เจออีกหนึ่ง..ปัจจัยเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

รู้กันดีว่า “โรคอ้วน” เป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังมากมาย อาทิ โรคหัว โรคเบาหวาน และล่าสุดต้องเพิ่มอันตรายจากความอ้วนไปอีกข้อ นั่นคือ “กระดูกพรุน” ตามที่นิตยสารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้เผยผลวิจัยน่ารู้ของมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน ว่า

ความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนแห่งความอ้วน ชื่อ “อะไดโปเน็กติน” เมื่อระดับฮอร์โมนดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นในเลือด ความเสี่ยงเกิดโรคกระดูกพรุนก็จะเพิ่มขึ้นตามไป

การวิจัยนี้เป็นโครงการระดับนานาชาติที่ทำการศึกษาชายจำนวน 11,000 คน จากสหรัฐอเมริกา สวีเดน และฮ่องกง โดยผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ฮอร์โมนอะไดโปเน็กตินในระดับสูงที่มีมากในคนอ้วนส่งผลให้โครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง มวลกล้ามเนื้อน้อย เพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน หัก แตกง่าย

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของกระดูกนั้น ไม่ได้หมายถึง กระดูก หมอนรองกระดูก และข้อต่อเพียงเท่านั้น แต่กระดูกยังเป็นอวัยวะที่มีปฏิสัมพันธ์กับสมอง กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อไขมัน เป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนต่างๆ ที่ส่งสัญญาณไปยังอวัยวะอื่นเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดและความอ้วน ฉะนั้น หากกระดูกได้รับผลกระทบอันใด ก็ย่อมส่งผลต่อส่วนอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับกระดูกไปด้วย

ดังนั้น ถ้าไม่อยากกระดูกพรุน เปราะ หักง่ายในตอนแก่ ใครอ้วนควรตั้งใจลดความอ้วนเสียตั้งแต่วันนี้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 30 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Obesity Hormone Adiponectin Increases the Risk of Osteoporosis in the Elderly, Study Finds

ScienceDaily (Nov. 2, 2011) — While obesity is a well-known cause of cardiovascular disease, research from the Sahlgrenska Academy at the University of Gothenburg, Sweden, has now revealed that one of the body’s obesity-related hormones — adiponectin — is also linked to osteoporosis and an increased risk of fractures.

Our skeleton is more than just bones, vertebrae and joints. In fact, it is an active organ that is constantly linked to our brain, our muscles and our fatty tissue. Stem cells — the body’s most important cells — are formed in the skeleton, which is also home to hormones that control the body’s blood sugar and obesity by sending signals to other organs.

New research has now revealed that raised levels of obesity hormone in the blood could be connected to osteoporosis.

Dan Mellström, a researcher at the Sahlgrenska Academy and consultant at Sahlgrenska University Hospital, is a leading expert in osteoporosis. As part of an international research project studying the risk factors associated with osteoporosis in elderly men, he and his colleagues have been looking into the obesity hormone adiponectin. This research has now shown that people with raised levels of this hormone also have more fragile skeletons and more fractures, as well as reduced muscle strength and lower muscle mass, increasing the risk of fractures. High adiponectin also seems to be related to increased functional aging.

“High levels of adiponectin in the elderly seem to be associated with both reduced functioning of the musculature and a more fragile skeleton,” says Mellström. “This means a higher risk of fractures and falls, and also increased mortality.”

The results are based on the Mr OS study, led from the Sahlgrenska Academy, which is looking into the risk factors for osteoporosis in elderly men. The study includes around 11,000 men in Sweden, the USA and Hong Kong.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by University of Gothenburg, via AlphaGalileo.

Data from : sciencedaily.com

Advertisements

“แก่แล้วเป็น-เป็นแล้วแก่” 2 กลุ่มโรคมากับความชรา

ร่างกายของคนเรามีวันเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา เห็นได้จากการทำงานของอวัยวะต่างๆ ไม่ทนทานเหมือนกับช่วงวัยหนุ่มสาว เรื่องนี้ แพทย์หญิงลิลลี่ ชัยสมพงษ์ แพทย์ประจำศูนย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บรรยายไว้ในงานส่งเสริมสุขภาพ เฮลธี 50 พลัส โดย แพทย์หญิงลิลลี่ เผยว่า เมื่อสูงวัยขึ้น ร่างกายย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมสภาพลง ที่เห็นได้ชัดเจน คือ สายตา มักพร่ามัว ปรับตัวช้า, สมอง ประมวลผลช้า สมองฝ่อ, ระบบทางเดินอาหาร ย่อยช้า, ผิวหนัง มีริ้วรอย หย่อนยาน, และข้อกับกระดูก ยังอาจเสื่อม บาง และมีภาวะกระดูกพรุน

