‘เจ็บหน้าอก’ สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

dailynews150201ทุกครั้งที่มีคนบ่นว่าเจ็บหน้าอก หลายคนจะนึกถึงโรคหัวใจ แต่น้อยคนนักที่จะนึกต่อได้ว่าเกิดสถานการณ์วิกฤติเข้าแล้วและต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด อันที่จริงสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นไปได้หลายประการแต่ความเป็นไปได้ที่ร้ายแรงที่สุด คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจวาย” นั่นเอง

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็น 1 ใน 3 สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดใกล้เคียงกับการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และโรคมะเร็ง แม้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดอาการแล้ว ผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตเสมอไป สิ่งที่จะ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในสถานการณ์วิกฤตินี้คือผู้ป่วยถึงมือแพทย์ได้เร็วเพียงใด

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุร แพทย์โรคหัวใจและการสวนหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย หากเกิดแบบเฉียบพลัน เรียกว่า “Heart Attack” เป็น

กลุ่มอาการที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากการขาดเลือด ไม่มีแรงบีบตัว หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา ผู้ป่วยอาจหายใจติดขัดและหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น และเสียชีวิต ส่งผลให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองตายกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนและมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ“ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) เกิดการอุดตันอย่างฉับพลัน จนไม่สามารถส่งผ่านเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนจะเริ่มตาย หากไม่รีบเปิดทางเดินของหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทำลายมากขึ้นและหัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด”

“ในขั้นเริ่มแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลอดเลือดหัวใจตีบลงมากขึ้นผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเมื่อออกแรง ออกกำลังกาย หรือทำอะไรรีบ ๆ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ให้เพียงพอนั่นเอง”

อาการบอกเหตุของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายที่สามารถสังเกตได้ คือคนไข้จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากดทับ จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ หายใจสั้น หอบ อาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม เหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น

อาการเจ็บแน่นหน้าอกถือว่าเป็นอาการนำของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันซึ่งโดยมากมักจะเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น เหงื่อออก หายใจหอบ ปวดร้าวไปที่แขนข้างเดียว หรือทั้งสองข้างไปจนถึงคอ และกราม ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าหากมีอาการอยู่ตลอดต้องถือว่าเป็นสัญญาณวิกฤติของอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาลทันที

สาเหตุที่ต้องส่งผู้ป่วยให้ถึงแพทย์โดยเร็วนั้น เพื่อทำการรักษาให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อส่วนหนึ่งจะเริ่มตาย และเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายแล้วก็ไม่สามารถฟื้นฟูหรือสร้างใหม่ได้ ดังนั้น ถ้าสามารถปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจมิให้ถูกทำลายได้มาก โอกาสรอดชีวิตก็มีสูง สาเหตุใหญ่ที่ผู้ป่วยตัดสินใจมาโรงพยาบาลช้า มักเกิดจากความไม่แน่ใจว่าใช่อาการเตือนของโรคหัวใจหรือไม่ หรือคิดว่าเป็นโรคอื่น

นพ.ปัญเกียรติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ แพทย์อาจจะแนะนำการตรวจได้หลายวิธี ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง เช่น การเดินสายพาน, การตรวจภาพหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง(echocardiogram),การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multislice CT scan), การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (cardiac MRI) ในกรณีที่มีอาการมากแพทย์อาจจะตรวจเลือดว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่หรืออาจจะทำการตรวจสวนหัวใจ (coronary angiography–CAG) เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

ถ้าหากผลการตรวจพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะแนะนำการรักษาซึ่งอาจจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคลขึ้นกับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบและสุขภาพผู้ป่วย แต่หลักการสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Heart Attack คือ ความรวดเร็วในการได้รับการรักษายิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า50%ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่า 50% ดังนั้นการใช้รถ Mobile CCUจะช่วยทำให้การปฏิบัติการกู้ชีพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากในรถ Mobile CCU จะมีแพทย์โรคหัวใจและเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจไปกับรถด้วยและมีการประสานงานระหว่างรถ Mobile CCUกับทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์พร้อมให้การรักษาขั้นสูงทันทีเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล.

