พฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิด ’โรคหัวใจ’ ในคนไทย

dailynews140823_02โรคหัวใจ เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดในลำดับต้น ๆ สาเหตุสำคัญก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย การหาแนวทางป้องกันและกระบวนการรักษาจึงมีความสำคัญมาก เพื่อที่จะให้ผู้ป่วยโรคหัวใจหายขาดและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติเหมือนคนธรรมดาทั่วไป

ปัญหาโรคหัวใจในปัจจุบันมีหลากหลายแบบ เช่น หัวใจผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หัวใจอุดตัน หัวใจล้มเหลว ระบบไฟฟ้าในหัวใจเต้นผิดปกติ แต่โรคหัวใจที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตได้มาก จะเป็นกรณีหัวใจขาดเลือด และหลอดเลือดอุดตัน ที่มักจะพบอยู่เป็นประจำในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

เมื่อพบว่าเป็นหัวใจขาดเลือดและหลอดเลือดอุดตัน ก็มักจะมีอาการตามมาด้วยโรคหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติเพราะหัวใจขาดเลือด และส่งผลให้ระบบไฟฟ้าในหัวใจรวนได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันโรคหัวใจและหลอดเลือดจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 6 คนต่อหนึ่งชั่วโมง ซึ่งอาจมีตัวเลขที่มากขึ้นได้หากพิจารณาตามขนาดของจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

รูปแบบพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

1) กรรมพันธุ์ ที่จะส่งผ่านมาจากทางบิดา มารดา ที่เป็นโรคหัวใจ จะส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงที่จะเป็นมากกว่าปกติ

2) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวเอง เช่น เป็นไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวาน แต่ไม่ควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งการกิน การออกกำลังกาย รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ส่งผลทำให้สามารถเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้

สำหรับคำแนะนำ ในผู้สูงอายุ ต้องอธิบายว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว แต่ได้สั่งสมมาตั้งแต่อายุน้อย ๆ เปรียบเสมือน ท่อนํ้าที่สะสมสิ่งต่าง ๆ จนท่อสกปรก ไม่ได้เกิดขึ้นจากการสะสมเพียงไม่กี่วัน หรือไม่กี่ปี แต่ใช้เวลานานถึง 10 ปี จึงจะพบปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้

ดังนั้น จึงไม่ควรประมาทในการดูแลตัวเองตั้งแต่ยังวัยรุ่นและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง อาทิ หนังสัตว์ หมูสามชั้น ของทอด หมั่นออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอยู่เสมอ

หลายคนอาจคิดว่า ออกกำลังกายทุกวันสุขภาพจะแข็งแรง ไม่น่าจะเป็นโรคอะไร แต่การที่ไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจวัดไขมันในเลือดว่าสูงหรือไม่ หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นหรือไม่ บางคนคิดว่าร่างกายผอม ไม่คิดว่าจะเป็นโรคหัวใจ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะคนที่มีรูปร่างผอม บางทีอาจจะสูบบุหรี่จัด หรือมีกรรมพันธุ์ที่แย่มากก็สามารถเป็นโรคหัวใจได้ ไม่ต่างจากคนที่มีรูปร่างอ้วนและนํ้าหนักเกินกว่าปกติ

สิ่งสำคัญเน้นยํ้าอีกทีว่า ไม่ควรประมาทในการใช้ชีวิตทั้งการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การขจัดความเครียดที่เกิดจากการทำงาน เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจช่วยให้คุณหลุดพ้นจากการมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้นั่นเอง.

ผศ.นพ.ภาวิทย์ เพียรวิจิตร
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 สิงหาคม 2557

 

Advertisements

แนวโน้มในอนาคตของโรคกลุ่มอาการออทิสติก (Future Trend of Autistic Spectrum Disorder)

dailynews140803_04โรคกลุ่มอาการออทิสติกเป็นความผิดปกติในการทำงานของสมองและแสดงออกทางด้านพฤติกรรมทางสังคม โดยผู้ป่วยไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ ทางอารมณ์ (Affective contact) มีความผิดปกติในการตีความข้อมูล (processing information: cognition) มีความผิดปกติในความเข้าใจ และการใช้ภาษา (language) และมีความผิดปกติเกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด และภาษา ซึ่งเป็นมาตั้งแต่กำเนิดโดยมีความแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคนค่อนข้างมาก ปัจจุบันยังไม่มีการตรวจทางห้องทดลองหรือห้องปฏิบัติการใด ๆ ที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค

สมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ได้ตีพิมพ์เกณฑ์การวินิจฉัยโรคฉบับใหม่ (DSM-V) ในปี ค.ศ. 2013 และองค์การอนามัยโลก จะปรับเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชฉบับใหม่ (ICD-11) ซึ่งจะประกาศใช้ในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งโรคกลุ่มอาการออทิสติก หรือ Autism Spectrum Disorder (ASD) ได้มีข้อถกเถียงหลายประเด็น คาดกันว่า เกณฑ์การวินิจฉัยใหม่อาจมีผลทำให้ความชุกอาจจะลดลง โดยเฉพาะ ในกลุ่ม high function หรือ Asperger’s disorder ที่มีการเปลี่ยนเกณฑ์การวินิจฉัยไป อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคกลุ่มอาการนี้มีจำนวนเพิ่มมากกว่าเดิม จากรายงานการทบทวนใน Global Prevalence of Autism and Other Pervasive Developmental Disorders และอีกหลาย ๆ รายงาน พบว่า อัตราความชุกที่เหมาะจะใช้ในการวางแผนสาธารณสุขอยู่ที่ 0.6-1%

การศึกษาหาสาเหตุของการเกิดโรคกลุ่มอาการออทิสติกได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการค้นหาสมมุติฐานมาตลอด เนื่องจากข้อจำกัดของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และการจัดกลุ่มอาการที่ยังไม่ยุติ ทำให้ยังไม่ได้คำตอบของสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่สำคัญ หรือมีเทคโนโลยีใหม่ รวมทั้งข้อมูลใหม่ ๆ เกิดขึ้น ทำให้การศึกษาจะพุ่งเป้าไปที่สองส่วน คือ กรรมพันธุ์ และความผิดปกติทางสมอง จากผลการผ่าสมอง (Autopsy) ของผู้ป่วยโรคกลุ่มอาการออทิสติกพบความผิดปกติของสมองหลายแห่งแตกต่างกันออกไป  ซึ่งความผิดปกตินี้เป็นความผิดปกติในระดับเซลล์ บางรายพบความผิดปกติของเซลล์ (abnormal histology) บางรายงานเป็นความผิดปกติแบบเทียบกับคนปกติ (correlation) โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นไม่รุนแรงพอที่จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือมีความพิการ ซึ่งการค้นพบดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงข้อค้นพบกับอาการได้ในบางกรณี แต่ไม่สามารถบ่งชี้สาเหตุได้

จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรม ทำให้เกิดการค้นพบหลาย ๆ อย่างในทางการแพทย์ โดยมีการศึกษาทางด้านนี้มากมาย เพื่อหา gene ที่เป็นตัวก่อโรคในกลุ่ม ASD แต่ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามพบว่า gene ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานซึ่งถูกนำมาศึกษาเชื่อมโยงกับ ASD ด้วยที่น่าสนใจมี 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ foxp 2 ซึ่งอธิบายปรากฏการณ์ก่อน ในปี ค.ศ 1990 ในครอบครัว KE ที่มีความผิดปกติทางภาษามา 3 ชั่วอายุคน จึงเรียกยีนนี้ว่า “language gene” ต่อมามีการศึกษาในนกพบว่า ยีนนี้เกี่ยวข้องกับ vocal imitation และยังมีการศึกษาพบยีนในกลุ่มเดียวกันนี้อีกหลายตัว นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบความสัมพันธ์ระหว่างยีนนี้กับความผิดปกติทางพัฒนาการ, ภาษา และออทิสติก กลุ่มที่ 2 คือ OXTR ซึ่งเป็น gene ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของออกซิโตซิน (Oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการทำงานของร่างกาย และสมอง เกี่ยวข้องกับการบีบตัวของมดลูกหลังคลอด และมีความสำคัญในการสร้างความผูกพันระหว่างแม่ลูก และการเลือกคู่  (ในสัตว์ทดลอง) นอกจากนี้ยังค้นพบปัญหาที่ยีนนี้ในความผิดปกติทางจิตเวชอื่นอีกหลาย ๆ รายงาน ซึ่งในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนายา เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยออทิสติกอยู่

จากการค้นพบปัญหาเรื่องกรรมพันธุ์ กับ สมอง ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อมาว่า “อะไรเป็นเหตุที่ทำให้ Gene หรือสมองมีปัญหา” และ “สิ่งนั้นสามารถอธิบายการเพิ่มจำนวนขึ้นในระยะหลายปีที่ผ่านมา นอกจากการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การวินิจฉัยได้หรือไม่” จึงเป็นที่มาของการเกิดแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่ามี autoimmune จากแม่เข้าสู่ลูก และเจาะจงเข้าทำความเสียหายให้กับสมองลูก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าภาวะนี้จะส่งผลให้เกิด ASD ในเด็กหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษา และพบว่าเริ่มมีหลักฐานมากขึ้น

นอกจากนี้ยังเกิดข้อคำถามว่า ปัญหา สมองเด็กในครรภ์ถูกคุกคามด้วยสารภายนอก หรือระบบภูมิคุ้มกันจากภายใน ซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องมีการค้นหาความจริงมีความละเอียดอ่อนมาก เพราะขึ้นกับตัวสาร, ความรุนแรง, ระยะเวลาที่เข้าไปในครรภ์ จากการศึกษาชิ้นเนื้อของสมองเด็ก ASD มีบางรายงานพบ microglia ในเนื้อสมอง ซึ่ง microglia นี้เป็นเซลล์ที่จะเข้ามาเมื่อเกิดการทำลายเซลล์สมอง อย่างไรก็ตามในอนาคต การศึกษาด้านสาเหตุคงมีอย่างต่อเนื่อง และขยายไปในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมอง ซึ่งในที่สุด จะทำให้ทราบว่า ASD เกิดจากอะไรได้บ้างและอาการแสดงแต่ละอย่างเป็นผลจากอะไร

แม้ว่าโรคกลุ่มอาการออทิสติกยังไม่ทราบสาเหตุ แต่มีทิศทางการศึกษาที่ชัดเจน ซึ่งในอนาคตคาดว่า จากการศึกษาด้านชีวภาพ ร่วมไปกับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (Gene-Environment Interaction) ซึ่งจะทำให้ทราบสาเหตุของความผิดปกตินี้ การได้เบาะแสของสาเหตุจะนำไปสู่การรักษาใหม่ ๆ ได้ ซึ่งในปัจจุบันมีข้อมูลที่สนับสนุนว่าการรักษามาตรฐาน คือ การฝึกกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่อายุน้อย (Early Developmental Intervention) การศึกษาพิเศษ (Special Education) และการฝึกหัดอาชีพเพื่อการมีงานทำ (Vo-cational Training) ส่วนการรักษาอื่น ๆ ถือเป็นการรักษาทางเลือกที่ยังต้องติดตามความก้าวหน้า และเป็นความท้าทายที่รอการพิสูจน์ถึงประสิทธิผลต่อไป

ข้อมูลจาก นายแพทย์ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลยุวประสารทไวทโยปถัมภ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 3 สิงหาคม 2557

“เด็กดักแด้” พันธุกรรมที่ถูกส่งต่อจาก “พ่อ-แม่”

dailynews140723_01เคยสังเกตกันบ้างหรือไม่ว่า เหตุใดผู้ป่วยที่เป็นโรคดักแด้ หรือที่เรียกกันคุ้นปากว่า “เด็กดักแด้” เกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุมาจากปัจจัยใดบ้าง จึงส่งผลทำให้เกิดลักษณะอาการทางผิวหนังที่ผิดปกติไปจากคนธรรมดาทั่วไปรวมทั้งผู้ป่วยเหล่านั้นจะมีวิธีการใช้ชีวิตแตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างไร ตลอดจนโรคดังกล่าวสามารถรักษาหายขาดได้หรือไม่

ต้นปี 2557 เป็นต้นมา “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้นำเสนอข่าวผู้ป่วยที่เป็นโรคดักแด้มาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนนำเสนอข่าวผู้ที่มีน้ำใจให้ความช่วยเหลือแก่เด็กดักแด้ อย่างเมื่อเดือนมกราคมพบเด็กดักแด้ที่จังหวัดเลย ต้นเดือนมีนาคมพบที่จังหวัดสุรินทร์ ปลายเดือนพบที่จังหวัดยะลา ส่วนเดือนมิถุนายนพบที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และล่าสุดเดือนกรกฎาคมพบที่จังหวัดนครพนม

รศ.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง และประธานฝ่ายแพทย์และจริยธรรม สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคเด็กดักแด้ (Lamella icthyosis) เกิดจากการถ่ายทอดกรรมพันธุ์แบบผิดปกติ ถึงแม้ว่าพ่อและแม่จะไม่ได้ป่วยเป็นโรคดังกล่าว แต่หากพ่อและแม่เป็นพาหะและทั้งคู่มาแต่งงานกัน จึงมีสิทธิ์ถ่ายทอดโรคไปสู่ลูกได้ โดยเกิดลักษณะอาการความผิดปกติที่ผิวหนังพบได้ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งลูกจะมีโอกาสราว 25% ที่จะเป็นโรคต่อการตั้งครรภ์ 1 ครั้ง