ส่วนโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุนั้น แพทย์หญิงลิลลี่ ได้จัดแบ่งหมวดหมู่ไว้ 2 กลุ่ม เริ่มจากกลุ่มของโรคที่แก่แล้วเป็นคือ ป่วยเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ วัยชรา ประกอบด้วย สมองเสื่อม, กระดูกพรุน, ข้อเสื่อม, และทางเดินปัสสาวะมีปัญหา

ขณะที่อีกกลุ่ม เรียกว่า โรคเป็นแล้วแก่ คือ ไม่ต้องรอให้เข้าสู่วัยสูงอายุก็ป่วยได้ แต่เมื่อป่วยแล้วจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม หรือแก่เร็วกว่าวัย ซึ่งจำเป็นต้องระวัง โรคเหล่านั้นประกอบด้วย เบาหวาน, มะเร็ง, และโรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือด อาทิ หลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิต และหลอดเลือดสมอง

เคล็ดลับการป้องกันโรคเป็นแล้วแก่ แพทย์หญิงลิลลี่ แนะนำว่า อย่าสูบบุหรี่ อย่าปล่อยตัวให้อ้วน และอย่าเครียด โดยต้องออกกำลังสม่ำเสมอ ควบคุมไขมันในหลอดเลือดและน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

นอกจากนี้ แพทย์หญิงลิลลี่ ยังบอกด้วยว่า คนสูงอายุทั่วไปในสังคมมักมี 2 โรคแอบแฝงอยู่ โรคแรกคือ กระดูกพรุนเป็นการเปราะบางลงของกระดูกตามอายุ มักไม่มีอาการ แต่เมื่อมีอุบัติเหตุลื่นหกล้มแล้วกระดูกหักง่าย โรคนี้มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคได้หลายอย่าง ตั้งแต่บริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอ มีพฤติกรรมสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์บ่อย โครงสร้างเล็ก ประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน และหญิงวัยหมดประจำเดือน

สำหรับการป้องกันกระดูกพรุนที่ดีที่สุด คือ ควรบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ถ้าสูงวัยแล้ว ไม่ควรออกกำลังกายอย่างที่ต้องกระโดดมากๆ

ส่วนโรคแอบแฝงอีกโรค คือ โรคสมองเสื่อม ที่มีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้…ลืมจนกระทบชีวิตประจำวัน, มีปัญหาในการวางแผน แก้ไขปัญหา หรือคิดอะไรซับซ้อนไม่ได้, เริ่มมีปัญหาในการทำกิจกรรมที่คุ้นเคย, เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานที่และเวลา, มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร การใช้ภาษา, มีปัญหาเกี่ยวกับการมองรูป หรือภาพหลายมิติ, หาของไม่เจอ หรือทำของหาย เพราะจำไม่ได้, การตัดสินใจ หรือประเมินสถานการณ์ผิดพลาด, มีปัญหาในการทำงาน การเข้าสังคม, และอารมณ์แปรปรวน นิสัยเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม หากพบว่า ตนเองเป็นผู้สูงอายุที่เข้าข่าย หรือแม้กระทั่งคนใกล้ชิดมีสัญญาณเตือนโรคสมองเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม ส่วนการดูแลตนเองในเบื้องต้น พยายามอย่าอยู่คนเดียว เพราะมักนำมาซึ่งความรู้สึกหดหู่ ใช้ธรรมมะยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อสุขภาพจิตที่ดี เมื่อสุขภาพจิตดี ย่อมส่งผลให้อายุยืนยาวด้วย

ไม่ว่าจะโรคที่แก่แล้วเป็น  โรคที่เป็นแล้วแก่ หรือโรคแอบแฝง บางโรคอาจจะไม่มีใครหนีพ้น แต่ในทุกๆ วัน ก็ยังสามารถดูแลสุขภาพ เพื่อให้ความเสื่อมที่รอจะเกิดขึ้นในช่วงสูงวัยนั้น ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตน้อยที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 29 พฤษภาคม  2555

ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553

‘กระดูกพรุน’ ภัยเงียบใกล้ตัว

ภาวะกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบที่มาพร้อมกับวัยที่สูงขึ้น คนไข้จำนวนมากอาจไม่รู้ตัวว่าความแข็งแรงของกระดูกกำลังลดลงจนเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก

ภาวะกระดูกพรุน คือ สภาวะที่มวลกระดูกลดลงร่วมกับการเสื่อมและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างภายในของกระดูก ทำให้เกิดความผิดปกติทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ส่งผลให้กระดูกเปราะบาง มีความแข็งแรงลดลง และเกิดการแตกหักได้ง่าย

ภาวะกระดูกพรุนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ กระดูกพรุนแบบปฐมภูมิหรือกระดูกพรุนที่สัมพันธ์กับวัย และกระดูกพรุนแบบทุติยภูมิ ในที่นี้จะกล่าวถึงกระดูกพรุนปฐมภูมิ กล่าวคือ กลุ่มหญิงวัยหมดประจำเดือนกับผู้สูงอายุ ส่วนกระดูกพรุนแบบทุติยภูมิเป็นภาวะที่ต้องแก้ไขตามสาเหตุ  ตัวอย่างเช่น คนไข้ที่กินยาบางประเภทติดต่อกันเป็นเวลานานที่สำคัญคือ ยาสเตียรอยด์ หรือคนไข้ที่ใช้ยากันชักเป็นประจำมานานนับสิบปี รวมทั้งคนไข้ที่กินยากันเลือดแข็งตัว เป็นต้น เหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มกระดูกพรุนทุติยภูมิ ซึ่งต้องไปพบแพทย์ให้พิจารณาลดยาหรือให้ยาเสริมป้องกันกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกพรุน มักพบได้มากในคนยุโรป โดยเฉพาะยุโรป ตอนเหนือ ส่วนในเอเชีย มักพบในคนญี่ปุ่น สำหรับประเทศไทยพบได้ปานกลาง อุบัติการณ์ไม่รุนแรงเหมือนในยุโรปหรือญี่ปุ่น กลุ่มอายุที่เป็นกระดูกพรุนจะแบ่งได้เป็นกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปี ขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ในอัตราส่วน 1:3 และกลุ่มผู้หญิงพบได้มากกว่า คือ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีแนวโน้มการเกิดกระดูกพรุนสูงขึ้น จึงมักเรียกว่า กระดูกพรุนหลังวัยหมดประจำเดือน เพราะฉะนั้นกลุ่มเสี่ยงที่สำคัญคือ ผู้สูงอายุและสตรีในวัยหมดประจำเดือน

อันตรายของภาวะกระดูกพรุน บางคนจะเรียกว่า “โรคภัยเงียบ” เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดง และคนไข้ไม่รู้ตัวว่าเป็นภาวะกระดูกพรุน จนกระทั่งเมื่อหกล้มแล้วมีกระดูกหัก ซึ่งกระดูกหักในที่นี้ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง แต่เกิดจากอุบัติเหตุธรรมดาที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้ม ซึ่งหลักเกณฑ์ง่าย ๆ ของอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงมีดังนี้ ต้องไม่ใช่อุบัติเหตุทางจราจร ต้องไม่ได้มีสาเหตุจากการถูกรถชน ต้องไม่ตกจากที่สูงเกินระดับความสูงของศีรษะ คนไข้เอง เช่น ปีนขึ้นไปหยิบของหรือปักธูปเทียนแล้วตกลงมาจากเก้าอี้ แบบนี้กระดูกไม่ควรจะหักแต่ถ้ากระดูกหักจะถือว่าน่าสงสัยว่าเป็นกระดูกพรุน

ความน่ากลัวของภาวะกระดูกพรุน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การวินิจฉัยทำได้อย่างไรบ้าง เนื่องด้วยเครื่องมือในปัจจุบันยังเป็นเครื่องมือที่ให้คำตอบหรือการวินิจฉัยที่ไม่สมบูรณ์ทีเดียว การตรวจวัดมวลกระดูก แม้ว่าจะเป็นวิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เพราะผู้ป่วยไม่เจ็บตัว เปรียบเสมือนการเป็นเอกซเรย์ชนิดหนึ่งที่ใช้งานง่าย สะดวก แต่การตรวจมวลกระดูกหรือความหนาแน่นกระดูกมักจะพยากรณ์ได้ดีในผู้สูงอายุ จึงเหมาะสำหรับคนไข้อายุมาก ๆ คือ ตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปจึงแนะนำให้ตรวจมวลกระดูกเมื่อถึงวัยดังกล่าวแล้ว

