พระประสงค์ ปริปุณโณ ‘รู้รักษาใจรอดเป็นยอดดี’ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews130804_001เข้าพรรษาได้สองสัปดาห์แล้ว ‘กายใจ’ ชวนท่านผู้อ่านมาสนทนาธรรมสบายๆ กับพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าชิคาโก สหรัฐอเมริกา ร่วมศึกษาศิลปะการเอาใจให้รอดในทุกสถานการณ์ ชวนกันมา ‘รู้สึกตัวเต็มๆ’ ที่นี่และเดี๋ยวนี้

ปัจจุบันพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา จำพรรษาอาศรมน้อมสู่ใจ บ้านโป่งกระทิง ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ชวนมาขบคิดว่าเพียงวิธีการเดียวกันนี้จะช่วยให้ ‘ใจ’รอดได้จริงไม่ว่าฝนจะตกทั่วฟ้าหรือไม่ การเมืองจะวุ่นวายเพียงใด เศรษฐกิจจะฝืดขนาดไหนหรือไม่ อย่างไร

ดังวาทะของท่านที่ว่า”รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาใจรอด เป็นยอดดี”

กายใจ : ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประวัติของท่านสักหน่อยว่าทำไมพระอาจารย์จึงบวช
พระอาจารย์ประสงค์ : แม่บนไว้ให้บวชสามเดือน บวชแล้วก็อยู่มาเรื่อย ไม่ครบสามเดือนสักที (ฮา) แม่บอกว่า เล็กๆ ป่วยบ่อย ก็เลยบนไว้กับพระธุดงค์ที่มาบิณฑบาตหน้าบ้านที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ตอนนั้นแม่จับใส่บาตร ยกให้เป็นลูกพระ พระท่านก็ฉีกจีวรมาพันข้อมือให้ แล้วบอกว่าพออายุครบให้บวชนะ ฝากให้โยมเลี้ยงด้วย หลังจากนั้นก็ไม่ป่วยอีกเลย ก็อยู่ดีมาตลอด พออายุครบ 20 ปี แม่ให้บวชก็ไม่บวช อายุ 21 ปีแม่ให้บวชก็ไม่บวช ไม่ชอบพระ ตอนนั้นดื่มเหล้า สูบบุหรี่วันละสองซอง อาตมาไม่ใช่คนดี อาตมาเมามาตลอด จนกระทั่งอายุ 22 ปี ทะเลากับแม่เรื่องจะให้บวชนี่แหละ บอกแม่ว่า แม่บนแม่ก็บวชสิ มาให้ผมบวชทำไม แต่ในที่สุดก็ยอมบวช

กายใจ : ก่อนที่พระอาจารย์จะบวชทำอาชีพอะไร

พระอาจารย์ประสงค์ : อาตมาเป็นตากล้องอิสระ ถ่ายรูป ที่บ้านเป็นร้านซ่อมนาฬิกาก็ทำเป็นอาชีพมาตลอดก่อนบวช เรียนทางด้านเทคนิคสิ่งทอ แต่เรียนไม่จบ เกเรนิดหน่อย พอดีญาติต้องการคนถ่ายรูปก็ไปช่วยญาติ พอไปช่วยก็เลยทำมาตลอด หลังจากนั้นก็มาเปิดร้านเอง เป็นช่างภาพอิสระ

 

กายใจ : พระอาจารย์ไปพบท่านพุทธทาสได้อย่างไร

พระอาจารย์ประสงค์ : ตอนบวชตั้งแต่พรรษาแรกๆ เจอหนังสือสวดมนต์แปลของสำนักสวนโมกข์ก็ประทับใจ ตอนหลังก็เดินทางไปที่สวนโมกข์ แล้วก็ไปจำพรรษาที่เกาะหาดทรายแก้ว จังหวัดสงขลา ซึ่งที่นั่นมีท่านมหาประทีปที่เคยอยู่สวนโมกข์มาสิบกว่าปี ท่านเลยพาไปกราบท่านพุทธทาสอยู่เรื่อยๆ ก็เลยได้ไปบ่อยๆ คำสอนท่านเป็นประโยชน์มาก อาตมาก็นำมาใช้กับชีวิต และเอามาบอกต่อ เวลาใครถามก็จะบอกว่า ท่านสอนไว้อย่างนี้

