ศิริราช ทำได้แล้วผ่าตัดใส่หัวใจเทียม โดย พวงชมพู ประเสริฐ

bangkokbiznews140304_001เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2557 ที่ตึกอำนวยการ รพ.ศิริราช ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา รองคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เป็นประธานการแถลงข่าว “ศิริราชผ่าตัดใส่หัวใจเทียม สำเร็จรายแรกของไทย” โดย รศ.นพ.ดำรัส ตรีสุโกศล หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจสมเด็จพระบรมราชินีนาถ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรง ซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพการทำงานกล้ามเนื้อหัวใจดลง และไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามปกติ

จึงมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงหรือออกกำลัง ที่สำคัญมักจะมีอาการหอบ หายใจลำบาก ด้วยสาเหตุเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเฉียบพลัน หรือเกิดจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส รวมไปถึงสาเหตุอื่น อย่างโรคลิ้นหัวใจรูห์มาติกที่ตีบหรือรั่วรุนแรง พบโรคหรือภาวะหัวใจล้มเหลว หรือ หัวใจบีบบตัวอ่อนรุนแรงได้ในผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ปีถึงร้อยละ 20

อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว มีได้ตั้งแต่ อาการบวมที่ขา อาการเหนื่อยง่าย อ่อนแรงเวลาออกแรง อาการเหนื่อยเมื่อนอนราบไปได้สักพัก ต้องลุกขึ้นมานั่งแล้วจะดีขึ้น หรืออาการที่หลับไปแล้ว ต้องลุกขึ้นมานั่งหอบเหนื่อยตอนกลางคืน หรือ เหนื่อยง่ายแม้กระทั่งทำกิจวัตรประจำวัน ทั้งหมดนี้หากท่านสงสัยว่า มีสาเหตุหรือมีอาการเข้าได้กันกับภาวะหัวใจวายจากโรคต่อไปนี้ ควรจะไปพบและปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านของท่าน

“แพทย์จะรู้ว่าผู้ป่วยเป็นระยะสุดท้าย จึงต้องมีการรักษาที่ไม่ใช่ยา คือ มีทั้งทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ การทำบายพาสหัวใจ และในบางกรณีก็จะใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจสองห้อง แต่สุดท้ายไปไม่ไหวก็จะมีการรักษาที่เป็นพระเอกของวันนี้ คือใส่หัวใจเทียม เนื่องจากวิวัฒนาการดีขึ้น เพราะปัจจุบันไม่มีคนบริจาคหัวใจมากนัก จึงต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเทียม ซึงการรักษานี้ไม่ได้หายขาด เพียงแค่ชะลอ โดยต้องดูแลสุขภาพร่วมด้วย”รศ.นพ.ดำรัสกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการรักษามากมายขึ้นกับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย การรักษา ตั้งแต่ การใช้ยา การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบ 2 ห้อง หรือ Cardiac resynchronization therapy (CRT) การใส่เครื่องป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งการผ่าตัดมีข้อจำกัด ที่เนื้อเยื่อผู้ให้จะต้องเข้ากันได้กับผู้รับ และจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรงมีความหวังมากขึ้น ด้วยการผ่าตัดใส่หัวใจเทียม ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มุ่งหวังให้โรคหายขาด ในกรณีผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่สามารถผ่าตัดใหญ่ได้ และในวันนี้แพทย์ศิริราชสามารถรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจบีบตัวอ่อนรุนแรง ด้วยการผ่าตัดใส่หัวใจเทียมได้เป็นรายแรกของประเทศไทยแล้ว

ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ แพทย์ผู้ผ่าตัดหัวใจเทียมเป็นรายแรกของประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้ มีภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้ายแต่จากการตรวจวินิจฉัยพบว่าไม่สามารถปลูกถ่ายหัวใจได้ เนื่องจากมีความดันโลหิตของปอดสูงมาก จึงเปลี่ยนหัวใจจากการรับบริจาคไม่ได้ หากจะเปลี่ยนต้องเปลี่ยนหัวใจและปอดทั้งคู่ซึ่งถือเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่ทำให้ต้องผ่าตัดใส่หัวใจเทียมแทน ที่เรียกว่า การผ่าตัดใส่หัวใจเทียมฮาร์ทเมททู (Heartmate II) ไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 โดยผลการผ่าตัดดีมาก

