ออกกำลังกายในน้ำ กับ ธาราบำบัด

dailynews130915_003เรื่องราวของการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ซึ่งในสมัยนั้นจะใช้คุณสมบัติเรื่องอุณหภูมิของน้ำในการรักษาเป็นหลัก โดยเฉพาะน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส อีกทั้งในสมัยนั้นยังไม่มีบ่อหรือสระธาราบัด จึงใช้การอาบน้ำแร่หรือบ่อน้ำพุร้อนต่าง ๆ ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดตามข้อหรือตามกล้ามเนื้อต่าง ๆ

แต่ ณ ปัจจุบัน ทางกายภาพบำบัดได้นำเอาศาสตร์นี้มาใช้รักษาผู้ป่วย โดยเริ่มต้นใช้อ่างน้ำวนหรืออ่างน้ำอุ่น รักษาผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ เพื่อจุดประสงค์ในการลดอาการปวด ต่อมาการรักษาธาราบำบัดได้มีการพัฒนามากขึ้น โดยให้ผู้ป่วยลงไปอยู่ในน้ำ หรือสระธาราบำบัดทั้งตัว ประกอบกับใช้ท่าทางของการออกกำลังกาย ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัด

กภ.ยศวิน สกุลกรุณา นักกายภาพบำบัด จากคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล” ให้ข้อมูลว่า “ธาราบำบัด” คือการออกกำลังกายในน้ำซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาทางกายภาพ บำบัด โดยใช้น้ำเป็นสื่อหรือตัวกลางในการรักษา โดยอาศัยคุณสมบัติของน้ำ ช่วยพยุงรองรับทุกส่วนของร่างกาย ทำให้สามารถเคลื่อนไหวร่างกายและข้อต่อในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างอิสระและง่ายขึ้น จึงช่วยลดแรงกระแทก และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในขณะฝึกและออกกำลังในน้ำ ต่างจากการออกกำลังกายบนบกที่บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่สามารถยืนหรือลงน้ำหนักได้ หรือในบางท่วงท่าก็ไม่สามารถทำได้ เช่น การเดิน, การก้าวขาขึ้น-ลงบันได หรือก้าวขาไปข้างหน้า ด้านข้าง หรือการทรงตัว เพราะฉะนั้นเมื่อเราเปลี่ยนจากการออกกำลังกายบนบกมาทำในน้ำก็จะช่วยให้การทำกายภาพ บำบัดมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ โดยธาราบำบัดทางกายภาพบำบัดนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อเรื้อรัง ส่งผลให้กำลังกล้ามเนื้อลดลงไม่สามารถใช้งานได้อย่างปกติ การทำธาราบำบัดจะมีการออกแบบท่าออกกำลังกายให้เหมาะสมกับส่วนที่มีปัญหาและเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อที่หายไปเพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้

2. ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว เช่น เดินเซ ก้าวสั้น หรือเดินหลังค่อม น้ำจะเป็นตัวช่วยพยุงรอบตัวเพื่อให้ง่ายต่อการฝึกเดินหรือออกกำลังกายในท่าต่าง ๆ โดยที่ท่าเหล่านี้อาจทำได้ลำบากถ้าทำบนบก

3. ผู้ป่วยกระดูกหักหลังผ่าตัดหรือหลังถอดเฝือก โดยเฉพาะในส่วนกระดูกสันหลังและกระดูกขา การเริ่มฝึกเคลื่อนไหวให้กลับมาเป็นปกติจะมีข้อจำกัดคือความเจ็บแผลผ่าตัดและข้อต่อที่ยึดติดทำให้ยากต่อการฝึกฝน ธาราบำบัดจะมีส่วนช่วยในการพยุงเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหวและลดความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ มีผลทางด้านจิตใจคือช่วยลดความกลัวที่จะลงน้ำหนักได้อย่างปกติ

4. ผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง จากโรคอัมพฤกษ์หรืออัมพาต โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังต่าง ๆ การฝึกการเคลื่อนไหวในน้ำจะช่วยให้ง่ายต่อการทรงตัว

5. นอกจากผู้ป่วยแล้วบุคคลปกติที่มีปัญหาเรื่อง น้ำหนักตัว ความเครียด กล้ามเนื้อตึงจากการใช้งานไม่ถูกวิธีและมากเกินไป การทำธาราบำบัดก็สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้

ธาราบำบัดหรือกายภาพบำบัดในน้ำ ยังใช้ได้ผลดีกับการคลอดลูก ผู้มีภาวะความเครียด ผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาสุขภาพใด ๆ ผู้ที่เพิ่งถอดเฝือก รวมถึงผู้ที่มีปัญหาหมอนรองกระดูก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่เข้าเฝือกอันเนื่องมาจากกระดูกหัก หรือเอ็นข้อเข่าขาด ต้องผ่าตัดเย็บซ่อม ก็จะมีการใช้ธาราบำบัดเข้ามาช่วย ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า เมื่อใช้ธาราบำบัดร่วมกับการฟื้นฟูบนบก จะสามารถช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงหลังการผ่าตัดเอ็นข้อเข่าให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติได้ โดยใช้การฟื้นฟูประมาณ 4 -5 เดือน ต่างกับสมัยก่อนที่ใช้การฟื้นฟูบนบกอย่างเดียวที่ต้องใช้เวลา 10-12 เดือน