กายใจ : ขอถามถึงเกี่ยวกับศีลข้อสามในฐานพระสงฆ์
พระอาจารย์ประสงค์ : จะถามว่าครอบคลุมไปถึงการห้ามไปยุ่งกับนักบวชผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไหม ผู้หญิงที่ตั้งใจไปสึกพระบาปไหม กับการที่พระสึกออกมาแต่งงานต่างกันอย่างไรใช่ไหม (หัวเราะ) ต้องดูว่าเขาทำอะไรเลยเถิดหรือเปล่า ถ้ารู้สึกพอใจประทับใจก็ธรรมดา ถ้าพระท่านไม่เล่นด้วยก็จบแค่นั้น แต่ถ้าพระรู้สึกประทับใจด้วย ก็คือ ถ้าคนไม่เข้าใจเรื่องกรรม มันพูดลำบาก ถ้าเป็นกรรมเก่า เขาอธิษฐานมาเจอกันล่ะ เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ โยมสังเกตดูว่า บางคนเจอปั๊ปถูกชะตาเลย บางคนเห็นหน้าก็ไม่ถูกชะตาแล้ว มันเป็นอะไรละ มันเป็นอะไรดี เราเกลียดจมูก เกลียดปาก หรือเกลียดรูปร่างเขา มันไม่มีเหตุผล หลวงพ่อชา สุภัทโทท่านจึงบอกว่า บางเรื่องมันนอกเหตุเหนือผล ทีนี้ถ้าคนไม่เคยเจอกับตัวไม่รู้

คนที่ยังไม่เจอบุพเพสันนิวาสไม่มีทางรู้ แต่ถ้าเจอ และเขาไม่อยากทำผิดศีล ผิดธรรม ก็ไม่ได้เสียหายอะไร อย่างอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ท่านก็สึกไปมีครอบครัวทำประโยชน์แก่พระศาสนามหาศาล อาจารย์วศิน อินทสระก็สึกไปทำประโยชน์เยอะ หลายคน เพราะฉะนั้น มันอยู่ที่ว่าเขาสึกไปแล้ว เป็นคนมีศีล หรือคนไม่มีศีล ถ้าเขาสึกไปเป็นฆราวาสที่ดีก็ไม่เสียหาย ดีกว่าเป็นพระที่ชั่ว บางรูปทำไม่ดี ยังไม่ยอมสึกก็มี

อีกตัวอย่างหนึ่ง โยมคนหนึ่ง อาตมาไปเจอที่เยอรมัน เป็นผู้หญิง คนนี้เก่งมาก ไม่เคยมีความรัก แต่ต้องไปแต่งงานกับฝรั่งเพื่อหาเงินส่งมาทางบ้าน เธอไม่รู้ว่า ความรักเป็นอย่างไร ไม่เคยมีความรัก แต่ถ้าไม่แต่งงานอยู่เยอรมันไม่ได้ ก็เลยแต่งงาน พอแต่งไปก็ทำงานอย่างเดียว พอกลับไปบ้าน วันหนึ่งสามีพาผู้หญิงอื่นมานอน พอเธอเห็นก็โอ้ สาธุ ดีอกดีใจ เรียกผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องเลย ชวนมาอยู่ด้วยกัน เธอช่วยดูแลสามีฉันหน่อย แล้วฉันจะดูแลเธออย่างดี สามีก็งง ผู้หญิงคนนั้นก็งง แล้วเธอก็ขอทำงานส่งเงินให้ที่บ้านต่อ นี่คือเรื่องของคนไม่เคยมีความรัก

แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่ง มีพระจากเมืองไทยไปที่นั่น ก่อนไปครูบาอาจารย์ก็เตือนพระว่าระวังนะ นางฟ้าเยอรมัน มันแรง พระรูปนี้ก็ไม่สนใจ พอบวชก็ลาออกจากงาน ตั้งใจบวชเต็มที่ก็อยู่สิบกว่าพรรษา พอไปที่เยอรมัน ผู้หญิงคนนี้เข้าวัดเข้าวาตลอด ก็ไปรับที่สนามบิน พอไปเจอแค่นั้นเอง ขาอ่อนเดินไม่ได้เลย ฝ่ายผู้หญิงก็ตกใจทำไมเป็นอย่างนี้ ใจเต้นแรงตุบตับๆ อยู่อย่างนั้นเอง พระรูปนั้นก็จ้องมาทางผู้หญิง แกก็ดู สายตาพระก็แปลกๆ แต่แกเป็นคนกล้าก็เข้าไปถามพระตรงๆ พระเป็นแบบโยมหรือเปล่า โยมพอเห็นหน้าท่าน ใจมันเต้น ตกใจ มือสั่นไปหมดเลย ทำไมเป็นแบบนี้ แล้วท่านเป็นไงบ้าง

พระรูปนั้นไม่กล้าพูดปดก็บอกว่า อาตมาก็เป็น ด้วยความที่ผู้หญิงคนนั้นเคารพอาตมา ตอนนั้นอาตมาอยู่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผู้หญิงก็โทรฯหาอาตมา ทำไงดี ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ไม่เคยเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาส ตอนนี้มาเจอกับตัวเองแล้ว มีความรู้สึกทุกข์ทรมานมากเลย วันๆ อยากจะใกล้ชิด อยากเห็นหน้า จนกระทั่ง แกฝืนไม่กล้าไปวัด แต่ก็สู้กับความรู้สึกตลอด ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

อาตมาก็บอกว่า ไปวัดได้ ไม่เป็นไร อาตมาขออย่างเดียว อย่าอยู่กันสองต่อสองแค่นั้นเอง ก็ถ้าคนไม่อยู่สองต่อสองมันจะไปทำอะไรกันได้ มันก็จบ อาตมาก็บอกให้รับปากนะ มันผิดพระวินัย แล้วจะทำให้พระผิดวินัยด้วย แล้วคนก็จะมองภาพพจน์เราในทางที่เสียด้วย เธอก็รับปากอาตมา ได้ค่ะ

หลังจากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็ไปวัดทำบุญปกติ ออกพรรษา พระรูปนี้ก็กลับเมืองไทย กลับไปก็ไปลาพระอุปัชฌาย์ ลาพ่อ ลาแม่ บอกว่า เจอเนื้อคู่ ไม่เคยคิดว่าจะเจออย่างนี้มาก่อน พอเจออย่างนี้พระเขารู้สึกว่า จิตไม่บริสุทธิ์แล้วไม่สามารถอยู่อย่างนี้ได้ ก็เลยสึกไปช่วยงานพ่อแม่ ฝ่ายผู้หญิงทำงานแล้วก็กลับบ้านไปแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ มีความสุข รักษาศีลห้าปกติ พอวันพระก็รักษาศีลแปดทั้งสามีภรรยา ก็เป็นคู่ที่เป็นแบบอย่างที่ดี

ตัวอย่างแบบนี้มีเยอะ พระบางรูปมาบอกอาตมาว่า อธิษฐานว่า จะบวชตลอดชีวิต อาตมาบอกว่า อย่าไปอธิษฐานอย่างนี้ ควรจะอธิษฐานว่า จะไม่ทำให้ผ้าเหลืองสกปรก อย่าทำให้ศาสนามัวหมอง อย่าทำให้ศาสนาเสียหาย ผมขอแค่นี้แหละ ถ้าท่านไปอธิษฐานไม่สึก เดี๋ยวถ้ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้นจะอยู่ก็อยู่แบบสกปรก จะสึกก็ไม่กล้าสึกเพราะกลัวสัจจะที่ตั้งไว้

