สมุนไพร vs ลิ่มเลือดอุดตัน โดย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

Credit : wikipedia.org

Credit : wikipedia.org

ยาละลายลิ่มเลือด คือ ยาที่มีชื่อว่า วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจเต้นผิดปกติ หรือผู้ที่ทำการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียมเพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดไหลไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ถ้าขาดเลือดไปเลี้ยงก็อาจทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจ หากมีลิ่มเลือดไปอุดตันก็อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ส่วนยาแอสไพริน (Aspirin) นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ยาละลายลิ่มเลือดอย่างที่หลายๆ ท่านอาจเข้าใจหรือเรียกผิดไป แต่แอสไพรินเป็นยาป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ไขมัน ความดัน เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ หรือในรายที่เป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจแล้ว ก็สามารถรับประทานยานี้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้

สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน จะมีการติดตามการรักษาและมีการปฏิบัติตัวที่เคร่งครัดกว่าการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบ หมายความว่า ถ้ารับประทานยาน้อยไปการรักษาก็จะได้ผลไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตรายเหมือนกับไม่ได้รับประทานยา แต่ถ้ารับประทานยามากเกินไปก็จะเกิดปัญหาเลือดออกง่าย เนื่องจากเลือดไม่ยอมแข็งตัว โดยแพทย์จะนัดดูผลเลือด เรียกว่า ค่าไอเอ็นอาร์ (INR) ว่าผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสมตามค่าเลือดที่ต้องการหรือไม่

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการรับประทานยาวาร์ฟาริน คือ การรับประทานยาวาร์ฟาริน ร่วมกับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด ที่มักเกิดการตีกัน ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟารินในเลือดไม่คงที่หรือผิดปกติไป โดยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟาริน และผู้ที่ใช้ยาควรระมัดระวัง มีดังนี้

สมุนไพรที่เพิ่มผลยาวาร์ฟารินและแอสไพริน ได้แก่ กระเทียม ขิง ขมิ้นชัน แปะก๊วย วิตามินอี น้ำมันปลา ตังกุย และโสม

สมุนไพรที่ลดผลของยาวาร์ฟาริน ได้แก่ ผักใบเขียว (ผักใบเขียวมีวิตามินเคสูง ซึ่งวิตามินเคช่วยทำให้เลือดแข็งตัว) ชาเขียว โคเอ็นไซม์คิวเทน และโสม

สำหรับโสมนั้น มีทั้งรายงานที่เพิ่มฤทธิ์ยาวาร์ฟารินและลดฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน

แต่อย่างไรก็ตาม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กล่าวถึงนั้น ให้ระมัดระวังในท่านที่รับประทานในรูปแบบสารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนการรับประทานในรูปแบบผักหรือที่ไม่ใช่สารสกัดก็สามารถรับประทานได้ สำหรับท่านที่มีความต้องการรับประทานในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อติดตามค่าเลือดว่ายังอยู่ในช่วงการรักษาที่เหมาะสมหรือไม่

การรับประทานสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผู้ป่วยที่รับประทานยาแอสไพริน ไม่ได้มีข้อควรระวังเท่ากับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน ยกเว้นในรายที่เสี่ยงจะเกิดเลือดออกง่าย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยสูงอายุ อาจมีการติดตาม หรือสังเกตว่ามีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ถ่ายดำ ปัสสาวะมีสีคล้ำ ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด เกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนังเป็นสีม่วงๆ ช้ำ โดยที่ไม่ได้ไปกระแทกหรือโดนอะไรมา หากมีอาการดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินอยู่ควรรีบไปพบแพทย์ หรือคนที่จะทำการผ่าตัด หรือถอนฟัน ควรมีการหยุดยายาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินก่อนตามคำแนะนำของแพทย์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
โทร 037-211-289

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 เมษายน 2557

ฟิตปั๋งแบบไทย ไม่ต้องพึ่ง ‘ถั่งเช่า’

dailynews130714_002อาทิตย์นี้ขออิงกระแส “คลิปถั่งเช่า” ของฝ่ายการเมือง เอาใจคุณลุง คุณน้า คุณตา คุณปู่ หรือป๋า ๆ ทั้งหลาย ที่เตะปี๊บไม่ดัง ความฟิตปั๋งลดลง ครั้นจะไปหา “ถั่งเช่า” มาโด๊ปกระเป๋าคงฉีกเป็นแน่แท้ เพราะราคาแพงหูฉี่ งั้นลองมาดูสมุนไพรไทยหรืออาหารง่าย ๆ ราคาถูก ที่มีอยู่ในบ้านเราดีกว่าว่าตัวไหนพอจะช่วยได้บ้าง

นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ถั่งเช่ามีสารเคมีตัวหนึ่งชื่อ “คอร์ไดซิปีน” ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เสริมหลอดเลือดให้แข็งแรง พอหลอดเลือดแข็งแรงไม่ตีบ สมรรถภาพทางเพศน่าจะดีขึ้น เพราะคนมีปัญหานกเขาไม่ขันเนื่องจากหลอดเลือดตีบ ทั้งนี้การศึกษาถั่งเช่าที่มีผลต่อการสร้างอสุจิ หรือสมรรถภาพ ของผู้ชาย ส่วนใหญ่มีการศึกษาในประเทศจีน ไต้หวัน ได้ผลในสัตว์ทดลอง เช่น ทำให้อสุจิเพิ่มขึ้น แต่การวิจัยในคนยังค่อนข้างน้อยอยู่ ในแง่การรักษามะเร็งไปไกลกว่าเรื่องนี้และมีงานวิจัยค่อนข้างเยอะ

