผ้าและผมเหม็นอับ เสื้อผ้าและผมที่โดนละอองฝนแม้เพียงนิดหน่อย หากไม่ผึ่งให้แห้งก่อนจะก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งวัน

หน้าฝนควรมีผ้าแห้งที่สะอาด เช่น ผ้าขนหนูพกติดตัวไว้ในยามจำเป็น โดยเฉพาะช่วงเช้าเมื่อออกไปทำงานแล้วเกิดถูกฝนไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนใหม่ สามารถใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้งก่อน แล้วพยายามผึ่งพัดลม หรือเดินไปเดินมาในออฟฟิศหรือที่อากาศถ่ายเท เช่น ริมระเบียงออฟฟิศ เพื่อให้เสื้อผ้าระบายความชื้นออกมาให้มากที่สุด

ทั้งนี้หน้าฝนควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าเนื้อหนา ระบายอากาศได้น้อย เช่น ยีนส์ ผ้าใยสังเคราะห์ เพราะคุณสมบัติระบายอากาศไม่ดี หากโดนความชื้นจะเก็บความชื้นก่อให้เกิดกลิ่นอับติดตัวตลอดทั้งวัน

กลับบ้านควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วซักให้สะอาดทันทีไม่ควรถอดกองหมักหมมไว้ เพราะเชื้อแบคทีเรียจะยิ่งก่อให้เกิดกลิ่นติดเสื้อผ้ามากขึ้น การตากผ้าหน้าฝนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหน้าฝนผ้าแห้งยาก ต้องพยายามผึ่งลมและโดนแดดให้แห้งก่อนเก็บ

อ้อ! เมื่อเปียกฝนแล้วทิ้งไว้ไม่ยอมเช็ดให้แห้ง จะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวของเยื่อบุโพรงจมูกลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่อยู่ในโพรงจมูกอีกด้วย

สำหรับสาวออฟฟิศ กรณีเท้าเหม็นอับ เท้าเหม็นเป็นปัญหาที่เกิดได้บ่อยโดยเฉพาะช่วงหน้าฝน หลายๆ คนต้องเดินลุยน้ำก่อปัญหากับผู้ที่ต้องใส่รองเท้าคัชชูบ่อยๆ ปกติกลิ่นเท้าเหม็นเกิดจากความอับชื้น และเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่ทั่วไปในอากาศ เชื้อนี้จะเติบโตได้ดีในที่อับชื้น

ดังนั้นการลุยน้ำแล้วมาสวมใส่คัชชูทันทีโดยไม่ทำความสะอาดเท้าให้ดีก่อน เชื้อแบคทีเรียจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะตามซอกนิ้ว เล็บ เป็นจุดที่จะทำให้เกิดกลิ่นอับหรือกลิ่นเหม็นขึ้นมาได้

การดูแลสุขภาพเท้าช่วงฤดูฝนสำหรับสาวๆ หลังลุยน้ำ ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเพียงแต่ควรทำให้เป็นประจำเท่านั้น คือ หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมขังแล้ว และต้องใส่รองเท้าที่เปียกชื้นนาน โดยอาจหารองเท้าฟองน้ำมาเปลี่ยนหากเลี่ยงไม่ได้ หลังการลุยน้ำควรล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ทันที แล้วเช็ดให้แห้งก่อนโดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว ซอกเล็บที่จะอับชื้นกว่า

หลังจากผึ่งเท้าแห้งแล้ว อาจใช้แป้งฝุ่นทั่วไปโรยให้ทั่วโดยเฉพาะซอกนิ้ว หรือการใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายที่หุ้มเฉพาะตรงเท้าก่อนสวมคัชชูร่วมด้วย จะช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นอับได้

ซึ่งในคนที่มีอาการคันอาจมีลักษณะตุ่มผื่นขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาให้ตรงกับเชื้อที่ได้รับ รักษาให้ต่อเนื่องตามแพทย์สั่งเพราะอาจเกิดอาการซ้ำอีกหากรักษาไม่ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ควรนำรองเท้ามาทำความสะอาดและผึ่งฆ่าเชื้อเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค และดูแลเท้าให้สะอาดเช่น การตัดแต่งเล็บให้สะอาดไม่หมักหมม ไม่ปล่อยให้เล็บคุด และระวังอย่าตัดเล็บกินเข้าไปถึงจมูกเล็บ กำจัดเนื้อที่แข็งและขัดเบาๆ เพื่อลดการสะสมของเซลล์ที่หมดอายุ”
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555