 

กายใจ : เราจะตอบคำถามเหตุและผลเรื่องความถูกต้องกับความรักอย่างไร

พระอาจารย์ประสงค์ : อย่างโยมคนหนึ่ง แกรูปหล่อ มีสาวๆ มาติดแกเยอะ เป็นพ่อเลี้ยงอยู่ทางภาคเหนือ อาตมาธุดงค์ขึ้นไปแล้วไปเจอกัน แกแต่งงาน เราก็ถามว่า เป็นอย่างไร ชีวิตแต่งงาน แกบอกว่า ไม่เคยคิดจะแต่งงานเลย แต่ผู้หญิงเข้ามาอยู่ประจำ คนนั้นคนนี้เข้ามาชอบอยู่เรื่อย ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่อยากผิดศีลห้า เพราะสมาทานไว้ตลอด ในที่สุดก็เดินไปหาพ่อของผู้หญิงคนหนึ่งขอลูกสาว ผู้หญิงก็หน้าตาธรรมดา แล้วก็แต่งงานกัน หลังจากแต่งงาน แกก็ใช้ชีวิตครอบครัวธรรมดา มีลูกคนหนึ่ง เวลาใครมายิ้ม ทำท่าทำทางอะไร แกจะบอกว่า ผมแต่งงานมีลูกแล้วครับ ก็จบอย่างนั้นมาตลอด

จนกระทั่งผู้ชายคนนี้มีโอกาสไปอินเดีย อยู่ดีๆ ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นปั๊ปรักทันที ซึ่งแกบอกว่า ศีลห้า แกสุดยอด พอไปเจอตรงนั้น แกก็มาเล่าให้ฟังว่า เจอปั๊ปมันเข่าอ่อนเลย ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนกัน เจอปุ๊ปก็รักปั๊ปเหมือนกัน ทั้งสองคนหน้าตาคล้ายกันมาก พอดีไปทัวร์ด้วยกัน แล้วภรรยาเขาไม่ได้ไปด้วย เขาไปอินเดียคราวนั้นก็เลยได้สนิทกับผู้หญิงคนนี้ คนเห็นก็ถาม แฟนคุณน่ารักจัง หน้าเหมือนกันเลย เป็นน้องหรือเปล่า คือมันประทับใจ และคิดว่าชาตินี้ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันไม่ได้ กลับไปเมืองไทย ไปขอภรรยาตัวเองว่า ขอมีอีกคนหนึ่ง ภรรยาเงียบ ไม่ได้พูดอะไร ขณะที่ตอนที่คุยกับผู้หญิงคนนั้นก็ยังบอกไปเลยว่า ผมมีภรรยา มีลูกแล้วนะครับ ก็ยังเป็น เห็นไหม นี่คืออะไรล่ะ

ดีที่ทั้งสองคนไม่ยอมผิดศีลห้า แต่ใกล้ชิดกันมีความสุข ถูกเนื้อถูกตัวมีความสุข คือไปไหนก็เกาะแขนกัน มีความสุขมาก อยู่ดีๆ วันหนึ่งปึ๊ง มันหยุดไปเฉยๆ ไอ้ความรู้สึกมันหายไปเลย พอเจอกันก็เหมือนเป็นญาติกัน คือวิบากกรรมมันจบอยู่แค่นั้น ปัจจุบันครอบครัวเขาก็อยู่กันปกติ แต่ช่วงนั้นเขาบอกอาตมาว่ามันทรมานมาก

 

