กิน”กลูโคซามีน” ระวังตา(อาจ)บอด โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

 

“กลูโคซามีน” เป็นทั้ง “ยา” และ “อาหารเสริม” สำหรับประชาชนในประเทศไทย โดยใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อม หรือมีแนวโน้มจะเป็นในอีกไม่ช้า 

ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้ว่าไม่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างข้อหรือกระดูกอ่อนใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีผู้ป่วยบางรายใช้แล้วรู้สึกดี โดยไม่มีใครทราบถึงกลไกการออกฤทธิ์แน่นอนในการบรรเทาอาการปวด

มีรายงานทางวิทยาศาสตร์บางชิ้นพบว่า กลูโคซามีนไปกระตุ้นสารต้านการอักเสบ นัยว่าทำให้ปวดน้อยลง แต่เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์จริงๆ มีค่อนข้างน้อยมาก คำแนะนำของสมาคมโรคข้อของสหรัฐอเมริกาจึงไม่แนะนำให้ใช้ แต่ถ้าผู้ป่วยยืนยันจะใช้ก็ควรให้ลองดูประมาณ 1-2 เดือน หากไม่เห็นผลก็ให้เลิกไป

ในประเทศไทยเพียงกลูโคซามีนตัวเดียว ก่อเหตุประหนึ่งเป็น “ยาวิเศษ” ที่คนไข้ต้องได้รับและควรต้องเบิกได้ โดยให้เหตุผลว่าไม่เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร ไต ไม่ก่อให้เกิดเส้นเลือดในหัวใจหรือในสมองตีบตันแบบยาแก้ปวดทั่วไป (ชนิดไม่ว่าถูกหรือแพง) เช่น Diclofenac (Voltaren) Ibuprofen (Brufen) และตระกูล Coxibs ทั้งหลาย เช่น Celecoxib (Celebrex) Etoricoxib (Areoxia) และเมื่อกินกลูโคซามีน ถึงไม่ได้ผลก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็อุ่นใจเพราะได้กินยา เป็นกำลังใจ หรือที่เรียกว่า Placebo Effect

จนมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2556 มีรายงานในวารสารสมาคมแพทย์สหรัฐ ทางจักษุวิทยา (JAMA) ว่า ผู้ใช้กลูโคซามีนจะมีความดันในลูกตาสูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีต้อหินอยู่บ้าง หลังจากกินกลูโคซามีนความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อหยุดกินความดันในลูกตาก็ลดลง คำเตือนจากรายงานนี้คือ ผู้ป่วยที่มีอาการข้อเสื่อม มักเป็นผู้สูงอายุอยู่แล้ว และมักมีปัญหาโรคตาร่วมด้วย โดยเฉพาะต้อกระจก และต้อหิน ทั้งนี้ ต้อหินซึ่งเกิดจากความดันน้ำในลูกตาสูงซึ่งจะทำให้ตาบอดนั้น อาจไม่มีอาการเตือนคือ ไม่มีอาการเจ็บลูกตาก็ได้ แต่เมื่อใช้กลูโคซามีน สายตาก็จะเลวลงเรื่อยๆ และอาจบอดในที่สุด

เพราะฉะนั้น ถ้าคนไข้ยืนยันที่จะใช้กลูโคซามีน หมอหรือแม้แต่ร้านขายอาหารเสริม ถ้าจะส่งเสริมให้ใช้ ต้องแนะนำ

ผู้ใช้ว่ามีโรคตาต้อหินหรือไม่ ถ้ามีไม่ควรใช้ ถ้าไม่ทราบควรตรวจก่อน ถ้าไม่มีแล้วจะใช้กลูโคซามีนก็ต้องติดตามตรวจความดันลูกตาเป็นระยะ ทั้งนี้ ต้องระลึกไว้เสมอว่า ข้อต่างๆ ปวดอาจไม่หาย แถมตาบอดเสริมเข้ามาอีก

คอลัมน์ ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (มติชนรายวัน 9 มิ.ย.2556)

ที่มา : มติชน 9 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Glucosamine Supplements Tied to Eye Risk

Seniors taking them had side effect that has been linked to glaucoma, small study finds

By Denise Mann

HealthDay Reporter

THURSDAY, May 23 (HealthDay News) — Glucosamine supplements that millions of Americans take to help treat hip and knee osteoarthritis may have an unexpected side effect: They may increase risk for developing glaucoma, a small new study of older adults suggests.

Glaucoma occurs when there is an increase of intraocular pressure (IOP) or pressure inside the eye. Left untreated, glaucoma is one of the leading causes of blindness.

