ออฟฟิศซินโดรม…ภัยเงียมที่คุกคามวัยทำงาน

dailynews140822_03จากข้อมูลของกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขปี 2557 ระบุว่า ด้วยภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นของชีวิตคนเมือง ทำให้อาจมองข้ามสุขภาพร่างกาย ทั้งนี้ พบว่า 10% ของคนเมือง มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมเพิ่มมากขึ้น โดย นพ.ภัทร จุลศิริ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อทั่วไป โรงพยาบาลเวชธานี ได้กล่าวถึงกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมว่า ออฟฟิศซินโดรมคือ กลุ่มอาการที่ พบบ่อยในคนทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ เช่น งานเอกสาร, งานคอมพิวเตอร์, เลขา, คนในโรงงานอุสาหกรรม กระทั่ง แม่บ้าน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่มีร่วมกันคือ เป็นการเจ็บป่วยที่เกิดภายหลังการทำงาน การทำย้ำๆซ้ำๆ ในอริยาบหนึ่งๆ และทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอาการดังกล่าว จะพบบ่อยในคนวัยทำงาน (20-60 ปี) ที่มักจะเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ มากกว่า 8 ชม.ต่อวัน ทำให้เกิดการเสียสุขภาพ มีการป่วยจนกระทบการทำงาน ถึง42 % และเกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ 1.1 แสนล้านบาทต่อปี (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ), และมีต้นทุนในการรักษาถึง 38,820 บาท/คน (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม)

นพ.ภัทร กล่าวต่อว่า การเกิดอาการโรคออฟฟิศซินโดรม จะเกิดจากปัจจัย 4 ปัจจัย ได้แก่
1.การทำย้ำๆ ซ้ำๆ ( Repetitive) ซึ่งจะทำให้เกิดการสึกหรอ
2.การผิดท่า (wrong position) จะทำให้เกิดการบาดเจ็บของร่างกาย
3.ใช้แรงมาก ( Forceful) จะเพิ่มความรุนแรงในโรคดังกล่าว และ
4.หากทำต่อเนื่อง ( Long time) จะทำให้ร่างกายซ่อมแซมไม่ทัน
อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัย 4 ปัจจัยที่กล่าวมาแล้วนั้นยังมีปัจจัยส่งเสริมอื่นๆอีกด้วย เช่น การบ้างาน (Workaholic),ความเร่งรีบ, ความเครียด ,อดอาหาร,อดนอน

อย่างไรก็ตาม หากปัจจัยดังกล่าวทั้งหมดรวมกันจะทำให้กระทบกับระบบต่างๆของร่างกาย เช่น

1.ทางกล้ามเนื้อ ซึ่งเปรียบเสมือนระบบเครื่องยนต์ในร่างกาย ที่หากบาดเจ็บจะเกิดอาการปวดเมื่อย – นั่งทำงานนานๆ จะปวดหลัง, คอ, บ่า,ไหล่ ยืนนานๆ ตะคริวจะขึ้นบ่อยๆ

2.เส้นเอ็น จะใช้เวลานานกว่าจะซ่อมแซมตัวเองได้ – กำของหรือจับของเล็กๆ ซ้ำๆ เกิดอาการนิ้วลออก เหยียดไม่สุด, ใช้ข้อมือทำซ้ำๆ อาจมีเอ็นข้อมืออักเสบได้( Dequavian disease) , นักกีฬาเล่นกีฬาท่าเดิมเป็ นระยะเวลานานๆ อาจมีเอ็นรอยหวายอักเสบ , ไขนออตหรือหมุนข้อมือซ้ำๆ เจ็บที่ด้านนอกข้อศอก เป็นเอ็นเกาะกระดูกข้อศอกอักเสบ (tennis elbow)

3.เส้นประสาท จะมาด้วยอาการปวดเหมือนไฟซ้อต ปวดเสียวๆ ร่วมกับอาการ ชา – ใช้มือพิมพ์คอมพิวเตอร์นานๆ จะเป็นพังผืดรัดเส้นประสาทข้อมือทำให้ปวดชา บริเวณมือ, ยกของหนักๆ ปวดหลังร้าวลงขาได้

4.เส้นเลือด มักจะมาด้วยอาการเส้นเสือดโป่ง ,ตีบ,ชาปวด เนื่องจากเลือดเลี้ยงไม่ทัน เช่น ยืนนานเป็ นเส้นเลือดขอด

5.กระดูก ซึ่งเป็นเหมือนแกนหลักของร่างกาย หากเกิดการกระแทกในระยะเวลานาน อาจเกิดกระดูกร้าว หรือผิวข้อสึกได้ พบในคนงานเจาะถนน ,นักเต้น , นักวิ่ง , นักกีฬา

สำหรับการรักษาโรคดังกล่าว จะแบ่งเป็น 3 วิธี ที่ต้องใช้ร่วมกัน คือ การใช้ยา , การกายภาพบำบัด และการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ทั้งนี้ หากผู้ป่วยเริ่มมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อและรีบมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจโดยละเอียดและวินิจฉัย หลังจากนั้น จะให้รับประทานยาแก้อักเสบกล้ามเนื้อ , ยาคลายกล้ามเนื้อ , ยานวด ร่วมกับการหยุดพฤติกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด ในบางครั้งอาจต้องใช้การกายภาพ ยือกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่บาดเจ็บ แต่หากรับการรักษาไปช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วยังคงมีอาการอยู่ แพทย์จะฉีดยาสเตอรรอยด์เข้าสู้ จุดที่บาดเจ็บเพื่อลดการอักเสบให้เร็วที่สุด เมื่อหายจากอาการเจ็บแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ออกกำลังกายและยืด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและยืดหยุ่น ป้องกันการบาดเจ็บในอนาคตสิ่งที่สำคัญคือต้องมีการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมกับร่างกายมนุษย์ ( ergonomic environment) ดังภาพ