ส่วนลักษณะอาการของ “เด็กดักแด้” รศ.นพ.เวสารัช ระบุว่า เด็กที่เกิดมาจะมีเปลือกบางๆ หุ้มอยู่เหมือน “ดักแด้” เมื่อเด็กคลอดออกมาจากครรภ์และสัมผัสอากาศผิวหนังจะแห้ง ลอก ตกสะเก็ดไปทั้งตัวเหมือนเปลือกไข่ ซึ่งผิวที่แห้งตึงจะมีอาการรัดอย่างมาก จนอาจทำให้ตาและปากถูกดึงจนปลิ้น อีกทั้งทำให้ผู้ป่วยเกิดปัญหาในการขยับ แขน-ขา มือ-เท้า จนอาจเกิดความพิการซ้ำซ้อนได้ อาทิ นิ้วมือนิ้วเท้าไม่สามารถเหยียดตรงได้ หรือเกิดแผลที่กระจกตาจากการที่เปลือกตาปิดไม่สนิท

ด้านวิธีรักษาในปัจจุบัน รศ.นพ.เวสารัช ระบุอีกว่า หากเด็กดักแด้มีอาการของโรคในระดับที่ไม่รุนแรง มีวิธีดูแลโดยทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ทาครีมบำรุงผิวแบบเข้มข้นหรือน้ำมันทาผิว ซึ่งจะให้ความชุ่มชื้นมากและยาวนานอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผิวหนังแห้งและลอกเป็นแผ่นๆ ทางด้านเด็กดักแด้ที่มีอาการของโรคในระดับรุนแรงจะต้องดูแลปัญหาการอักเสบติดเชื้อ โดยการให้ยาปฏิชีวนะในรูปยาทา รับประทานหรือฉีด รวมทั้งดูแลผลแทรกซ้อนเกี่ยวกับตา หู การหายใจ นอกจากนี้ควรให้สารอาหารประเภทโปรตีนอย่างเต็มที่เพื่อให้เจริญเติบโตและเด็กจะไม่แคระแกรน

ทั้งนี้ รศ.นพ.เวสารัช กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจสอบด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ได้ว่าเด็กที่อยู่ในครรภ์จะแสดงอาการของโรคจนกว่าเด็กจะคลอดออกมาจากครรภ์แล้วเท่านั้น แต่สิ่งที่สามารถทำได้หลังจากนั้นคือการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ส่วนการป้องกัน สามารถทำได้ด้วยการตรวจดีเอ็นเอ ทั้งก่อนการตั้งครรภ์ ระหว่างการตั้งครรภ์

อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่ต้องควรระวังและคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนคือครอบครัวที่มีประวัติหรือมีลูกที่เกิดความผิดปกติเป็นโรคเด็กดักแด้ควรวางแผนครอบครัวโดยการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดในลูกคนต่อไป

เดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กรกฎาคม 2557

‘ต้อหิน’ มฤตยูเงียบ

dailynews140316_003ในระหว่างวันที่ 16-21 มี.ค. นี้ เป็นสัปดาห์ต้อหินโลก ซึ่งโรคต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนตาบอดสูงเป็นอันดับหนึ่ง มาดูกันว่าสถานการณ์ต้อหินเป็นอย่างไรบ้าง แล้วจะมีวิธีการป้องกันอย่างไร

รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า มีคนเปรียบโรคต้อหินเป็นมฤตยูเงียบ เพราะเป็นสาเหตุทำให้คนไทยทั่วโลกตาบอดถาวรเป็นอันดับหนึ่ง

อุบัติการณ์ของโรคต้อหินพบประมาณ 1-2 % ของประชากร ที่เรียกว่ามฤตยูเงียบ เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคต้อหิน จนกว่าจะตาบอดไปแล้ว พอรู้เมื่อตาบอดไปแล้ว จะไม่สามารถให้การรักษากลับมามองเห็นเป็นปกติได้ การเกิดโรคต้อหิน เนื่องจากมีความดันในตาสูงกว่าปกติ จนไปกดขั้วประสาทตา ส่งผลให้ขั้วประสาทตาเสื่อม อาจจะเป็นตาเดียวหรือ 2 ตาก็ได้ ในประเทศไทยคาดว่าจะมีคนเป็นโรคต้อหินซ่อนอยู่ประมาณ 1-2 ล้านคน

เมื่อขั้วประสาทตาเสื่อมจะทำให้สูญเสียการมองเห็นแบบค่อยเป็นค่อยไป จนการมองเห็นลดลงและตาบอดในที่สุด แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ทันได้สังเกตว่าตาข้างใดข้างหนึ่งมองเห็นแย่ลง

ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคต้อหิน คือ กรรมพันธุ์ บ้านใดที่มีคนในครอบครัวเป็นต้อหินควรไปรับการตรวจตา โดยตรวจสภาพการมองเห็น การวัดความดันตา ตรวจขั้วประสาทตาว่ามีความเสื่อมจากโรคต้อหินหรือไม่ และอาจจะมีการตรวจด้วยเครื่องวัดลานสายตา หรือเครื่องสแกนขั้วประสาทตา

กลุ่มเสี่ยง คือ
1. คนอายุ 40 ปีขึ้นไป โอกาสที่จะเกิดความบกพร่องของความดันตาจะเริ่มพบมากขึ้น ดังนั้นควรไปตรวจตา วัดความดันตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในคนอายุน้อยกว่า 40 ปีอาจจะเป็นโรคต้อหินได้ หากมีโรคประจำตัวหรือกรรมพันธุ์เป็นโรคนี้
2. คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน หรือตาบอดโดยไม่รู้สาเหตุ
3. กลุ่มที่มีโรคประจำตัวบางอย่างที่เสี่ยงต่อการเป็นต้อหินเพิ่มขึ้น เช่น คนเป็นโรคเบาหวาน คนที่มีอุบัติเหตุเกี่ยวกับดวงตา หรือเคยผ่าตัดดวงตา ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิมากกว่าคนปกติ ดังนั้นควรไปตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้งเช่นกัน
4. เกิดจากตัวคนไข้เอง เช่น มีการใช้ยาผิดประเภท เช่น การใช้ยาสเตียรอยด์ ไม่ว่าชนิดกินหรือหยอดล้วนแต่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต้อหินได้ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ไม่ว่าชนิดกินหรือหยอด