In the new study of 17 people, whose average age was 76 years, 11 participants had their eye pressure measured before, during and after taking glucosamine supplements. The other six had their eye pressure measured while and after they took the supplements.

Overall, pressure inside the eye was higher when participants were taking glucosamine, but did return to normal after they stopped taking these supplements, the study showed.

“This study shows a reversible effect of these changes, which is reassuring,” wrote researchers led by Dr. Ryan Murphy at the University of New England College of Osteopathic Medicine in Biddeford, Maine. “However, the possibility that permanent damage can result from prolonged use of glucosamine supplementation is not eliminated. Monitoring IOP in patients choosing to supplement with glucosamine may be indicated.”

Exactly how glucosamine supplements could affect pressure inside the eye is not fully understood, but several theories exist. For example, glucosamine is a precursor for molecules called glycosaminoglycans, which may elevate eye pressure.

The findings are published online May 23 as a research letter in JAMA Ophthalmology.

The study had some shortcomings. Researchers did not have information on the dose or brand of glucosamine used, and they did not know how long some participants were taking the supplements.

Duffy MacKay, vice president for scientific and regulatory affairs at the Council for Responsible Nutrition, a Washington, D.C.-based trade group representing supplement manufacturers, said the findings don’t mean that people should stop taking the supplements.

“This research letter raises questions and introduces a hypothesis that should be explored further, but the small number of cases investigated and the [fact that] researchers did not count capsules or control for dose or intake or duration of use of glucosamine provide extremely limited evidence of harm,” MacKay said.

“This study should not change consumer habits; however, individuals with glaucoma or ocular hypertension who are taking glucosamine should let their doctor know so that the appropriate monitoring of intraocular pressure measurements can be done to identify any changes,” he said.

MacKay concluded: “The good news is that increased IOP was reversible. So if you take the product, and your IOP goes up, then you can stop taking the product to see if it returns to normal.”

However, previous studies have raised questions about whether glucosamine supplements provide any health benefit to consumers. A large recent study concluded it had no healing effect on arthritic pain.

SOURCE : arthritis.webmd.com

Advertisements

อาหารเสริมกับโรคข้อ โดย นพ. พงษ์ศักดิ์ วัฒนา

อาหารเสริมกับโรคข้อ

นพ. พงษ์ศักดิ์ วัฒนา

 เป็นความเชื่อของมนุษย์เราตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ที่พยายามขวนขวายหาวิธีการลดอาการปวดของข้อต่อที่อักเสบ ตลอดจนอาการปวดทุกชนิดที่เป็นเรื้อรังและไม่ทราบสาเหตุ โดยการเลือกหรืองดอาหารบางประเภทว่าสามารถลด อาการปวดลงได้ ในปัจจุบันนี้ได้มีการพิสูจน์ที่แน่นอนว่าอาหารที่มีกรดยูริกสูง อาทิเช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักบาง ประเภท จะทำให้มีอาการกำเริบในผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าต์ได้ กรุณาเข้าใจว่าการงดอาหารเหล่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้โรคเก๊าต์หายไป ด้วยยาที่รักษาโรคเก๊าต์ในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าต์ก็ยังคงสามารถรับประทานอาหารที่มีกรดยูริกได้ และยังคงดื่มแอลกอฮอล์ในวงสังคมได้

                         ในประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้แต่ในประเทศไทยมีการจำหน่ายอาหารเสริมกันอย่างมากมาย และมีการอวดอ้างสรรพคุณในการรักษาโรคจากอาการปวดได้ทุกชนิด เป็นธุรกิจที่ดีมาก อาหารเสริมดังกล่าวมีดังนี้
                          1. อาหารเสริมแคลเซี่ยม
                          2. วิตามินเสริม
                          3. น้ำมันจากปลา ( Fish Oil )
                          4. เกลือแร่ต่าง ๆ เช่น ธาตุเหล็ก , ธาตุสังกะสี
                          5. สมุนไพรชนิดต่าง ๆ
                          6. กระเทียม
                          7. น้ำผึ้ง
                          8. กลูโคซามีน , ดอนครอยติน ( Glueosamine และ Chondroitin )
                          9. น้ำผลไม้ น้ำจากลูกยอทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ

                         อาหารเสริมเหล่านี้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าสามารถรักษาโรคอาการปวดข้อ หรืออาการปวดเรื้อรัง น้อยมาก   ในต่างประเทศกลุ่มของอาหารเสริมสามารถจะหาซื้อได้โดยไม่ต้องใช้ใบสั่งยา    ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อซึ่งพวกเราคงทราบแล้วว่ากว่าร้อยละ 90 ของโรคข้อเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด จำเป็นต้องรับประทานยาต้านการอักเสบ (N’SAID s) เป็นระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี ก็พยายามดิ้นรนที่จะรักษาโรคข้อให้หายขาดจากการแนะนำของเพื่อน การโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ หรือการซื้อขายทางตรง ( Direct Sale ) เพื่อหวังว่าอาการทางโรคข้อมีโอกาสหายขาดได้      การซื้ออาหารเสริมมารับประทานกันเองทำให้ต้องสูญเสียเงินทองอย่างมหาศาล

                         ในแต่ละปี ผู้เขียนเคยพบ อาหารเสริมจำนวนมากมายจากผู้ป่วยที่มารักษาที่คลินิกส่วนตัวที่นำมาให้ดู โดยที่ญาติอาจจะเป็นลูกหรือพี่น้องที่หวังดีซื้อส่งมาจากประเทศอเมริกา มาให้รับประทาน    วิตามินเสริมในขนาดที่แนะนำจะไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพแต่ถ้ารับประทานวิตามินเอ หรือวิตามินดี ในขนาดที่สูงกว่าที่กำหนดไว้จะมีอันตรายต่อสุขภาพได้ อาหารเสริมที่มีไขมันต่ำ และมีใยอาหาร ผลไม้หรือผัก จะมีประโยชน์ต่อคนทุกคน ธาตุเหล็ก ใช้ในการรักษาในโรคโลหิตจาง ซึ่งพบบ่อยในคนที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ สาเหตุการเป็นโรคโลหิตจางมีสาเหตุจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เอง หรือจากการ รับประทานยาต้านอักเสบ ( N ’ SAID s ) ทำให้เกิดแผลในกระเพาะหรือจากรับประทานยาสเตียรอยด์มานาน ๆ การรับประทานธาตุเหล็กอย่างเดียวอาจจะไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์โรคข้อทุกครั้งก่อนรับประทานธาตุเหล็ก

                          แคลเซี่ยม
เป็นอาหารเสริมยอดฮิตในปัจจุบันประชาชนทั่วไปเมื่อมีอาการปวดจากข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบชนิดใดก็ตาม จะไปซื้อแคลเซี่ยมมารับประทาน ทำให้บริษัทขายนมมีการผสมระดับของแคลเซี่ยมให้สูงขึ้น เพื่อเป็นจุดขายของ สินค้าของตน

        แคลเซี่ยมจะมีประโยชน์
       1. ในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต
       2. ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องแบ่งแคลเซี่ยมที่แม่รับประทานไปให้ลูกในท้อง
       3. ในผู้สูงอายุที่รับประทานลำบาก และระบบย่อยอาหารไม่ค่อยดี
       4. ในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน มีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำลง แคลเซี่ยมจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงขึ้น ป้องกันโรคกระดูกโปร่งบาง ( Osteoporosis ) ซึ่งโรคนี้ปกติจะไม่ค่อยมีอาการปวด จะมีอาการปวดเมื่อกระดูกหักแล้วประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดคิดว่าแคลเซี่ยมสามารถรักษาโรคข้ออักเสบ ได้ ( Arthritis )

บางคนดื่มนมตลอดทั้งวันเพื่อให้อาการปวดเข่าหายไป ซึ่งนอกจากจะเสียเงินแล้วยิ่งทำให้ตนเอง อ้วนมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น

 

                          กลูโคซามีน และคอนตรอยติน อาหารเสริมในกลุ่มนี้เป็นที่นิยมกันมากมีกว่า 100 ชนิด ผลิตจากหลายบริษัท
กลูโคซามีน สกัดมาจากกระดองปู กุ้งมังกร และเปลือกกุ้ง
ส่วนคอนตรอยติน สกัดมาจากหลอดลมของวัว ควาย

                          โดยเชื่อว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะช่วยซ่อมสร้างผิวกระดูกอ่อนที่ปลายกระดูกในข้อต่อเสื่อม ให้กลับฟื้นขึ้นมาได้ และทำให้ลดอาการปวดลง

                          แพทย์กระดูกและข้อในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เชื่อว่า อาหารเสริมกลุ่มนี้ช่วยรักษาข้อเสื่อมได้ แต่แพทย์กระดูกและข้อในทวีปยุโรปมีความเชื่อว่าช่วยรักษาได้       