ถ้าอยากให้นกเขากลับมาขันจะต้องรู้หลักก่อนว่า จะต้องทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี ซึ่งมีสารเคมีตัวหนึ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดี นั่นก็คือ “แอล-อาร์จินีน” เป็นอณูอาหารที่ช่วยเสริมสมรรถภาพ มีอยู่ในธัญพืชต่าง ๆ ที่มีในบ้านเรา เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ งาดำ ถั่วลิสง ปลาทู และอาหารทะเล เป็นต้น

มะระขี้นก” ช่วยลดน้ำตาล ต้านนกเขาไม่ขัน เป็นตัวช่วยคุมน้ำตาลในเลือด ที่ไหนมีน้ำตาลไปจับเยอะ หลอดเลือดจะเสื่อมเร็ว มะระขี้นกมีฤทธิ์เหมือนยาช่วยเสริมสมรรถภาพ ช่วยขยายเส้นเลือด กินแบบต้มหรือลวกก็ได้ ในคนไข้เบาหวานที่มีปัญหานกเขาไม่ขันมะระขี้นกคือคำตอบ

กระชายดำ” มี “สารฟลาวโวนอยด์” เป็นสารกลุ่มพฤษฮอร์โมน ในบ้านเรามีการทดลองในหนูทดลองได้ผล

ขิง” เป็นโสมแบบไทย ๆ ช่วยทำให้เส้นเลือดขยาย เพราะมีน้ำมันสำคัญ คือ “จินเจอรอล” ลองสังเกตดูว่าเวลากินเข้าไปมันจะรู้สึกร้อนซู่ซ่าขึ้นมาทันที

จมูกข้าว”หรือ “ข้าวกล้อง” มีทั้ง แอล-อาร์จินีน เบต้ากลูแคน และสังกะสี ช่วยเสริมสร้างอสุจิ และช่วยต่อมลูกหมากได้ดี

เมล็ดฟักทอง” มีสังกะสี และวิตามินบีเยอะมาก ช่วยทำให้เส้นประสาทส่วนปลายไวขึ้นโดยเฉพาะบริเวณแถวจุดสำคัญ จุดยุทธศาสตร์ แต่มีเคล็ดในการกิน คือ อย่ากินแบบอบเกลือเพราะเกลือจะยิ่งทำให้ง่อยลง นกเขาไม่ขัน

นอกจากนี้อาหารที่มี “ไนอะซีน” หรือ “วิตามินบี 3” มีมากใน พริก เนื้อไก่ โดยเฉพาะส่วนอก หรือน่อง

ข้าวหมาก” เป็นแหล่งของ “ไนอะซีน”และ “วิตามินบี 12” ซึ่งหาได้ยาก ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ช่วยในเรื่องเส้นประสาทส่วนปลาย และช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศได้

กระเทียม” หรือ “หัวหอม” ก็ช่วยเรื่องสมรรถภาพทางเพศได้ดีมาก มีพระเอกคือ “สารอัลลิซิน” เป็นตัวช่วยกวาดตะกรันไขมันในเส้นเลือด สรรพคุณเหมือนตัวทะลวงท่อ

หญ้าฝรั่น” เป็นสมุนไพรโบราณ มีใช้มานานแล้ว แต่ราคาแพงมาก โลละเป็นแสนบาท เป็นเหมือนหญ้าทองคำ หญ้าฝรั่นเอามาปรุงอาหาร เช่น ข้าวอบ ข้าวหุงใส่หญ้าฝรั่น มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในแคนาดาระบุว่า หญ้าฝรั่นกับโสมเกาหลีมีสรรพคุณในการบำรุงสมรรถภาพทางเพศเหมือนกัน

ท้ายนี้ก่อนจะสรรหาอะไรมารับประทาน ต้องดูว่าตัวท่านมีโรคประจำตัว 4 โรคนี้หรือไม่ คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนลงพุง และโรคเครียด ถ้ามีควรรักษาด้วย  มิฉะนั้นต่อให้สมุนไพรราคาแพงแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ เพราะ 4 โรคนี้เป็นตัวการทำให้นกเขาโศกเศร้า เหงาหงอย  ขณะเดียวกันควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ร่วมกับการออกกำลังกาย เช่น การออกกำลังกายแบบ คาดิโอ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเร็ว วิ่งอยู่กับที่ เต้นแอโรบิก หรือออกกำลังกายแบบสลับช่วง วิ่งเร็ว สลับกับการวิ่งช้า.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กรกฎาคม 2556

เปิดกรุตำรับยาไทยทดแทนเลิกใช้ “ซูโดอีเฟดรีน”

จากกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ออกประกาศกระทรวงให้ยาสูตรผสมซูโดอีเฟดรีน เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยให้สถานพยาบาลและร้านขายยาที่ไม่มีใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองจัดส่งยาตำรับที่มีซูโดอีเฟดรีนเป็นส่วนผสมคืนให้กับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ภายในวันที่ 3 พ.ค.2555 รวมถึงออกประกาศฯ เรื่อง กำหนดปริมาณการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 พ.ศ.2555 ซึ่งมีโทษทั้งปรับและจำคุกนั้น

ผศ.ภญ.สำลี ใจดี ประธานมูลนิธิเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม ในฐานะตัวแทนวิชาชีพเภสัชกร กล่าวถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา ว่า ประเด็นที่น่าสนใจขณะนี้ คือ ผู้บริโภคจะใช้ยาอะไรแทน ซูโดฯ หลังจากที่ถูกเพิ่มเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 และเป็นยาเสพติดให้โทษ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า ยาดังกล่าวสำคัญน้อยมาก ดังนั้นไม่มีก็ไม่เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นยาเดี่ยว หรือยาผสม

“แน่นอนว่า อาจมีกลุ่มแพทย์ กังวลว่า มีกลุ่มผู้ป่วยที่ติดยาซูโดฯ คือ กินแล้วดีขึ้นและไม่ได้รับยาก็ไม่หาย ส่วนนี้เชื่อว่า แพทย์ทราบดีว่า ซูโดฯ แค่บรรเทาอาการภูมิแพ้และลดอาการอักเสบเท่านั้น แต่สิ่งที่อยากให้ประชาชนเข้าใจ คือ ยาซูโดฯ เป็นแค่สินค้าเชิงธุรกิจผลิตเพื่อขาย หลายบริษัทจึงมักจะโฆษณาอยู่บ่อยๆ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องผูกติด เพราะหากบ้านเราไม่ใช้ บริษัทก็ผลิตขายไม่ได้ และอย่างแรกที่อยากให้ประชาชนเข้าใจ คือ หวัดนั้นสามารถหายได้โดยไม่ต้องพึ่งพายา หรือจะใช้ยาเฟนิลเอฟริ และยาสมุนไพรอย่างฟ้าทลายโจร แบบไทยก็ได้ เพราะประเทศใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ไม่มีการใช้ยานี้แล้ว รวมทั้งกุมารแพทย์ในประเทศไทยเองก็แทบจะไม่ใช้ยาซูโดฯ เช่นกัน เนื่องจากพบว่าบางคนอาจแพ้” ผศ.ภญ.สำลี อธิบาย

ยาซูโดฯ

ในระหว่างที่คดีลักลอบยาซูโดฯอยู่ระหว่างการสืบสวน สอบสวนต้นตอการทุจริต หลายคนเกิดคามกังวลว่า กระบวนการคุมเข้ม เพื่อตัดปัญหาการนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นของการผลิตยาเสพติด ผู้ป่วยหลายคนมักห่วงว่าจะไม่มียาใช้และกระทบต่อสุขภาพนั้น

นพ.ประภัสสร เจียมบุญศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กล่าวเสริมว่า หากผู้ป่วยไข้หวัดรายใดไม่ต้องการพึ่งยา และยอมรับและเข้าใจการรักษาแบบทางเลือก สามารถดูแลตัวเองด้วยหลักการง่ายๆ อาทิ การลดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และไซนัสอักเสบ ด้วยศาสตร์การกดจุดที่จุดฝังเข็ม ในจุดต่างๆ ได้แก่
1. จุดอิ้นถาง คือ ตำแหน่งที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างหัวคิ้วทั้ง 2 ข้าง
2.จุดอิ๋งเซียง มี 2 ข้าง คือ การนวดพื้นที่อยู่ในร่องข้างจมูก ระดับเดียวกับกึ่งกลางปีกจมูก โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกดตรงจุดฝังเข็มดังกล่าว นับ 1-5 วินาที แล้วปล่อย กดซ้ำอีก 3-5 ครั้ง สามารถทำได้บ่อยๆ หรือวันละ 3 เวลา เป็นอย่างน้อย

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกในการบรรเทาอาการหวัดด้วยสมุนไพรบรรเทาหวัดคัดจมูก และแก้น้ำมูกไหลได้อย่างดี เริ่มต้นจาก
1.กระเทียม ควรปรุงอาหารด้วยกระเทียมจะช่วยลดอาการคัดจมูก หรือกินกระเทียมสดๆ ครั้งละ 7 กลีบ พร้อมมื้ออาหารทุกวัน

2. หอมเล็ก นำหอมเล็ก 1 หัว ปอกเปลือกกินพร้อมอาหารเป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกันหวัดและบรรเทาอาหารคัดจมูกได้ หรือถ้ายังไม่หาย ใช้หอมเล็ก 4-5 หัว ทุบพอแตกต้มกับน้ำ 1 ลิตร รอเดือดยกลง เทน้ำในชามใบใหญ่ จึงก้มหน้าลงให้ห่างชามพอประมาณ ใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะและชามไว้ สูดไอระเหยเข้าทางจมูกประมาณ 5-10 นาที จะรู้สึกโล่งจมูก นอกจากนี้ ยังใช้หอมเล็กต้มน้ำอาบแก้คัดจมูกได้เช่นกัน โดยนำหอมเล็ก 3 หัว ทุบพอแตก ใบมะขาม 1 กำมือ และเปลือกส้มโอประมาณครึ่งลูก ต้มกับน้ำ 3 ลิตร พอเดือดยกลง รอจนอุ่น จึงอาบแทนน้ำเปล่า ด้วยสรรพคุณทางยาของสมุนไพรเหล่านี้จึงช่วยบรรเทาหวัดและลดน้ำมูก