คำถามที่พบบ่อยสำหรับการทำธาราบำบัดก็คือ ในผู้ป่วยที่ว่ายน้ำไม่เป็น ไม่เคยว่ายน้ำมาก่อนเลย หรือกลัวการลงน้ำ จะสามารถเข้ารับการรักษาได้หรือไม่ เรื่องนี้นักกายภาพบำบัดอธิบายว่า คนกลุ่มนี้ก็สามารถเข้ารับการรักษาด้วยธาราบำบัดได้เช่นกัน เพราะในการรักษาจะเริ่มต้นด้วยน้ำลึกเพียง 1 เมตรหรือน้ำในระดับเอวเท่านั้น ซึ่งน้ำในระดับนี้จะช่วยทอนน้ำหนักลงไปได้ถึง 50% แล้ว ผู้ป่วยสามารถที่จะลงไปแกว่งขาในน้ำได้ เดินในน้ำได้ หรือจ๊อกกิ้งในน้ำได้ เมื่อผู้ป่วยสามารถปรับตัวกับน้ำในระดับนี้ได้ ก็จะเพิ่มความลึกของน้ำเป็นระดับอกหรือระดับไหล่ ซึ่งน้ำในระดับนี้จะช่วยทอนน้ำหนักลงไปได้ถึง 70–80% และผู้ป่วยจะสามารถออกกำลังกายในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เพิ่มมากขึ้น…และในกรณีคนไข้ที่ไม่เคยว่ายน้ำมาก่อนเลย แนะนำว่าให้มาพบนักกายภาพบำบัดก่อนเพื่อที่จะให้คนไข้ได้ปรับตัวและคุ้นเคยกับน้ำก่อน คุ้นเคยกับว่าเราจะลอยตัวในน้ำอย่างไร คุ้นเคยว่าน้ำนั้นมีแรงต้านกับเรายังไง และคุ้นเคยกับการทรงตัวในน้ำ

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะได้รับการฝึกกายภาพ บำบัดในน้ำแบบเดี่ยวก่อน จนกระทั่งสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว มีการทรงตัวที่ค่อนข้างดี และควบคุมการเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างดี จากนั้นจะมีจับกลุ่มกับผู้ป่วยท่านอื่น ๆ ที่มีภาวะเจ็บป่วยใกล้เคียงกัน มีการออกแบบท่วงท่าในการออกกำลังกายในน้ำที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม หรืออาจใช้อุปกรณ์ช่วยร่วมกับการฝึกการทรงตัวทั้งบนบกและในน้ำ ซึ่งจะให้ผลที่ดีกว่าการฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว สำหรับระยะเวลาในการรักษาต้องใช้อย่างน้อย 3 เดือนจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย และความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

หลายคนมีข้อสงสัยว่าการกายภาพบำบัดในน้ำนั้นจะช่วยลดอาการปวดได้ด้วยหรือไม่ ในประเด็นนี้ก่อนอื่นผู้ป่วยต้องทราบว่าอาการปวดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการผ่าตัดนั้น เกิดจากการคั่งค้างของของเสียในร่างกาย รวมถึงสารอักเสบและเลือดเสียที่คั่งค้าง สังเกตได้ว่าหลังการผ่าตัดนั้นขาเราจะบวม ซึ่งการที่เราลงไปในน้ำ น้ำจะมีคุณสมบัติคือมีแรงดันทุกทิศทางกับร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นแรงดันเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดที่คั่งค้างให้กระจายออกไป อาการปวดก็จะทุเลาลง เป็นการช่วยลดการอักเสบของข้อต่อและลดอาการบวมได้ ดังนั้นในผู้ป่วยที่ออกกำลังกายในน้ำอยู่สม่ำเสมอก็มีส่วนทำให้ความดันโลหิตลดลงได้”