กายใจ : คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกกับกฎแห่งกรรมว่ามีจริงใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ประสงค์ : น้องแม่ของอาตมา เมื่อก่อนไม่เคยสนใจบาปกรรม โยมพ่ออาตมาชอบทำหนังสติ๊กให้เล่น ทำที่ตกปลาให้เล่น แล้วน้าเจอลูกนกตกอยู่ที่พื้น จับขึ้นมาดูเห็นขามันหักอยู่ มองไปมองมาจะทำอย่างไรดี มองขึ้นไปบนต้นไม้เห็นรังนก แกก็เลยปีนขึ้นไปวาง พอเอาขึ้นไปก็เจอลูกนกอีกตัวหนึ่ง ก็เอ๊ะมีอยู่อีกตัว ไม่ได้คิดอะไรก็เอาไปวาง วางเสร็จกลับบ้าน สามสี่วันผ่านไป ก็เอ๊ะเป็นไงนะ ลูกนกโตหรือยัง แกเลยปีนขึ้นไปดู แล้วจับลูกนกมาดูก็ เอ๊ะ ตัวนี้ขาดีแสดงว่าไม่ใช่ จับอีกตัว เอ๊ะนี่ก็ขาดี อยากรู้นกรักษาขาอย่างไร แกก็เลยจับลูกนกหักขาทั้งสองข้างเลย แล้วปล่อยไว้ในรัง พอกลับบ้านข้ามถนนโดนรถชนเปรี้ยงขาหักจนถึงปัจจุบันนี้ โชคดีที่ขาหักข้างเดียว หลังจากนั้นแกก็เลยไม่กล้าทำอย่างนี้อีก

แต่กรรมมันไม่ได้เห็นทันตาอย่างนี้ทุกคนไป และไม่สามารถพิสูจน์ได้ คนก็เลยไม่เชื่อ แต่ถ้าคนเขาเคยเจอเรื่องกรรมตรงนี้ปั๊ป เขารู้เลย

กายใจ : ยิ่งปัจจุบันคนชอบเพ่งโทษ และมองว่าความผิดอยู่ที่คนอื่นใช่ไหม

พระอาจารย์ประสงค์ : หลายคนว่าคนไม่ค่อยมองว่าปัญหาทุกอย่างมีเหตุ-ปัจจัย และอาจมาจากตัวเอง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากทัศนคติของคนที่ชอบจับผิดกัน ชอบเพ่งโทษ คือ มองแต่ในแง่ร้าย วิธีการแก้ก็คือ ให้เปลี่ยนจากจับผิดเป็นจับถูก เปลี่ยนจากเพ่งโทษเป็นเพ่งคุณ ตั้งชมรมชมกันเองบ้าง ครอบครัวก็จะน่าอยู่ ที่ทำงานก็น่าทำ จิตใจเราก็จะมีความสุข

ตอนนี้รู้สึกว่าดัชนีความสุขในใจคนมันหายไป เราต้องมองให้เห็นว่า เพราะชีวิตคนมันสั้น แค่ลมหายใจเข้าออกนี่เอง ถ้าหายใจเข้าไม่ออกก็ตาย หายใจออกไม่เข้าก็ตาย วันๆ หนึ่งคนมันตายแปดร้อยกว่าคนทุกวัน ตอนนี้ที่เราไม่รู้สึกอะไร เพราะเราไม่ได้เข้าไปร่วมในการตายในนั้น ไม่มีญาติที่ตาย พอวันไหนที่ญาติเราตายเราก็วูบทีหนึ่ง เราต้องพิจารณาตรงนี้ให้มากๆ

เราต้องมองให้ออก ปัญหาระดับประเทศอย่างเช่น อาร์เจนติน่า ล้มเหลวเพราะอะไร เขมรล้มเหลวเพราะอะไร เกาหลีล้มเหลวเพราะอะไร เพราะการทะเลาะกันในประเทศชาติ เราสามารถที่จะเอาความผิดพลาดของคนอื่นมาพัฒนาตนเองโดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปผิดพลาดเอง แต่ตอนนี้ รู้สึกว่า เรากำลังเริ่มหลงทางกัน เราใช้สื่อสาธารณะกันไปในทางเพ่งโทษกันเองมาก ถ้าเราหันกลับมาดูตัวเรา เราจะเพ่งโทษคนอื่นน้อยลง แต่ก็ยังโชคดีว่าบางคนยังมีปัญญาที่จะเข้าใจในสิ่งนี้อยู่
เข้าพรรษาแล้วปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันอย่างไรดี ทำศีลห้าให้บริสุทธิ์ก็ปิดอบายภูมิแล้ว

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 สิงหาคม 2556

Advertisements

ชาวพุทธที่แท้เป็นอย่างไร?