                          โดยสรุปแล้วการรักษาโรคข้อเสื่อมด้วยกลูโคซามีน และคอนดรอยตินในโรคข้อเสื่อมยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ แต่มีหลักการคร่าว ๆ ดังนี้ ถ้ารับประทานยาในกลุ่มนี้แล้วไม่ได้ผลในการลดอาการปวดจากข้อเสื่อมในระยะเวลา 1 – 2 เดือน ควรหยุดยาได้แล้ว ปกติจะได้ผลในระยะเวลา 6 – 8 สัปดาห์ โดยใช้ขนาดดังนี้
                          กลูโคซามีน 1,500 มก. / วัน
                          คอนดรอยติน 1,200 มก. / วัน

                          1. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อย ร้อยละ 0.3-1.5 ในประชากรทั่วไปเป็นโรคข้อที่ไม่ทราบสาเหตุ และรักษาไม่หายขาด มีการอักเสบของข้อต่อทุกข้อในร่างกายในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาได้มีผู้พยายาม ที่จะหาวิธีการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ให้หายขาดการรักษาในปัจจุบันได้ แต่ใช้ยากดอาการอักเสบของข้อต่อให้้นานที่สุดที่จะนานได้ การให้อาหารเสริมซึ่งผลการรักษายังไม่ได้ผลแน่นอน         

                          การให้อาหารเสริมมีหลักการในการรักษาดังนี้
                          ลักษณะที่ 1 เป็นการเสริมอาหารที่ช่วยลดอาการปวดลงในอาหาร
                          ลักษณะที่ 2 เป็นการกำจัดสารที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของอาการปวด หรืออาการกำเริบออกจากอาหาร

                          อย่างไรก็ตาม อาหารที่มีไขมันต่ำ มีใยอาหาร , ผลไม้ , ผัก จะมีประโยชน์อย่างมากในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

                          โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มักจะมีอาการของโรคโลหิตจางร่วมด้วย อาจจะมาจากยาต้านการอักเสบ ( N ’ SAID s ) ที่รับประทานนาน ๆ ทำให้เป็นโรคแผลในกระเพาะและมีเลือดออกการรับประทานธาตุเหล็กอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล

                          2. โรคข้อเสื่อม พบบ่อยในผู้ที่น้ำหนักตัวมาก และผู้สูงอายุ เป็นกับข้อต่อที่รับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า , ข้อตะโพก การลดน้ำหนักตัวด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกวิธีร่วมกับการออกกำลังกาย ถ้าท่านมีปัญหาในการลดน้ำหนัก ปรึกษาแพทย์จะปลอดภัยที่สุด

                          3. โรคกระดูกพรุน , โรคกระดูกโปร่งบาง (Osteoporosis) โรคกระดูกพรุนพบบ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนแล้ว    การรักษาโรคกระดูกโปร่งบาง หรือกระดูกพรุน โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้กระดูกแข็งแรงได้ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนแล้วควรให้อาหารเสริมแคลเซี่ยม 1 กรัม / วัน , วิตามินดี 40 ยูนิต / วัน ( นมที่ปราศจากไขมันครึ่งลิตรจะมีแคลเซี่ยมสูง 700 มก. )

 

                          ถ้าท่านอยากจะลองรับประทานอาหารเสริมขอแนะนำดังนี้

1. ปรึกษาแพทย์ก่อนว่าควรจะรับประทานอาหารเสริมหรือไม่ ?
2. อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งให้รับประทาน
3. ควรจะให้แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นอาการปวดจากโรคข้อเสื่อม กลูโคซามิน , คอนดรอยตินไม่สามารถรักษาอาการปวดจากโรคเนื้องอก ( Cancer ) , กระดูกหัก หรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้
4. อย่ารับประทานอาหารเสริม ถ้าท่านตั้งท้องหรือคิดว่าตั้งท้อง และไม่ควรให้เด็กรับประทาน
5. ถ้าท่านเป็นโรคเบาหวาน ถ้ารับประทานกลูโคซามิน ควรจะตรวจระดับน้ำตาลในเลือดให้บ่อยขึ้น
6. คนที่แพ้อาหารทะเล จะมีโอกาสแพ้อาหารเสริมกลูโคซามีนด้วย
7. ถ้าท่านรับประทาน แอสไพริน ในการป้องกันหลอดเลือดตีบในหัวใจ ถ้ารับประทานคอนดรอยติน ควรจะตรวจการแข็งตัวของเลือดในร่างกาย
8. อย่าหยุดยาที่รับประทานในการรักษาโรคข้อ แม้รับประทานอาหารเสริมแล้วลดอาการปวดข้อได้
9. บริหารร่างกาย รักษาน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วนเกินไป และรับประทานอาหารตามที่แพทย์สั่ง

 

 

 

ข้อมูลจาก http://www.thaiarthritis.org/people03.php