กว่าคนไข้ส่วนใหญ่จะมาโรงพยาบาลมักสูญเสียการมองเห็นไปมากแล้ว และมาด้วยอาการตามัว ลานสายตาเหลือน้อยคนไข้จึงเริ่มรู้สึกตัว เพราะฉะนั้นนอกจากการไปตรวจตาเป็นระยะ ควรจะมีการทดสอบตาเบื้องต้น เช่น ทุกสัปดาห์ลองปิดตาแต่ละข้างแล้วมองรูปภาพเปรียบเทียบกันว่าการมองเห็นภาพชัดเท่ากันหรือไม่ หรือมีการมองเห็นไม่ชัด หรือมีบางตำแหน่งของภาพหายไป ซึ่งอาจจะเป็นอาการของโรคต้อหินได้

การรักษาโรคต้อหิน คือ การรักษาประสาทตาส่วนที่เหลืออยู่ไม่ให้เสียไป ถ้าเสียไปแล้ว 30% ในส่วนดังกล่าวไม่สามารถเอาคืนได้แล้ว แต่เราจะรักษาส่วนที่เหลือ 70% เอาไว้ ดังนั้นการรักษาที่นิยมในปัจจุบัน คือ การใช้ยาหยอดตาเพื่อลดความดันในลูกตา นอกจากนี้อาจจะรักษาด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคต้อหินต้องไปพบจักษุแพทย์ตามนัด และต้องหยอดยาอย่างสม่ำเสมอไม่ควรขาดยา

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคนสงสัยคือ ความดันตาที่สูงขึ้น มีความสัมพันธ์กับโรคความดันโลหิตสูงหรือไม่ ขอเรียนว่าไม่เกี่ยวกัน

อย่างไรก็ตามในวันที่ 21 มี.ค. นี้ ระหว่างเวลา 08.30-12.00 น. โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จะจัดงาน “ตาดี…ห่างไกลต้อหิน” ณ บริเวณโถง ชั้น 1อาคาร ม.ร.ว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการป้องกันและรักษาโรคต้อหิน ตลอดจนให้ผู้ใช้บริการตระหนักถึงความสาคัญในการป้องกันและรักษาโรคต้อหิน จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมและตรวจสุขภาพตาฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ.

 

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 16 มีนาคม 2557

บารมีผู้เฒ่าผู้แก่ คุ้มภัยสมองเสื่อม

thairath130510_002ศึกษาค้นพบผู้แก่ผู้เฒ่าที่มีอายุยืนๆ ยังสามารถแผ่บุญบารมีให้ช่วยคุ้มครองปกปักรักษาลูกหลานเหลนเป็นโรคสมองเสื่อมช้ากว่าคนทั่วๆไปคนอื่นได้อีกด้วย

ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ศึกษาพบว่าบรรดาลูกหลานว่านเครือของคนที่มีอายุยืนยงถึง 90 ปี จะพากันเป็นโรคสมองเสื่อมตอนช่วงอายุระหว่าง 65-79 ปี ช้ากว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมากถึงร้อยละ 40 นักวิจัยได้ชี้แจงว่า “ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้จะไม่เป็นโรคนี้กันเลย หากแต่มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะพากันมาเป็นกันทีหลังช้ากว่าคนอื่น”

คนอเมริกันผู้ที่มีอายุยืนทุกวันนี้ คือผู้ที่อยู่เกินอายุขัยเฉลี่ย อย่างเช่น ผู้ชายปัจจุบันวัย 65 ปี สามารถจะอยู่ได้จนถึงอายุ 83 ปี และผู้หญิงอาจอยู่ได้นานถึง 85 ปี ซึ่งปรากฏว่าโอกาสของการมีอายุยืนกับโอกาสที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม ต่างสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ถึงกันได้พอๆกัน.

ที่มา :  ไทยรัฐ  10 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Could Family Longevity Protect Against Dementia?

Epidemiology
Last Updated: 2013-05-07 19:22:18 -0400 (Reuters Health)

By Andrew M. Seaman

NEW YORK (Reuters Health) – The sons and daughters of people who live very long lives tend to get the symptoms of Alzheimer’s disease later than others, but they’re not immune from the disease, according to a new study.

Based on comparisons of people in their 90s, their spouses, siblings, children and their children’s spouses, researchers found that the offspring of people with exceptional longevity were about 40% less likely than peers to be cognitively impaired between ages 65 and 79.

“It’s not necessarily that these individuals never become cognitively impaired, but what it seems like is that there is a delayed onset of cognitive impairment,” said Dr. Stephanie Cosentino, of the Columbia University Medical Center in New York.

By the time members of the older generation of study volunteers were in their 90s, however, their risk of being cognitively impaired was fairly high.

So Dr. Cosentino’s team projects that the kids of these long-lived individuals will have the same risk level as their parents if they enjoy similar longevity – that is, they’ll no longer be protected.

As life expectancies continue to rise, few have investigated whether that means people live to those old ages cognitively “intact,” Dr. Cosentino and her colleagues wrote May 6th in JAMA Neurology.

For the new study, the researchers used data on cognitive impairment from 1,870 people who are part of the Long Life Family Study, which includes volunteers in New York, Massachusetts, Pennsylvania and Denmark.

In the U.S., subjects were recruited along with their (younger) siblings, their children and their siblings’ children – as well as all available spouses in both generations, who serve as an unrelated comparison group without necessarily having a family history of longevity.

The study included 1,510 people with a family history of longevity and 360 of their spouses, but for this study, researchers used information on just the volunteers who were 89 years old or older when they were recruited.

A series of tests measured the participants’ memory, recall abilities, language and processing skills.

Overall, the researchers found that about 6% of the volunteers’ children were cognitively impaired between ages 65 and 79 years old, compared to 13% of their spouses and about 11% of their cousins.

Among the study’s long-lived older generation, participants were just as likely to be cognitively impaired by about age 90 as their siblings or spouses.

“These families seem relatively protected, but once they reach extreme old age – say after 90 (years old) – their rates of cognitive impairment become comparable,” Dr. Cosentino said.

The study cannot say whether a parent’s longevity protected the offspring from becoming cognitively impaired in their 60s and 70s, but Dr. Cosentino said she and her colleagues want to know what makes them different from the others.

“Our current interest now is understanding the genetic basis of that delay,” she said, adding that the hope is they could eventually help others delay memory problems as well.

Dr. Mary Sano, director of the Alzheimer’s Disease Research Center at the Icahn School of Medicine at Mount Sinai in New York, told Reuters Health that the new study supports previous research on aging and dementia.

“This study and other studies have really shown we are moving in the direction of understanding the genetics and biology of successful aging,” said Dr. Sano, who was not involved with the new study.

“I think the reason it’s so promising is because we’ve put a lot of effort into studying diseases to find the silver bullet to prevent disease and very little work goes into people who are less likely to have the disease or less likely to develop the disease,” she said.

“I think looking at this side is critical, because we haven’t had much luck looking the other way,” Dr. Sano said.