3.ขิง นำขิงแก่ 1 แง่ง หั่นเป็นแว่นบางๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ประมาณ 5 นาที เสร็จแล้วตัก ขิงออก ดื่มขณะยังอุ่นๆ ครั้งละ 1 แก้ว ช่วงเช้า กลางวัน และเย็ย จะช่วยลดน้ำมูกได้ 4 ตะไคร้ ใช้ตะไคร้ 3-4 ต้น บุบให้แตก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือด ยกลง รินเฉพาะน้ำจิบบ่อยๆ ตลอดวัน ช่วยแก้อาการน้ำมูกไหลจากหวัดได้เช่นกัน

แต่หากต้องการรักษาตัวจากแพทย์แผนไทย ซึ่งขณะนี้มีกระจายอยู่ตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต) บางส่วนแล้ว ประชาชนสามารถเข้ารับยาสมุนไพรที่ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ เช่น ยาประสะเปราะใหญ่ที่ใช้รักษาอาการหวัดในเด็ก หรือยาปราบชมพูทวีปที่ใช้รักษาหวัดในผู้ใหญ่ เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก และภูมิแพ้ ซึ่งในรายละเอียดแพทย์ที่สั่งจ่ายยาจะอธิบายให้ทราบ เพราะยาสมุนไพรตามบัญชียาหลักต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์แผนไทยฯ เท่านั้น

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 เมษายน 2555

สารพัดโรคจากวิกฤติน้ำท่วม!! ลดเสี่ยงก่อนร่างกาย-จิตใจป่วย

เมื่อเราตกอยู่ในสภาวะอุทกภัยร้ายแรงซึ่งที่ทราบกันดีว่าส่งผลให้บ้านเรือน ทรัพย์สินเสียหาย อย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน หลายคนเกิดความกลัวกระทั่งกลายเป็นความวิตกกังวล และอาจส่งผลให้คนคนหนึ่งมีอารมณ์ความรู้สึกหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นจนกลายเป็นความเครียด เมื่อเครียดมาก ๆ ร่างกายก็เริ่มเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นเราควรเตรียมพร้อมรับมือก่อนลุกลามทำให้ร่างกายและจิตใจป่วยไปพร้อม ๆ กันคงเป็นอะไรที่แย่มาก ๆ

ทาง กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช ได้ให้ความรู้และแนวทางการป้องกันสารพัดโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดจากอุทกภัยน้ำท่วมว่า การจัดการกับความเครียดจากวิกฤติการณ์น้ำท่วม หรือการตอบสนองทางอารมณ์จากภัยน้ำท่วม ไม่ว่าใครก็ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พายุ ไฟไหม้ และภัยน้ำท่วมที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ในขณะนี้ อาจทำให้มีความเครียดจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น ทรัพย์สินเสียหาย การเจ็บป่วย การเสียคนในครอบครัว ซึ่งความเครียดที่เกิดขึ้นอาจมีผลเสียต่อสุขภาพของเราได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

ดังนั้นการแสดงออกทางอารมณ์ที่แสดงว่าเราเริ่มมีความเครียดที่อาจจะพบ ได้แก่ มีอาการฝันร้ายหรือฝันซ้ำ ๆ เกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วม ไม่สามารถมีสมาธิหรือจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ รู้สึกเฉยชา เบื่อ เหนื่อย แยกตัวออกจากสังคมหรือคนรอบข้าง มีอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธ แสดงออกอย่างรุนแรง มีอาการไม่สบายทางกาย เช่น ปวดหัว อาหารไม่ย่อย ปวดเมื่อยตามตัว มีลักษณะที่แสดงออกถึงการระวังความปลอดภัยของคนในครอบครัวอย่างเกินเลย หลีกเลี่ยงจะจดจำเรื่องน้ำท่วม และร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ

หากเรามีอาการเหล่านี้ควรจัดการกับความเครียดที่เกิดขึ้นด้วยการจำกัดการได้รับข่าวสารที่เกี่ยวกับอุทกภัยหรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ แต่พอควร รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เรียนรู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมทำเพื่อไม่ปล่อยให้มีเวลาว่างมากเกินไป พยายามติดต่อสื่อสารกับเพื่อน ครอบครัว หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ อาศัยหลักศาสนาเข้ามาช่วย พยายามสร้างอารมณ์ขันอยู่เรื่อย ๆ แสดงความคิดของตัวเองออกมาไม่ว่าจะเป็นการพูด การคุยและการแบ่งปันความรู้สึกของตัวเองกับคนอื่น ๆ เพื่อแบ่งเบาความเครียดและความวิตกกังวล