1 คอตั้งตรงไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง โดยอาจก้มได้ 10 องศา
2 ไหล่ต้องได้ระดับผ่อนคลาย ไม่ยกหรือตกจนเกินไป3 ข้อศอกต้องงอ 90 องศาและมีที่รองรับ เพื่อผ่อนน ้าหนักของแขนไม่ให้ตกไปที่ไหล่มากเกินไป
4 ข้อมือต้องมีเบาะ เพื่อผ่อนแรงเกร็งของกล้ามเนื้อแขน
5 หลังพิงติดเบาะตลอดเวลา หรืออาจมีเบาะรองร่องหลังเพื่อผ่อนแรง
6 ขาแนบกับเบาะทั้งอัน
7 เข่าต้องงอตรง ต าแหน่งที่เลยเบาะพอดี โดยงอประมาณ 90-110 องศา
8 เท้าต้องติดพื้นหรือหาที่วางขารองเพื่อลดน้ำหนักที่เข่าต้องรับ

นอกจากนั้น การเปลี่ยนอริยาบททุกหนึ่งชั่วโมง เพื่อลดความเครียดต่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งไม่ได้ออกแรงหนักเกินไปร่วมกับออกกำลังกายกลางแจ้งสม่ำเสมอ เพิ่มความแข็งแรงและลดความเครียดต่อร่างกาย หากทำทั้งหมดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นแนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจเพิ่มเติม

นพ.ภัทร จุลศิริ
ศัลยแพทย์กระดูกและข้อทั่วไป
โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา : เดลินิวส์ 22 สิงหาคม 2557

โรคปวดข้อคนไข้สนใจฝังเข็ม และกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้น

dailynews140727_02โรคปวดข้อเป็นโรคเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ ปวดไปตามข้อต่าง ๆ รอบตัว ที่พบกันบ่อยคือที่ข้อเข่า ปวดเป็น ๆ หาย ๆ เวลาจะเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือเปลี่ยนท่ามักจะปวดขัดมาก พอเดิน ๆ ไปก็หาย และแล้วก็มาปวดใหม่อีกวนเวียนอยู่เช่นนี้ ทำให้ทรมาน ไม่สะดวกในการเดินทาง ยาระงับปวดมักมีติดตัวกินกันมาตลอด โรคปวดข้อเป็นโรคหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพชีวิตประจำวันอย่างมาก

สาเหตุ มีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ความเสื่อมของกระดูก การปฏิบัติตัวในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องข้อเข่า การนั่งที่ต้องห้าม นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ และนั่งพับเพียบ จะทำให้เอ็นรอบเข่าตึงขึ้น ผู้ที่ต้องปฏิบัติธรรม นั่งนาน ๆ นั่งบนเก้าอี้ดูจะผ่อนคลายข้อเข่าดีขึ้น

ผมมาคุยเรื่องปวดข้อเข่าวันนี้เนื่องด้วยมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ได้ไปออกหน่วยแพทย์ ณ โรงเรียนมัธยมตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อ 13 มิ.ย. 57 จากความร่วมมือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วปอ. รุ่น 27 มณฑลทหารบกที่ 22 คนไข้ให้ความสนใจมาตรวจกันมาก 7,830 ราย

คณะแพทย์พยาบาลที่ไปช่วยกันตรวจคนไข้ราว 300 ท่าน จาก 17 โรงพยาบาลใน กทม. จะจัดเป็นหน่วยตรวจต่าง ๆ โดยเป็นเรื่องโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางราว 25 คลินิก สำหรับเรื่องปวดข้อที่ได้คุยมา โดยทั่วไปคนไข้ประเภทนี้จะมาตรวจทางแพทย์กระดูกหรือออร์โธปิดิกส์แพทย์ ซึ่งมีอยู่ 2 คณะด้วยกัน จาก รพ.เลิดสิน และ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคให้คำแนะนำ ให้ยา บางรายอาจฉีดยาเข้าไปในข้อเพื่อระงับการอักเสบด้วย

คลินิกทางด้านระงับการปวด : โรคปวดข้อนี้คณะที่มาช่วยตรวจรักษาคนไข้มาจากหลายสถาบัน การแพทย์แผนไทยจาก รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล, คลินิกหัวเฉียวแพทย์ไทยจีน และคณะแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ในภาพรวมคล้ายเป็นแพทย์ทางเลือกคนละแบบกับการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภูมิปัญญาของคนไทยมาแต่เก่าก่อนหรือแพทย์แผนไทยที่เราคุ้นหูกัน นอกจากนี้ก็เป็นแพทย์แผนจีนและอินเดีย ซึ่งมีประวัติการรักษาเรื่องปวดมายาวนานมากเช่นกัน

วิธีการรักษา : ทางแพทย์แผนไทย จะตรวจวินิจฉัยโรค จ่ายยาสมุนไพร ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กายภาพบำบัดจะให้บริการเรื่องการนวด นวดแบบแผนไทย นวดกดจุด การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพร มีไพร ขมิ้นชัน มะกรูด เป็นตัวหลัก และอื่น ๆ ร่วมด้วยอีก แช่เท้าราว 15 นาที จะทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดปวดข้อเท้าได้ดี สุขภาพทั่วไปดีขึ้น และจะให้ออกกำลังกายแบบฤาษีดัดตน ลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ลดปวดข้อตามตัว ลดอาการชา แล้วได้ยาสมุนไพรไปกินต่อด้วย