สำหรับการผ่าตัดแพทย์ได้ทำการฝังหัวใจเทียมบริเวณใต้หัวใจเดิมตรงหน้าท้องส่วนบน โดยจะมีท่อต่อจากหัวใจเดิม เพื่อดูดเลือด และสูบฉีดเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ผ่านหลอดเลือดเทียม สามารถทำงานแทนหัวใจเดิมและใช้งานได้อย่างน้อย 10 ปี โดยมีสายไฟทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างหัวใจเทียม และเครื่องควบคุมซึ่งอยู่ภายนอกบริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย ซึ่งเครื่องควบคุมจะต่อเข้ากับแบตเตอรี ที่สามารถทำงานได้เต็มที่ 8-10 ชั่วโมง

“การรักษาวิธีนี้มีผลการศึกษาของทั่วโลกเทียบสถิติจากการใส่หัวใจเทียม และการใช้ยาในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย พบว่าการใช้ยามีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 92 แต่หากใส่หัวใจเทียมนี้มีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ 40 ซึ่งพบว่าโอกาสรอดเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 60 ทั้งนี้ เครื่องดังกล่าวจะต้องติดตัวคนไข้ไปตลอด โดยตัวแบตเตอรีจะอยู่ข้างนอก ซึ่งหลายคนอาจมองว่าจะมีปัญหาในการดำเนินชีวิตหรือไม่ แต่จริงๆแล้วถือว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้โอกาสรอดสูง แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาในการอาบน้ำ แต่ในอนาคตเราจะพัฒนาที่ครอบแบตเตอรีป้องกันน้ำได้ ส่วนการชาร์จแบตนั้น ก็จะมีเครื่องใหญ่สำหรับชาร์ตเข้าเครื่องที่ติดกับลำตัวอีกที” ผศ.นพ.ปรัญญา กล่าว

ปัจจุบันทั่วโลกมีการใส่หัวใจเทียมลักษณะนี้กว่า 10,000 คนเพื่อทำงานแทนหัวใจเดิม แต่ประเทศไทยรายนี้เป็นรายแรก อย่างไรก็ตาม ปกติผู้ป่วยที่สามารถผ่าตัดหัวใจเทียม จะทำในระหว่างรอการผ่าตัดหัวใจจากผู้บริจาคก่อน หรือกลุ่มอายุมากตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจเทียมได้ แต่ในบางกลุ่มก็ไม่สามารถผ่าตัดวิธีนี้ได้ คือ กลุ่มที่มีหัวใจล้มเหล้วทั้งสองห้อง และกลุ่มหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และมีภาวะช็อคร่วมด้วย ซึ่งกรณีต้องใส่เครื่องพยุงหัวใจมากกว่าใช้วิธีนี้ ที่สำคัญวิธีนี้มีราคาแพง โดยค่าใช้ทั้งหมดรวมค่ารักษาในโรงพยาบาลและอุปกรณ์ต่าง 11 ล้านบาท เฉพาะอุปกรณ์ ที่คนไข้นำกลับบ้าน 7 ล้านบาท

นายวีระกิตต์ นวสินพงศ์สุข อายุ 56 ปี ผู้ป่วยรับการผ่าตัดใส่หัวใจเทียมรายแรกของไทย กล่าวว่า ป่วยเป็นโรคนี้มานานโดยปกติจะรับประทานยาและพบแพทย์ 3 เดือนครั้ง แต่ในช่วงหลังต้องมาเข้ารับการรักษาแทบจะสัปดาห์ละครั้ง เพราะมีอาการเหนื่อย น้ำท่วมปอดและหูอื้อ ก็คิดกับภรรยาว่าอาจถึงเวลาที่แพทย์บอกว่าต้องผ่าตัดแล้ว แต่ตนไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจจากการที่ความดันโลหิตของปอดสูงมากบอกภรรยาว่าป็นไงเป็นกัน ตายก็ตาย

เมื่อแพทย์เสนอทางเลือกในการใส่หัวใจเทียมก็ตัดสินใจจะทำ แม้ว่าจะเป็นรายแรกของประเทศไทย ภรรยาบอกว่าตอนที่ตนเข้ารับการผ่าตัดห่วงกังวลมาก ใช้เวลา 10 ชั่วโมง แต่หลังผ่าตัดใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง ตอนนี้รู้สึกดีขึ้น ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ช่วยเหลือตัวเองได้จากที่เดินไปมาในบ้านแทบไม่ไหวสามารถเดินได้ และตั้งแต่รับการผ่าตัดยังไม่มีอาการของน้ำท่วมปอด