นอกจากการดูแลตัวเองทางด้านจิตใจแล้ว ในด้านสุขภาพของตัวเองก็สำคัญและควรหมั่นรักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วย เพราะในภาวะน้ำท่วมเช่นนี้อาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ มากมาย คือ “โรคติดต่อเนื่องจากน้ำไม่สะอาด” ได้แก่ ไทฟอยด์ อหิวาต์ โรคฉี่หนู และไวรัสตับอักเสบเอ “โรคติดต่อเนื่องจากมีแมลงเป็นพาหะ” ได้แก่ ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก รวมถึง “อุบัติเหตุและการบาดเจ็บต่าง ๆ” เช่น การจมน้ำ

โดยโรคติดต่อเนื่องจากน้ำไม่สะอาด ในภาวะน้ำท่วมจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าเกิดขึ้นในชุมชนใหญ่หรือขาดแคลนน้ำสะอาด เนื่องจากน้ำดื่มไม่สะอาดและติดเชื้อน้ำไม่สะอาดอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนังอักเสบ แผลติดเชื้อ ตาอักเสบ ติดเชื้อทางเดินอาหาร ซึ่งเชื้อโรคที่สามารถติดต่อทางน้ำ ได้แก่ เชื้อไวรัส เช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ หรือเชื้อโปลิโอ เชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้ออหิวาต์  ไทฟอยด์ เชื้อ Coliform ที่ทำให้มีอาการท้องเสีย และเชื้อโปรโตซัว เช่น  Cryptosporidiosum, Amebae, Giardia

ส่วนใหญ่แล้วการติดต่อเชื้อโรคจะมาจากการดื่มน้ำไม่สะอาด แต่มีบางโรคที่สามารถระบาดได้มากโดยการติดต่อทางการสัมผัสทางผิวหนัง เช่น โรคฉี่หนู ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถติดต่อผ่านทางผิวหนังหรือเยื่อของร่างกายที่สัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนฉี่หนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ติดเชื้อ หากติดเชื้อจะมีอาการไข้สูง ปวดหัวมาก ปวดเมื่อยตามตัว ถ้าเป็นรุนแรงอาจมีอาการตัวเหลือง ตับวาย ไตวายหรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลวได้ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

สำหรับ โรคไวรัสตับอักเสบเอ เป็นโรคที่มีการอักเสบของตับ จากการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อน  โดยจะมีระยะฟักตัว 15-45 วันก่อนมีอาการ จากนั้นอาการจะเริ่มต้นด้วยอาการปวดเมื่อย ไม่อยากรับประทานอาหาร คลื่นไส้ ไข้ต่ำ อุจจาระสีซีดและปัสสาวะสีเข้ม มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองดีซ่าน หลังรับการรักษาแล้วควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และอาหารมัน แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน อย่างไรก็ตามการป้องกันโรคติดเชื้อที่มาจากน้ำ คือการดื่มน้ำสะอาดและเพียงพอเพื่อป้องกันร่างกายจากการขาดน้ำ โดยน้ำสะอาดได้แก่ น้ำต้มสุกหรือผ่านคลอรีน

นอกจากโรคติดเชื้อที่มาจากน้ำแล้วยังมีโรคอื่น ๆ อีก ได้แก่เรื่องของอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการจมน้ำ หรืออุบัติเหตุการบาดเจ็บอื่น ๆ ถ้ามีบาดแผลควรฉีดวัคซีนป้องกับาดทะยักและรับประทานยาแก้อักเสบเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ที่สำคัญพ่อแม่ผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพราะภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำผิดปกติ(Hypothermia) มักพบในเด็กเล็ก หากติดอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจมากขึ้น

ความเครียดจากภัยธรรมชาติมักเป็นกันทุกคน แต่ขอให้เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะหากเราไม่รีบตั้งสติรับมือกับมันเพื่อป้องกัน อาจทำให้สุขภาพของเราค่อย ๆ ย่ำแย่ แล้วจะแก้ไขสถานการณ์ร้ายแรงกลับมาได้อย่างไร เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สดใสกว่าเดิม…
   

 

 

เคล็ดลับสุขภาพดี ดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรไทยสู้ภัยน้ำท่วม

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย นอกจากจะส่งผลเสียต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัยแล้ว ในเรื่องของสุขภาพหลายคนเริ่มจะเจ็บป่วยแล้ว รวมทั้งสภาพอากาศก็เริ่มหนาวเย็นอีกด้วย หากเราไม่รู้จักดูแลร่างกายให้ดีอาจเจ็บป่วยได้ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าต้องเจ็บป่วยท่วมกลางสถานการณ์ที่วิกฤติเช่นนี้ วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีแนะนำสมุนไพรเพื่อบรรเทาทุกข์จากโรคต่าง ๆ มาฝากกัน

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร จากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ความรู้ว่า การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้แก่ โรคหวัด มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไอจาม อ่อนเพลีย ปวดศีรษะเล็กน้อย เบื่ออาหาร หรือมีไข้ร่วมด้วย เราสามารถใช้สมุนไพรที่หาง่ายใกล้ตัวอย่างฟ้าทลายโจร สามารถนำมารักษาได้โดย 1. ยาชง ใช้ใบ 5-7 ใบ สดหรือแห้งก็ได้เติมน้ำเดือดลงไปจนเกือบเต็มแก้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วรินน้ำกินครั้งละ 1 แก้ววันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร ยาต้ม ใช้ทั้งต้นและใบจำนวน 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 3-4 แก้ว ให้เดือดนาน 10-15 นาที กินขณะที่ยังอุ่นอยู่ ครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้งก่อนอาหาร ซึ่งสามารถกลบรสขมได้ด้วยการกินของรสเปรี้ยว เค็มตาม

การใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจรให้ได้ผลดีและออกฤทธิ์ได้เร็วที่สุดในการแก้หวัดคือ ถ้าเริ่มรู้สึกว่าครั่นเนื้อครั่นตัวทำท่าว่าจะเป็นไข้ให้รีบรับประทานทันที นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณรักษาอาการท้องเสียโดยไม่ทำให้หยุดถ่ายทันที วิธีใช้คือเริ่มใช้เมื่อมีอาการโดยใช้ผสมกับผงเกลือแร่ดื่มทันที และไม่ควรรับประทานยาแก้ท้องเสียหรือยาปฏิชีวนะ ยกเว้นในรายที่ติดเชื้ออหิวาตกโรคควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

สำหรับสมุนไพรในครัว เช่น ขิงก็สามารถนำมาแก้หวัดได้ จากงานวิจัยพบว่าน้ำขิงที่ได้จากการต้ม 30 นาที ช่วยกระตุ้นการทำงานของ Macrophage ที่มีหน้าที่ในการจับกินเชื้อไวรัส H3N2 ที่เข้าไปในร่างกาย ซึ่งเราสามารถกินน้ำขิงเพื่อป้องกันหวัดได้โดยการนำขิงแก่สดล้างสะอาดทุบให้พอบุบโดยไม่ต้องขูดเปลือกทิ้ง ประมาณ 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำสะอาด 3 ลิตร ต้มให้เดือดแล้วลดไฟลง เคี่ยวด้วยไฟอ่อนไปเรื่อย ๆ จนน้ำขิงกลายเป็นสีเหลือง เติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งตามใจชอบก็จะได้น้ำสมุนไพรต้านหวัดแล้ว

กระเทียม เป็นสมุนไพรในครัวเรือนสารพัดประโยชน์อีกหนึ่งตัว ที่เพียงรับประทานกระเทียมสดเป็นประจำก็สามารถป้องกันหวัดและลดระยะเวลาการเป็นหวัดได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานวิจัยของญี่ปุ่นว่ากระเทียมในรูปของ Aged Garlic Extract (AGE-การแช่กระเทียมที่หั่นหรือสับใน 15-20 เปอร์เซ็นต์ แอลกอฮอล์ แล้วทิ้งไว้นานมากกว่า 10 เดือนที่อุณหภูมิห้องก่อนนำมาทำให้เข้มข้น) มีฤทธิ์ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ทำให้มีประสิทธิผลในการป้องกันหวัดได้ดีเท่ากับการใช้วัคซีนกระเทียมดอง ซึ่งในฤดูกาลที่มีการระบาดของหวัดควรรับประทานกระเทียมในรูปแบบต่าง ๆ เป็นประจำ

นอกจากนี้ยังมี สมุนไพรใช้ทาภายนอก หากถูกแมลงสัตว์กัดต่อย มีอาการปวดบวมแดงร้อนบริเวณถูกกัดต่อย ควรรีบทำความสะอาดและใช้สมุนไพรที่มีความเป็นกรด เช่น มะนาว น้ำส้ม มะขามเปียกโปะไว้ ซึ่งพิษของสัตว์มีพิษทุกชนิดจะเป็นสารโปรตีนจึงถูกทำลายด้วยสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด และ สมุนไพรจำพวกตะไคร้หอม ใบกะเพรา ใบเสลดพังพอนตัวผู้หรือตัวเมีย นำไปตำ คั้นเอาน้ำ หรือนำไปตากในที่ร่มแล้วบดเป็นผงนำมาทาตัวเพื่อป้องกันยุงกัดได้ เพราะยุงเป็นสัตว์ที่มักมาพร้อมกับน้ำท่วมขัง และหากถูกยุงกัดใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่นิยมคือ ปูนแดง ช่วยลดอาการอักเสบ เพียงเท่านี้เราก็สามารถใช้ภูมิปัญญาไทยดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและครอบครัวเบื้องต้นได้ยามประสบอุทกภัยแล้ว

หากใครต้องการสอบถามเรื่องการใช้สมุนไพรเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร. 0-3721-1288-9.

 

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์  23 ตุลาคม 2554

อาหารเสริมกับโรคข้อ โดย นพ. พงษ์ศักดิ์ วัฒนา

อาหารเสริมกับโรคข้อ

นพ. พงษ์ศักดิ์ วัฒนา

 เป็นความเชื่อของมนุษย์เราตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่พยายามขวนขวายหาวิธีการลดอาการปวดของข้อต่อที่อักเสบ ตลอดจนอาการปวดทุกชนิดที่เป็นเรื้อรังและไม่ทราบสาเหตุ โดยการเลือกหรืองดอาหารบางประเภทว่าสามารถลด อาการปวดลงได้ ในปัจจุบันนี้ได้มีการพิสูจน์ที่แน่นอนว่าอาหารที่มีกรดยูริกสูง อาทิเช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักบาง ประเภท จะทำให้มีอาการกำเริบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าต์ได้ กรุณาเข้าใจว่าการงดอาหารเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้โรคเก๊าต์หายไป ด้วยยาที่รักษาโรคเก๊าต์ในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าต์ก็ยังคงสามารถรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกได้ และยังคงดื่มแอลกอฮอล์ในวงสังคมได้

