ติดเครื่องกระตุ้นลิ้นป้องกันกรน ทำให้ลิ้นหายอ่อนห้อยยาน

นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างอุปกรณ์การแพทย์ใหม่ คล้ายกับเครื่องกระตุ้นหัวใจ เพื่อปลูกฝังไว้ที่ใต้ลิ้น ป้องกันการกรนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวได้

คณะกล่าวว่า ได้ตั้งชื่อมันว่า ระบบกระตุ้นประสาทควบคุมกล้ามเนื้อลิ้น จะคอยควบคุมกล้ามเนื้อลิ้น ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุใหญ่ของการกรน

เครื่องมือนั้นถูกตั้งให้ทำงานเมื่อคนไข้หลับเท่านั้น หรือใช้ควบคุมจากระยะห่างก็ได้ ส่วนใหญ่ของการกรนนั้นเกิดจากลิ้น เพราะมันและเนื้อเยื่ออ่อนภายในลำคอ จะห้อยลงมาขวางทางเดินลมหายใจ พอถูกลมเข้ามันจะสั่นไหวทำให้เกิดเสียง

อุปกรณ์นั้นจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อลิ้นหดสั้นลง ซึ่งไม่แต่เพียงรั้งให้ลิ้นสั้นเข้า หากยังรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ควบคุมเนื้อเยื่ออ่อนตามผนังของทางเดินอากาศด้วย ทำให้หลอดลมโล่ง มันจะถูกปลูกฝังขั้วไฟฟ้าเล็กๆติดๆกับประสาทควบคุมกล้ามเนื้อลิ้น

ขณะเดียวกันก็จะผ่าตัดใส่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่มีขนาดเดียวกัน ไว้ในช่องอก และโยงติดกับขั้วไฟฟ้าด้วยสายที่ต่อลอดไปตามผิวหนัง.

 
ที่มา: ไทยรัฐ 2 กุมภาพันธ์ 2555

 

เด็กนอนหายใจเสียงดังได้หรือไม่

“ทำอย่างไรดี ทำไมลูกนอนหายใจดัง แล้วยังดิ้นอีกด้วย ผิดปกติหรือเปล่านะ”

คำถามนี้คงค้างคาใจผู้ปกครองหลาย ๆ ท่าน

อาการที่ผู้ปกครองสังเกตได้คือ

ขณะนอนหลับ  มีอาการหายใจลำบาก นอนอ้าปากหายใจ นอนดิ้นกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ชอบนอนคว่ำหรือนอนตะแคง อาจมีหายใจสะดุด หยุดหายใจ หายใจเฮือกหรืออาจรุนแรงถึงขั้นลุกขึ้นมานั่งหลับเป็นช่วง ๆ บางคนปากซีด หรือเขียวคล้ำช่วงที่กรนมาก เด็กหลายคนยังมีปัสสาวะรดที่นอนแม้อายุมากกว่า 4-5 ขวบแล้ว

ช่วงตื่นนอนตอนเช้า มีอาการงัวเงียไม่อยากตื่น อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องได้ในช่วงเช้า ส่วนในช่วงกลางวันจะพบว่ามีอาการง่วงนอนที่โรงเรียน ผล็อยหลับง่าย ไม่สดชื่น ซนมาก ยุกยิกอยู่ไม่นิ่ง สมาธิค่อนข้างสั้น ขี้ลืม หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรงก้าวร้าวได้

สาเหตุของการนอนหายใจเสียงดัง ที่มักพบได้บ่อยมีดังนี้คือ

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  อาการที่พบบ่อยคือ เป็นหวัดบ่อย มีอาการคันจมูก จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก เวลาเช้า หรือเวลาอากาศเปลี่ยน หรือเวลาอยู่ในที่ฝุ่นควันมาก

ภาวะต่อมทอนซิลที่อยู่ข้างโคนลิ้นและต่อมอะดีนอยด์ที่หลังโพรงจมูกโต โดยเฉพาะเด็กที่เป็นภูมิแพ้ ต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยครั้ง

