ส่งโบท็อกซ์์ พิชิตโรคช้ำรั่วเด็ดขาด เท่ากับเป็นการสร้างชีวิตใหม่อีกหน

ใคร ๆ ก็คิดว่าการฉีดโบท็อกซ์ เพื่อใช้ในการเสริมสวย ลบรอยเหี่ยวย่น อย่างรอยตีนกาบนใบหน้าเท่านั้น  แต่บัดนี้องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้ใช้ในการบำบัดรักษาโรคทางประสาทวิทยา เช่น ผู้ที่มีอาการช้ำรั่ว กลั้นปัสสาวะไม่ได้อีกโรคหนึ่งด้วย

เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้าไปจะไปทำให้กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะไม่หดบีบตัว ซึ่งจะเป็นเหตุให้ต้องรีบถ่ายปัสสาวะทันที ขืนช้าอาจรั่วไหลได้ ถึงแม้ว่าจะมียาอยู่หลายขนาน แต่ก็ปรากฏว่ามักจะใช้กับผู้สูงอายุไม่ได้ผล

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญศูนย์แพทย์สตรีแจ้งว่า  คนไข้โรคทางประสาทวิทยา ตั้งแต่ไขสันหลังบาดเจ็บ โรคอัมพาตแบบสั่น และโรคปลอกประสาทอักเสบ เกือบร้อยละ 80 ต่างพากันอาการดีขึ้น หลังจากที่รับการรักษาไป 1 อาทิตย์ และจะได้ผลอยู่นาน 9 เดือน และเสริมว่า เท่ากับเป็นการให้ชีวิตใหม่กับผู้ที่เกิดมีอาการช้ำรั่วอย่างรุนแรง

โรคช้ำรั่วนับเป็นโรคที่ 7 ที่องค์การอนุมัติให้ใช้โบท็อกซ์รักษาได้ ตั้งแต่ไมเกรนเรื้อรังและเหงื่อออกมากเกินไป.

ที่มา: ไทยรัฐ 13 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

FDA NEWS RELEASE

For Immediate Release: August 25, 2011
Media Inquiries: Jeffrey Ventura, 301-796-2807, jeffrey.ventura@fda.hhs.gov
Consumer Inquiries: 888-INFO-FDA
FDA approves Botox to treat specific form of urinary incontinence
The U.S. Food and Drug Administration today approved Botox (onabotulinumtoxinA) injection to treat urinary incontinence in people with neurologic conditions such as spinal cord injury and multiple sclerosis who have overactivity of the bladder.
Uninhibited urinary bladder contractions in people with some neurological conditions can lead to an inability to store urine. Current management of this condition includes medications to relax the bladder and use of a catheter to regularly empty the bladder.
The treatment consists of Botox being injected into the bladder resulting in relaxation of the bladder, an increase in its storage capacity and a decrease in urinary incontinence.
“Urinary incontinence associated with neurologic conditions can be difficult to manage,” said George Benson, deputy director, Division of Reproductive and Urologic Products. “Botox offers another treatment option for these patients.”
Injection of the bladder with Botox is performed using cystoscopy, a procedure that allows a doctor to visualize the interior of the bladder. Cystoscopy may require general anesthesia. The duration of the effect of Botox on urinary incontinence in patients with bladder overactivity associated with a neurologic condition is up to 10 months.
The effectiveness of Botox to treat this type of incontinence was demonstrated in two clinical studies involving 691 patients. The patients had urinary incontinence resulting from spinal cord injury or multiple sclerosis. Both studies showed statistically significant decreases in the weekly frequency of incontinence episodes in the Botox group compared with placebo.
In addition to its use to improve the appearance of facial frown lines, Botox also is FDA-approved to treat chronic migraine headaches, certain kinds of muscle stiffness and contraction, severe underarm sweating, abnormal twitch of the eyelid and a condition in which the eyes are not properly aligned.
The most common adverse reactions observed following injection of Botox into the bladder were urinary tract infection and urinary retention. Those who develop urinary retention after Botox treatment may require self-catheterization to empty the bladder.
Botox is marketed in the United States by Allergan Inc., of Irvine, Calif.
For more information:
The FDA, an agency within the U.S. Department of Health and Human Services, protects the public health by assuring the safety, effectiveness, and security of human and veterinary drugs, vaccines and other biological products for human use, and medical devices. The agency also is responsible for the safety and security of our nation’s food supply, cosmetics, dietary supplements, products that give off electronic radiation, and for regulating tobacco products.

 

http://www.fda.gov/NewsEvents/Newsroom/PressAnnouncements/ucm269509.htm

Advertisements

ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553