                         ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้แต่ในประเทศไทยมีการจำหน่ายอาหารเสริมกันอย่างมากมาย และมีการอวดอ้างสรรพคุณในการรักษาโรคจากอาการปวดได้ทุกชนิด เป็นธุรกิจที่ดีมาก อาหารเสริมดังกล่าวมีดังนี้
                          1. อาหารเสริมแคลเซี่ยม
                          2. วิตามินเสริม
                          3. น้ำมันจากปลา ( Fish Oil )
                          4. เกลือแร่ต่าง ๆ เช่น ธาตุเหล็ก , ธาตุสังกะสี
                          5. สมุนไพรชนิดต่าง ๆ
                          6. กระเทียม
                          7. น้ำผึ้ง
                          8. กลูโคซามีน , ดอนครอยติน ( Glueosamine และ Chondroitin )
                          9. น้ำผลไม้ น้ำจากลูกยอทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ

                         อาหารเสริมเหล่านี้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาโรคอาการปวดข้อ หรืออาการปวดเรื้อรัง น้อยมาก   ในต่างประเทศกลุ่มของอาหารเสริมสามารถจะหาซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา    ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อซึ่งพวกเราคงทราบแล้วว่ากว่าร้อยละ 90 ของโรคข้อเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด จำเป็นต้องรับประทานยาต้านการอักเสบ (N’SAID s) เป็นระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ก็พยายามดิ้นรนที่จะรักษาโรคข้อให้หายขาดจากการแนะนำของเพื่อน การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ หรือการซื้อขายทางตรง ( Direct Sale ) เพื่อหวังว่าอาการทางโรคข้อมีโอกาสหายขาดได้      การซื้ออาหารเสริมมารับประทานกันเองทำให้ต้องสูญเสียเงินทองอย่างมหาศาล

                         ในแต่ละปี ผู้เขียนเคยพบ อาหารเสริมจำนวนมากมายจากผู้ป่วยที่มารักษาที่คลินิกส่วนตัวที่นำมาให้ดู โดยที่ญาติอาจจะเป็นลูกหรือพี่น้องที่หวังดีซื้อส่งมาจากประเทศอเมริกา มาให้รับประทาน    วิตามินเสริมในขนาดที่แนะนำจะไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพแต่ถ้ารับประทานวิตามินเอ หรือวิตามินดี ในขนาดที่สูงกว่าที่กำหนดไว้จะมีอันตรายต่อสุขภาพได้ อาหารเสริมที่มีไขมันต่ำ และมีใยอาหาร ผลไม้หรือผัก จะมีประโยชน์ต่อคนทุกคน ธาตุเหล็ก ใช้ในการรักษาในโรคโลหิตจาง ซึ่งพบบ่อยในคนที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ สาเหตุการเป็นโรคโลหิตจางมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เอง หรือจากการ รับประทานยาต้านอักเสบ ( N ’ SAID s ) ทำให้เกิดแผลในกระเพาะหรือจากรับประทานยาสเตียรอยด์มานาน ๆ การรับประทานธาตุเหล็กอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์โรคข้อทุกครั้งก่อนรับประทานธาตุเหล็ก

                          แคลเซี่ยม
เป็นอาหารเสริมยอดฮิตในปัจจุบันประชาชนทั่วไปเมื่อมีอาการปวดจากข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบชนิดใดก็ตาม จะไปซื้อแคลเซี่ยมมารับประทาน ทำให้บริษัทขายนมมีการผสมระดับของแคลเซี่ยมให้สูงขึ้น เพื่อเป็นจุดขายของ สินค้าของตน

        แคลเซี่ยมจะมีประโยชน์
       1. ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต
       2. ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องแบ่งแคลเซี่ยมที่แม่รับประทานไปให้ลูกในท้อง
       3. ในผู้สูงอายุที่รับประทานลำบาก และระบบย่อยอาหารไม่ค่อยดี
       4. ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน มีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำลง แคลเซี่ยมจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ป้องกันโรคกระดูกโปร่งบาง ( Osteoporosis ) ซึ่งโรคนี้ปกติจะไม่ค่อยมีอาการปวด จะมีอาการปวดเมื่อกระดูกหักแล้วประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าแคลเซี่ยมสามารถรักษาโรคข้ออักเสบ ได้ ( Arthritis )

บางคนดื่มนมตลอดทั้งวันเพื่อให้อาการปวดเข่าหายไป ซึ่งนอกจากจะเสียเงินแล้วยิ่งทำให้ตนเอง อ้วนมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น

 

                          กลูโคซามีน และคอนตรอยติน อาหารเสริมในกลุ่มนี้เป็นที่นิยมกันมากมีกว่า 100 ชนิด ผลิตจากหลายบริษัท
กลูโคซามีน สกัดมาจากกระดองปู กุ้งมังกร และเปลือกกุ้ง
ส่วนคอนตรอยติน สกัดมาจากหลอดลมของวัว ควาย