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 4 มีนาคม 2557

Advertisements

ตัดเส้นประสาทกำราบความดัน

bangkokbiznews131107_001ความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยแต่ละปีมีประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะนี้มากถึงเกือบ 8 ล้านคน ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ามีอันตรายเกิดขึ้นกับในร่างกายของตัวเอง เพราะโรคนี้แทบจะไม่ปรากฏสัญญาณเตือนใดๆ จนนานวันเข้ากลายเป็นสาเหตุเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตตามมาอย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง เป็นสาเหตุอธิบายว่าทำไม “ความดันโลหิตสูง” จึงถูกขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ”

สถิติจากมิเตอร์ประเทศไทย ของมหาวิทยาลัยมหิดล รายงานวันที่ 3 ต.ค 56 เวลา 15.26 น. พบว่า ตั้งแต่ต้นปีคนไทยเสียชีวิตแล้วด้วยโรคหัวใจรวม 25,959 คน โรคหัวใจขาดเลือด 26,197 คน โรคหลอดเลือดในสมองแตก 20,005 คน เบาหวาน 20,005 คน ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวเนื่องมาจากความดันโลหิตที่สูงขึ้นทั้งสิ้น

พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้นิยามของโรคความดันโลหิตสูงว่า มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และถือเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง หากทิ้งไว้นานโดยไม่ได้ใส่ใจเข้ารับการดูแลรักษา ก็อาจนำไปสู่โรคหรือภาวะแทรกซ้อนน่ากลัวกับอวัยวะสำคัญตามมา อาทิ โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ จอประสาทตาเสื่อมทำให้การมองเห็นลดลงหรือถึงขั้นตาบอด ไตวายเรื้อรัง โรคเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ไต แขนขา ตีบหรืออุดตัน เป็นต้น

สาเหตุของความดันโลหิตสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นผลจากภาวะโรคใดโรคหนึ่งหรือเรียกว่าความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ เช่น ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษ ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น แนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ รักษาที่ภาวะโรคที่เป็นต้นเหตุ

กลุ่มที่ 2 เรียกว่าความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ มักเป็นผลจากพันธุกรรม ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น นิสัยการกินเค็ม การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ความเครียด ร่วมกับผลจากความไม่สมดุลระหว่างระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวหรือขยายของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งเป็นวงจรที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรงระหว่างการสั่งการจากสมอง ประสาท ไขสันหลัง และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไต

คุณหมอย้ำว่า ความดันโลหิตสูงปฐมภูมินั้นไม่มีทางรักษาหายขาด ต่างจากแบบทุติยภูมิที่เมื่อรักษาโรคต้นตอแล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงก็จะบรรเทาไปเอง การหมั่นตรวจสุขภาพ ดูแลรักษาร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแรกซ้อน

โดยทั่วไปการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย หากไม่ร้ายแรงอาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เช่น ลดกินเค็ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ ไปจนถึงการกินยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต

แต่สำหรับบางรายที่แม้จะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเต็มที่แล้ว และรับประทานยาที่มากทั้งชนิดและปริมาณแล้วก็ยังไม่ช่วยอะไร ความดันโลหิตยังมีค่าเกินกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท ถ้ามีอายุน้อยกว่า 80 ปี มักแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการจี้ไฟฟ้าที่ระบบประสาทอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า Renal Denervation Therapy

วิธีนี้เป็นการใช้ความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุ จี้ทำลายร่างแหเส้นประสาทอัตโนมัติที่อยู่ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตทั้งสองข้าง โดยใช้อุปกรณ์พิเศษสอดผ่านหลอดเลือดจากขาหนีบย้อนขึ้นไปถึงหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตซึ่งเป็นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง มีข้อดีคือใช้เวลารักษาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้นพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณ 6 ชั่วโมง และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ตาม คุณหมอปิยนาฏแนะนำว่า “ท้ายที่สุดแล้ววิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น สุขภาพแข็งแรงควรเริ่มต้นที่การ “ป้องกัน” รู้จักดูแลตัวเองด้วยการนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายแจ่มใส เพียงเท่านี้นอกจากจะช่วยให้ห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังไม่ต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอีกด้วย”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 พฤศจิกายน 2556