สมุนไพรรักษาหวัด

dailynews140321_001สังคมในปัจจุบันเต็มไปด้วยมลพิษรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศที่เราหายใจเข้า-ออก ปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม ซึ่งล้วนแล้วแต่ใกล้ตัวเรา และมลพิษเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดอาการป่วยได้ทั้งสิ้น แต่รู้กันหรือไม่ว่า รอบตัวเรานี้ก็มียารักษาอาการป่วยอยู่เช่นกัน เรื่องนี้กลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้เผยแพร่ความรู้ไว้ว่า ผักผลไม้หลายชนิด มีสรรพคุณทางยา สามารถใช้รักษาโรคหวัด โรคฮิตที่หลายคนป่วยกันอยู่บ่อยๆ

เมนูง่ายๆ อย่างผัดกะเพราก็มีสรรพคุณทางยา เพราะ กะเพรา เป็นสมุนไพรที่คนไทยและคนอินเดียนิยมรับประทาน เพราะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ทั้งยังแก้ไอ แก้หวัด แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลายเครียด แก้อักเสบ และมีสารต้านอนุมูลอิสระ

นอกจากนี้ สมัยก่อนคนไทยและคนจีนใช้ตะไคร้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ แก้ปวดหัว ปวดท้อง และตะไคร้ยังเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ แก้อักเสบ ปัจจุบันผู้ขายอาหารสุขภาพจึงนำตะไคร้มาคั้นเอาแต่น้ำแล้วจำหน่าย นอกจากนี้ ตะไคร้ยังเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารไทยขึ้นชื่อ อย่าง ต้มยำ เมนูโปรดของทั้งคนและชาวต่างชาติ เมื่อตะไคร้ไปรวมตัวกับสมุนไพรอื่นในเมนูนี้ ทั้งขิง ข่า มะนาว พริก กระเทียม มะกรูด หัวหอม จึงกลายเป็นเมนูที่ช่วยบรรเทาโรคหวัดได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ไม่ได้มีแต่ผักเท่านั้นที่สามารถรักษาโรคหวัดได้ เพราะผลไม้อย่าง กระเจี๊ยบ ก็เป็นสมุนไพรสีสวยที่เปี่ยมไปด้วยวิตามินซี สร้างสมดุลความดัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง และมีสรรพคุณต้านหวัด แก้ไข้ แก้ไอ ขับปัสสาวะ ซึ่งกลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ระบุถึงการรายงานจากนักวิทยาศาสตร์พบว่า สารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบ มีฤทธ์ต้านเชื้อไวรัส ฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรงและลดปริมาณไวรัสเข้าสู่ร่างกาย และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ และยังเชื่ออีกว่า การรับประทานผักและผลไม้ที่มีสารดังกล่าวจะช่วยลดการติดเชื้อ ลดปริมาณเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่างๆ ได้ โดยสารแอนโธไซยานินสามารถหาได้จากพืชหลายชนิด เช่น ดอกอัญชัญ มะเขือม่วง กะหล่ำม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว หรือจากผลไม้ที่มีสีแดงอย่าง ทับทิมและลูกหว้า

ส่วนผลไม้พื้นบ้าน อย่างมะขามป้อม รสเปรี้ยวเข็ดฟัน ก็อุดมด้วยวิตามินซีสูง คนรุ่นเก่านิยมนำมาใช้เป็นยารักษา และใช้เป็นยาอายุวัฒนะ มีสรรพคุณแก้ไอ บำรุงเสียง ทำให้ชุ่มคอ มีฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกัน และมีสารโพลีฟีนอลที่ออกฤทธิ์เหมือนวิตามินซี ปัจจุบันพบว่า สารชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่อีกด้วย

ผักและผลไม้ในบ้านเราหลายชนิดมีสรรพคุณทางยาสามารถรักษาโรคได้โดยไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้นิยมใช้ธรรมชาติบำบัด.