ภาวะโรคอ้วน  พบว่าในคนอ้วนทางเดินหายใจส่วนบนจะถูกกดเบียดให้ตีบแคบจากไขมันส่วนเกิน ทำให้หายใจได้ลำบากขณะนอนหลับ

ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า  เช่น คางเล็ก ลิ้นโต แผ่นกั้นช่องจมูกคด เป็นต้น

โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ  ที่มีผลทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรง

โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) เป็นต้น

เราจะวินิจฉัยได้อย่างไร

1. พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ภาวะต่อมทอนซิลโต ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า
2. ตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนและภาวะแทรกซ้อนจากความอ้วน เช่น เบาหวาน ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
3. บันทึกเสียงหรือถ่ายภาพวิดีโอขณะนอนมาให้แพทย์ดูว่าผิดปกติหรือไม่
4. เอกซเรย์ดูขนาดต่อมอะดีนอยด์หลังโพรงจมูก
5. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเอกซเรย์ทรวงอก
6. ตรวจวัดระดับก๊าซออกซิเจนที่ปลายนิ้วขณะนอนหลับ และ/หรือ ตรวจการนอนหลับ (Polysomnography)

แล้วจะรักษาอย่างไร

เริ่มจากการรักษาสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น รักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคติดเชื้อที่พบร่วม หากอ้วน ให้ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผ่าตัดแก้ไขต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ที่โต แก้ไขโครงสร้างใบหน้าและช่องคอที่ผิดปกติ หากยังแก้ไขสาเหตุไม่ได้ อาจต้องใช้เครื่อง CPAP หรือ BiPAP ในขณะนอนหลับ

ข้อมูลจาก ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 15 มกราคม 2555

โรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ

เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับคุณบ้างหรือไม่ ?

คนรอบข้างบอกคุณว่า..คุณนอนกรนเสียงดัง..ต้องสะกิดปลุกคุณกลางดึก..เวลาไปเที่ยวเพื่อนล้อว่าคุณกรนเสียงดัง เหล่านี้เชื่อเหลือเกินว่า..ส่วนมากมักจะปฏิเสธอยู่ร่ำไปว่าไม่ได้นอนกรน จนบางครั้งต้องแอบไปนอนคนเดียวเพื่อไม่ให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดี

ความเป็นจริงแล้ว การนอนกรนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นการส่งสัญญาณอันตรายที่อาจบ่งบอกว่าคุณกำลังมีปัญหากับสุขภาพเสียแล้ว ซึ่งผลจากการนอนกรนจะนำไปสู่การเกิดโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะ  หลับได้

โรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ Obstructive Sleep Apnea (OSA) คืออะไร ขณะที่นอนหลับอยู่นั้นทางเดินหายใจส่วนต้นจะตีบแคบลง เสียงกรนจะเกิดขึ้นขณะหายใจ อากาศจะเดินทางผ่านที่แคบทำให้เกิดเสียงดัง แล้วทางเดินหายใจส่วนต้นที่ตีบแคบอยู่ตรงไหน? ทางเดินหายใจที่เกิดตีบแคบขณะหลับนั้น อยู่ตั้งแต่หลังจมูกจนถึงทางเปิดของกล่องเสียง ทางเดินหายใจส่วนนี้เปรียบเสมือนท่อยางยืดหยุ่น ที่ไม่มีกระดูกเป็นโครงแข็ง

โรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับนั้น เกิดขึ้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น เพราะขณะที่ตื่น สมองจะสั่งงานเต็มที่ให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นช่วยขยายทางเดินหายใจส่วนต้นเต็มที่ ทำให้พูด หายใจ และร้องเพลงผ่านทางเดินหายใจนี้ได้ แต่เมื่อหลับไปแล้ว สมองกำลังพักผ่อน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนี้ทำงานน้อยลง ท่อทางเดินหายใจส่วนต้นก็จะตีบ     เข้าหากันเหมือนการดูดหลอดกาแฟ แต่ไม่เกิดขึ้นกับทุกคน หากทางเดินหายใจส่วนต้นของคนนั้นกว้างอยู่แล้ว ก็จะแคบลงเล็กน้อยตอนหลับก็ไม่เป็นไร แต่คนที่เป็นโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับนั้น จะมีทางเดินหายใจส่วนต้นแคบเล็กอยู่แล้ว จะทำให้เกิดตีบแคบจนปิดสนิทหรือเกือบสนิท ทำให้ไม่สามารถหายใจเอาอากาศผ่านไปสู่ปอดได้ เกิดผลเสียตามมาหลายอย่างดังนี้ ทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ เนื่องจากขาดอากาศหายใจ ต้องพยายามหายใจแรงขึ้นเพื่อเปิดทางเดินหายใจนี้ สมองถูกกระตุ้นให้ตื่นบ่อย ๆ ทำให้หลับได้ไม่ลึก รู้สึกง่วงนอนตอนกลางวัน เพลียไม่สดชื่นเหมือนกับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ จนกระทั่งส่งผลกระทบอื่น ๆ ตามมา เช่น ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ความจำไม่ดี หงุดหงิดง่าย ง่วงหลับใน และเมื่อ ทิ้งไว้ ในระยะยาวโดยไม่ได้รักษาอาจจะนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคซึมเศร้าได้

เห็นไหมล่ะคะ ผลที่ตามมานับกันพัลวันทีเดียว!!!

แล้วเหตุใดคนที่มีทางเดินหายใจส่วนต้นแคบ ทำให้เกิดโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับได้? สาเหตุของทางเดินหายใจส่วนต้นแคบเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น โครงสร้างใบหน้า ขากรรไกรเล็ก หรือมีลิ้นใหญ่ ต่อมทอนซิลโต และที่สำคัญคือ ความอ้วนทำให้มีไขมันสะสมบริเวณคอ ใครบ้างที่มีความเสี่ยง? สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่     ในเด็กมักเกิดจากมีต่อมทอนซิลโต หรือโครงสร้างใบหน้า ส่วนในผู้ใหญ่มักพบในผู้ชายมากกว่า เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงจะช่วยป้องกันอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองผู้หญิงจะมีโอกาสเสี่ยงได้มาก

หากสงสัยว่ามีอาการโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ซึ่งในผู้ใหญ่สามารถสังเกตได้ดังนี้
1) นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ
2) หยุดหายใจขณะนอนหลับ หายใจแรง ๆ เสียงดังเป็นพัก ๆ สลับกับนิ่งเงียบ แล้วหายใจเฮือกเหมือนจะสำลักน้ำลาย บางครั้งผู้ป่วยจะตื่นขึ้นมารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
3) ง่วงนอนกลางวัน บางครั้งเผลอหลับไประหว่างประชุม

ผลกระทบที่สำคัญ จะทำให้ไม่มีสมาธิในการทำงาน ขี้ลืม หงุดหงิดง่าย วิตกจริตหรือซึมเศร้า ตื่นนอนตอนเช้าพบว่าปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อยช่วงนอนหลับกลางคืน ผู้ชายอาจมีปัญหาเรื่องสมรรถภาพทางเพศลดลง ส่วนผู้หญิงอาจมีปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ทั้งนี้ อาจมีอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละคน และส่วนมากผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็น ต้องอาศัยคนรอบข้างสังเกตอาการ

การตรวจวินิจฉัยเมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการการนอนหลับ (Sleep Laboratory) โดยจะติดอุปกรณ์หลายชนิด เพื่อวัดคลื่นสมองขณะนอนหลับ วัดระดับออกซิเจน และลมหายใจ เป็นต้น

ส่วนวิธีการรักษาโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ แพทย์จะรักษาตามความรุนแรงของอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