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์
อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
การสวนหลอดเลือดหัวใจทางข้อมือ
โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

อุปกรณ์ใหม่ ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจได้ผลดี

นวัตกรรมทางการแพทย์ มักทำความหวังของผู้ป่วยที่อยากจะให้โรคที่เป็นอยู่หายหรือทุเลาลงนั้นเป็นจริงขึ้นมา โดยล่าสุด ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เผยอุปกรณ์ชิ้นใหม่ใช้ปิดรูรั่วผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ทีมแพทย์โรคหัวใจกับบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ในไทยร่วมกันคิดค้นและพัฒนาจนประสบผลสำเร็จ

ก่อนรู้จักอุปกรณ์ รศ.นพ.พรเทพ เลิศทรัพย์เจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจเด็ก ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ เล่าถึงการมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ต้องใช้อุปกรณ์ชิ้นดังกล่าวมารักษา โดยผลของรูรั่วดังกล่าวทำให้หัวใจห้องซ้ายต้องทำงานมากกว่าปกติ ร่วมกับมีเลือดผ่านไปยังปอดในปริมาณมากเกินไป อาการของโรคจะขึ้นอยู่กับขนาดของรูรั่ว ผู้ป่วยที่มีรูรั่วขนาดใหญ่จะมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว

หากผู้ป่วยมีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างมาตั้งแต่กำเนิด จะเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 3-4 เดือน ส่วนผู้ที่เพิ่งมามีอาการตอนโต มักมาจากป่วยด้วยโรคหลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งในบางรายกล้ามเนื้อบริเวณผนังกั้นหัวใจห้องล่างมีการเปื่อยยุ่ยและทะลุ เกิดเป็นรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่าง ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเพิ่งเป็นตอนโต วิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน คือ ผ่าตัดเปิดหน้าอกเพื่อเย็บปิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัด การใช้อุปกรณ์ใหม่จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากจะไม่ต้องผ่าตัด เพราะการใส่อุปกรณ์ทำด้วยการสอดแล้วดันไปตามสายสวนหัวใจแล้ว วิธีนี้ยังทำให้แผลหายเร็ว พักฟื้นไม่นาน

คุณหมอพรเทพ กล่าวว่า แนวคิดนี้แพทย์และผู้ผลิตอุปกรณ์ในต่างประเทศเคยใช้ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน อุปกรณ์จะดูคล้ายร่ม 2 คันประกบกัน แต่ในขณะนั้นตัววัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มีปัญหาเลื่อนหลุด และมีสารละลายเข้าสู่กระแสเลือด แพทย์จึงล้มเลิกไป

กระทั่งเมื่อ 10-15 ปีที่ผ่านมา มีการนำลวดนิทินอล (nitinol) ซึ่งเป็นโลหะผสมระหว่างนิเกิลและไทเทเนียม ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ยืดหยุ่นสูง คืนสู่รูปร่างเดิมที่ถูกขึ้นรูปไว้ได้เองหลังเคลื่อนผ่านสายส่วนเข้าสู่ตำแหน่งรูรั่วแล้ว นอกจากนั้นยังมีการเคลือบผิวลวดนิทินอลนี้ด้วยทองคำขาวเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อ ไม่ให้เกิดการละลายของโลหะสู่กระแสเลือด

ทางทีมแพทย์จุฬาฯ และผู้ร่วมผลิต จึงทำการคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ปิดรูรั่วภายใต้แนวคิดที่ปรับปรุงแล้วตามรายละเอียดข้างต้น โดยทำให้อุปกรณ์ขึ้นรูปแล้วดูเหมือนจาน 2 ใบประกบกัน และมีเส้นใยสังเคราะห์วางอยู่ภายในเพื่อให้มีเกล็ดเลือดมาเกาะและช่วยปิดรูรั่วได้ดีขึ้น ทั้งยังสามารถรองรับแรงดันที่สูงของหัวใจได้ดี เกิดแรงกดบนเนื้อเยื่อรอบข้างน้อย