วิจัย..แป้งจากเมล็ดมะขามผลิต..พอลิแซคฯสู่ระบบส่งยา

มะขาม…เป็นไม้เขตร้อน มีถิ่นกำเนิดอยู่ใน ทวีปแอฟริกา แถบประเทศซูดาน ต่อมามีการนำเข้ามาในประเทศแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย ประเทศแถบละตินอเมริกา และในปัจจุบันมีมาก ในเม็กซิโก ส่วนในบ้านเราก็มีมากที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดอีกด้วย

ปัจจุบัน…ผลผลิตเนื้อมะขาม มีการแปรรูปออกจำหน่ายมากมาย ทั้งใน รูปแบบบริโภคผลสด หรือเป็น มะขามแช่อิ่ม มะขามแก้ว แต่สิ่งที่เหลือจากกระบวนการผลิต คือ “เมล็ดมะขาม” แม้ว่าบางคนก็นำมาคั่วกินเป็นอาหารขบเคี้ยวที่เรียกว่า “ฟ้าลั่น” ก็ยังคงมีเหลือทิ้งไปอีกเป็นจำนวนมาก

ศ.ดร.วิมล ตันติไชยากุล

นักวิจัยไทยได้…ผลิตแป้งจากเมล็ดมะขาม โดยการใช้ แสงซินโครตรอนวิเคราะห์การจัดเรียงตัวของโมเลกุลของแป้ง เพื่อใช้สำหรับ ระบบนำส่งยารักษาโรค…ซึ่งยังไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถทำได้…

ศ.ดร.วิมล ตันติไชยากุล อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกว่า แป้งเมล็ดมะขาม เป็นสารโพลิเมอร์ชีวภาพ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารในหลายประเทศ ประกอบด้วย โซ่โมเลกุลขนาดใหญ่ เมื่อผสมกับตัวยาที่มี โครงสร้างที่เหมาะสมจะเกิดอันตรกิริยา (การอุบัติขึ้นของปรากฏการณ์หลายอย่าง) และมีการจัดเรียงตัวของสารจากแป้งเมล็ดมะขาม ทำให้เกิดเป็นของเหลว หรือ เกิดเป็นเจล ในกระบวนการเปลี่ยนสภาพ และ รูปร่างโครงสร้างของโมเลกุลนี้ มีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบนำส่งยา โดยสามารถนำ ส่งยาไปสู่ตำแหน่งที่ต้องการรักษาโรค เพื่อลดความเป็นพิษของยาที่จะ แพร่กระจายไปตำแหน่งอื่นของร่างกายคนไข้ และ ควบคุมการปลดปล่อยตัวยา ได้อีกด้วย

เมล็ดมะขามที่ผลิตเป็นแป้งและแยกโมเลกุล.

“…ทีมงานวิจัยได้ใช้เทคนิค การกระเจิงรังสีเอ็กซ์ด้วยแสงซินโครตรอน ที่สถานีทดลองที่ 2.2 (BL2.2) ของ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  ณ  จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามกระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะการจัดเรียงโมเลกุลของสารจากแป้งเมล็ดมะขาม เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมในการเปลี่ยนสภาพเป็นเจลของแป้ง สำหรับเทคนิคนี้ เป็นการศึกษาขนาดและรูปร่างของวัตถุที่มีขนาดอยู่ในช่วงของ นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงขนาดของ โมเลกุลในสสาร จึงสามารถ ใช้ในการศึกษาการเรียงตัวของโมเลกุลในสารได้…”

นมนต์ หิรัญ

นายนมนต์ หิรัญ นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในทีมงานวิจัย บอกว่า ผลการศึกษาพบว่า แป้งเมล็ดมะขามในสภาพตั้งต้นนั้น แสดงถึงรูปร่างโมเลกุลที่เป็น ทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.4-0.9 นาโนเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แป้งเมล็ดมะขามประกอบด้วยโมเลกุล ที่เป็นสายโซ่ยาว แต่เมื่อมีการเติมสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กลงไป โมเลกุลขนาดเล็กเหล่านี้