SOURCE: http://bit.ly/128MT0j

SOURCE: www.psychcongress.com

 

ตรวจตราเต้านมเสียบ้าง ถ้าไม่อยากจอแบนเหมือน’แองเจลินา โจลี’

thairath130518_001กรณีดาราฮอลลีวูด แองเจลินา โจลี เผยข่าวการตัดสินใจครั้งสำคัญผ่านบทความ “My medical choice” ใน นสพ.นิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการผ่าตัดเต้านมออกทั้งสองข้างเพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมจาก 87% ให้ลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 5% ซึ่งมีหลายกระแสชื่นชมในการตัดสินใจ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ โอกาสที่เธอจะเป็นมะเร็งค่อนข้างสูง

thairath130518_001aจากผลการตรวจยีนส์ทำให้พบว่าเธอมีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA 1 และตัดสินใจตัดเต้านมออกทั้งสองข้าง โดยเก็บผิวหนังทั้งหมดและหัวนมเอาไว้ หรือที่เรียกว่า bilateral prophylactic nipple-areolar complex sparing mastectomy โดยใช้เทคนิค nipple delay procedure ก่อนที่จะทำการผ่าตัดเอาเนื้อเต้านมออกมาเพื่อเพิ่มโอกาสอยู่รอดของหัวนม จากนั้นก็ได้ใส่เต้านมเทียมชนิดชั่วคราวไว้ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก และมาเปลี่ยนเป็นแบบถาวรในภายหลัง
thairath130518_001bด้าน นพ.ธงชัย ศุกรโยธิน ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลเวชธานี เผยว่า การตรวจหาความผิดปกติของยีน BRCA ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายและไม่ได้ใช้ประจำในปัจจุบัน การตรวจมีค่าใช้จ่ายสูงและยังไม่มีการศึกษาถึงประโยชน์ของการตรวจที่ชัดเจนในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศมีการศึกษารวมทั้งมีเกณฑ์ที่จะใช้คัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะมียีน BRCA ที่ผิดปกติ จึงทำให้มีการตรวจที่แพร่หลาย ส่วนเทคนิคในการผ่าตัดที่เลาะเอาเนื้อเยื่อเต้านมโดยเก็บหัวนมและผิวหนังด้านนอกเอาไว้ ยังไม่ถือว่าเป็นวิธีมาตรฐานของการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านม 

โดยในต่างประเทศทั้งแถบยุโรปและอเมริกายังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย แต่ก็นำมาใช้ในการผ่าตัดรักษาผู้ที่พบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในบางกรณี โดยอาจจะต้องมีการฉายแสงที่บริเวณหัวนมที่เก็บไว้ ทั้งฉายแสงในห้องผ่าตัดเลยหรือฉายแสงภายหลัง เพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ ในประเทศไทยก็เริ่มมีการผ่าตัดเทคนิคนี้เพิ่มมากขึ้นแต่ยังมีจำนวนไม่มากนัก

สำหรับการตัดสินใจชิงตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการตัดเต้านมออกก่อน ทั้งๆ ที่ยังไม่พบว่าเป็นมะเร็งนั้น นพ.ธงชัย กล่าวว่า “เมื่อผลตรวจออกมาว่ามีความผิดปกติของยีน BRCA1 คนๆ นั้นมีความเสี่ยงถึง 65-81% บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเป็นมะเร็งเต้านมในอนาคต และถ้ามีความผิดปกติของยีน BRCA2 ก็จะมีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม 45-85% ดังนั้นจึงควรป้องกันหรือให้การรักษาไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ตามแนวทางซึ่งผู้ป่วยสามารถพิจารณาร่วมตัดสินใจกับแพทย์ดังนี้

1. ตัดเต้านมออกสองข้าง
2. ตัดรังไข่ออกสองข้าง
3. การบำบัดรักษาโดยการใช้ยา ซึ่งจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ป่วยประกอบกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

thairath130518_001cทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่ ก็ต้องหมั่นสังเกตเต้านมด้วย ซึ่งวิธีที่สามารถดูได้ด้วยตนเองก็คือ การคลำเต้านมเพื่อตรวจหาความผิดปกติ โดยมีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ

•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมจากยอดสู่ฐานโดยหมุนเป็นลักษณะก้นหอย
•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมตามแนวเส้นตรงขึ้น-ลงจากด้านข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งของแต่ละเต้า
•    คลำโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดเบาๆ ที่เต้านมจากด้านข้างขึ้น-ลงซิกแซกต่อเนื่องจนทั่วเต้านม

ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวอาจเป็นการตรวจด้วยตัวเองแค่เบื้องต้น แต่ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเต้านมมีก้อนมะเร็งหรือไม่ ทางที่ดีที่สุด จึงควรรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการพิสูจน์ให้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันจะใช้วิธีการเจาะตรวจเนื้อเยื่อโดยอาศัยเครื่องแมมโมแกรมค้นหาพิกัดตำแหน่งที่ผิดปกติของเต้านม (Stereotactic Biopsy) โดยจะประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะใช้เข็ม ATEC เจาะเข้าไปจัดชิ้นเนื้อในตำแหน่งที่ผิดปกติ ซึ่งจะทำงานร่วมกับเครื่อง Suros  ซึ่งเข็มชนิดนี้จะมีข้อดีตรงที่สามารถดูดชิ้นเนื้อออกมาได้หลายชิ้นจากการเจาะเพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อทำงานร่วมกับเครื่องตัวนี้จะสามารถหมุนได้ 360 องศา ทำให้ลดอาการเจ็บ อักเสบ และเนื้อเยื่อเต้านมช้ำ ของผู้ป่วยทั้งระหว่างและหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ที่สำคัญขนาดของแผลนั้นเล็กเท่ารูเข็มเท่านั้น ซึ่งการตรวจพิกัดก้อนมะเร็งนั้นต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์อย่างมาก ที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์รังสีวิทยา