 

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 21 มีนาคม 2557

Advertisements

กะเพรา…สมุนไพรไม่สิ้นคิด

กะเพรา พืชพื้นเมืองของเขตร้อนในทวีปเอเชีย แอฟริกา ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีเพราะเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูยอดฮิต“ ข้าวผัดกะเพรา” จนถูกเรียกว่า เมนูสิ้นคิด

กะเพรา พืชพื้นเมืองของเขตร้อนในทวีปเอเชีย แอฟริกา ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีเพราะเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูยอดฮิต“ ข้าวผัดกะเพรา” จนถูกเรียกว่า เมนูสิ้นคิด

หารู้ไม่ว่า ทางการแพทย์อายุรเวทและศาสนาฮินดู ใช้กะเพราในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บกันมานาน มากกว่า 5,000 ปี จนถูกจัดให้เป็น ราชินีสมุนไพร (Queen of herb) ใช้รักษาบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตวิญญาณ มีคุณสมบัติช่วยปรับธาตุ ช่วยภาวะสมดุลหลายกระบวนการต่างๆ ในร่างกายให้ดีขึ้นรวมถึงความเครียด
เราลองมาทำความรู้จัก กะเพรา กันดีกว่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum sanctum Linn ชื่อสามัญ Sacred Basil, holy Basil ชื่ออื่น ๆ กะเพราแดง กะเพราขาว (ภาคกลาง) ก่ำก้อขาว ก่ำก้อดำ กอมก้อขาว กอมก้อดำ (เชียงใหม่-ภาคเหนือ) ห่อตูปลู ห่อกวอซู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

กะเพรา เป็นพันธุ์ไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชล้มลุก มีความสูงประมาณ 1-4 ฟุต โคนของลำต้นเนื้อไม้แข็ง มีขน มีกลิ่นหอมใบรูปไข่ขอบหยักมีก้านใบ เรียงตัวแบบตรงข้ามมีสีเขียวหรือสีอมม่วง ดอกช่อยาวสีม่วงเป็นชั้นถี่ๆ ดอกย่อยมีสีชมพูแกมม่วง ดอกสั้นบานจากโคนช่อสู่ปลาย

ประเทศไทยและอินเดียมีการปลูก 2 พันธุ์ คือ กะเพรา (Lakshmi tulsi) และกะเพราแดง (Krishna tulsi) ที่ประเทศอินเดียจะเก็บเกี่ยวหลังผลิดอกครั้งแรกเพื่อให้ได้สรรพคุณทางยาสูงสุดใบกะเพรามีกลิ่นรสฉุนพิเศษ เนื่องมาจากมีสารเซสควิเทอร์พีน ชื่อบีตาคาร์โยฟิลลีน (Beta-caryophyllene) บีตาเอลิมีน (Beta-elemene) นอกจากนี้ยังมีพรีนิลโพรพานอยด์หลายตัว ได้แก่ เมทิลยูจีนอล (methyl eugenol) และเมทิลชาวิคอล (methylchavicol)

ในทางการแพทย์อายุรเวทเชื่อว่ากะเพราเป็นพืชที่ช่วยให้อายุยืน ใช้บรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ อาการต่างๆ ของกระเพาะอาหาร อาการอักเสบโรคหัวใจและหลอดเลือด ปรับสมดุลระบบภูมิต้านทาน บรรเทามาลาเรียและขับสารพิษต่างๆ

ชัชชนก สราศรี และรักษยา อังคกษมวัฒน์ นักโภชนาการ บอกว่า สรรพคุณของกะเพรามีหลากหลาย เริ่มจากใบกะเพรามีน้ำมันหอมระเหย กลิ่นช่วยเจริญอาหารฤทธิ์ลดความดัน และเชื่อว่ามีคุณสมบัติยับยั้งการเกาะกันของเกล็ดเลือด เพิ่มระยะเวลาแข็งตัวของเลือด รวมทั้งฤทธิ์ลดปริมาณไขมันในเลือดและปริมาณคอเลสเตอรอล เป็นผลมาจากความสามารถในการต้านออกซิเดชันของกะเพรา