ถ้าจะถามว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธหรือไม่ หากเรายึดตามหลักฐานทางราชการ คำตอบก็คือ “ใช่” เพราะคนไทยส่วนใหญ่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านว่านับถือศาสนาพุทธ

แต่ถ้าเรายึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก แล้วนำมาใช้เป็นสิ่งประกอบการพิจารณาว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และมีพฤติกรรมแบบไหน เหมาะสมกับการเป็นชาวพุทธหรือไม่ คำตอบอาจเปลี่ยนไป และอาจทำให้หลาย ๆ คนเริ่มไม่แน่ใจว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจริงหรือไม่

เพราะในปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากเชื่อถือในหลาย ๆ เรื่องที่ขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาทิ ฤกษ์ยาม ปีชง ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง กินเจ ดูดวง ไหว้พระขอพร 9 วัด บูชาวัตถุมงคล ของขลัง ตัดกรรม แก้กรรม สะเดาะเคราะห์ เป็นต้น

ณัฐพบธรรม ผู้เขียนหนังสือ นี่หรือเมืองพุทธ กล่าวว่า “เดิมทีผมก็มีชีวิตที่อุดมไปด้วยความเชื่อผิด ๆ เช่นกัน แต่เมื่อได้ลิ้มรสธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมเข้าใจความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้ผมจึงมีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวอย่างไม่มีวันสั่นคลอน เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ทำบุญตามหลักกิริยาวัตถุ 10 อย่างสม่ำเสมอ รักษาศีล พยายามละบาปให้มากที่สุด และหาโอกาสทำบุญอยู่เป็นประจำ ทุกวันนี้ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าเราจะต้องการอะไร หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี เช่น ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต มีการงานที่ดี ฐานะมั่นคง คู่รักดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีมิตรที่จริงใจ มีสุขภาพที่ดี หรืออะไรก็ตาม หากเราทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชีวิตของเราก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสุขอย่างที่เราต้องการอย่างแท้จริง”

ยกตัวอย่างความเชื่อ อย่างเรื่องปีชง ให้ลองคิดดูว่าในแต่ละปีจะมีปีชงทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ประมาณ 4 นักษัตร ตามหลักตรรกะจะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คนเกิดปีชงจะประสบเหตุร้าย แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดปีชงจะประสบเหตุร้ายไปหมด บางคนก็ไม่มีอะไรเลย บางคนกลับดีด้วยซ้ำ ถ้าตรงจริงคนเกิดปีชงก็ต้องแย่เหมือนกันหมด แต่นี่ไม่ใช่ คนรวยก็ยังคงรวยเหมือนเดิมแม้จะเกิดปีชง สรุปได้ว่า ชีวิตเราไม่ได้เป็นไปตามปีชง แต่เป็นไปตามกรรมที่เราได้ทำ

พูดถึงเรื่องกรรม บางคนโทษว่าเหตุร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเพราะกรรมเก่า บางคนก็เชื่อว่าจะสามารถแก้กรรม ตัดกรรม ทำให้เรื่องร้าย กลายเป็นเรื่องดีได้ แต่จริง ๆ แล้วกรรมก็คือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว เราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกการกระทำมีผลเกิดขึ้นตามมา ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น อยากให้ทุกคนลองหันกลับมามองดูตัวเองว่าทำอะไรไม่เหมาะสม ทำให้เกิดสิ่งไม่ดี แล้วให้แก้ไขที่ต้นเหตุ

ถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำบุญไหว้เจ้า ไหว้พระขอพร 9 วัด กิจกรรมหลักก็คือการจุดธูปเทียน ไหว้อธิษฐาน อ้อนวอนขอกับพระพุทธรูป ที่ทำมาจากอิฐ หิน ปูน ทราย บางคนนิยมทำบุญไหว้พระกับวัดที่มีชื่อเป็นมงคล ให้ลองคิดดูว่า พระ เด็กวัด คนที่อาศัยอยู่รอบวัด คนเหล่านี้อยู่ในวัดตลอด 24 ชั่วโมง ได้ดีทุกคนหรือไม่ พระไตรปิฎกบอกการอ้อนวอนขอ ไม่มีทางได้ในสิ่งที่ต้องการ ถ้าจะไหว้ให้ได้บุญจริง ต้องไหว้ด้วยความนอบน้อม ทำด้วยจิตที่เป็นกุศล ไม่ใช่จิตอ้อนวอนขออยากได้ หลายคนเวลามีเรื่องทุกข์ใจหรือหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ มักหันไปพึ่งพาคำแนะนำจากหมอดู และวิธียอดนิยมที่หมอดูใช้ในการดูดวงก็คือการทำนายจากวันเกิด ซึ่งในพระไตรปิฎกมีตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นแล้วว่า เราไม่สามารถทำนายอนาคตจากเวลาเกิดได้ เพราะมีผู้ที่เกิดในวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะถึง 4 คน คือ พระนางยโสธรา พระอานนท์ พระกาฬุทายี และพระฉันนะ กับม้ากัณฐกะ แต่ทั้งห้าก็มีฐานะที่ไม่เท่ากัน และมีความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนกัน

ครูลิลลี่ พูดถึงเรื่องความเชื่อกับการปฏิบัติว่า “คนส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของภาษา ทำบุญต้อง 9 วัด เพราะเลข 9 เป็นเลขมงคล หมายถึงก้าวหน้า หรือความเชื่อที่ว่าไม่ให้เอามังคุด กับมะไฟไปทำบุญก็เพราะชื่อไม่เป็นมงคลเหมือนกัน เมื่อก่อนก็เคยดู ดวง ฤกษ์ยามเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ดูแล้ว ดูไปก็เท่านั้น เราต้องดูตัวเอง ครูสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ผลเกิดจากเหตุ อยากได้เกรดต้องเกิดจากการกระทำไม่มีใครช่วยได้นอกจากตัวเราเอง คนไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่าการทำบุญเพียงแค่การตักบาตร ถวายสังฆทาน แต่จริง ๆ แล้วต้องให้ทาน ศีล ภาวนา ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ ศรัทธาต้องคู่กับปัญญา ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดทำบุญ แต่ขอให้มีสติอยู่ตลอดเวลา อยู่กับลมหายใจและสติ”

ความเป็นชาวพุทธแท้ ไม่ได้วัดกันที่ว่าเราไปวัดบ่อยแค่ไหน สวดมนต์นานแค่ไหน กราบพระบ่อยแค่ไหน นุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ แต่วัดกันที่ เราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากแค่ไหนต่างหาก

ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปวัดบ่อยนัก สวดมนต์พอประมาณ ใส่เสื้อผ้าสีขาวตามวาระโอกาส ไหว้พระพุทธรูปตามโอกาสอันควร แต่ถ้าเราสามารถรักษาศีล 5 ได้อย่างเคร่งครัด ทำบุญกิริยาวัตถุ 10 สม่ำเสมอ ไม่ทำอกุศลกรรมบถ 10 และมีจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยอย่างไม่มีวันสั่นคลอนโดยไม่สนใจความเชื่อผิด ๆ

แบบนี้ต่างหากสามารถพูดได้ว่าเราเป็นชาวพุทธที่แท้จริง.

ที่มา: เดลินิวส์ 25 เมษายน 2555