“การเฝ้าระวังอาการปวดท้องที่เกิดจากอวัยวะภายใน”

“อาการปวดท้องเป็นอาการนำของหลาย ๆ สาเหตุในช่องท้อง เมื่อมีอาการปวดท้องควรรีบมาพบแพทย์เพื่อแยกกลุ่มอาการว่าตำแหน่งที่ปวดท้องนั้นอยู่บริเวณไหน มีโอกาสเป็นโรคอะไรได้บ้าง” 

วิธีการดูแลตัวเองง่าย ๆ เริ่มจากสังเกตว่า

ถ้าปวดท้องส่วนบน หรือบริเวณเหนือสะดือขึ้นมา อาการปวดที่เราพบบ่อย ๆ บริเวณนี้คือ โรคกระเพาะ ตำแหน่งมักจะอยู่ตรงกลาง บางคนอาจเรียกว่าบริเวณใต้ลิ้นปี่  ซึ่งในความเป็นจริงโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ก็มีอาการปวดท้องเหมือนกัน  ดังนั้นการวินิจฉัยจึงต้องดูอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ถ้าอาการปวดหน้าท้องส่วนบนด้านขวา ในผู้ป่วยสูงอายุ เป็นคนอ้วน เบาหวาน ควรระวังโรคที่เกี่ยวกับตับและถุงน้ำดี ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มผู้หญิงวัยกลางคน คือ โรคนิ่วในถุงน้ำดี การรับประทานอาหารมันทำให้อาการปวดท้องเป็นมากขึ้น แต่ถ้ามีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ร่วมด้วย อาจเป็นโรคตับอักเสบ หรือหากตรวจคลำมีก้อน อาจป่วยเป็น  “โรคมะเร็งในตับ

ถ้าปวดท้องบริเวณด้านขวาล่าง ร่วมกับมีไข้  ควรระวัง “ไส้ติ่งอักเสบ” แต่ถ้าเป็นผู้หญิง ก็ควรคิดถึงโรคอื่น ๆ ด้วย เช่น “ปีกมดลูกอักเสบ” เพราะเป็นตำแหน่งเดียวกันกับไส้ติ่ง ส่วนสาเหตุที่เป็นได้ในตำแหน่งเดียวกันอีกโรค คือ “โรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ” มักพบในผู้ชายวัยกลางคน แต่ถ้ามีอาการปวดท้องน้อยด้านซ้าย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยร้ายแรง แต่อาจเป็น “โรคลำไส้อักเสบ” (Diverticulitis), “ปีกมดลูกอักเสบ” หรือ “ซีสต์ในรังไข่

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร อาการปวดท้องนั้นรุนแรงหรือไม่?

ส่วนใหญ่ ถ้าปวดท้องปกติ วัน หรือสองวันแล้วหายเอง  แบบนี้จะไม่ค่อยอันตราย แต่ถ้าอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับอาการอย่างอื่น เช่น คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายเหลว ถ่ายติดต่อกัน 3-4 วัน น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรรีบมาพบแพทย์

อาการปวดจาก “นิ่วในถุงน้ำดี” มีลักษณะอย่างไร

“โรคนิ่วในถุงน้ำดี” ไม่ค่อยพบในคนอายุน้อย แต่ควรระวังในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป รูปร่างอ้วน มีอาการปวดต่อเนื่อง 2-3 ชั่วโมง ไม่หาย ควรรีบมาพบแพทย์ ซึ่งอาจเกิดจาก “นิ่วอุดตันในถุงน้ำดี” บางรายปวดมากจนต้องฉีดยา แต่ถ้าปวดมากจนไข้ขึ้นอาจกลายเป็น “ถุงน้ำดีอักเสบได้” 

รู้ได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องนั้นเกิดจากโรคในระบบทางเดินอาหาร ไม่ใช่ประจำเดือน

โดยปกติอาการปวดประจำเดือน จะปวดบริเวณท้องน้อยส่วนล่าง เป็นซ้ำ ๆ กันบริเวณเดียวกันในทุกครั้งที่มีประจำเดือน แต่ถ้าปวดท้องบริเวณอื่น และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีประจำเดือน อาจสงสัยได้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร

อาการปวดท้องบริเวณอื่น ๆ

ที่พบบ่อย ๆ เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ หรือกระดูกหลังอักเสบ โดยมักจะสัมพันธ์กับการออกกำลังกายผิดท่า  ประสบอุบัติเหตุจนกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เกิดอาการปวดท้องได้

คำแนะนำจากคุณหมอ

เมื่อมีอาการปวดท้องที่เข้าข่ายเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาแก้ปวด ได้แก่ ยาแก้ปวดประจำเดือน  ยาแก้ปวดในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกและข้อ
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานยารักษาสิว
3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี และแคลเซียม
4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด  อาหารมัน

ข้อมูลจาก นายแพทย์จีรวัส  ศิลาสุวรรณ  อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2  /  http://www.
phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันธ์วงษ์

……………………………………

ด้วยทีมงานคุณภาพของคอลัมน์นี้ ร่วมกับทีมงานรายการทีวี “ชีวิตและสุขภาพ” 32 ปีดั้งเดิม ขอนำเสนอ รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” ออกอากาศประจำทุกวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 15.00-16.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 22 ต.ค. 55 เวลา 15.00-16.00 น. เสนอเรื่อง “ปลูกถ่ายไต” ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ฟรี ที่ โทร. 0-2940-9030-31 เฉพาะเวลา 15.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ท่านสามารถรับชมได้ทาง PSI ช่อง 26 DYNASAT ช่อง 101, GMM-Z ช่อง 119, IDEASAT,INFOSAT,  LEOTECH, THAISAT ช่อง 20

ที่มา: เดลินิวส์ 21 ตุลาคม 2555

Advertisements

‘กล้ามเนื้ออักเสบ’ เกิดง่ายกว่าที่คิด

เกือบทุกคนต้องเคยเผชิญกับอาการปวด บวม เคล็ดขัดยอกของกล้ามเนื้อ ข้อและเส้นเอ็น ซึ่งพบเห็นได้ไม่ยาก โดยคนที่เป็นมักต้องอุทาน “โอ้ย..โอ้ย..” เพราะรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขณะเปลี่ยนอิริยาบถ

ในกิจกรรมเสวนาปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยนูโรเฟนเจลนั้น ‘นายแพทย์พันธศักดิ์ ตันสกุล’ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยสาเหตุของอาการกล้ามเนื้อและเอ็นอักเสบว่า เกิดจากออกแรงกล้ามเนื้อเกินกำลังหรือออกแรงกล้ามเนื้อบริเวณเดิมติดต่อกันนานเกินไป หรือบาดเจ็บจากการยืดกล้ามเนื้อหรือเอ็นไปในทิศทางหรือระยะทางที่มากเกินไป

เช่น การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน, การเล่นกีฬาขณะร่างกายไม่ฟิตหรือเล่นอย่างหักโหมเกินไป, อิริยาบถในการเคลื่อนไหวไม่เหมาะสม, และการก้มหยิบหรือยกของผิดท่า

ทว่ามีอาการปวดหรืออักเสบกล้ามเนื้อย่างเฉียบพลัน คุณหมอพันธศักดิ์ แนะให้หยุดการออกแรงกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ ไปก่อน และใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นประคบตรงตำแหน่งที่มีการบาดเจ็บหรืออักเสบภายใน 24 ชั่วโมงหลังมีการบาดเจ็บ รวมถึงอาจจะใช้ยาทาชนิดที่มีส่วนประกอบของยาลดการอักเสบ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบกล้ามเนื้ออย่างเฉียบพลัน โดยไม่แนะนำให้ใช้ยาทาสูตรร้อน เนื่องจากจะยิ่งกระตุ้นอาการอักเสบให้รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการอักเสบเกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มคน 2 กลุ่ม ซึ่งคุณหมอพันธศักดิ์บอกไว้ในคลิปเสริมบทความ รวมถึงลักษณะอาการปวดและการลุกลาม พร้อมแนะเคล็ดลับบรรเทาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อด้วยตนเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 20 มกราคม 2555