แม้ว่ากะเพราจะมีสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย ทว่าในแง่ของการนำกะเพรามาใช้ประกอบอาหารนั้น ต้องให้ความสนใจที่เลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายด้วย จึงจะดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

สองสาวนักโภชนาการ แนะนำว่า ควรเลือกกะเพราที่ปลอดสารพิษ ถ้าเป็นไปได้ปลูกบริโภคเองดีที่สุด หากบริโภคเมนู ข้าวผัดกะเพรา ควรจะใช้ปริมาณน้ำมันในการผัดไม่มากนัก แทนที่ใช้หมูสับเปลี่ยนเป็นหมูชิ้นที่ไม่มีมัน หรือถ้ามีเขี่ยออกได้ง่าย ถ้าทำผัดรับประทานเองเปลี่ยนใช้เนื้อทูน่าแทน เคล็ดลับง่ายๆ คือการดัดแปลงวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพเข้ามาแทนนั่นเอง

ที่สำคัญไม่ควรบริโภคไข่ดาวควบคู่ไปด้วย เพราะลำพังแค่พลังงานที่ได้จากผัดกะเพราประมาณ 500-600 แคลอรี เพิ่มไข่ดาว 1 ฟอง บวกไปอีก 100 แคลอรี เพราะหากเผาผลาญต้องวิ่งสายพานถึง 2 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว ข้อแนะนำอีกอย่างคือไม่ควรผัดข้าวคลุกกับผัดกะเพรา

นอกเหนือจากเมนูผัดต่างๆ เช่น ผัดขี้เมา ผัดเนื้อ ผัดเป็ด ผัดหมู พล่าปลาดุก แล้ว กะเพรายังใช้ในการประกอบอาหารจำพวกแกงต่างๆ เช่น แกงเลียงใบกะเพรา สำหรับมารดากินหลังคลอดใหม่ๆ เพื่อขับลมบำรุงธาตุให้ปกติ เป็นยาขับน้ำนม แกงป่า แกงเขียวหวาน แกงคั่ว แกงเผ็ดหนูนา แกงส้มมะเขือขื่น แกงเผ็ดหอยแมลงภู่แกงปลาร้า ฯลฯ หรือนำใบกะเพราไปทอดจนกรอบแล้วนำมาโรยหน้าอาหารได้ด้วย

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 มิถุนายน 2555

วิจัยกะเพรา…ชา พบโอสถสารเผาผลาญ-สร้างสมดุล

“พืชสมุนไพรไทย” นอกจากเพิ่มความหอม รสชาติอร่อยลิ้น เมื่อนำมาวิจัยพบว่า หลายตัวมีสรรพคุณทางยาทั้งบำบัดรักษา โดยล่าสุด ดร.ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล ผอ.ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ พร้อมด้วย นางศิรินันท์ ทับทิมเทศ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายเภสัชฯ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้นำพืชวงศ์กะเพรากับชามาวิจัยเพื่อนำมาทำ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปรับสมดุลเพื่อการผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน” ขึ้น

นางเกษมศรี หอมชื่น ผู้ว่าการ วว. เปิดเผยว่า“…ความเครียดนั้นเป็นสาเหตุของโรคมากมาย เช่น ภูมิแพ้ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง เป็นต้น ดังนั้น วว.จึงมีแนวคิดในการศึกษาวิจัยสมุนไพรไทยที่น่าจะมีผลต่อความดันโลหิต ทั้งนี้ วว. ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนผู้ผลิตสมุนไพรในจังหวัดตราด สนับสนุนในด้านวัตถุดิบหลักเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยการออกฤทธิ์ของสมุนไพรที่มีความสามารถในการต้านความเครียด ความปลอดภัย ซึ่งเป็นอีกทางหนึ่งในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรที่มีอยู่ในบ้านเรา”