ทางแพทย์แผนจีน จะมีการฝังเข็ม เป็นศาสตร์สำคัญมากอย่างหนึ่งทำกันมายาวนาน การไปกระตุ้นประสาทใต้ผิวหนังซึ่งมีเครือข่ายถึงกันหมดในร่างกาย จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แบบปวดข้อ ปวดหลัง เบาปวดเมื่อยตามร่างกายไปได้

การแพทย์แผนอินเดีย เป็นศาสตร์ที่มีมายาวนานมากเช่นกัน แพทย์จะตรวจซักประวัติหาสาเหตุของโรคนั้น ๆ พร้อมให้คำแนะนำจนเข้าใจและให้ยามารับประทานต่อด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นทางเลือกของคนไข้อีกทางหนึ่ง ที่เลี่ยงมาจากการรักษาแผนปัจจุบัน อยากมาลองดูทางด้านนี้และมีคนมาใช้บริการกันมากด้วย โรคปวดเมื่อย ปวดข้อเป็นโรคเรื้อรังต้องใช้เวลา คนไข้บางครั้งก็ใจร้อน อยากลองทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้างหวังจะให้หายเร็วขึ้น และรู้สึกสบายใจที่ได้รักษาหลาย ๆ ทาง เพื่อหวังจะได้หายจากโรคปวดทั้งหลายเหล่านี้ได้เร็วขึ้น

โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อตามร่างกายเป็นโรคเรื้อรัง คนไข้รักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันมานานยังไม่ค่อยหายเลยเปลี่ยนมารักษาแพทย์ทางเลือกดูบ้าง มีทั้งแพทย์แผนไทย จีน และอินเดีย ล้วนมีประวัติการรักษาว่าได้ผลมายาวนาน ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องมีการติดตามและประเมินผลกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา  : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2557

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis

ramachannel140715_01โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า

ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ 

ramachannel140715_02

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

1. พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
2. อายุน้อยกว่า 45 ปี
3. อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
4. ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
5. อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
6. มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

ramachannel140715_03
การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

– ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
– ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
– TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพกเนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

(ดูภาพประกอบเพิ่มเติมได้ที่http://www.pt.mahidol.ac.th/ptclinic/index.php?option=com_content&view=article&id=300%3Amyelitis&catid=52%3A2009-03-13-03-22-32&Itemid=108&limitstart=4)

ข้อแนะนำบางประการ

1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก กภ.พิทยุตม์ โตขำ ศูนย์กายภาพ คณะกายภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

.

Related Article:

 

ปวดคอ

dailynews140406_003ปัจจุบันประชาชนมักจะมีอาการปวดบริเวณต้นคอเพิ่มมากขึ้นซึ่งมีสาเหตุจากการพัฒนาเทคโนโลยี การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ผู้ใช้งานก้มคอใช้อุปกรณ์เหล่านี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้เกิดปัญหาปวดเมื่อยบริเวณต้นคอและกล้ามเนื้อบริเวณบ่า และสาเหตุอีกอย่างคือประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ประชากรมีอายุเพิ่มมากขึ้น เกิดปัญหาของโรคข้อเสื่อมและหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเพิ่มขึ้น จึงทำให้พบปัญหาอาการปวดคอเพิ่มมากขึ้น

สาเหตุของอาการปวดคอ สามารถแบ่งได้ตามช่วงอายุและอุบัติการณ์ของการเกิดอาการปวดต้นคอซึ่งสามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานไม่ถูกท่า การนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง การก้มใช้งานมือถือ ทำให้ต้องก้มคอตลอดเวลาซึ่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็งตัวทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามบริเวณต้นคอและสะบักทั้ง 2 ข้าง  ในบางครั้งที่มีอาการปวดต้นคออย่างรุนแรงอาจจะเกิดเนื่องจากหมอนรองกระดูกต้นคอเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการบวมและอักเสบของเส้นประสาท นอกจากนี้ตัวหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมานั้นจะมีสารที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรงต่อเส้นประสาทจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดคอร้าวลงแขนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งในบางรายอาจจะมีอาการชาและอ่อนแรงของแขนในข้างที่เส้นประสาทไปกดทับด้วย เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนใหญ่ประมาณตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป อาการปวดคอส่วนใหญ่มักเกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกและการอักเสบของข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลัง บางครั้งหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอมีการเสื่อมและเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท หรือมีกระดูกงอกจากการเสื่อมของกระดูกข้อต่อสันหลังไปกดทับเส้นประสาท

การป้องกันและการรักษา

1. การปรับเปลี่ยนท่าทางและการใช้ชีวิตประจำวัน พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งอ่านหนังสือนาน ๆ การก้มคอใช้โทรศัพท์มือถือ การแหงนศีรษะ เมื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจำเป็นต้องปรับตำแหน่งของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา การเปลี่ยนอิริยาบถในขณะทำงานกับจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ แม้กระทั่งการนอนดูโทรทัศน์นาน ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดคอได้ ดังนั้นควรมีการปรับท่าทางให้เหมาะสม เช่น ควรนั่งดูโทรทัศน์มากกว่าการนอน ไม่ก้มคอใช้งานโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เมื่ออายุมากขึ้น ควรจะหลีกเลี่ยงกีฬาบางประเภทเพราะอาจจะทำให้มีอาการปวดต้นคอเพิ่มมากขึ้นได้ เช่น  แบดมินตัน เพราะมักจะต้องแหงนศีรษะเวลาตีลูก ซึ่งจะทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลงเมื่อแหงนศีรษะ ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น และเกิดการอักเสบของกระดูกสันหลังบริเวณข้อต่อ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดต้นคอมากควรหลีกเลี่ยงการนอนสระผมที่ร้านทำผม เพราะการนอนสระผมจะมีการแหงนศีรษะมากทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลง และทำให้กระดูกข้อต่อเกิดการอักเสบ จึงทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มมากขึ้นได้  และไม่ควรแหงนศีรษะเป็นระยะเวลานานเพราะจะทำให้กระดูกข้อต่อสันหลังบริเวณคอเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวดและเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