ในด้านการรักษาที่ผ่านมาแนวทางการรักษาโรคนี้ก็คือการผ่าตัด การฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาต้านออร์โมน และการรักษาด้วยยาที่เป้าหมายมะเร็ง

thairath130518_001d

สำหรับในกลุ่มผู้หญิงที่อายุยังน้อย แต่เกิดเป็นโรคนี้ แน่นอนว่าการสูญเสียเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างไปจากการรักษา คงเป็นเรื่องที่ทรมานใจมาก เพราะผู้หญิงยังต้องการความสมบูรณ์ในสรีระของตัวเองอยู่ การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันนี้จึงมีทางเลือกใหม่ด้วยการเสริมเติมเต็มเต้านมจากการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกที่สามารถทำได้ทันทีในคราวเดียวกัน โดยใช้เนื้อส่วนแผ่นหลัง และท้องน้อยของผู้ป่วยมาใช้ ซึ่งเทคนิคการผ่าตัดนั้น ด้าน ผศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่าเป็นการผ่าตัดด้วยเทคนิคการย้ายไขมัน และกล้ามเนื้อที่ท้องหรือแผ่นหลังของผู้ป่วยมาปลูกถ่าย เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไปจะใช้เวลาในผ่าตัดประมาณ 4-5 ชั่วโมง ข้อดีของการผ่าตัดวิธีนี้คือ เป็นการถือโอกาสกำจัดไขมันส่วนเกินหน้าท้องไปพร้อมกัน แถมยังได้เต้านมที่สวยงามกลับมาทันที แต่ข้อเสียก็คืออาจใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นอย่างน้อย 5-7 วัน

ในส่วนของการเลาะกล้ามเนื้อแผ่นหลังเพื่อเสริมเต้านั้นที่ผ่านมาวิธีนี้มีข้อจำกัดในการเลาะกล้ามเนื้อ ทำให้ได้ปริมาณไม่เพียงพอ ซึ่งต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญสูง ซึ่ง ผู้อำนวยการ Breast Center โรงพยาบาลเวชธานีได้อธิบายต่อว่า ศัลยแพทย์จะต้องมีความรู้เชี่ยวชาญตั้งแต่การประเมินปริมาณ และการทำงานของกล้ามเนื้อแผ่นหลัง เพราะจะสามารถประมาณขนาดของเต้านมที่เสริมสร้างมาใหม่ได้ ข้อดีของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ ใช้เวลาพักฟื้นเพียง 3-4 วันเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อแผ่นหลังมีการสมานและเลือดหล่อเลี้ยงได้ดีกว่า แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นนักกีฬา หรือผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องใช้กล้ามเนื้อหนักๆ หลังการผ่าตัดอาจไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่เหมือนเดิม

ทั้งนี้ กล้ามเนื้อบริเวณหลังที่หนาประมาณ 2 เซนติเมตร สามารถสร้างเต้านมใหม่ขนาดกลางได้ ยิ่งถ้าหนากว่านี้ และมีเนื้อมากก็ยิ่งสร้างเต้านมขนาดใหญ่ได้ ส่วนในผู้ป่วยที่มีรูปร่างผอมบาง อาจสร้างเต้านมได้ขนาดเล็กเท่านั้น เนื่องจากกล้ามเนื้อมีไม่เพียงพอ 

การผ่าตัดเสริมเต้านมใหม่พร้อมกับการกำจัดเนื้อร้ายทั้ง 2 วิธีนี้แม้ว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและมีความสุขเหมือนเดิมแล้ว แพทย์ก็ยังต้องให้การรักษาร่วมกับวิธีอื่นเพื่อลดโอกาสการเกิดซ้ำในช่วง 2-3 ปีแรกของการรักษา ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องหมั่นมาตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำหลังผ่านการรักษาโรคมะเร็งไปแล้วจะดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูล: Breast Center โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา : ไทยรัฐ 18 พฤษภาคม 2556

thairath130518_001e

ต้อหินกับการใช้ยา โดย รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์

การมองเห็นของคนปกติ

การเกิดโรคต้อหิน อาจพบได้ในผู้สูงอายุ ผู้ที่สายตาสั้น หรือยาวมาก ๆ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และยังเชื่อว่า เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่สาเหตุสำคัญอีกอย่างที่ทำให้เกิดต้อหินได้เช่นกัน ก็คือ การใช้ยาหยอดตาประเภท สเตียรอยด์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เพราะยากลุ่มนี้สามารถรักษาอาการคัน และระคายเคืองตาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ ได้ด้วย จึงทำให้คนทั่วไปนิยมซึ้อมาใช้เอง หรือนำตัวอย่างยาที่เคยได้รับจากจักษุแพทย์ไปหาซื้อมาใช้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดวงตาได้รับปริมาณยามากเกินไป ความดันตาจะสูงขึ้นจนถึงขั้นทำให้เกิดโรคต้อหิน ตาจะมัวลงเรื่อย ๆ จนถึงขั้นตาบอดสนิทได้

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินจากการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ นอกจากจะพบในผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ หรือการอักเสบเรื้อรังที่ตา และจำเป็นต้องรักษาด้วยการหยอดยาลดการอักเสบประเภทสเตียรอยด์แล้ว ยังพบได้ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานทั้งยารับประทาน ยาฉีด ยาพ่นจมูก รวมถึงยาป้ายผิวหนังบริเวณใบหน้า หรือรอบดวงตา เช่น โรคผื่นแพ้ที่ผิวหนัง ผู้ป่วยโรคไต ผู้ป่วยภาวะภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติที่ต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยโรคหอบหืดเรื้อรัง เป็นต้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ และไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจเป็นได้ทั้งต้อหินและต้อกระจก

การมองเห็นของคนเป็นต้อหิน

การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคต้อหิน จำเป็นต้องไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวัดความดันตา และวางแผนการรักษา สำหรับมาตรฐานการรักษาต้อหินในปัจจุบันมี 3 วิธี ได้แก่ การใช้ยาซึ่งอาจต้องใช้ยาหยอดตาหลายชนิดร่วมกัน การรักษาโดยใช้แสงเลเซอร์ และการผ่าตัด ซึ่งจะใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ส่วนการนวดตา หรือการใช้สมุนไพรยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็นมาตรฐานการรักษาต้อหินในปัจจุบันครับ

ฉะนั้น ก่อนการใช้ยาทางตาต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเสมอ ควรอ่านเอกสารกำกับยาเพื่อดูข้อบ่งใช้และผลข้างเคียงให้เข้าใจ รวมถึงการใช้ยาหยอดตาอย่างต่อเนื่องควรอยู่ในความดูแลของจักษุแพทย์ โดยเฉพาะยาที่อาจมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ข้อสังเกตเบื้องต้นคือ ยาที่ขึ้นต้นหรือลงท้ายว่า เด็กซ์ (Dex)

แต่ถ้าเป็นยาที่ไม่อันตราย เช่น น้ำตาเทียม ยาล้างตา ก็สามารถซื้อมาใช้เองได้ครับ

ต้อหินอาจพบในเด็กเล็กได้โดยจะมีตาโตและกระจกตาขุ่น

***

กิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

12 ต.ค.อบรม “Palliative and end of life care” โดย ผศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ แก่บุคลากรทางการแพทย์ ดาวน์โหลดใบสมัครที่  http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/palliative_care/registration/register1.asp สอบถาม โทร.0 2411 6430 http://www1.si.mahidol.ac.th/Palliative/