ส่วนยาสำหรับรักษาภาวะกระดูกพรุนนั้น เมื่อกระดูกหักแล้วและพิสูจน์ได้ว่าเป็นกระดูกพรุนปฐมภูมิ (หรือกระดูกพรุนที่สัมพันธ์กับวัย) ก็ควรให้การรักษา ยาที่ใช้ในการรักษาในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่  ยาต้านการสลายกระดูก ยาสร้างกระดูก และยาออกฤทธิ์ผสม

อีกคำถามที่มักพบได้มากก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ต้องอธิบายว่า  การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยเฉพาะสตรีวัยหมดประจำเดือน โดยทั่วไปที่ควรปฏิบัติก็คือ การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม และควรออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายมีความสำคัญมาก ถ้าเรากินแคลเซียมแต่ไม่ออกกำลังกายกลางแจ้ง  กระดูกก็จะไม่แข็งแรง การออกกำลังกายนั้นแนะนำให้เลือกการวิ่ง กระโดดเชือก ถ้าคนสูงอายุอาจใช้การเดินเร็ว ๆ แต่การออกกำลังกายประเภทว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน จะได้ประสิทธิผลที่ดีในแง่ความอดทน และลดอาการปวดสำหรับคนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดหลัง ปวดเข่า ร่วมด้วย

การป้องกันอีกวิธีหนึ่งก็คือ การเสริมแคลเซียมโดยทั่วไป คนเราได้รับแคลเซียมจากอาหารก็เพียงพอแล้ว สำหรับประเทศไทยปริมาณแคลเซียมที่แนะนำคือ 800 มิลลิกรัมต่อวัน หากลองคำนวณดูจากอาหารที่ทานเข้าไป เช่น นม 1 กล่องมีแคลเซียมประมาณ 200-250 มิลลิกรัม ในอาหารชนิดอื่น เช่น ผักใบเขียว เต้าหู้ จากข้อมูลที่หน่วยโภชนาการของโรงพยาบาลรามาธิบดี เคยทำในคนไทยที่อยู่ในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลพบว่า คนไทยมักทานแคลเซียมวันละประมาณ 380 มิลลิกรัม ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของปริมาณที่แนะนำ ดังนั้นจึงต้องเลือกประเภทอาหารอย่างพิถีพิถันหรือเพิ่มนมอีกอย่างน้อย 1-2 กล่อง แต่หากเป็นหญิงในวัยหมดประจำเดือนต้องทานแคลเซียมเพิ่มขึ้นอีก 50%  หรือราว 1,200  มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้สูงอายุ แหล่งที่มาของแคลเซียมยังแนะนำให้ดื่มนมอยู่ เพราะนมเป็นอาหารที่มีทั้งโปรตีนและแคลเซียม การเสริมแคลเซียมชนิดเม็ดอย่างเดียวนั้นยังไม่เพียงพอ นอกจากนั้นแคลเซียมชนิดเม็ดก็ทำให้หลาย ๆ คนท้องผูก รบกวนระบบขับถ่าย จึงแนะนำให้เน้นแคลเซียมจากอาหารดีกว่า ทั้งผักใบเขียว บรอกโคลี ผักคะน้า งาดำ เต้าหู้ก้อนแข็ง ส่วนนมถั่วเหลืองทั่วไปไม่มีแคลเซียม แต่ปัจจุบันมีการเติมแคลเซียมเข้าไปในนมถั่วเหลืองก็ใช้ได้สำหรับคนที่ไม่ดื่มนม

การเสริมวิตามินดี ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจกันมาก เนื่องจาก ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าตัวเองขาดวิตามินดีหรือไม่ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีแสงแดดมาก แต่จากการตรวจวัดในหลาย ๆ ครั้ง  พบว่ามีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุในประเทศจะขาดวิตามินดี เนื่องจากว่าผิวของผู้สูงอายุไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้มากเท่าคนปกติ และไตเสื่อมใช้งานได้ไม่ค่อยดี ฉะนั้นการเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปวิตามินดีกัมมันต์ จึงไม่ดีเท่าเดิม ทำให้คนสูงอายุ 65 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มที่จะขาดวิตามินดี ซึ่งวิตามินดีค่อนข้างหายากในธรรมชาติ ต้องได้จากน้ำมันตับปลา ฉะนั้นวิธีที่ง่ายกว่าคือ ให้รับประทานวิตามินรวมวันละ 1 เม็ด

การป้องกันไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อวัน และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นคำแนะนำง่าย ๆ สำหรับการดูแลตนเองไม่ให้เกิดภาวะกระดูกพรุน

รศ.นพ.วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ ภาควิชาออร์โธปิดิคส์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์     16 มกราคม 2553