2. การทำกายภาพบำบัด ด้วยการดึงคอ เป็นการใช้แรงดึงกระทำต่อร่างกายและกระดูกสันหลังส่วนคอ ช่วยทำให้ช่องระหว่างกระดูกสันหลังส่วนบริเวณคอกว้างขึ้น ลดการกดทับเส้นประสาท ช่วยในการยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยในการบำบัดรักษา คลื่นเหนือเสียงที่มีความถี่ 20,000 รอบต่อนาที ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความร้อนลึกเฉพาะที่ ส่งผลในการช่วยลดอักเสบ อาการปวด เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ ช่วยทำให้อาการของผู้ป่วยทุเลาลง

3. การรับประทานยาลดปวด ยาลดการอักเสบ ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ในการลดปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งยาแต่ละชนิดก็ออกฤทธิ์แตกต่างกัน ก็ช่วยทำให้อาการปวด อาการชาทุเลาลงได้ ข้อควรระวังในการใช้ยาลดการอักเสบคือต้องรับประทานยาหลังอาหารทันทีเพราะอาจจะมีผลทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน

4. การฉีดยาชาระงับปวดเข้าไประหว่างชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งตัว เพื่อลดการนำสื่อประสาท จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณคอ และบริเวณบ่าและกล้ามเนื้อรอบ ๆ สะบัก คลายตัวลง ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ จะช่วยลดอาการปวดได้ดีมากโดยเฉพาะในช่วงระยะ 2 สัปดาห์หลังการฉีดยา

หลังจากฉีดยา อาการปวดจะทุเลาลงเป็นอันดับแรก ต่อมาอาการชาตามแขนและมือจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะกังวลกลัวว่าจะเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาต จากอาการชา เนื่องจากโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ซึ่งถ้าแพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดและให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ก็จะช่วยทำให้ผู้ป่วยคลายความกังวลลงไปได้  โดยทั่วไปอาการปวด ปวดชาร้าวลงแขนจะค่อย ๆ ดีขึ้น ใช้ระยะเวลาประมาณ  3–4 เดือน ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการข้างต้นได้ผลเป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด สำหรับข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดกระดูกสันหลังบริเวณคอ จะทำในกรณีที่มีการกดทับของเส้นประสาทและไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกร็ง ตัวแข็งเดินเกร็ง  ก้าวเดินลำบาก มีอาการอ่อนแรงของแขนและขา อุจจาระและปัสสาวะลำบากไม่สามารถควบคุมได้จึงจำเป็นต้องผ่าตัด  ถ้าผู้ป่วยมีแค่เพียงอาการปวดต้นคอ ปวดร้าวลงแขนและมือ หรือมีอาการชาร่วมด้วย เราสามารถให้การรักษาด้วยวิธีการข้างต้นได้ผลเป็นอย่างดี โดยไม่มีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

การเกิดกระดูกคอเสื่อมและการเกิดกระดูกงอกที่บริเวณข้อต่อระหว่างกระดูกนั้นเกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง จึงทำให้เกิดกระดูกงอกและบางครั้งทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท ผู้ป่วยบางท่านมีความกังวลใจว่าการรับประทานแคลเซียมวันละ 1 เม็ดนั้นหรือการรับประทานแคลเซียมมาเป็นระยะเวลานานมีผลทำให้เกิดภาวะกระดูกงอกหรือไม่ การรับประทานแคลเซียมวันละ 1 เม็ดในปริมาณประมาณ 600 มิลลิกรัมนั้น ไม่มีผลทำให้เกิดกระดูกงอกอันใดเลยเพราะสาเหตุของการเกิดกระดูกงอกตามส่วนต่าง ๆ ของข้อและกระดูกนั้นเกิดจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ไม่เกี่ยวกับการรับประทานแคลเซียม.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook : Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 เมษายน 2557

ผ่าตัดแผลเล็กรักษาโรคกระดูกสันหลัง

bangkokbiznews140326_001aสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพเผย 5 ปีแห่งความสำเร็จของการเลือกใช้เทคนิคผ่าตัดแผลเล็กสำหรับรักษาโรคกระดูกสันหลัง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา สู่การสร้างเครือข่ายของการรักษากระดูกสันหลัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย

นายแพทย์พุทธิพร เธียรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า สถานการณ์ของโรคกระดูกสันหลังในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มสูงขึ้น แม้จะไม่มีการเก็บสถิติไว้อย่างชัดเจน ด้วยวิถีชีวิตของคนโดยเฉพาะวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่ถูกต้อง

สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ เราเลือกสรรวิธีที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้การรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ป่วยจะได้รับ ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้มาตรฐานตามหลักสากล จนได้รับรองมาตรฐานการรักษาเฉพาะทางด้านโรคปวดหลังจาก JCI สหรัฐอเมริกา ทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้ทีมแพทย์สหสาขา อันได้แก่ ประสาทศัลยแพทย์ แพทย์ศัลยกรรมกระดูก แพทย์ประสาทวิทยา จิตแพทย์ วิสัญญีแพทย์ แพทย์ เวชศาสตร์ ฟื้นฟู พยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่เทคนิค ที่จะร่วมกันให้การดูแลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางด้านกระดูกสันหลัง อย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ทันสมัย อาทิ Microscope, Minimal access surgeries, O-ARM and Navigation, Intraopertative monitoring (IOM) เครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัดเพื่อให้เกิดประสิทธิผล และประสิทธิภาพของการรักษา

“สิ่งสำคัญคือ การป้องกันและรักษากระดูกสันหลังของคนไทย โดยโรงพยาบาลกรุงเทพเองจะเข้ามามีบทบาทผ่านการสร้างเครือข่ายของโรงพยาบาลในเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตร ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคนิคการรักษาแบบใหม่ และเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น” ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพเผย

bangkokbiznews140326_001b

นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ กล่าวว่า ครบรอบ 5 ปีสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ เริ่มเปิดทำการมาตั้งแต่ พศ. 2552 โดยทำการรักษาผู้ป่วยอย่างครบครัน พร้อมทั้งเป็นสถานที่ฝึกอบรมดูงานของแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแพทย์จากภูมิภาคเอเชีย ได้แวะเวียนมาเพื่อศึกษาการผ่าตัดด้วยวิธีที่ทันสมัย จนได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำในการผ่าตัดด้านแผลเล็ก อาทิเช่น การผ่าตัดแบบ OLIF โอ-ลิฟ หรือ การผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังข้างลำตัวแบบแผลเล็ก (Olique lumbar Interbody Fusion)

หนึ่งในเทคนิคที่ทางสถาบันได้นำมาใช้ในการรักษาโรคทางกระดูกสันหลัง คือ การผ่าตัดแผลเล็กข้างลำตัว DLIF (Direct Lateral Interbody Fusion) หรือ OLIF (Olique Lumbar Interbody Fusion) เป็นการผ่าตัดวิธีใหม่เสริมหมอนรองกระดูกสันหลังข้างลำตัวแบบแผลเล็ก โดยไม่จำเป็นต้องผ่าเลาะกล้ามเนื้อหลัง ด้วยการใส่อุปกรณ์หนุนหมอนรองกระดูกแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกสันหลังข้อนั้นแข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น การปวดหลังจึงลดลง ซึ่งปัจจุบันได้ปรับปรุงวิธีการให้ดีขึ้น และเปลี่ยนชื่อจาก DLIF เป็น OLIF เน้นการผ่าตัดแผลเล็ก กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อย เสียเลือดน้อย (เฉลี่ย 50 ซีซี.) ให้ผลสำเร็จในการเชื่อมข้อมากกว่าการผ่าตัดแบบทั่วไป ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ลดปัญหาปวดหลังเรื้อรังและภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท และที่สำคัญคือ มีโรคแทรกซ้อนต่ำ ปัจจุบันสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ได้รักษาผู้ป่วยด้วยวิธีนี้มากกว่า 150 ราย ได้ผลสำเร็จอยู่ในระดับดีมาก

ในขณะที่เทคนิคการผ่าตัดแบบ Anterior Lumbar Interbody Fusion (ALIF) นายแพทย์สาริจฉ์ ศรีสุภาพ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ อธิบายว่า ALIF เป็นการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง โดยที่แผลผ่าตัดอยู่ด้านหน้าท้อง เป็นวิธีผ่าตัดที่ทำมานาน มีประสิทธิภาพและให้ผลการรักษาที่ดีมาก โดยเฉพาะการผ่าตัดที่เรียกว่า Minimal Invasive ALIF ซึ่งมีข้อดี คือ เป็นการผ่าตัดที่ทำลาย หรือ รบกวน กล้ามเนื้อน้อยมาก ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัดอย่างรวดเร็ว ผลข้างเคียงน้อย (โดยที่ในปัจจุบันมีวัสดุที่ใส่ในช่องหมอนรองกระดูก และยึดให้มั่นคงที่ในผู้ป่วยจำนวนมากไม่จำเป็นต้องผ่าตัดยึดโลหะจากด้านหลัง) แต่การผ่าตัดดังกล่าวมีโอกาสเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือด ซึ่งผู้ป่วยอาจมีผลแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้ ดังนั้นศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง และศัลยแพทย์ด้านหลอดเลือด จะร่วมกันผ่าตัด Minimal Invasive ALIF เพื่อลดอัตราเสี่ยงดังกล่าวลง ทางสถาบันได้รับความร่วมมือจากศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง และศัลยแพทย์ด้านหลอดเลือด (ที่ผ่านการฝึกอบรม spine access surgery) ในการเข้าทำผ่าตัดร่วมกัน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ป่วย ลดระยะเวลาการผ่าตัด ลดอัตราการเสียเลือด ผู้ป่วยจะฟื้นตัวเร็วขึ้น ตลอดจน ทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจถึงมาตรฐานการรักษาที่ดี

“จุดประสงค์ของการผ่าตัดนี้ คือการรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลังและบรรเทาอาการปวดขาหรือหลัง อาการเหน็บชา อ่อนเพลียหรือการทรงตัวที่ผิดปกติจากความดันในเส้นประสาท”

นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ทางสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ ใช้ BMP (Bone Morphogenetic Protein) ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง คือ โปรตีนสังเคราะห์ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างกระดูก (rhBMP-2) เริ่มทดลองใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังตั้งแต่ ปลายปี 2001 ต่อมามีการผลิตและใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ในสหรัฐอเมริกา FDA ระบุถึงข้อบ่งชี้ ให้ใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังส่วนเอวทางด้านหน้า (Anterior Lumbar Interbody Fusion) โดยร่วมกับ Interbody device

ข้อดี คือ มีประสิทธิภาพในการเชื่อมข้อสูงมาก ใช้ระยะเวลาสั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงความปวดที่ลดลงเมื่อกระดูกเชื่อมสมบูรณ์เร็วขึ้น และเทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องตัดกระดูกของผู้ป่วยเองเพื่อใช้เชื่อมข้อกระดูกสันหลัง ดังนั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุด และผลข้างเคียงน้อยที่สุด คือ การใช้ตามข้อบ่งชี้ที่ระบุให้ใช้ในการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลังทางด้านหน้า และให้อยู่ใน Interbody device แต่ผลข้างเคียงของ BMP อาจทำให้เกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง (ไม่แนะนำให้ใช้ในการเชื่อมกระดูกคอทางด้านหน้า) และ อาจทำให้เกิดกระดูกงอกในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งอาจจะไปกดทับเส้นประสาทหรืออวัยวะอื่นได้

bangkokbiznews140326_001c

 

อุปกรณ์ในการผ่าตัดแบบแผลเล็กข้างลำตัว DLIF

 

แพทย์หญิงนันท์ชญาน์ ฉายะโอภาส แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวว่า รูปแบบการกายภาพบำบัดเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังมีทั้งแบบสำหรับผู้ป่วยไม่ต้องผ่าตัด และต้องผ่าตัด ซึ่งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะเป็นผู้กำหนดวิธีการกายภาพให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย จุดเด่นของวิธีรักษาด้วยการทำกายภาพระยะสั้น คือ สามารถบรรเทาการเจ็บปวด ลดการใช้ยา ให้ความรู้การจัดท่าทางของแผ่นหลังและการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละบุคคล และกายภาพระยะยาว คือ ดูแลตัวเองได้ถูกต้อง ออกกำลังให้ถูกกับตัวโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องผ่าตัด จะใช้วิธีกายภาพด้วยเครื่องมือต่างๆ อาทิ การประคบร้อน กระตุ้นไฟฟ้า ฝังเข็ม ธาราบำบัด ฯลฯ เพื่อการลดปวด และควรหาสาเหตุ เฝ้าระวังป้องกันโรคก่อนที่จะรุนแรงขึ้น เช่น สังเกตพฤติกรรมออกกำลังกายผิดวิธี คงค้างอยู่ในท่าที่ผิดลักษณะเป็นเวลานานๆ ฯลฯ เพื่อหาวิธีการแก้ไขด้วยการให้ความรู้ในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการเกิดโรคในแต่ละบุคคล

แต่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัด แพทย์ต้องดูแลความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดและหลังจากผ่าตัด เพื่อลดอาการแทรกซ้อน ฟื้นฟูสุขภาพให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านแล้วดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะส่วนหลังและสุขภาพองค์รวมไปถึงหัวใจและปอดให้แข็งแรง พร้อมทั้งเรียนรู้การออกกำลังกาย เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ เช่น มีโรคประจำตัวต่างๆ ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์ต้องดูแลประคับประคอง เพื่อลดโอกาสเกิดการดำเนินโรคที่รุนแรงมากขึ้น รวมไปถึงฟื้นฟูทั้งสภาพร่างกายและจิตใจให้ได้สูงสุดเท่าที่สภาพร่างกายอำนวย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันอีกโรคที่น่าจับตามองคือ โรคเนื้องอก หรือมะเร็งบริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโรคที่ปัจจุบันเราสามารถรักษาได้ นายแพทย์ยอดรัก ประเสริฐ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและกระดูกสันหลัง อธิบายว่า มะเร็งเป็นโรคที่เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่ผิดปกติของอวัยวะในส่วนต่างๆ มีโอกาสแพร่กระจายได้ถึง 70% และในจำนวนนี้ มีโอกาสที่จะแพร่กระจายมายังกระดูกสันหลังถึง 40% แม้ว่าอาจเกิดอาการเพียง 10-20% แต่ผู้ป่วยเหล่านั้นจะต้องทุกข์ทรมานจากอาการปวดและอาการอ่อนแรง บางรายอาจเป็นอัมพาตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วจะมีโอกาสช่วยผู้ป่วยได้มากทั้งในการลดอาการปวดและลดความพิการจากอาการกดทับของไขสันหลัง

“วิธีการรักษามะเร็งแพร่กระจายมากระดูกสันหลังในปัจจุบันมีพัฒนาการไปมากทั้งวิธีการผ่าตัดและอุปกรณ์สำหรับใส่เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ตลอดจนการรักษาเสริมภายหลังจากการผ่าตัด ทั้งการฉายรังสีและเคมีบำบัด”

สถาบันกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้การรักษาผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลัง รวมถึงเนื้องอกของกระดูกสันหลังทุกชนิด ทุกขั้นระยะของโรค ตั้งแต่การวินิจฉัยไปจนการรักษาซึ่งจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างดีระหว่างทีมแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยประสาทศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง แพทย์รังสีรักษา และวิสัญญีแพทย์ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โทร. 1719 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 มีนาคม 2557