จะเป็นตัวเชื่อมโมเลกุลของแป้ง ทำให้แป้งเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหนืด และมีความเข้มข้นที่เหมาะสม โมเลกุลของแป้งจะเรียงตัวเป็นแผ่นบางที่มี ความหนาประมาณ 0.5 นาโนเมตร ซึ่งส่งผลให้แป้งเกิดสภาพเป็นเจล


งานวิจัยชิ้นนี้ยังได้ต่อยอดผลการศึกษาดังกล่าวออกไปอีก…ด้วยการเจือสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก…ซึ่งมีคุณสมบัติ ในการรักษาโรคอีกชนิดหนึ่งลงไปในแป้งจากเมล็ดมะขาม  ทำให้เกิดการเปลี่ยนจากของเหลวเป็นเจล  ผันกลับไปมาได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความเข้มข้นของยา และความเข้มข้นของแป้งจากเมล็ดมะขาม ซึ่งจะต้องนำไป ผ่านกระบวนการสกัดนำโปรตีน และ ไขมันออก จนได้ พอลิแซคคาไรด์ ที่ต้องการแล้วนำมา ใช้ประโยชน์สำหรับระบบนำส่งยา…

โดยสารที่ได้ชนิดนี้มาจากธรรมชาติซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศ เป็นการ เพิ่มมูลค่าของพืช ในประเทศไทย พร้อมกับการพัฒนาระบบนำส่งยา เพื่อ ใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆได้…!!

 

ไชยรัตน์  ส้มฉุน

ที่มา: ไทยรัฐ  13 สิงหาคม 2555

ผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันถูกตัดขา

ผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันถูกตัดขา

ศ.นพ.ประมุข มุทิรางกูร
ภาควิชาศัลยศาสตร์

ปัจจุบันผู้ป่วยเบาหวาน มีแนวโน้มถูกตัดขาเพิ่มขึ้น แต่การผ่าตัดรักษา โดยเปลี่ยนทางเดินระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณเท้า จะช่วยผู้ป่วยเบาหวานไม่ต้องถูกตัดขาทิ้งอีกต่อไป

เป็นที่รู้กันว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต้องระมัดระวังการเกิดแผล โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้า หากไม่ดูแลให้ดี อาจสูญเสียขาและเสียชีวิตได้ ลักษณะแผลเบาหวาน แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.แผลเส้นประสาทเสื่อม 2.แผลขาดเลือด และ 3.แผลติดเชื้อ

ก่อนผ่าตัด

แผลที่อันตรายและหายยากที่สุด คือ แผลขาดเลือด ซึ่งเป็นผลจากหลอดเลือดแดงในส่วนต่างๆ ของขาอุดตันจากแผ่นไขมัน ทำให้มีเลือดไปเลี้ยงยังเนื้อเยื่อส่วนปลายไม่เพียงพอ แผลขาดเลือดมักเกิดขึ้นในระยะเริ่มแรกบริเวณนิ้วเท้า ต่อมาจะลุกลามสูงขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะแผลจะแห้ง ก้นแผลมีสีซีด อาจพบนิ้วเท้ามีสีดำจากการเน่าตายร่วมด้วย หากมีการติดเชื้อในแผลขาดเลือดนี้ การอักเสบจะลุกลามอย่างรวดเร็วจนผู้ป่วยต้องถูกตัดขาอย่างเร่งด่วน ซึ่งการดูแลรักษาแผลขาดเลือดนี้ หากพบว่าการขาดเลือดอยู่ในขั้นรุนแรงหรือขั้นวิกฤต ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการรักษาอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงยังเนื้อเยื่อส่วนปลายโดยเร็วที่สุด