วิธีการที่ 1 ใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก หรือ ซีแพ็พ (CPAP) เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงในการเปิดขยายและถ่างทางเดินหายใจส่วนต้นไม่ให้ตีบแคบขณะที่นอนหลับ โดยตัวเครื่องจะเป่าลมผ่านท่อสายยางไปสู่จมูกผู้ป่วยผ่านจากหน้ากาก เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายต้องการแรงดันที่แตกต่างกัน เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการจะค่อย ๆ ปรับแรงดันที่เหมาะสมจนไม่มีอาการกรนหรือหยุดหายใจให้แต่ละคน ผลกระทบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก ก่อให้เกิดอาการคัดจมูก ปากแห้ง คอแห้ง เป็นต้น เมื่อมีการเริ่มต้นใช้เครื่องไม่ควรละทิ้งเครื่อง เพราะการใส่เครื่องในช่วงแรกอาจยังไม่คุ้นเคยต้องอาศัยการปรับตัวให้ชินกับเครื่องระยะหนึ่งแล้วจะรู้สึกดีขึ้นเมื่อหลับได้ดีขึ้น ดังนั้น การรักษาด้วยเครื่องซีแพ็พจึงถือเป็นมาตรฐานการรักษาโรคนอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงในผู้ป่วยเกือบทุกราย แต่จะเป็นผลสำเร็จในระยะยาวหรือไม่ขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้ป่วย

วิธีการที่ 2 การใส่ฟันยาง หรือ Oral Appliance  ผู้ป่วยบางรายอาจรักษาได้ผลดีด้วยการใส่   ฟันยาง การใส่ฟันยางนี้ ทันตแพทย์จะเป็นผู้ตรวจและประดิษฐ์ฟันยางให้ผู้ป่วยแต่ละคน จะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีระดับโรคเล็กน้อยและปานกลาง แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคระดับรุนแรงมักไม่ได้ผลเท่าที่ควร ประโยชน์ของฟันยางนี้จะช่วยเปิดทางเดินหายใจส่วนต้นให้กว้างขึ้น โดยการยื่นขากรรไกรล่างและลิ้นมาทางด้านหน้า ปัญหาที่พบได้มากจากการ  ใส่ฟันยางนี้ เช่น ปวดขากรรไกร การสบฟันเปลี่ยนไป รวมทั้งมีน้ำลายไหลมาก

วิธีการที่ 3 การผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับให้ได้ผล จึงต้องใช้วิธีการนี้ ซึ่งการผ่าตัดสามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การผ่าตัดแก้ไขจมูกคด การจี้เยื่อบุโพรงจมูกที่บวม จะช่วยลดอาการคัดจมูกหรือกรนได้บ้าง แต่มักไม่ช่วยทำให้โรคหายได้ จึงมักเป็นการรักษาเสริมกับการรักษาอื่น ๆ

การผ่าตัดในระดับลิ้นไก่ เพดานอ่อน การผ่าตัดเช่นนี้จะได้ผลดีในครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย จึงควรปรึกษาแพทย์ถึงความเหมาะสมในการผ่าตัด และอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้ เช่น พูดไม่ชัด สำลักน้ำขึ้นจมูก นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดอื่น ๆ  เช่น ผ่าตัดระดับโคนลิ้น ผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร ซึ่งอาจได้ผลดีกว่าการผ่าตัดระดับลิ้นไก่อย่างเดียว แต่ก็จะมีภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า โดยมากการผ่าตัดมักทำให้เสียงกรนดีขึ้น แต่อาจยังไม่สามารถรักษาให้การหยุดหายใจขณะนอนหลับหมดไปได้ จึงควรติดตามอาการและตรวจการนอนหลับซ้ำในห้องปฏิบัติการภายหลังการผ่าตัดแล้วระยะหนึ่ง

หากแฟนคอลัมน์ท่านใด ประสบกับปัญหาการนอนกรนและต้องการคำปรึกษา ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม “นอนกรนไม่ใช่ปัญหาเล็ก”  ในวันพุธที่ 25 พ.ย. 2552 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ ชั้น 5 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ถนนพระรามหก สอบถามข้อมูลและสมัครเข้าฟังการบรรยายได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2201-2521.

พญ.วิสาข์สิริ ตันตระกู, รกสุวรรณสถิต, เจนจิรา เพ็งแจ่ม
ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 
มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์  14 พฤศจิกายน 2552