พัฒนาการรักษาปวดหลังเรื้อรังใช้กล้อง Microscope ช่วยผ่าตัด

พัฒนาการรักษาปวดหลังเรื้อรังใช้กล้อง Microscope ช่วยผ่าตัด  

 
       อาการปวดหลังเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในผู้ป่วยที่มารับการรักษา โดยจากการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดหลัง ปวดคอ มีความถี่มากเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยปัญหาของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ และมีความถี่เป็นรองแค่โรคความดันโลหิตสูง และเบาหวาน  เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของผู้ป่วยทั้งหมดที่มาพบแพทย์ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประชากรของประเทศ
 
       ผศ. นพ. ชัยวัฒน์ ไกรวัฒนพงศ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง เปิดเผยว่า จากการสำรวจในปี 2003 ยังพบว่า มีอัตราการเพิ่มขึ้นของการผ่าตัดโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังในสหรัฐอเมริกามากที่สุดในบรรดาการผ่าตัดทั้งหมด  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาโรค รวมถึงการผ่าตัด เทคนิคการผ่าตัด การพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องภาพถ่ายทางรังสี ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น  นอกจากนี้ จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดมีมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันผู้ป่วยไม่ต้องการทนอยู่กับความเจ็บปวดและข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้  คนสูงอายุมีมากขึ้นและมีกิจกรรมให้เลือกทำมากขึ้น บางคนเกษียณแล้วก็ยังทำงานอยู่ เมื่อมีวิธีการรักษาที่สามารถช่วยให้หลุดพ้นจากความเจ็บปวด จึงทำให้มีผู้ต้องการเข้ามารักษาจำนวนมาก ซึ่งภาวะเช่นนี้ก็เกิดขึ้นในประเทศไทยเช่นกัน แม้ว่าในขณะนี้ผู้สูงอายุไทยจำนวนหนึ่งอาจโชคดีกว่าในต่างประเทศที่มีลูกหลานคอยเลี้ยงดู

     โรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหลังมีหลากหลายมาก ทั้งจากกล้ามเนื้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ หมอนรองกระดูกเสื่อมหรือแตกกดทับเส้นประสาท ช่องโพรงไขสันหลังตีบแคบจากหินปูนกดทับเส้นประสาท ข้อกระดูกหลวมและเคลื่อนกดทับเส้นประสาท และอื่นๆ ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้วินิจฉัยจากการถามอาการและการตรวจร่างกายผู้ป่วย เนื่องจากอาการมาจากหลายสาเหตุ บางครั้งอาการของโรคอาจจะคล้ายกัน มีความจำเป็นต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยในการวินิจฉัย ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีทำให้การวินิจฉัยนั้นแม่นยำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเลือด การตรวจเส้นประสาท การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การตรวจเอกซเรย์คลื่นสนามแม่เหล็ก เป็นต้น

      จากการพัฒนาเทคโนโลยีดังที่กล่าวมา ทำให้เรารู้ความจริงและเข้าใจเกี่ยวกับโรคแต่ละโรคมากขึ้น โรคบางโรค เช่น กล้ามเนื้ออักเสบที่เรื้อรังไม่หาย เมื่อตรวจอย่างละเอียดกลับกลายเป็นโรคหมอนรองกระดูก โรคเนื้องอกกระดูก หรืออื่นๆ ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แพทย์ก็ได้เรียนรู้มากขึ้น ทำให้ปัจจุบันความไม่เข้าใจทางการแพทย์เกี่ยวกับอาการปวดหลังถูกค้นพบมากมาย

     นอกจากการพัฒนาในด้านการวินิจฉัยแล้ว การพัฒนาด้านการรักษาก็ควบคู่กันไป เมื่อเราทราบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ทราบตำแหน่งของปัญหา ทำให้เราสามารถหาตำแหน่งเป้าหมาย ที่จะแก้ไขโดยไปรบกวนอวัยวะข้างเคียงที่ไม่จำเป็นน้อยที่สุด จึงมีการพัฒนาการผ่าตัดที่ใช้กล้องเข้ามาช่วย โดยเฉพาะโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยที่ปวดหลังเรื้อรัง คือโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท โรคช่องโพรงไขสันหลังตีบแคบจากหินปูนกดทับเส้นประสาท การผ่าตัดโดยใช้กล้องเข้ามาช่วย มีทั้งแบบที่สอดกล้องเข้าไปในร่างกาย และการใช้กล้องช่วยผ่าตัดอยู่ด้านนอก ซึ่งแพทย์จะเลือกวิธีที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย

      การผ่าตัดกระดูกสันหลังด้วยกล้อง มีข้อดีหลายประการได้แก่ การทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงน้อย เนื่องจากการผ่าเข้าไปที่ตำแหน่งเป้าหมายโดยตรง แผลผ่าตัดจึงเล็กลง การมองเห็นที่ชัดเจนทำให้ความผิดพลาดในการผ่าตัดลดน้อยลงมาก การแยกระหว่างหมอนรองกระดูก เส้นประสาท เส้นเอ็นนั้นทำได้ชัดเจน แพทย์จึงสามารถผ่าตัดหมอนรองกระดูกได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ผู้ป่วยก็จะเสียเลือดน้อยลง จากประสิทธิภาพในการห้ามเลือดที่ดีกว่า ผู้ป่วยจึงเจ็บปวดน้อย ฟื้นตัวและกลับบ้านได้เร็วขึ้น

      เมื่อวินิจฉัยโรคถูกต้องมากขึ้น เทคโนโลยีและเทคนิคการผ่าตัดรักษาดีขึ้น อัตราการหายของผู้ป่วยก็สูงขึ้น และผลข้างเคียงจากการรักษาลดลง

      ผศ.นพ. ชัยวัฒน์ กล่าวเน้นย้ำว่า อย่างไรก็ดีแม้ว่าสิ่งต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมด จะช่วยให้การวินิจฉัยและการรักษาอาการปวดหลังให้ดีขึ้นได้ แต่การป้องกันไม่ให้มีอาการปวดหลัง น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องนั่งนานๆ การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานมากขึ้น รวมถึงการขับรถระยะทางไกล การยกของหนัก น้ำหนักตัวที่มากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญทำให้เกิดโรค นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง เป็นสิ่งที่ควรจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะได้ห่างไกลจากอาการปวดหลังตลอดไป 
 

 
ข้อมูลจาก : ไทยรัฐ วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม 2553

Active Therapy เรียนรู้เพื่อป้องกัน ก่อนโรคภัยถามหา

Active Therapy เรียนรู้เพื่อป้องกัน ก่อนโรคภัยถามหา  

 
       การดูแลสุขภาพโดยเริ่มจากการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคภัยร้ายแรง หรือที่เรียกว่า Active Therapy เป็นเทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังเป็นกระแสมาแรง
 
     นพ. กฤษณ์  ไกรภักดี แนะนำถึงวิธีสังเกตอาการเจ็บปวดที่เป็นปัญหากวนใจในขณะนี้ว่า “ต้องหมั่นสำรวจตัวเองว่าเริ่มมีอาการปวดตามร่างกาย ทั้งปวดหลัง ปวดต้นคอ ขยับร่างกายแล้วเจ็บ กล้ามเนื้อรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ไปจนถึงอาการปวดร้าวลงแขนขา เพราะอาการเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าคุณอาจกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้าง หากไม่ทันสังเกตและปล่อยปละละเลยอาจส่งผลต่อสุขภาพ จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังจนแก้ไม่ตกเลยทีเดียว ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม โดยเฉพาะคนที่นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงเครียด กล้ามเนื้ออักเสบ และปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ นอกจากนี้ปัญหาที่สำคัญมากคือแนวโครงสร้าง (Posture) ซึ่งผิดไปจากแนวปรกติเช่น หลังค่อม, หลังแอ่น, ศีรษะยื่นมาข้างหน้า, หลังคด การนั่ง ยืน เดิน ในท่าที่ไม่เหมาะสม  พฤติกรรมที่ติดเป็นความเคยชินบางชนิด ซึ่งในระยะยาวการใช้งานที่ผิดซ้ำๆเป็นเวลานานๆ จะทำให้แนวโครงสร้างและกระดูกสันหลังค่อยๆ ปรับตัวเคลื่อนที่จากตำแหน่งที่ควร”