อุปกรณ์ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่นี้ผ่านการทดลองใช้ปิดรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างในสัตว์ทดลองมาแล้ว พบว่าได้ผลดี จากนั้น ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาฯ จึงนำมาใช้รักษาในคนไปแล้ว 16 ราย ในจำนวนนี้ 12 รายให้ผลดี และมีเพียง 4 รายเท่านั้นที่ต้องหันไปรับการรักษาด้วยการผ่าตัด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  26 กรกฎาคม 2555

รู้ทัน… ภาวะหัวใจล้มเหลว

หลายครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกไปอย่างกะทันหัน โดยไม่รู้ว่าการเสียชีวิตนั้นมาจากสาเหตุใด แต่พอนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ผลการวินิจฉัยจากแพทย์กลับระบุว่า “เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นเหตุให้เสียชีวิตกะทันหัน” ซึ่งญาติและคนใกล้ชิดไม่เคยสังเกตหรือรับรู้มาก่อนว่ามีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจ…ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ มาจากความไม่รู้เท่าทันภาวะหัวใจล้มเหลวใช่หรือไม่ ?

ภาวะหัวใจล้มเหลว คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถทำงานตอบสนอง ความต้องการของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในสภาวะต่างๆ สาเหตุเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นอยู่นานๆ จะทำให้หัวใจทำงานหนักมากเกินไป เพราะต้องคอยบีบเลือดผ่านหลอดเลือดที่มีความต้านทานสูงจนในที่สุดทนไม่ไหวเกิดภาวะหัวใจโตและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

นอกจากนี้ การติดเชื้อบางประเภทส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง ถ้าเป็นมากจะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ หรือแม้แต่ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ จึงสรุปได้ว่าความผิดปกติของหัวใจทุกชนิด ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาทันเวลาจะทำให้หัวใจโตและหัวใจล้มเหลวในที่สุด

อาการสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว

– เหนื่อยหอบในเวลาออกแรงแม้ทำกิจกรรมเบาๆ
– นอนราบไม่ได้
– บางคนต้องตื่นขึ้นมาในตอนดึก เพราะนอนแล้วหายใจไม่สะดวก
– แน่นจุกลิ้นปี่ (ตับมีน้ำคั่ง)

 

การรักษา

การรักษาโดยทั่วไปคือการรับประทานยา ยาที่ใช้ในคนไข้ภาวะหัวใจล้มเหลวมีหลายขนาดและหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งจะแตกต่างไปตามสภาวะและความรุนแรงของโรค ยาที่ใช้ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยากั้นเบต้า เป็นต้น

นอกเหนือไปจากการรับประทานยาคือ การควบคุมภาวะที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว เช่น ควบคุมการบริโภคน้ำและเกลือ เพื่อป้องกันน้ำที่เกิดในร่างกาย รวมทั้งการดูแลร่างกาย เช่น รับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิดควรลดน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เป็นต้น ที่สำคัญคือ คนไข้ภาวะหัวใจล้มเหลวควรได้รับคำแนะนำในเรื่องการปฏิบัติตน และการใช้ยา รวมทั้งผลข้างเคียงของยา

ข้อควรปฏิบัติสำหรับคนไข้

คนไข้ต้องชั่งน้ำหนักทุกวัน เพื่อดูว่าปริมาณน้ำในร่างกายมากเกินไปหรือไม่ เวลาที่ชั่งน้ำหนักควรเป็นตอนเช้าหลังจากถ่ายปัสสาวะแล้ว และก่อนรับประทานอาหารเช้า รวมทั้งจดบันทึกน้ำหนักทุกวัน ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากกว่า 2 กิโลกรัมในหนึ่งวัน ควรพบแพทย์ ในบางกรณีโดยเฉพาะคนไข้บางรายที่มีการทำงานของไตเสื่อมไป อาจจำเป็นที่จะต้องจำกัดปริมาณน้ำรวมทั้งของเหลวอื่นๆ ที่ดื่มหรือรับประทานในแต่ละวัน ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่าปริมาณน้ำที่จะจำกัดคือปริมาณเท่าไร

จดบันทึกรายการอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน เพื่อควบคุมปริมาณเกลือโซเดียมที่รับประทาน ทั้งนี้ ปริมาณเกลือที่มากเกินไปจะทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายคั่งค้าง (เพราะเกลือจะดูดน้ำไว้ได้มาก) ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักจนเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ในแต่ละวันควรจำกัดปริมาณเกลือโซเดียมไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน หรือประมาณเกือบ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาประมาณ 2 ช้อนโต๊ะเท่านั้น จะเห็นว่าอาหารที่รับประทานในแต่ละวันจะมีปริมาณเกลือเกินอยู่แล้ว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรส รับประทานอาหารรสจัด อาหารที่มีผงชูรส (มีเกลือโซเดียมแต่ไม่มีรสเค็ม) อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง  เป็นต้น

คนไข้ต้องหมั่นสังเกตอาการตนเองว่า มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวกำเริบ เช่น อาการบวม นอนราบไม่ได้ หรือเหนื่อยผิดปกติ ถ้าเริ่มมีอาการที่ผิดปกติไป ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ หรือพบทีมแพทย์ที่ดูแลเรื่องหัวใจโดยเฉพาะ

การออกกำลังกายง่ายๆ และทำได้เกือบทุกคน เช่น การเดิน โดยเริ่มจากการเดินช้าๆ แล้วพักเป็นช่วงๆ จดบันทึกการออกกำลังกายเพื่อให้แพทย์ปรับการออกกำลังกายให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ถ้าทำได้ดีและสม่ำเสมอ จะทำให้หัวใจแข็งแรงดีขึ้น โอกาสที่จะเสียชีวิตลดน้อยลง

 
ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี
http://www.vejthani.com

ที่มา: ไทยรัฐ 27 มกราคม 2555

 

ความน่ากลัวของโรคเกาต์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ความน่ากลัวของโรคเกาต์

 
          โรคเกาต์ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่มีคนรู้จักมากที่สุด รู้จักมากจนบางคนถึงกับเหมาเอาว่าถ้าใครป่วยเป็นโรคข้อ หรือมีอาการปวดข้อก็เป็นโรคเกาต์ แล้วมักจะมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือเป็นโรคข้ออักเสบว่า ห้ามรับประทานเป็ด รับประทานไก่ หรือรับประทานเครื่องในสัตว์ จริง ๆ แล้วโรคเกาต์ไม่ใช่โรคข้อที่พบมากที่สุด เพราะมีคนเป็นน้อยกว่าโรคข้อเสื่อม และผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบต่าง ๆ ซึ่งมีโรคข้ออักเสบอยู่หลายสิบโรค เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับประทานเป็ด ไก่ หรือเครื่องในสัตว์ อย่างไรก็ตามถึงแม้โรคเกาต์เป็นโรคเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักกันมานาน มีการรักษากันมานาน แต่คนเราเพิ่งตระหนักถึงความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์ เมื่อไม่นานมานี้
 