ไม่เพียงแต่ในผู้ใหญ่เท่านั้น กายภาพบำบัดในน้ำยังมีประโยชน์กับเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการล่าช้า เด็กที่มีความพิการทางสมอง เช่น ในเด็กปกติทั่วไปจะสามารถเดินได้เมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ แต่เด็กเหล่านี้จะมีพัฒนาเรื่องการเดินได้ล่าช้ากว่านั้น ซึ่งจะมีนักกายภาพบำบัดให้การดูแลร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัว ซึ่งจะใช้ท่วงท่าของการกระตุ้นเพื่อให้เด็กเตะขาและสามารถเหยียดขาได้ ใช้ท่านอนคว่ำเพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อหลังให้เด็กสามารถเหยียดหลังและเหยียดคอได้ รวมถึงท่าในการกระตุ้นกล้ามเนื้อตะโพกให้เด็ก เพื่อให้เด็กสามารถที่จะลุกขึ้นคลานได้ ยืนได้ และเดินได้ พอเรากระตุ้นการเคลื่อนไหวของเด็กในน้ำแล้ว การเคลื่อนไหวบนบกของเด็กก็จะมีพัฒนาการได้ดีมากขึ้น

แม้การทำธาราบำบัดจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรระวังและข้อห้ามดังนี้

1. ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรแจ้งแก่นักกายภาพบำบัดก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้นักกายภาพบำบัดได้เตรียมระดับของน้ำที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย

2. จริงๆ แล้วการออกกำลังกายในน้ำร่างกายผู้ป่วยจะมีการสูญเสียเหงื่อหรือสูญเสียน้ำเช่นเดียวกับการออกกำลังกายบนบก ดังนั้นจึงควรมีการจิบน้ำเป็นระยะ ๆ ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ

3. ผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ไม่แนะนำให้ทำธาราบำบัด

4. ผู้ป่วยที่มีภาวะการติดเชื้อของผิวหนัง รวมถึงมีบาดแผลเปิด ไม่ควรทำธาราบำบัด จำเป็นต้องรักษาอาการติดเชื้อเหล่านั้นให้หายเสียก่อนจึงจะเข้ารับการธาราบำบัดได้

โดยสรุปก็คือการทำธาราบำบัดสามารถใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย เริ่มตั้งแต่วัยเด็กเรื่อยไปถึงวัยสูงอายุ ในเด็กจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่วัยคลานไปจนถึงวัยเดิน ส่วนในวัยรุ่นที่มีการบาดเจ็บทั้งจากการเล่นกีฬาหรือการทำงาน ธาราบำบัดสามารถช่วยฟื้นฟูให้กลับมาใช้ชีวิตหรือทำกิจวัตรประจำวันได้เร็วขึ้น…ในวัยทำงานหรือวัยกลางคนที่มักจะมีความเครียดเกิดขึ้น รวมถึงมีอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ธาราบำบัดสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดเหล่านั้นได้ในระดับหนึ่ง สุดท้ายในวัยสูงอายุ ธาราบำบัดนับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในผู้สูงอายุอาจมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว ความดันโลหิต และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทำให้มีความสนุก สนาน มีสังคม อีกทั้งยังได้ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงด้วยครับ

สำหรับผู้สนใจเรื่องกายภาพบำบัดในน้ำหรือธาราบำบัด สามารถติดต่อได้ที่คณะกายภาพ บำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา โทรศัพท์ 0-2441-5450 ต่อ 12.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  15 กันยายน 2556

Advertisements

กล้ามเนื้ออ่อนแรง ‘ไม่ใช่’ ขี้เกียจ

แตกต่างสุดขั้วระหว่างความเกียจคร้านกับอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาจรุนแรงลุกลามไปทำให้ระบบหายใจล้มเหลวได้เลยทีเดียว

เมื่อเกิดอ่อนแรง หนังตาตก กลอกตาไม่ได้ รู้หรือไม่อาจเผชิญโรคที่เรียกว่า กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ หรือโรคมัยแอสทีเนีย กราวิส (Myasthenia gravis : MG) เป็นกลุ่มโรคที่พบไม่บ่อยนัก

นพ.นริศ สมิตาสิน อายุรแพทย์ระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า ผู้ป่วยด้วยโรคนี้มักจะรู้สึกเหมือนอ่อนเพลียตอนสายหรือบ่ายของวัน ปล่อยทิ้งไว้ หนังตาจะตก จนตาปิด จากนั้นอาการอ่อนแรงจะลุกลามไปยังพื้นที่ที่ต่ำกว่าคอ

อุบัติการณ์ของการเกิดโรคอยู่ที่ประมาณ 1.7 ถึง 10.4 คนต่อประชากรล้านคนในประเทศแถบตะวันตก ซึ่งประเทศไทยไม่มีการเก็บข้อมูลในส่วนนี้ แต่อายุรแพทย์ระบบประสาทชี้ว่า ตัวเลขอุบัติการณ์ไทยใกล้เคียงกับแถบตะวันตก ที่สำคัญ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ มักเป็นเพศหญิง โดยส่วนมากอาการของโรคจะพบช่วงแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 40 ปี แต่ถ้าในช่วงที่อายุมากกว่า 50 ปี อุบัติการณ์ของการเกิดโรคกลับพบในเพศชายบ่อยกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า