14 ต.ค.บรรยาย “เลี้ยงทารกให้ง่าย ๆ สบาย ๆ สไตล์ศิริราช” โดย รศ.กรรณิการ์ วิจิตรสุคนธ์ และ อ.พิกุล ขำศรีบุศ แก่ผู้ปกครองฟรี ณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 รพ.ศิริราช สำรองที่นั่ง โทร. 0 2419 5722, 0 2419 7626

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 ตุลาคม 2555

กลุ่มชาติสหภาพยุโรปคว้าธงชัย เปิดรักษาโรคระดับยีนเป็นชาติแรก

กลุ่มชาติยุโรปเตรียมจะเปิดฉากการรักษาโรคระดับยีน อันเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ขึ้นก่อนใครเพื่อน

การรักษาโรควิธีนี้ จะสามารถรักษาโรค ที่ติดต่อกันทางกรรมพันธุ์สืบต่อกันเป็นทอดๆลงได้

หลักการของการรักษามีง่ายๆ แค่เพียงแต่เปลี่ยนเอายีนที่ดี มาแทนยีนที่เสียหายเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการแห่งยุโรป ใกล้จะตัดสินใจ ขั้นสุดท้ายอยู่

อย่างไรก็ตาม ในขั้นปฏิบัติมันไม่ง่ายนัก ในการทดลองรักษาแบบนี้ มีคนไข้วัยรุ่นชาวอเมริกันเสียชีวิตไปแล้วรายหนึ่ง และรายอื่นๆ เกิดป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวกันขึ้น.

ที่มา: ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2555

.

Related Link:

.

A gene therapy illustration courtesy of UniQure.
Credit: Reuters/Handout

European regulators back first gene therapy drug

By Ben Hirschler

LONDON | Fri Jul 20, 2012 10:48am EDT

(Reuters) – European regulators have recommended approval of the Western world’s first gene therapy drug — after rejecting it on three previous occasions — in a significant advance for the novel medical technology.

More than 20 years since the first experiments with the ground-breaking method for fixing faulty genes, scientists and drug companies are still struggling to apply gene therapy in practice.

Friday’s decision by the European Medicines Agency (EMA) is a win for the drug’s maker, the small Dutch biotech company uniQure, and a potential lifeline for patients with the ultra rare genetic disorder lipoprotein lipase deficiency (LPLD).

It comes too late, however, for investors in the previous listed firm Amsterdam Molecular Therapeutics (AMT).

After the earlier rebuffs for its Glybera medicine, AMT was taken private by newly created uniQure in April because it could no longer fund itself in the public markets.

Patients with LPLD are unable to handle fat particles in their blood plasma and are afraid of eating a normal meal because it can lead to acute inflammation of the pancreas.

The disorder — estimated to affect no more than one or two people per million — can cause acute pancreatitis and death.

Winning approval for Glybera proved particularly challenging because the company was only able to test it on 27 patients in clinical trials, due to the rarity of the condition.

That thin evidence base made the European agency reluctant to approve the drug initially.

But the London-based watchdog said it now accepted there was sufficient benefit to justify a green light for the worst-affected patients, on condition that those receiving the one-off therapy continued to be followed.

UNLOCKING POTENTIAL

“This approval unlocks the potential of gene therapy because it is a first at either the EMA or FDA (U.S. Food and Drug Administration) for gene therapy,” uniQure’s chief executive Jorn Aldag said in an interview.

“People have been skeptical as to whether the regulators would buy into this concept, which they have now done.”

The idea of treating disease by replacing a defective gene with a working copy gained credence in 1990 with the success of the world’s first gene therapy clinical tests against a rare condition called severe combined immunodeficiency (SCID).

People with SCID — also known as “bubble boy disease” — cannot cope with infections and usually die in childhood.

The field then suffered a major setback when an Arizona teenager died in a gene therapy experiment in 1999 and two French boys with SCID developed leukemia in 2002.

In China, Shenzhen SiBiono GeneTech won approval for a gene therapy drug for head and neck cancer in 2003 but no products have been approved until now in Europe or the United States.

More recently, some large pharmaceutical companies have also been exploring gene therapy. GlaxoSmithKline, for example, signed a deal in 2010 with Italian researchers to develop a SCID therapy.

CHALLENGE FOR REGULATORS

Tomas Salmonson, acting chairman of the EMA’s Committee for Medicinal Products for Human Use, said evaluating Glybera had not been easy and experts had decided it should be recommended only for those patients with the greatest need for treatment.

“Our established ways of assessing the benefits and risks of Glybera were challenged by the extreme rarity of the condition and also by uncertainties associated with data provided,” he said.

Recommendations for drug approvals by the EMA are normally formally endorsed by the European Commission within a couple of months.

UniQure is now also preparing to apply for regulatory approval for Glybera in the United States, Canada and other markets.

Aldag said it was too early to say what the medicine cost but the price would be “comparable” to that for other orphan drugs made by companies like Genzyme, a division of Sanofi, and Shire. These can cost hundreds of thousands of dollars a year.

UniQure’s largest shareholders are Forbion Capital Partners and Gilde Healthcare, two leading life sciences venture capital firms in the Netherlands.

(Editing by Keith Weir and David Cowell)

 

Data from: reuters.com

นอนกรน….ภัยยามค่ำคืน อันตรายถึงชีวิต

การนอนกรน อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป เพราะปัญหาเรื่องการนอนกรนนอกจากจะสร้างความรำคาญต่อคนนอนข้าง ๆ แล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบหายใจ และอาจทำให้คุณเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ จนกระทั่งส่งผลเสียให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างเรื้อรัง

งานวิจัยในสหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์เจียง ฮี และคณะ พบว่า คนที่เป็นโรคนอนกรน ที่มีการหยุดหายใจมากกว่า 20 ครั้งต่อชั่วโมง มีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่าคนปกติ และจากการศึกษาพบว่าประมาณร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเป็นเพศชาย และเพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงด้วยอัตราส่วน 7:1 แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเพศหญิงจะมีโอกาสเป็นมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อโรคนี้ได้

สาเหตุของโรคนอนกรนเกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน คือ

1. อายุมากขึ้น เนื้อเยื่อต่าง ๆ จะขาดความตึงตัว ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจได้ง่าย

2. ลักษณะโครงสร้างของกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คอยาว หน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลงเกิดการอุดตัน และทำให้เกิดการหยุดหายใจได้

3. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการ เกิดโรคมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า

4. อ้วน พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมักมีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน และมีโอกาสเกิดการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากไขมันจะกระจายอยู่รอบๆ ทางเดินหายใจช่วงบนมากขึ้น ไขมันที่พอกบริเวณคอจะทำให้เวลาที่ผู้ป่วยนอนลง จะเกิดน้ำหนักกดทับทำให้ช่องคอแคบลงได้ ผนวกกับหน้าท้องที่มีไขมันเกาะอยู่มาก ทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลง แต่เมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10 กิโลกรัมจะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้