         โรคเกาต์เป็นโรคที่มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน หรือในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่เมื่อ 5 พันปีก่อน ทั้งนี้เนื่องมาจากโรคเกาต์ได้ชื่อว่าเป็นโรคของพระจักรพรรดิ (disease of the Emperor) เนื่องจากในสมัยอดีตมีแต่พระจักรพรรดิหรือเศรษฐีผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่จะได้กินเป็ด กินไก่ กินเหล้า ได้บ่อย ๆ จนเป็นโรคเกาต์ ประกอบกับจะมีแต่เรื่องราวของพระจักรพรรดิที่จะได้รับการบันทึกลงในประวัติศาสตร์ โรคเกาต์จึงเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ นอกจากนี้ความที่เวลาเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์อาการจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีขนาดที่ตอนกลางวันยังไปทำงานปกติ ตอนเย็นไปทานเลี้ยง ทานเป็ด ทานไก่ หรือทานอาหารมากหน่อย หรืออาจทานเหล้าเบียร์ด้วย พอกลับถึงบ้าน ข้อเท้าก็บวมแดงปวดมากขึ้นมาทันที อาการข้ออักเสบจะทำให้ข้อบวมแดงและปวดมากขนาดแตะไม่ได้ ขยับไม่ได้เลยทีเดียว คนจึงมักจะรู้จักโรคเกาต์ดี ข้อที่อักเสบมักจะเป็นข้อโคนนิ้วหัวแม่โป้งเท้า หรือข้อเท้า จะเป็นข้อเดียวเท่านั้น นี่เป็นตัวอย่างเหตุการณ์ของการเกิดโรคเกาต์ครั้งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเกาต์
 
         ข้อที่อักเสบนี้ถึงแม้มีการอักเสบรุนแรง ปวดมากแต่จะดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-3   วัน จะโดยการรักษา รับประทานยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือไม่ได้กินยาอะไร (ถ้าทนไหว) ก็ตาม แล้วอาการจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลับมาเหมือนคนปกติ นานจนบางคนลืมว่าเคยเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์  บางคนอาจจะหายไป 1-2 ปี บางคน 6 เดือน เมื่อไม่ได้ระวังตัว ไม่ได้คุมอาหารก็เกิดข้ออักเสบแบบเฉียบพลันอีก ข้อนิ้วเท้าหรือข้อเท้าปวดบวมอักเสบมากเป็นอยู่ 2-3 วันแล้วหายเป็นปกติ อาการปวดข้อและข้ออักเสบที่รุนแรงทำให้โรคเกาต์เป็นโรคที่น่ากลัว แต่ความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่ถ้าปล่อยให้เกิดข้ออักเสบจากเกาต์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาไม่ให้เกิดข้ออักเสบขึ้นอีก  อาการข้ออักเสบที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงนี้จะเกิดถี่ขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้กว่าจะเป็นอีกก็ 1-2 ปี ต่อมากลายเป็น 6 เดือน ก็เกิดขึ้นซ้ำ ต่อมาเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกห่างกันแค่ 3 เดือน ต่อมาเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน ที่สำคัญทีแรกมีอาการอยู่ 1-2 วัน ครั้งต่อ ๆ มามีข้ออักเสบ 3-4 วันต่อมากลายเป็น 5-7 วัน หมายความว่าถ้าปล่อยให้เป็นโรคเกาต์โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาให้ถูกต้อง จะมีข้ออักเสบ รุนแรงถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และอาการจะเป็นอยู่นานขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดบางรายมีข้ออักเสบปวดบวมทรมานเป็นเดือนไม่ลดลง และอาการปวดก็รุนแรงขึ้น ปวดมากขึ้น จะรักษากินยา ฉีดยาก็ไม่ค่อยหาย เพราะดูเหมือนโรคจะดื้อต่อการรักษามากขึ้นด้วย เนื่องจากโรคเกาต์เฉียบพลันหรือที่ภาษาแพทย์ เรียกว่า acute gout กลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรัง (chronic gout) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลา 3-5 ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่รักษายากแล้ว การเป็นโรคเกาต์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการมีสารที่เรียกว่ากรดยูริกในร่างกายมากเกินระดับปกติเป็นเวลานาน แล้วทำให้เกิดข้ออักเสบซ้ำ ๆ สารกรดยูริก ที่มีเกินระดับปกตินาน ๆ นี้จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อไปสะสมอยู่ใต้ผิวหนังจะเกิดเป็นก้อนที่โตขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าก้อนโทฟัส (tophus) ก้อนนี้มักจะเกิดขึ้นบริเวณข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ก้อนโทฟัสที่เกิดขึ้นบริเวณข้อนี้บางครั้งก็ทำให้เกิดการทำลายข้อจนข้อพิการผิดรูปผิดร่างได้
 