“ปัจจุบันยังไม่สามารถบอกสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าโรคนี้มีความสัมพันธ์กับภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีผลต่อกล้ามเนื้อ ภาวะความผิดปกติของต่อมธัยมัสและยังสัมพันธ์กับโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ผิดปกติอีกหลายชนิด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงในหลายๆ บริเวณ และจะเป็นมากขึ้นถ้าใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นซ้ำๆ” นพ.นริศกล่าว

สำหรับอาการบ่งชี้ของโรคนี้ที่สามารถสังเกตได้ เริ่มจากอาการอ่อนแรงเป็นพักๆ ในระหว่างวัน เช่น ตื่นนอนตอนเช้ายังปกติอยู่ แต่พอช่วงสายหรือบ่าย มีอาการเพลีย อ่อนแรง หากเป็นต่อเนื่องโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ นี้ จะเริ่มโจมตีจากตา เพราะเป็นอวัยวะที่ต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างมากในการกะพริบตา กลอกตาไปมา

“คนไข้จะมาด้วยอาการหนังตาตก บางรายตาปิดไป 1 ข้าง หรือไม่สามารถกลอกตาได้ ในบางรายอาจพูดไม่ชัด หรือพูดแล้วเหมือนเสียงขึ้นจมูก กลืนอาหาร หรือเคี้ยวข้าวลำบาก กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนและต้นขาเริ่มมีอาการอ่อนแรงในรายที่เป็นมากขึ้น ในรายที่เป็นมากขึ้นและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง พบว่าอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะลุกลามไปยังกล้ามเนื้อกะบังลมซึ่งควบคุมการหายใจ ทำให้มีภาวะการหายใจล้มเหลว” คุณหมออธิบาย

การรักษาต้องหยุดภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานบกพร่อง โดยการใช้ยาสเตียรอยด์หยุดการทำงานของภูมิคุ้มกันที่ทำงานบกพร่องนี้ และยังสามารถใช้วิธีผ่าตัดต่อมธัยมัส ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ทำงานบกพร่องนี้เติบโตมาจากต่อมนี้ ร่วมกับการกินยาสเตียรอยด์

“สิ่งที่ควรระวังสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ คือ การติดเชื้อ เพราะใช้ยาสเตียรอยด์ปริมาณสูงในการรักษาทำให้ติดเชื้อง่าย ต้องระวังเรื่องอาหารเป็นพิเศษ ต้องเป็นอาหารสะอาด ปรุงสุก งดส้มตำ ยำ ลาบ ผลไม้ที่ต้องกินทั้งเปลือก หรือแม้กระทั่งลองกองที่ขั้วมักมีเชื้อรา” อายุรแพทย์ แนะนำพร้อมเสริมว่า ต้องตรวจอุจจาระเป็นประจำ เพราะคนที่รับประทานยาสเตียรอยด์เสี่ยงเป็นพยาธิลำไส้ เพราะภูมิคุ้มกันถูกดเอาไว้

ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ไม่มีของแสลง แต่ต้องเป็นอาหารที่สุก สะอาด และควรเลี่ยงของหวาน เพราะยาสเตียรอยด์จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่ม ส่วนของการออกกำลังกาย สามารถทำได้ในระดับที่เหมาะสม อย่าหักโหมหรือเล่นกีฬาที่เสี่ยง เช่น ว่ายน้ำ หรือกีฬาที่ต้องปะทะกันรุนแรงอย่างบาสเกตบอลหรือฟุตบอล เป็นต้น

“โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นพักๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากสังเกตอาการและเข้าพบแพทย์ได้ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ กล้ามเนื้อก็จะถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนไม่สามารถใช้งานได้ดังเดิม” นพ.นริศกล่าวทิ้งท้าย

//////////

อาการผิดปกติที่สังเกตได้ด้วยตัวเอง

1. หนังตาตก อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ทำให้มีลักษณะคล้ายคนง่วงนอน เห็นภาพซ้อนจากกล้ามเนื้อตาที่อ่อนแรง
2. พูดไม่ชัด หรือพูดแล้วเหมือนเสียงขึ้นจมูก
3. กลืนอาหารลำบาก หรือเคี้ยวลำบากในบางครั้งมีอาการสำลักอาหารบ่อยๆ
4. ยิ่งฝืนออกแรงมากจะพบว่ากล้ามเนื้อก็จะยิ่งอ่อนแรงลงเรื่อยๆ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 27 กรกฎาคม 2555

โรคเอแอลเอส โดย ผศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ

โรคเอแอลเอส หรือโรค Amyotrophic lateral sclerosis (ALS/MND) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ พยาธิสภาพของโรคเอแอลเอสอยู่ที่บริเวณแกนสมอง และไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีกล้ามเนื้อแขนขา และลำตัวอ่อนแรง กลืนลำบาก และพูดไม่ชัด คำว่า “Amyotrophic” หมายถึง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ฝ่อลีบและเต้นพลิ้ว (fasciculation) ส่วนคำว่า “Lateral sclerosis” หมายถึงรอยโรคในทางเดินของกระแสประสาทซึ่งควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในไขสันหลัง

โรคเอแอลเอสพบน้อยมาก โดยพบได้เพียง 4 ถึง 6 ต่อประชากร 100,000 คน และโอกาสที่จะพบผู้ป่วยรายใหม่มีเพียง 1.5 ถึง 2.5 ต่อประชากร 100,000 คนต่อปี โรคนี้เป็นกับผู้ใหญ่วัยใดก็ได้ แต่จะพบบ่อยขึ้นตามอายุ อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 65 ปี โดยมักเป็นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคเอแอลเอสเกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้ป่วยราวร้อยละ 5 (โดยเฉพาะผู้ป่วยอายุน้อย) อาจมีประวัติโรคนี้ในครอบครัว สิ่งแวดล้อมหรือสารพิษบางชนิด อาจมีผลกับการเกิดโรคนี้ เนื่องจากพบว่าในบางพื้นที่ของโลก เช่นที่เกาะกวม พบโรคนี้มากกว่าที่อื่น นอกจากนั้นการศึกษาทางระบาดวิทยายังพบว่า นักกีฬาบางประเภท โดยเฉพาะนักฟุตบอลอาชีพมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าประชากรทั่วไป ปัจจุบันเชื่อว่าสาเหตุของโรคนี้อาจเกิดจาก กลไกภูมิคุ้มกันต่อตนเองผิดปกติ (Autoimmune attack) หรือเกิดจากกลไกอนุมูลอิสระ (Free radicals) ทำลายเซลล์ประสาทของตนเอง ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่า การเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทในสมองและไขสันหลังเกิดจากสารสื่อนำกระแสประสาท (neurotransmitter) ที่เรียกว่ากลูตาเมต (glutamate) กระตุ้นให้เกิดการทำลายเซลล์

อาการ

ผู้ป่วยโรคเอแอลเอส มักมาพบแพทย์ด้วยอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งที่ต้นแขน , มือ หรือ ขาทั้ง 2 ข้าง โดยผู้ป่วยอาจรู้สึกเมื่อยล้า ยกแขนไม่ขึ้น หยิบจับของเล็กๆไม่ถนัด ใส่รองเท้าแตะแล้วหลุดง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกปวดโดยไม่พบสาเหตุ ก่อนหน้าจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นเวลานาน ผู้ป่วยอาจมีอาการกลืนลำบาก สำลักง่าย หรือพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อที่อ่อนแรง มีลักษณะฝ่อลีบ และกล้ามเนื้อหลายตำแหน่งอาจเต้นพลิ้วเป็นระยะตลอดวัน ผู้ป่วยยังสามารถกลอกตาไปมา และควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดได้ จึงกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ ผู้ป่วยจะไม่มีอาการชา และมีสติสัมปชัญญะดีตลอดระยะเวลาที่เป็นโรคนี้

อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงดังกล่าวจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ลำบากขึ้น ในระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะสำลัก กลืนอาหารและน้ำไม่ได้ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย ผู้ป่วยโรคเอแอลเอสจะเสียชีวิตจาก ระบบการหายใจล้มเหลว เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจไม่ทำงาน หรือจากการติดเชื้อในปอดเนื่องจากสำลักอาหารและน้ำ ระยะเวลาโดยเฉลี่ย ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงเสียชีวิต อาจกินเวลาตั้งแต่ 2 ปี ถึง 4 ปี อย่างไรก็ตามผู้ป่วยบางรายอาจมีการดำเนินโรคสั้นหรือยาวกว่านี้ได้ ผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเสียชีวิตเร็วได้แก่ ผู้ป่วยเพศหญิง เริ่มเป็นโรคเมื่ออายุมาก หรือมีอาการกลืนลำบาก สำลักง่าย และพูดไม่ชัดเป็นอาการนำ

การวินิจฉัย

แพทย์วินิจฉัยโรคเอแอลเอส โดยการซักประวัติเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยโดยละเอียด การตรวจร่างกายผู้ป่วย จะพบลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ฝ่อลีบ และเต้นพลิ้ว ซึ่งจำเพาะสำหรับโรคนี้ อย่างไรก็ตาม แพทย์จะต้องทำการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคให้แน่นอน และเพื่อแยกโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกับโรคนี้ด้วย การสืบค้นเพิ่มเติมดังกล่าว ได้แก่ การตรวจกระแสไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (Electromyography : EMG) การถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กของสมองและไขสันหลัง (Magnetic resonance imaging : MRI of brain and spinal cord) เป็นต้น