    นพ. กฤษณ์ ได้กล่าวถึงแนวทางรักษาว่า “ปัจจุบันมีวิธีรักษาหลายรูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพทั้งการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ให้ผลรวดเร็ว บรรเทาอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีฤทธิ์ในการรักษาค่อนข้างสั้นเมื่อยาหมดฤทธิ์อาการต่างๆ ก็จะกลับมาอีก ไม่ใช่การแก้ที่สาเหตุของปัญหาเหมาะสำหรับการใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในขณะที่มีอาการมากๆ เป็นครั้งคราว  สำหรับการรักษาที่ต้นเหตุหรือที่เราเรียกว่า Active Therapy มักให้ผลการรักษาที่ยาวนานกว่า การกลับมาเป็นซ้ำเกิดได้น้อยแต่ว่าต้องใช้เวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่อง การรักษาในแนวนี้มุ่งเน้นฟื้นฟูโครงสร้าง ที่ผิดปรกติซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหา โดยใช้เทคนิคการจัดปรับโครงสร้างเพื่อแก้ไขความสมดุลรวมไปถึงการพัฒนาสมรรภาพของกล้ามเนื้อที่เหมาะสมเฉพาะเจาะจงหรือภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ”

     นอกจากนี้ นพ. กฤษณ์ ได้ให้คำแนะนำถึงวิธีการออกกำลังกายง่ายๆ โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศ หรือคนที่ต้องใช้อิริยาบถท่าทางเดิมๆ เป็นเวลานานๆ  เพื่อใช้เป็นวิธีดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง ดังนี้
– ตื่นนอนในตอนเช้าด้วยการยืดกล้ามเนื้อหลังช่วงล่าง นอนคว่ำแล้วพยายามยืดร่างกายบริเวณหลังแล้วเกร็งไว้ครู่หนึ่ง ค่อยผ่อนลง การออกกำลังกายด้วยท่านี้จะช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังช่วงล่าง

– สำหรับผู้ที่นั่งในท่าเดิมนานๆ เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ หรือคุยโทรศัพท์ด้วยการหนีบหูโทรศัพท์ไว้กับต้นคอ  อาจมีอาการตึงบริเวณไหล่ ต้นคอ หลัง การออกกำลังกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าวจึงเป็นสิ่งจำเป็นและทำได้ง่ายๆ ด้วยการใช้มือจับศรีษะจากนั้นค่อยๆ ดึงเบาๆ มาทางด้านขวาเพื่อยืดกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ จากนั้นทำสลับกันทั้งด้านซ้าย – ขวา, ด้านหน้า – หลัง รวมถึงการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อ ด้วยการใช้มือจับศรีษะจากนั้นค่อยๆดันศรีษะกับฝ่ามือในทิศทางที่สวนทางกัน จากนั้นทำสลับกันทั้งด้านซ้าย – ขวา, ด้านหน้า – หลัง  และถ้ามีอาการเหนื่อยล้าจากการนั่ง หรืออยู่ในท่าทางเดิมนานๆ       ให้บริหารในท่าแอ่นหน้าอกและแอ่นหลัง รวมทั้งยืดแขนออกจนสุดโดยให้ข้อมืออยู่ในระดับเอวจะช่วยยืดกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น

     หากออกกำลังกายตามท่าที่แนะนำแล้วรู้สึกเจ็บ ร้าว อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าคุณต้องพบแพทย์และต้องเริ่มต้นดูแลสุขภาพก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ ที่สำคัญการรู้จักปรับสภาพ    การนั่งและการปรับอิริยาบทต่างๆ ตามระยะเวลาและความเหมาะสม มีช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนบ้าง  อย่านั่งทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน โดยแบ่งเวลาให้มีการ Movement รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการเคลื่อนไหว  จะทำให้บรรเทาอาการ ปวดคอ – หลัง – ไหล่ – ศรีษะ ได้เป็นอย่างดี
 
 
 
 
ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม 2553