กระดูกสันหลังคดในเด็ก

bangkokbiznews140617_01เด็กหญิงสเตซี่ ลูอิส (Stacy Lewis) ชอบเล่นกอล์ฟตั้งแต่เด็ก และใฝ่ฝันที่จะเป็นนักกอล์ฟอาชีพให้ได้ เธอฝึกซ้อมทุกวัน ตอนที่เธออายุ 11 ขวบ พ่อแม่ของเธอค้นพบว่ามีความผิดปกติที่กระดูกสันหลังของเธอ ทำให้ต้องใส่โครงเหล็กดัดหลังวันละกว่า 18 ชั่วโมงทุกวันเป็นเวลา 7 ปีครึ่ง ถอดออกเฉพาะตอนซ้อมกอล์ฟเท่านั้น

สเตซี่ ไม่เคยย่อท้อต่อความผิดปกติของร่างกายเธอ เธอเล่นกอล์ฟเก่งมากจนได้ทุนจากมหาวิทยาลัย Arkansas เธอดีใจมาก แต่แล้วความดีใจของเธอก็ถูกกลบด้วย คำวินิจฉัยของแพทย์กระดูกที่บอกว่าความผิดปกติที่กระดูกสันหลังนั้น เกินกว่าการเยียวยาด้วยการใส่โครงเหล็กเสียแล้ว ทางออกเดียวคือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกตินี้ โดยหมอร้อยเอ็นเข้าที่กระดูกและยึดติดกับสกรู

Stacy Lewis ในวันนี้ คือหนึ่งในดาวเด่นของ LPGA และเป็นแรงบันดาลใจของเด็กทั่วโลกอีกหลายๆ คน ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังคด

ศ.เกียรติคุณ นพ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่กระดูกสันหลังคดในเด็กเป็นภาวะที่ไม่แสดงอาการให้เห็น คือถ้าไม่สังเกตก็จะไม่เห็นถึงความผิดปกติ โดยเฉพาะไม่ได้เป็นมาก ซึ่งแตกต่างกับเวลาเด็กไม่สบาย ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ จะมีอาการที่ชัดเจน พาไปหาหมออธิบายได้ถูกต้อง

ยกตัวอย่างกรณีของสเตซี่ เธอโชคดีที่สังเกตเห็นความผิดปกติ จากการตรวจร่างกายที่โรงเรียน

กระดูกสันหลังคด งอ ค่อม ที่เกิดขึ้นในเด็กนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ หรือฮอร์โมนใต้สมองทำงานผิดปกติ เด็กจึงพัฒนาไม่เต็มที่

ทั้งนี้ เด็กหรือผู้ที่เป็นโรคนี้แล้วไม่ดูแลตัวเองจะมีปัญหาตามภายหลัง เช่น รูปร่างพิการ ตัวเอียง ปวดหลัง ปวดคอ ปวดศีรษะ ปวดประสาทและอาจเป็นโรคหมอนรองกระดูกได้ในอนาคต ทั้งอาจยังทำให้มีปัญหาทางระบบหายใจปอดอักเสบ หัวใจทำงานหนัก อาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้

คุณหมอแนะนำวิธีดูแลกระดูกสันหลังของเราเอง ด้วยการไม่นั่งหรือยืนเป็นเวลานาน หรือยืนทิ้งน้ำหนักตัวข้างใดข้างหนึ่งไม่เท่ากัน ควรปรับเปลี่ยนท่าทางทุกครึ่งชั่วโมงเพื่อเป็นการไม่ทำร้ายหรือใช้งานกระดูกสันหลังมากเกินไป ผู้ปกครองก็ควรดูแลเอาใจใส่ลูกหลานในเรื่องของการสะพายกระเป๋าไปโรงเรียน ไม่ควรให้ขนสัมภาระหนักจนเกินไป

คุณพ่อคุณแม่ควรตรวจกระดูกสันหลังของลูกคร่าวๆ ด้วยตัวเองว่า อาจให้ลูกถอดเสื้อ ยืนเท้า ชิดกันและก้มลง พยายามให้มือทั้ง 2 ข้างแตะพื้น แล้วลองดูความนูนของกระดูกสันหลัง ถ้าผิดปกติจะพบว่ามีความนูนไม่เท่ากัน การทดสอบนี้ทำได้ตั้งแต่ลูกอายุ 2-3 ขวบ

สำหรับเด็กอ่อนควรจะให้คุณหมอตรวจได้ตั้งแต่เกิด ทารกบางคนเกิดมาพร้อมความผิดปกติเลย แต่อย่างสเตซี่นี้พบตอนที่เกือบจะเป็นวัยรุ่นแล้ว และ progressive คือ มีการคดเพิ่มด้วย เด็กบางคนมีอาการคดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี แต่บางคนก็ช้า

ถ้าพบตั้งแต่แรกเกิด การเพิ่มขึ้นจะเป็นไปตามการเติบโตของร่างกาย แต่เมื่อเด็กเข้าสู่ “วัยรุ่น” คือประมาณที่อายุ 12-14 ปีก็เพิ่มเร็วสุดๆ ตามความสูงที่เพิ่มเร็ว หลังจากนั้นจะหยุดคดหรือคดช้าลงเมื่อเข้าสู่ช่วง 18-20 ปี คุณพ่อคุณแม่ควรจะสังเกตหลังของลูกบ้าง

ทั้งนี้ โรงพยาบาลสมิติเวชตั้งกองทุน New Life Fund หรือกองทุนเพื่อชีวิตใหม่ เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสที่ต้องการการผ่าตัดหัวใจ การปลูกถ่ายไขกระดูกและผ่าตัดกระดูกสันหลังคด ปัจจุบันสามารถช่วยชีวิตเด็กด้อยโอกาสที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคร้ายเหล่านี้ ไปแล้วกว่า 100 คน

ท่านใดมีกุศลจิตอยากสมทบทุนช่วยเหลือเด็กๆ ที่เป็นกระดูกสันหลังคดติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 0 271 1818 1

 

กระดูกสันหลังคดสังเกตได้ดังนี้

• ระดับหัวไหล่หรือบ่าทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน สะบักที่หลังด้านใดด้านหนึ่งอาจนูนขึ้นมามากกว่าอีกด้านหนึ่ง

• เวลาลูกก้มลงลองดูกแนวกระดูกสันหลังว่ามีการคดงอหรือไม่

• สภาพผิวมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากอีกด้าน เช่น มีรอยบุ๋ม มีขนขึ้น สีผิวเปลี่ยนไปจากเดิม

• มีการเอียงของลำตัวไปด้านใดด้านหนึ่ง

• ศีรษะไม่อยู่กึ่งกลางในระหว่างแนวกระดูกเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง

• กระดูกซี่โครงมีระดับความสูงไม่เท่ากัน

• สัดส่วนของเอวมีความผิดปกติโดยมีระดับไม่เท่ากัน

• สะโพกด้านใดด้านหนึ่งยกขึ้น สูงกว่าอีกด้าน

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 17 มิถุนายน 2557

Advertisements

ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553