การรักษา

ในปัจจุบัน มียาชื่อไรลูโซล (Riluzole) เพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ใช้ได้สำหรับผู้ป่วยโรคเอแอลเอส ยาดังกล่าวออกฤทธิ์โดย ต่อต้านสารกลูตาเมต จึงช่วยลดการทำลายเซลล์ประสาทในไขสันหลัง และสมอง ผลการวิจัยพบว่ายานี้ช่วยยืดอายุของผู้ป่วย ได้ราว 3-6 เดือน แต่ไม่ได้ ทำให้อาการอ่อนแรงดีขึ้น และไม่สามารถหยุดยั้งการดำเนินโรคได้

การรักษาอื่นๆได้แก่ การรักษาตามอาการเช่น การให้ยาลดน้ำลาย แก้ไขอาการท้องผูก การทำกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การฝึกพูด ฝึกกลืน การใส่สายยางเพื่อให้อาหาร เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถกลืนได้อีกต่อไป และการให้ออกซิเจนช่วยหายใจเมื่อผู้ป่วยเหนื่อย เป็นต้น

หลังจากวินิจฉัยโรคเอแอลเอส แพทย์จะปรึกษาหารือกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยบอกการวินิจฉัยโรค อธิบายการพยากรณ์โรคให้เข้าใจ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยหรือครอบครัวได้ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา โดยเฉพาะในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เช่น การช่วยการหายใจของผู้ป่วยด้วยเครื่อง (Respirator) เป็นต้น หลังจากนั้นแพทย์จะติดตามดูแลผู้ป่วย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อให้ผู้ป่วย ปราศจากอาการทุกข์ทรมานต่าง ๆ รวมทั้งการประคับประคองจิตใจของผู้ป่วย และครอบครัวไปด้วยตลอดเวลา

ที่มา :  www.thonburihospital.com

 

image004

What Is ALS (Amyotrophic Lateral Sclerosis) and Ice Bucket Challenge?

Unless you’ve been living under a rock for the past week, you’ll have certainly heard of the #icebucketchallenge. If not, it’s a chilly social media trend where participants film themselves throwing a bucket of ice-cold water over their head and post the video online, nominating others to do the same.

While some are just doing it just for kicks (yes, really), others are using the opportunity to raise money and awareness for worthy causes. And everyone’s getting involved from Facebook founder Mark Zuckerberg and Bill Gates to Justin Timberlake and Lady Gaga.

Imagine, if you will, the #nomakeupselfie… only a lot colder.

While some, such as 6-year-old Ianto, are completing the challenge for UK charityMacmillan Cancer Support, it started across the pond with US participants donating to the ALS Association, a charity that supports those with Amyotrophic Lateral Sclerosis (ALS).

ALS is the most common form of Motor Neurone Disease (MND), counting for about 80% of total cases. To confuse things, in the US Motor Neurone Disease is known as ALS, but in the UK we stick to the umbrella term, MND.

Belinda Cupid, director of research at UK-based Motor Neurone Disease Association(MND Association), was able to shed some light on the condition.

MND is a fatal, rapidly progressive disease that affects the brain and spinal cord. It affects the nerves that control the body’s movement, it can affect arms and legs, speech and swallowing, or ability to breathe.

“Normally, the trigger for movement begins in the brain’s motor cortex,” Belinda explains. “This transmits signals down the spine to the relevant area – whether to the nerves in the hands or the feet. The nerves carrying these messages are motor neurones and with MND these systems and nerve pathways become damaged.”

“Think of motor neurones like domestic wiring,” she adds. “Developing MND is like pulling the plug out of the wall – once the connection is lost, you can’t control the muscle anymore.”

There is currently no cure for MND.

The condition kills five people every day in the UK, half within 14 months of diagnosis, and can affect up to 5,000 adults at any one time.

The disease affects people from all communities, but most people are diagnosed over 40 and it tends to affect more men than women.

As mentioned, symptoms can manifest in a number of ways. Some will experience slurred speech while others will find they start to drag their feet.

Common symptoms and effects of MND include:

    • Pain and discomfort
    • Muscle cramps and spasms
    • Stiff joints
    • Incontinence
    • Bowel problems
    • Speech and communication issues
    • Eating and drinking difficulties
    • Saliva and mucous
    • Coughing and a feeling of choking
    • Breathing
    • Cognitive changes

 

 

For more detail visit the MND Association website

ALS has both upper and lower motor neurone involvement and is characterised by weakness and wasting in the limbs. Someone may notice they are tripping when walking or dropping things.

The average life expectancy for someone with ALS is from two to five years from onset of symptoms.

But while there may be no cure for MND or ALS, Belinda says that more could be done to help improve patients quality of life.

“Aside from there being no cure, there is also no diagnostic test for MND. This means that people may wait months to find out what is wrong with them. Due to the very rapid nature of MND this means it is vital that patients need care in a range of areas – they will need to see speech therapists, physiotherapists, respiratory experts,” she says. “At the moment patients are expected to travel from clinic to clinic – and their lives get overrun by MND.

“We need more co-ordinated care in multi-discplinary clinics. Studies have shown that this improves quality of life and life expectancy.”