                          โดยเชื่อว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะช่วยซ่อมสร้างผิวกระดูกอ่อนที่ปลายกระดูกในข้อต่อเสื่อม ให้กลับฟื้นขึ้นมาได้ และทำให้ลดอาการปวดลง

                          แพทย์กระดูกและข้อในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เชื่อว่า อาหารเสริมกลุ่มนี้ช่วยรักษาข้อเสื่อมได้ แต่แพทย์กระดูกและข้อในทวีปยุโรปมีความเชื่อว่าช่วยรักษาได้       

                          โดยสรุปแล้วการรักษาโรคข้อเสื่อมด้วยกลูโคซามีน และคอนดรอยตินในโรคข้อเสื่อมยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ แต่มีหลักการคร่าว ๆ ดังนี้ ถ้ารับประทานยาในกลุ่มนี้แล้วไม่ได้ผลในการลดอาการปวดจากข้อเสื่อมในระยะเวลา 1 – 2 เดือน ควรหยุดยาได้แล้ว ปกติจะได้ผลในระยะเวลา 6 – 8 สัปดาห์ โดยใช้ขนาดดังนี้
                          กลูโคซามีน 1,500 มก. / วัน
                          คอนดรอยติน 1,200 มก. / วัน

                          1. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อย ร้อยละ 0.3-1.5 ในประชากรทั่วไปเป็นโรคข้อที่ไม่ทราบสาเหตุ และรักษาไม่หายขาด มีการอักเสบของข้อต่อทุกข้อในร่างกายในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาได้มีผู้พยายาม ที่จะหาวิธีการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ให้หายขาดการรักษาในปัจจุบันได้ แต่ใช้ยากดอาการอักเสบของข้อต่อให้้นานที่สุดที่จะนานได้ การให้อาหารเสริมซึ่งผลการรักษายังไม่ได้ผลแน่นอน         

                          การให้อาหารเสริมมีหลักการในการรักษาดังนี้
                          ลักษณะที่ 1 เป็นการเสริมอาหารที่ช่วยลดอาการปวดลงในอาหาร
                          ลักษณะที่ 2 เป็นการกำจัดสารที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของอาการปวด หรืออาการกำเริบออกจากอาหาร

                          อย่างไรก็ตาม อาหารที่มีไขมันต่ำ มีใยอาหาร , ผลไม้ , ผัก จะมีประโยชน์อย่างมากในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

                          โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มักจะมีอาการของโรคโลหิตจางร่วมด้วย อาจจะมาจากยาต้านการอักเสบ ( N ’ SAID s ) ที่รับประทานนาน ๆ ทำให้เป็นโรคแผลในกระเพาะและมีเลือดออกการรับประทานธาตุเหล็กอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล

                          2. โรคข้อเสื่อม พบบ่อยในผู้ที่น้ำหนักตัวมาก และผู้สูงอายุ เป็นกับข้อต่อที่รับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า , ข้อตะโพก การลดน้ำหนักตัวด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกวิธีร่วมกับการออกกำลังกาย ถ้าท่านมีปัญหาในการลดน้ำหนัก ปรึกษาแพทย์จะปลอดภัยที่สุด

                          3. โรคกระดูกพรุน , โรคกระดูกโปร่งบาง (Osteoporosis) โรคกระดูกพรุนพบบ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนแล้ว    การรักษาโรคกระดูกโปร่งบาง หรือกระดูกพรุน โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้กระดูกแข็งแรงได้ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนแล้วควรให้อาหารเสริมแคลเซี่ยม 1 กรัม / วัน , วิตามินดี 40 ยูนิต / วัน ( นมที่ปราศจากไขมันครึ่งลิตรจะมีแคลเซี่ยมสูง 700 มก. )

 

                          ถ้าท่านอยากจะลองรับประทานอาหารเสริมขอแนะนำดังนี้

1. ปรึกษาแพทย์ก่อนว่าควรจะรับประทานอาหารเสริมหรือไม่ ?
2. อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งให้รับประทาน
3. ควรจะให้แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นอาการปวดจากโรคข้อเสื่อม กลูโคซามิน , คอนดรอยตินไม่สามารถรักษาอาการปวดจากโรคเนื้องอก ( Cancer ) , กระดูกหัก หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้
4. อย่ารับประทานอาหารเสริม ถ้าท่านตั้งท้องหรือคิดว่าตั้งท้อง และไม่ควรให้เด็กรับประทาน
5. ถ้าท่านเป็นโรคเบาหวาน ถ้ารับประทานกลูโคซามิน ควรจะตรวจระดับน้ำตาลในเลือดให้บ่อยขึ้น
6. คนที่แพ้อาหารทะเล จะมีโอกาสแพ้อาหารเสริมกลูโคซามีนด้วย
7. ถ้าท่านรับประทาน แอสไพริน ในการป้องกันหลอดเลือดตีบในหัวใจ ถ้ารับประทานคอนดรอยติน ควรจะตรวจการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย
8. อย่าหยุดยาที่รับประทานในการรักษาโรคข้อ แม้รับประทานอาหารเสริมแล้วลดอาการปวดข้อได้
9. บริหารร่างกาย รักษาน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วนเกินไป และรับประทานอาหารตามที่แพทย์สั่ง

 

 

 

ข้อมูลจาก http://www.thaiarthritis.org/people03.php