5. แน่นจมูก ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูก เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือเนื้องอกในจมูก ย่อมจะทำให้การหายใจลำบากขึ้น

6. การดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทางเดินหายใจให้เปิด หมดแรง เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายขึ้น

7. การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบจากการระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยังส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ และ

8. โรคต่อมไร้ท่อต่าง ๆ มีผลทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้มากกว่าคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องนอนกรนไม่เพียงเกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น เพราะในเด็กก็พบปัญหานอนกรนได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาการนอนกรนในเด็กมักมีสาเหตุมาจาก

  1. ต่อมทอนซิล
  2. ภาวะคัดจมูกเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะเป็นเหตุให้แน่นจมูกหายใจไม่สะดวกต้องอ้าปากช่วย ยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้น
  3. ไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะไซนัสอักเสบเรื้อรัง จะมีน้ำมูกข้นและจมูกบวม ทำให้หายใจทางจมูกไม่สะดวก และ
  4. ความผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจใหญ่ เช่น มีลิ้นโต เป็นสาเหตุให้มีภาวะอุดตันของทางเดินหายใจในขณะนอนหลับได้

รศ.นพ.ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล จากภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การนอนกรนแบ่งได้ 2 ชนิด คือ การนอนกรนชนิดไม่อันตราย และการนอนกรนชนิดอันตราย ซึ่งคนที่นอนกรนชนิดไม่อันตรายมักจะมีอาการนอนกรนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงกรนอาจดังหรือค่อยขึ้นอยู่กับว่าเกิดจากบริเวณใด ถ้าเกิดเพราะมีเพดานอ่อนหย่อนหรือลิ้นไก่ยาว มักทำให้กรนเสียงดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย แต่ถ้ากรนจากการตึงแคบบริเวณโคนลิ้น เสียงมักเบาเหมือนหายใจแรง ๆ ดังนั้นความดังของเสียงกรนจึงไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ แต่ถ้ามีอาการหายใจสะดุด หยุดหายใจเหมือนคนหายใจไม่ออกหรือสำลัก อันนี้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย ซึ่งมักพบในอาการนอนกรนชนิดอันตราย

ส่วนโรคนอนกรนชนิดอันตราย นอกจากจะนอนกรนเสียงดัง มีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ต้องลุกไปถ่ายปัสสาวะตอนกลางดึกแล้ว สมองจะรู้สึกตื้อ คิดอะไรไม่ออกเพราะง่วงนอน ขี้ลืม ไม่ค่อยมีสมาธิในการทำงาน ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนล้า ไม่สดชื่น หรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ไม่ได้นอนดึก บางคนอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย อาทิ จุกแน่นคอเหมือนมีอะไรติดคอ หูอื้อ หงุดหงิดง่าย ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลง คนที่เป็นโรคนอนกรนชนิดอันตราย เมื่อยังหลับไม่สนิทอาจจะเป็นเพียงกรนปกติ แต่เมื่อหลับสนิทจะเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ มีลักษณะของการกลั้นหายใจ ตามด้วยการสะดุ้งหรือสำลักน้ำลาย หรือหายใจอย่างแรงเหมือนขาดอากาศ อาจเกิดขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งต่อคืน

อย่างไรก็ดี คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก จากจุฬาฯ ระบุถึงวิธีรักษาการรักษาโรคนอนกรนเบื้องต้นไว้ด้วยว่า ในปัจจุบันมีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ลดความอ้วน หลีกเลี่ยงการนอนหงาย โดยให้นอนท่าตะแคงเพราะจะช่วยให้หลับดีขึ้น งดการดื่มสุรา งดสูบบุหรี่ และงดยาบางประเภท เช่น ยากล่อมประสาท ยานอนหลับ เพราะยากลุ่มนี้มีผลต่อการหายใจขณะหลับ

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคกรนชนิดอันตรายไม่รุนแรง มักนิยมใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ครอบฟันบนและล่าง ทำหน้าที่ยึดขากรรไกรอันล่างให้เลื่อนไปด้านหน้า อุปกรณ์ชนิดนี้จะช่วยให้การหายใจดีขึ้น และมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด    แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการนอนกรนชนิดรุนแรงมากก็จะหันมาใช้เครื่องช่วยหายใจ (CPAP) ที่จะปล่อยแรงดันบวกและทำให้ช่องทางเดินหายใจกว้างขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยหลับสบาย ซึ่งปัจจุบันการรักษาด้วยเครื่อง CPAP นับว่าได้ผลดี แต่ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้ แพทย์อาจแนะนำให้แก้ไขความผิดปกติด้วยการผ่าตัด

สุดท้าย การรักษาโดยการผ่าตัด ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจเพื่อยืนยันว่าการหลับของตัวเองมีอันตรายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการผ่าตัดก็จะแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความผิดปกติของผู้ป่วย เช่น การผ่าตัดบริเวณเพดานอ่อน การผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลหรือต่อมอะดีนอยด์ออกโดยเลเซอร์ หรือตัดฝังพิลลาร์ การใช้คลื่นวิทยุ การผ่าตัดโพรงจมูก การผ่าตัดเลื่อนคางและดึงกล้ามเนื้อลิ้นมาด้านหน้า การผ่าตัดเลื่อนขากรรไกรบนและล่างมาด้านหน้า เป็นต้น

ปัญหาการนอนกรน หากรู้จักแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดภาวะทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยก็จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการหายใจที่ติดขัดขณะนอนหลับ ส่วนคนรอบข้างก็จะลดความน่ารำคาญของเสียงกรนไปได้ สำหรับใครที่ประสบปัญหาดังกล่าว สามารถเข้ามารับคำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคลินิกนอนกรน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ ในงาน Thailand Health & Wellness 2012 เติมพลังสดใส พลังความคิด พลังปัญญา เพื่อความผาสุกของชีวิต ระหว่างวันที่ 26-29 ก.ค.ศกนี้ ณ อาคาร 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2627-9038 หรือเว็บไซต์ www.thailandhealthandwellness.com.

ที่มา: ไทยโพสต์ 31 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

อาการนอนกรน (Snoring) และภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ  (obstructive sleep apnea ) โดย ผศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (sleep apnea) โดย รศ. นิธิพัฒน์ เจียรกุล พ.บ.อ.ว.(อายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤติ) ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

วิธีรักษานอนกรน

 

วิธีรักษานอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดย รศ.นพ. ประกอบเกียรติ หิรัญวิวัฒน์กุล จาก รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยเครื่อง Transcend CPAP