For any further information on MND or ALS please visit the MNDA website and to support text ICED55 followed by an amount (such as £5) to 70070 or Call 01604 611860 referencing the ‘Ice Bucket Challenge’

 

SOURCE : www.huffingtonpost.co.uk

Clip

 

 

Amyotrophic Lateral Sclerosis

 

What is A.L.S. ? Teacher Wayne Lampe has this disease.

 

Lou Gehrig’s Disease (ALS)

ปรับพฤติกรรม แก้โรคปวดหลัง

 ปรับพฤติกรรม แก้โรคปวดหลัง  

 
       “อาการปวดหลังมากกว่าร้อยละ 80 เกิดจากพฤติกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น การนั่งทำงาน การยืนในลักษณะที่ไม่ถูกต้องเป็นระยะเวลานาน โรคปวดหลังไม่สามารถหายขาดได้ ต้องดูแลร่างกายสม่ำเสมอ” ดร.มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ไคโรแพรคติกแพทย์ จากสมาคมการแพทย์ ไคโรแพรคติกแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน “CHIROFIT” Helps People Get Back to Life งานเปิดบ้านหลังที่สอง “ไคโรฟิต ไคโรแพรคติก คลินิก แอท แบงค็อก เมดิเพล็กซ์ เอกมัย”
 
       ภายในงานเชิญผู้ผ่านประสบการณ์การรักษาจากไคโรฟิต ไคโรแพรคติก คลินิก ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ได้แก่ พล ตัณฑเสถียร และอุ้ย-สุทัศนีย์ คุณผลิน ที่เป็นตัวแทนกลุ่มหนุ่มสาวทำงาน คล่องแคล่วว่องไว มักเกิดอาการปวดหลังปวดคอ จากอิริยาบถต่างๆ ที่ผิดที่ผิดทาง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่รักษาอาการอาจมีความเสี่ยงที่จะก่อปัญหาเรื้อรังได้ อีก 2 คน ได้แก่ ปั๋ง-ประกาศิต โบสุวรรณ เกิดอาการปวดหลังจากการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป กับ ตุ้ม-ณิชยา ชัยวิสุทธ์ สาวเวิร์กกิ้งวูแมนที่ติดรองเท้าส้นสูงเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหลังเรื้อรัง ทั้งสองเป็นกลุ่มผู้ที่เกิดอาการค่อนข้างรุนแรง และเข้ารับการรักษาตามโปรแกรมที่ออกแบบเฉพาะบุคคล มาร่วมเล่าประสบการณ์จากการรักษาพร้อมคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

     ในงานนี้จัดสัมมนาให้ความรู้ด้านสุขภาพเรื่อง “การรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด” จากนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการส่งเสริมการแพทย์ในเชิงป้องกัน รวมไปถึงการรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสุขภาพในเชิงป้องกัน

     พ.ญ.สุขจันทร์ พงษ์ประไพ รองนายกสมาคมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย และหัวหน้าแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กล่าวถึงปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการปวดหลังเรื้อรังและการรักษาว่า ในช่วงหนึ่งของชีวิตคนทุกคนมีโอกาสเกิดอาการปวดหลังได้ไม่มากก็น้อย จากสาเหตุต่างๆ รอบตัวที่เราอาจคาดไม่ถึงหรือมองข้ามไป

      มีรายงานการสำรวจในต่างประเทศว่า ร้อยละ 80 ของประชากร ประสบปัญหาการปวดหลัง โดยร้อยละ 70 มักจะหายจากอาการภายใน 3 สัปดาห์ ร้อยละ 80-90 มักจะหายภายใน 3 เดือน และมีผู้มีอาการปวดหลังประมาณร้อยละ 10-20 จะแปรเปลี่ยนไปเป็นภาวะ “การปวดหลังเรื้อรัง”

   สาเหตุของการปวดหลัง เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบๆ ข้อต่อกระดูกสันหลัง และความผิดปกติของระบบประสาท ดังนั้น การรักษาอาการปวดหลังของสาเหตุดังกล่าวข้างต้น เมื่อวินิจฉัยได้แล้วก็รักษาอาการตามสาเหตุที่พบ แต่บ่อยครั้งผู้ที่มีอาการปวดหลังไม่สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุได้ชัดเจน ต้องอาศัยการรักษาตามอาการ

     หลักการรักษา ได้แก่ การลดความเจ็บปวดโดยการใช้ยา การรักษาทางกายภาพบำบัด หรือทางเลือกอื่นๆ เช่น การฝังเข็ม การนวด และไคโรแพรคติก เป็นต้น จากนั้นต้องมีการรักษาแก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ โดยลดความตึงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงและทนทาน และเพิ่มความฟิตของร่างกาย นอกจากนี้ต้องมีการแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการปวดหลัง ทั้งการนอน นั่ง ยืน เดิน รวมถึงการทำงานและการเล่นกีฬาที่เหมาะสม