สำหรับแนวทางการวิจัยนั้น ดร.ชุลีรัตน์บอกว่า เริ่มต้น วว.จะมีการดำเนินนโยบายตามการดูถึงความต้องการในอนาคต เราจะมีการทำเทคโนโลยีที่ดูว่าในอนาคตมีอะไรบ้างเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง จะมีนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปคิดค้นคำนี้ขึ้นมาให้คำจำกัดความสมุนไพรที่ไม่ได้รักษาโรคใดโรคหนึ่ง แต่ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น อาทิ โสม เห็ดหลินจือ

โดยสิ่งที่คนเราต้องการมากที่สุดคือเรื่อง “สุขภาพ” ที่ตื่นตัวมาก โรคที่คนเรากลัวกันมากที่สุดคือ โรคอ้วน หัวใจ เบาหวาน มะเร็ง และเรื่อง ทางเดินอาหาร ซึ่งการวิจัยแยกออกเป็น การควบคุมน้ำหนัก  การปรับสมดุลต้านความเครียดกับควบคุมความดันโลหิต และ ผลิตภัณฑ์ป้องกันทางเดินอาหาร (ส่งต่อบริษัทเอกชนแล้ว) พร้อมทั้งศึกษาดูว่าผลิตภัณฑ์ปรับสมดุล

“…และหันกลับมาศึกษาสมุนไพรเราบ้างว่ามีหรือไม่ โดยศึกษาต่อยอดจากภูมิปัญญาไทย พร้อมทั้งศึกษาตำรายาอินเดียควบคู่กัน ซึ่งพบว่า พืชวงศ์กะเพรา จะมีคุณสมบัติปรับสมดุล โดยเริ่มคัดเลือกพืช 4 ชนิด คือ กะเพรา โหระพา  แมงลัก  ยี่หร่า จากที่ต่างๆ โดยพบว่าใน พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จะมีคุณภาพมากที่สุด…”

สำหรับการเลือกใช้พืชวงศ์กะเพราและชา เนื่องจากพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ช่วยในเรื่องการเผาผลาญพลังงาน  เมื่อบริโภคแล้วเกิดการขับเหงื่อ ส่วนชาที่ใช้เพราะเนื่องจากบ้านเรามีการปลูกอยู่มาก หากใช้เพียงแค่ชงดื่ม มูลค่ายังไม่มากมายนัก ทั้งๆที่ในใบชามีสารต่างๆ อยู่มาก โดยเฉพาะด้านการเผาผลาญพลังงาน เมื่อนำมาสกัดเสร็จแล้วทำการศึกษา โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาจับ คือสกัดก่อนแล้วดูคุณภาพสารสำคัญที่มีอยู่ พร้อมศึกษาฤทธิ์ต้านความเครียด วิตกกังวล ต้านอนุมูลอิสระ พบว่าทั้งหมดมีฤทธิ์ดังกล่าว จากนั้นจึงคัดเลือกและผสมสูตร กระทั่งออกมาเป็นผลิตภัณฑ์

จากนั้นไปใช้ในสัตว์ทดลอง โดยให้ยากับหนูทดลอง แล้วดูว่าสามารถออกมาสู่โลกกว้างได้หรือไม่ เพราะธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ชอบอยู่ในที่มืดและแคบๆ หลังศึกษาประมาณ 1 สัปดาห์ พบว่าพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพบว่ามีความปลอดภัย จึงส่งต่อให้นักศึกษาภาควิชาเภสัช คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ทำการศึกษาต่อเนื่องด้านประสิทธิภาพในการใช้กับผู้ป่วยจริง ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการเผาผลาญ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการส่งต่อเพื่อทดสอบทางคลินิกวิทยา

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0–2577–9300 ในวันและเวลาราชการ.

เพ็ญพิชญา  เตียว

 

ที่มา : ไทยรัฐ 26 ธันวาคม 2554