หลังผ่าตัด

การรักษาภาวะขาดเลือดนี้มี 2 วิธี วิธีแรก เป็นการถ่างขยายหลอดเลือดมี่มีการตีบแคบโดยสายสวนลูกโป่ง (balloon angioplasty) และหรือการใช้ลวดค้ำยัน (endovascular stent) วิธีนี้ใช้กับการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่มีขนาดสั้น ส่วนวิธีที่สอง เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินหลอดเลือดแดง (arterial bypass surgery) ใช้กับการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่มีขนาดยาว ซึ่งการรักษาทั้งสองวิธี นอกจากแผลขาดเลือดจะมีปริมาณเลือดมาเลี้ยงเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังทำให้แผลหายเร็วขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม การรักษาทั้งสองวิธีจำเป็นต้องมีหลอดเลือดแดงของขาในส่วนที่อยู่ปลายต่อการอุดตัน อยู่ในสภาพที่ดี การรักษาจึงจะเป็นผลสำเร็จ หากหลอดเลือดแดงของขาสภาพไม่ดีพอ ผู้ป่วยอาจต้องถูกตัดขาทิ้ง

แผลหายสนิท

เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดขา สาขาวิชาศัลยศาสตร์หลอดเลือดได้คิดค้นนวัตกรรมการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีแผลขาดเลือดขั้นวิกฤต และสภาพหลอดเลือดแดงของขาไม่ดีพอที่จะรักษาโดยวิธีดั้งเดิมได้ หลักการคือ จะใช้หลอดเลือดดำในชั้นลึกบริเวณข้อเท้าเป็นทางนำเลือดจากหลอดเลือดแดงของขาส่วนที่อยู่สูงกว่าการอุดตันไปยังระบบหลอดเลือดดำทั้งหมดของเท้า เสมือนหนึ่งเป็นการเปลี่ยนทางเข้า-ออกของระบบไหล เวียนโลหิตของเท้า ทำให้มีปริมาณเลือด อาหาร และออกซิเจนจำนวนมากมาหล่อเลี้ยงในระบบไหลเวียนโลหิตของเท้าทั้งหมด ช่วยให้แผลหายเร็วและอัตราการเก็บรักษาขาของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

แต่คงไม่มีผู้ป่วยเบาหวานคนใดอยากถูกผ่าตัดแน่นอน ถ้าเช่นนั้น ควรหมั่นตรวจสอบเท้าอย่างใกล้ชิดทุกวัน ทำความสะอาดเท้าและสวมรองเท้าอย่างถูกต้องตลอดเวลา รวมถึงรับการตรวจสภาพหลอดเลือดแดงของขาเป็นประจำทุกปี และหากมีแผลเกิดขึ้นบริเวณเท้าแม้เพียงเล็กน้อย ต้องรีบให้การประเมินและรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้ไม่สูญเสียขาครับ

 

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช
วันมหิดล เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช

24 ก.ย.วันมหิดล วันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” ขอเชิญร่วมเฉลิมพระเกียรติตามรอยพระบาทช่วยผู้ป่วยด้อยโอกาส รพ.ศิริราช

• ศุกร์ 21 ก.ย.นักศึกษาขอรับบริจาคเงิน พร้อมกันทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลรวมถึงสายศิลปิน ช่อง 3 ช่อง 7 และ AF ที่อาคารมาลีนนท์ ศูนย์การค้ามาบุญครอง และเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว บริจาค 300 บาท รับธงเสา 20 บาท รับธงแขวน

• เสาร์ 22 ก.ย.ชมและเชิญบริจาคในรายการพิเศษ ทาง ททบ.5 เวลา 22.20 น.เป็นต้นไป

• จันทร์ 24 ก.ย.ฟังปาฐกถา “ประสบการณ์การบริหารเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศ” โดย ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 รพ.ศิริราช หรือบริจาคโดยตรงทุกวันได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ โทร.0 2419 7658-60

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2555

แจ้งข่าวดี ลดราคายาผู้ป่วยมะเร็ง-สมาธิสั้น

คณะกรรมการอาหารและยา ปรับลดราคายาสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง และยาสมาธิสั้น ลดกว่า 22% เริ่ม 1 ต.ค. นี้ เชื่อยายังคงมีคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้ใช้…