       สำหรับการรักษาด้วยการผ่าตัด มีเพียงประมาณร้อยละ 3-5 ที่เลือกใช้วิธีนี้ ซึ่งจะต้องมีข้อบ่งชี้และตรวจได้อย่างชัดเจนว่า กระดูกสันหลังไม่มั่นคง เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งบางชนิด ช่องกระดูกสันหลังตีบอย่างรุนแรง มีกล้ามเนื้ออ่อนแรงของขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน หรือการควบคุมระบบขับถ่ายผิดปกติ การปวดหลังเรื้อรังและการผ่าตัดทำให้ทุเลาปวดลงได้ แต่การป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดหลังนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเหมาะสม ตามที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์แนะนำ ร้อยละ 80 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และร้อยละ 20 ขึ้นอยู่กับผู้รักษา

      ด้าน ดร.มนต์ทณัฐ โรจนาศรีรัตน์ ไคโรแพรคติกแพทย์ จากสมาคมการแพทย์ ไคโรแพรคติกแห่งประเทศไทย กล่าวถึงโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนว่า หมอนรองกระดูกเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทำหน้าที่คล้ายถุงน้ำหุ้มกระดูกอ่อน ภาวะผิดปกติของหมอนรองกระดูกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม อุบัติเหตุ โรคติดเชื้อต่างๆ ไปจนถึงการทำงานผิดปกติ หรือการรับน้ำหนักที่มากเกินไป

        ทั้งสองสาเหตุนี้ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่สืบเนื่องมาจากอิริยาบถที่ผิดสุขลักษณะและเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งจากการนั่ง ยืน ก้ม เงย เอียงตัวไปมา หรือแม้แต่การออกกำลังกาย

      เมื่อร่างกายของเราปราศจากการทำงานของหมอนรองกระดูกที่สมดุลแล้ว จะส่งผลเสียต่อการเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่างๆ ทั้งการรับแรงกระแทก และการถ่ายเทสารอาหารสู่ข้อต่อต่างๆ จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนในที่สุดหมอนรองกระดูกจะเสื่อมสภาพและเคลื่อนไปจากตำแหน่งปกติ เราเรียกภาวะเช่นนี้ว่า “โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน”

      “ภาวะหมอนรองกระดูกผิดปกติ” จะส่งผลต่อร่างกายในรูปแบบอื่นๆ อีกมาก เช่น การปวดหลังเฉียบพลัน การปวดลงขา เกิดอาการชาตามตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ การรักษาความผิดปกติเช่นนี้ทำได้โดยการจัดโครงสร้าง กินยา ทำกายภาพบำบัด และการผ่าตัด แต่การแพทย์ในปัจจุบันนี้คิดค้นเทคนิคใหม่ๆ โดยไม่ต้องอาศัยการผ่าตัด คือใช้วิธีลดการกดทับของหมอนรองกระดูก หรือที่เรียกว่า Spinal Decompression Therapy (SDT) แทน วิธีนี้จะช่วยลดภาวะการรับน้ำหนักที่มากเกินไปของหมอนรองกระดูก และช่วยจัดเรียงแนวกระดูกสันหลัง และฟื้นฟูบริเวณหมอนรองกระดูกให้คืนสู่ภาวะสมดุลได้

      ปิดท้ายที่ น.พ.อาลี เอส โมฮัมเมด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอาการปวดจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา กล่าวถึง เทคโนโลยีการรักษาที่เรียกว่า Spinal Decompression Therapy (SDT) ว่า เป็นการรักษาแบบใหม่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์สำหรับอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง และอาการปวดร้าวลงขา

      การรักษาด้วยระบบนี้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ปราศจากความเสี่ยงจากการฉีดยา การใช้ยาสลบและการผ่าตัด เพราะออกแบบมาให้ลดแรงกดทับบนโครงสร้างที่อาจทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังบริเวณกระดูกสันหลังได้ บรรเทาอาการปวดที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน หมอนรองกระดูกเสื่อม และอาการปวดร้าวลงขา เป็นเครื่องมือที่ช่วยปรับกระดูกสันหลัง ลดแรงกดทับที่หมอนรองกระดูก และเส้นประสาทไขสันหลัง ช่วยรักษาบริเวณหลังให้กลับสู่ภาวะสมดุลได้เองโดยธรรมชาติ SDT เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดที่สามารถตั้งโปรแกรมในการดึง ขณะเดียวกันยังทำตามความโค้งธรรมชาติของกระดูกสันหลัง ผู้ป่วยส่วนมากพบว่าอาการปวดและอาการอื่นๆ บรรเทาลงและลดลงอย่างต่อเนื่องระหว่างการบำบัดรักษา
 
ข้อมูลจาก : ข่าวสด วันจันทร์ที่ 2 มกราคม 25