        กรดยูริกที่มีในร่างกายนี้ไม่ใช่สารแปลกปลอมอะไร เป็นสารที่เกิดขึ้นจากขบวนการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายที่รวมเรียกว่า ขบวนการเมตาโบลิซั่ม (metabolism) ที่สำคัญคือการแบ่งตัวของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สึกหรอ ผลพลอยได้จากการแบ่งเซลล์จะได้กรดยูริกออกมา ถ้าร่างกายมีภาวะที่ ต้องมีการแบ่งเซลล์มากขึ้น เช่น เป็นโรคมะเร็ง  ที่มีเซลล์แบ่งตัวมาก ๆ จนควบคุมไม่ได้ ก็มักจะมีกรดยูริกในร่างกายมากขึ้นมากจนเกินระดับปกติ ซึ่ง ระดับปกติของกรดยูริกในผู้ชายคือ 7 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนในผู้หญิงจะเท่ากับ 6 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนมากแล้วระดับกรดยูริกที่สูงเกิดจากการสร้างขึ้นมาในร่างกายมากกว่าระดับปกติ ส่วนที่มาจากอาหารไม่ได้มากนัก แต่ส่วนที่มาจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปีกหรือเครื่องในสัตว์ หรือยอดผักต่าง ๆ มักจะเป็นส่วนที่เติมเข้าไปแล้วทำให้เกิดข้ออักเสบขึ้น
 
 
          ความน่ากลัวของโรคเกาต์นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบรุนแรงที่เรื้อรัง เป็นต่อเนื่อง และรักษาหายยากถ้าไม่ได้ป้องกันแล้ว การเป็นโรคเกาต์ยังนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคไตวาย โรคหัวใจ และโรคอัมพาตได้อีกด้วย 

          ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ไม่มีสักรายเดียวที่เสียชีวิต จากโรคเกาต์ ไม่มีใครปวดข้อหรือมีข้ออักเสบจนเสียชีวิต ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ส่วนมากเสียชีวิตจากโรคไตวาย ผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับสูง นอกจากจะทำให้เป็นโรคเกาต์แล้ว กรดยูริกที่มีมากในเลือดจะไปสะสมอยู่ในไตทำให้ไตเสื่อม การทำงานของไตในการขับของเสียออกจากร่างกายลดลง มีของเสียคั่งในร่างกาย หรือกรดยูริกที่มีมากในร่างกายถูกขับออกมาทางปัสสาวะมาก แล้วมาค้างอยู่ในทางเดินปัสสาวะทำให้เป็นนิ่วในไตหรือในท่อปัสสาวะได้ ดังนั้นในการรักษาโรคเกาต์จึงต้องติดตามดูการทำงานของไตด้วยว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่ ถ้าตรวจพบว่ามีไตเสื่อมลงก็ต้องรีบแก้ไขโดยการพยายามดื่มน้ำเปล่าให้มากพอในแต่ละวันจนมีปัสสาวะออกมาอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร นั่นหมายความว่าควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ซึ่งถ้าคิดเป็นแก้วน้ำก็ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 10-12 แก้ว เพื่อให้มีปัสสาวะออกมามากพอที่จะล้างหรือพากรดยูริกออกไปจากร่างกาย ถ้ารับประทานน้ำน้อยโอกาสมีไตเสื่อมหรือไตวายก็ยิ่งมากขึ้น

         ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จำนวนไม่น้อยพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นภาวะที่พบร่วมกัน หรือเป็นจากการที่มีไตเสื่อมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าถ้ารักษาโรคเกาต์โดยสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดหรือควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำลงกว่า 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะสามารถลดระดับความดันโลหิตที่สูงลงได้ระดับหนึ่ง ดังนั้นการรักษาโรคเกาต์จึงเป็นการรักษาหรือป้องกันโรคความดันโลหิตสูงด้วย การที่เป็นโรคเกาต์และอาจจะมีความดันโลหิตสูงหรือไตเสื่อมไตวายร่วมด้วยเป็นระยะเวลานานพบว่า มีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงเกิดเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายและหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวตามมาได้ นอกจากเส้นเลือดหัวใจแล้ว เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองก็มีโอกาสอุดตันได้ ทำให้เป็นอัมพาตเนื่องจากสมองบางส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนี้จะเห็นว่าโรคเกาต์ไม่ได้มีแต่ข้ออักเสบ เจ็บปวดและทรมาน แต่ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่การเป็นโรคเกาต์เรื้อรังที่มีข้ออักเสบไม่หายและเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ไตวาย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอัมพาต ตามมานั่นเอง

       ความน่ากลัวของโรคเกาต์ที่กล่าวถึงนี้จะไม่น่ากลัวถ้าผู้ที่เป็นโรคเกาต์ได้รับการรักษาและมีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง การรักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เริ่มเป็นในระยะ 1-2 ปีแรกไม่ค่อยเป็นปัญหายุ่งยาก ในขณะที่มีข้ออักเสบเฉียบพลันเกิดขึ้นก็ให้การรักษาอาการอักเสบของข้อด้วยยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ พอข้อหายอักเสบแล้วก็ตรวจเลือดดูว่าระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากน้อยเพียงใด ถ้าพบว่ามีกรดยูริกในเลือดสูงเกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ควรรับประทานยาลดกรดยูริกซึ่งมีทั้งยาที่ช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ เช่น ยาซัลฟินไพราโซน (sulfinpyra zone) ยาเบนซ์โบรมาโรน (benzbromarone) หรือยาโปรเบนนาซิด (probenecid) และยาลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) ทั้งนี้เพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ลดลงต่ำกว่าระดับ 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าสามารถควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ได้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด โอกาสที่จะมีข้ออักเสบจากโรคเกาต์อีกมีน้อยมาก หมายความว่าจะไม่เป็นโรคเกาต์อีกเลยตลอดชีวิต ซึ่งการที่ จะควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร นอกจากการรับประทานยาแล้วยังต้องอาศัยการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณกรดยูริกสูง เช่น เป็ด ไก่ เครื่องในสัตว์ มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนขึ้นและดื่มน้ำเปล่าวันละ 10-12 แก้ว

       ในกรณีที่เป็นโรคเกาต์มานานจนกลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรังหรือมีก้อนโทฟัสขึ้นตามตัว การรักษาจะยากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะต้องพยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรแล้ว ยังต้องคอยตรวจการทำงานของไตว่ายังทำงานได้ดีอยู่ ถ้าเริ่มมีผลการตรวจเลือดที่ส่อไปในทางที่เริ่มมีความเสื่อมของ ไตเกิดขึ้นต้องรีบให้การรักษาหรือป้องกันไม่ให้ ไตเสียการทำงานไปเรื่อย ๆ จนไตวาย การที่สามารถรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด นอกจากจะไม่เกิดข้ออักเสบจากโรคเกาต์แล้ว ก้อนโทฟัสที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่จะยุบลงได้จนหายไปหมด ในกรณีผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วยก็ต้องพยายามรักษาและควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ เพราะความดันโลหิตสูงก็ทำให้ไตเสื่อมหรือไตวายได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคหัวใจหรือโรคอัมพาตตามมาได้

       โรคเกาต์ถึงแม้เป็นโรคที่มีความน่ากลัว แต่รักษาไม่ยาก ในปัจจุบันนี้มีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ควรให้การรักษาโรคเกาต์เหมือนโรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูงที่ให้มีการรักษาต่อเนื่อง มีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะโดยติดตามดูระดับกรดยูริกในเลือดและการทำงานของไต และให้พยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/ เดซิลิตรไว้ตลอดก็จะสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรคเกาต์ที่จะเกิดตามมาอีกมากมายได้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี. 

ข้อมูลจาก :  เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 698  
                     เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 703