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 55 นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้สนับสนุนให้มีการใช้ยาสามัญ (Generic drug) ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับยาต้นแบบ (Original Drug) เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนขณะเดียวกันที่เสียค่าใช้จ่ายด้านยา ในราคาที่ถูกลง ซึ่งกลุ่มเงินทุนหมุนเวียนยาเสพติดของ อย. เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ ในการจัดหายาที่เป็นยาเสพติดให้โทษ ประเภท 2 หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 ซึ่งยากลุ่มนี้รวมเรียกว่าวัตถุเสพติดที่ใช้ทางการแพทย์ ซึ่ง อย.ได้มีการดำเนินการคัดเลือกยาที่เป็นวัตถุเสพติดที่ใช้ทางการแพทย์ให้มีการแข่งขันทางด้านราคา โดยเปิดให้วัตถุเสพติดที่ใช้ทางการแพทย์ ที่เป็นยาสามัญซึ่งพิจารณาแล้วว่ามีสรรพคุณเท่าเทียมกับยาต้นแบบ เข้าประกวดราคาในการจัดซื้อตั้งแต่ 2552 จนถึงปัจจุบัน ทำให้ราคายาลดลงจากเดิมอย่างมากมาโดยตลอด

สำหรับในปีนี้ อย. ได้ปรับลดราคายากลุ่มจำเป็นต่อคุณภาพชีวิต จำนวน 10 รายการ เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของสถานบริการและผู้บริโภคที่ต้องใช้ยา โดยเริ่มปรับลดราคาใหม่ในเดือนตุลาคม 2555 เป็นต้นไป ดังนี้

– เฟนทานิล ชนิดแผ่นแปะผิวหนัง (12 ไมโครกรัม/ชั่วโมง) 5 แผ่น/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 580 บาท ราคาใหม่ กล่องละ 500 บาท ลดลง 13.79 %
– เฟนทานิล ชนิดแผ่นแปะผิวหนัง (25 ไมโครกรัม/ชั่วโมง) 5 แผ่น/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 1,000 บาทราคาใหม่ กล่องละ 900 บาท ลดลง 10 %
– เฟนทานิล ชนิดแผ่นแปะผิวหนัง (50 ไมโครกรัม/ชั่วโมง) 5 แผ่น/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 1,700 บาท ราคาใหม่ กล่องละ 1500 บาท ลดลง 11.76 %
– มอร์ฟีน ซัลเฟต (ชนิดเม็ด) (10 มิลลิกรัม/เม็ด) 30 เม็ด/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 420 บาท ราคาใหม่กล่องละ 390 บาท ลดลง 7.14 %
– มอร์ฟีน ซัลเฟต (ชนิดเม็ด) (30 มิลลิกรัม/เม็ด) 30 เม็ด/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 800 บาท ราคาใหม่กล่องละ 690 บาท ลดลง 13.75 %
– มอร์ฟีน ซัลเฟต (ชนิดเม็ด) (60 มิลลิกรัม/เม็ด) 30 เม็ด/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 1,200 บาท ราคาใหม่กล่องละ 990 บาท ลดลง 17.50 %
– มอร์ฟีน ซัลเฟต (ชนิดเม็ด) (10 มิลลิกรัม/เม็ด) 50 เม็ด/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 700 บาท ราคาใหม่กล่องละ 600 บาท ลดลง 14.29 %
– มอร์ฟีน ซัลเฟต (ชนิดเม็ด) (30 มิลลิกรัม/เม็ด) 50 เม็ด/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 1,100 บาท ราคาใหม่กล่องละ 1,050 บาท ลดลง 4.55 %
– มอร์ฟีน ซัลเฟต (ชนิดเม็ด) (60 มิลลิกรัม/เม็ด) 50 เม็ด/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 1,800 บาท ราคาใหม่กล่องละ 1,550 บาท ลดลง 13.89 %
– ยาเมทิลเฟนิเดต (ชนิดเม็ด) (10 มิลลิกรัม/เม็ด) 100 เม็ด/กล่อง ราคาเดิมกล่องละ 450 บาท ราคาใหม่ กล่องละ 350 บาท ลดลง 22.22 %

อย่างไรก็ตาม อย. เชื่อว่า การลดราคายาในครั้งนี้ จะสามารถช่วยสถานบริการทั้งภาครัฐและเอกชนจ่ายค่ายาในราคาที่ถูกลง ในขณะที่วัตถุเสพติดที่ใช้ในทางการแพทย์ดังกล่าว ยังคงมีคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยต่อผู้ใช้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบการดูแลสุขภาพของประชาชน ทั้งนี้ อย.มีนโยบายในการปรับลดราคายาอื่นๆ อีก เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดเข้าถึงยาที่มีคุณภาพดีต่อไป

 

ที่มา: ไทยรัฐ  19 กันยายน 2555