สัญญาณเตือน พาร์กินสัน โดย สาลินีย์ ทับพิลา

คุณน้าวัย 58 ปีถูกประคองมาพบแพทย์ด้วยอาการสั่น ปากสั่น เดินไม่ได้ ตัวเกร็ง ยืนทรงตัวมีปัญหา แต่ที่เห็นชัดเจนคือ อาการสั่นมากของมือ

พาร์กินสัน เป็นตัวเลือกอันดับแรกสุดเมื่อพิจารณาจากสภาพที่ปรากฏกับผู้ป่วย โดยเฉพาะการสั่นของมือข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นขณะที่มือข้างนั้นอยู่เฉยๆ แต่อาการสั่นจะลดลงหรือหายไปเมื่อเคลื่อนไหว พร้อมกันนี้ก็มีอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ อาการเกร็งที่แขนขาและลำตัว ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลง ตัวค้อมและอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดการเกร็ง เมื่ออาการเหล่านี้หนักขึ้น ผู้ป่วยจะเดิน พูด หรือทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้อย่างยากลำบาก

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า อาการสั่นไม่ใช่การบ่งชี้แรก หากแต่เป็นสุขภาวะการนอนตอนกลางคืนที่ไม่ดี นอนละเมอ นอนกรน ร่วมกับปัญหาด้านการดมกลิ่น ท้องผูก พร้อมด้วยอาการซึมเศร้า หดหู่ หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการเกร็ง ร่างกายขยับได้ลำบาก จำเป็นต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

 

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เกิดเหตุจากการสูญเสียเซลล์สมองในส่วนที่สร้างสารโดปามีน (Dopamine) สารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์ เรียบเรียงความคิด และควบคุมการเคลื่อนไหว ดังนั้น ในการรักษา แพทย์จะให้ยาที่ส่งผลต่อการเพิ่มสารโดปามีนในสมองให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยต้องกินยาต่อเนื่องสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการปรับขนาดยาให้เหมาะสมตามอาการเพื่อลดผลข้างเคียงจากยา

“ต้นตอที่แท้จริงของโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากอาการแสดงออกที่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้การตรวจวินิจฉัยต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคพาร์กินสันโดยดูจากประวัติการรักษา และผลการทดสอบทางประสาทวิทยา ผลข้อมูลที่ได้จากการสแกนสมองด้วยเครื่องซีทีสแกนจำเป็นในการวินิจฉัย” คุณหมออธิบาย

อย่างไรก็ตาม พาร์กินสันเหมือนกันโรคทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเป็นเวลานานและต้องกินยาเพื่อระงับอาการต่อเนื่องหลายปี อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผลการตอบสนองต่อยาเปลี่ยนไป จึงต้องมีเทคนิคการรักษาใหม่มาเสริมคือ การผ่าตัดใส่ชุดอุปกรณ์กระตุ้นประสาทส่วนลึก

อุปกรณ์ตัวนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไปยังสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว และป้องกันไม่ให้สมองส่งคำสั่งบางอย่างที่เป็นสาเหตุของการเคลื่อนไหวผิดปกติ ทำให้สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น และควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีกว่าเดิม

“เทคนิคนี้เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาและไม่มีภาวะเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน หากต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยจะช่วยลดปริมาณการใช้ยา ลดภาวะข้างเคียงของยา ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ด้วย” นพ.ศรันย์ นันทอารี ศัลยแพทย์สมองและระบบประสาท กล่าว

นอกจากนี้ การฟื้นฟูผู้ป่วยพาร์กินสัน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากพาร์กินสันเป็นโรคที่ทำให้สูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย ตลอดจนมีความผันผวนของอารมณ์จิตใจ ซึ่งส่งผลต่อตัวผู้ป่วย ครอบครัวและสังคมด้วย

การฟื้นฟูจึงมุ่งเน้นไปที่วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสามารถของผู้ป่วยในการช่วยเหลือตนเอง ได้แก่ การทำกายภาพบำบัดเพื่อฝึกการใช้มือและการทำกิจวัตรประจำวันให้ดีขึ้น การฝึกกลืนและการฝึกพูดให้ดีขึ้น และการดูแลทางด้านจิตใจร่วมไปด้วยในระหว่างฟื้นฟู

“การฟื้นฟูยังช่วยฝึกให้มีการชดเชยหรือทดแทนในส่วนที่เสียการทำงานไป ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรค และเพิ่มคุณภาพชีวิต ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถรับมือกับปัญหาและอยู่กับโรคได้ดีขึ้น” คุณหมอกล่าว

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2557

กายภาพบำบัดฟื้นฟู ‘แผลเบาหวาน’ ลดการสูญเสีย ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย

dailynews140309_001bปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาหนึ่งที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาว แต่ถ้าหากมีแนวทางในการรักษาที่ถูกวิธีก็จะช่วยทำให้คนไข้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้ โดยโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวหนึ่งในนั้นก็คือ “โรคเบาหวาน” !

dailynews140309_001a

นพ.วรวัฒน์ เอียวสินพานิช แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน คือ มากกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายหยุดสร้างอินซูลินหรือสร้างได้น้อยมาก มักพบในเด็กอายุ  6-8 ปีขึ้นไป มีรูปร่างซูบผอม และโรคเบาหวานชนิดที่  2 เป็นเบาหวานที่มักพบในผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวกับพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มากขาดการออกกำลังกาย อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ

“เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงก็จะทำ ให้เกิดน้ำตาลเพิ่มขึ้นตามหลอดเลือด หากสูงมาก ๆ จะส่งผลต่อนิ้วเท้า เท้า นิ้วมือ โดยโรคเบาหวานจะส่งผลต่อหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดเปราะพอหลอดเลือดเปราะร่างกายจะมีการสร้างหลอดเลือดขึ้นมาใหม่ทดแทน แต่จะเป็นหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ซึ่งจะมีความแข็งแรงน้อยทำให้มีโอกาสเส้น เลือดแตกมีรอยเขียวเป็นจ้ำ ๆ ขึ้นมาได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เม็ดเลือดโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ในการดักจับเชื้อ โรคหรือฆ่าเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และการสมานแผลทำได้แย่ลง รวมไปถึง ระบบประสาทก็ทำงานแย่ลงเช่นกัน”

dailynews140309_001c

คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานมานานกว่า 5 ปีขึ้นไป แม้จะควบคุมน้ำตาลได้ดี แต่โอกาสที่จะเกิดอาการชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า มีมากขึ้นตามลำดับ บางคนเริ่มจากมีแผลเล็ก ๆ ที่ปลายเท้าก็จะมีการลามเป็นแผลใหญ่และหายยาก ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะถูกตัดนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือบางคนก็มีโอกาสที่จะถูกตัดขาได้

การกายภาพบำบัด นับเป็นการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูแผล เพื่อลดการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยจะต้องมีการ ประเมินลักษณะรูปเท้าของคนไข้ เสียก่อน เพราะบางครั้งคนไข้มีรูปเท้าที่ผิดปกติ เช่น เท้าแบน เท้าล้ม เท้าแบะ เพื่อปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้าของคนไข้มากที่สุด

หลังจากที่มีการปรับรองเท้าหรือเพิ่มแผ่นรองรองเท้าแล้ว แพทย์จะใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดบางอย่างที่จะทำให้มีการสมานของแผลได้เร็วขึ้น โดยเครื่องมือแรก คือ Anodyne เป็นการใช้แสงอินฟาเรดโดยจะใช้แผ่นติดตามตำแหน่งของชีพจร ตามตำแหน่งของเส้นประสาท จากนั้นจะปล่อยแสงอินฟาเรดเพื่อให้มีการหมุนเวียนของเลือดและกระแสประสาทที่ดีขึ้น โดยจะทำวันเว้นวัน ในส่วนของแผลประมาณ 1 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผล ส่วนในเรื่องของอาการชาหลังจากที่แพทย์ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 เดือน ถึงจะเห็นผล

dailynews140309_001d

วิธีต่อมา คือ การใช้เลเซอร์ แต่เป็นเลเซอร์ของกายภาพบำบัดซึ่งจะเป็นเลเซอร์พลังงานต่ำไม่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการไหม้ โดยจะฉายไปยังบริเวณที่เป็นแผล ห่างจากแผลประมาณ 1 เซนติเมตร โดยจะขยับเลเซอร์ไปรอบแผล จุดละประมาณ 20 นาที เมื่อครบรอบแผลจึงหยุด โดยจะทำทุกวันเช่นกัน เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อมีการสร้างเซลล์ใหม่หรือมีการสมานแผลที่เร็วขึ้นกว่าการที่จะล้างแผลเพียงอย่างเดียว เพื่อลดโอกาสของการถูกตัดนิ้วเท้า หรือเท้าไปได้ ซึ่งคนไข้ที่มีการตอบสนองดีเมื่อทำไปได้ 2 วัน จะเห็นผลที่ดีขึ้นแล้ว แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล

หลังจากการทำกายภาพบำบัดในส่วนที่เป็นแผลแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกของเท้าน้อยลง เวลาเดินบางคนมีความรู้สึกว่าเหมือนเท้าลอย ๆ หรือบางคนเดินแล้วเหมือนจะล้ม เนื่องมาจากว่า การรับรู้ของข้อในฝ่าเท้ามีน้อยลง ตรงนี้จะมีวิธีการฝึกความรู้สึก การรับรู้ให้กลับคืนมาใหม่ โดยการใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Sensory Re- education เป็นเทคนิคเพื่อให้การรับรู้ของข้อดีขึ้น โดยจะให้คนไข้เดินบนพื้นผิวลักษณะต่าง ๆ เช่น พื้นผิวเป็นเส้นตรง พื้นผิวเป็นปุ่ม พื้นผิวหยาบ รวมทั้งการรับรู้จากการใช้อุปกรณ์ในแบบต่าง ๆ เช่น สำลี แปรงขนนุ่ม แปรงขนแข็ง โดยให้คนไข้ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ดังกล่าวในบริเวณที่ไม่มีความรู้สึก ทำอย่างละ 5-10 นาที

ตลอดจน การจัดโครงสร้างร่างกายให้คนไข้ เนื่องจากส่วนใหญ่คนไข้ที่เป็นเบาหวานมักจะมีน้ำหนักตัวมาก จึงมีการแนะนำในเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของโรคเบาหวานแล้วยังช่วยในเรื่องความแข็งแรงของร่างกายด้วย เช่น ทำให้หัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น สามารถคุมเบาหวาน คุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น โดยจะต้องมีการตรวจเช็กร่างกายผู้ป่วยซึ่งจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยจะวางกล้องไว้แล้วให้คนไข้ยืนติดแผ่นมาร์คเกอร์ที่หัวไหล่ ลำตัว ตะโพก ข้อเท้า เพื่อถ่ายรูปดูว่าหัวไหล่เอียงหรือไม่ ตะโพกเป็นอย่างไร ดูแนวของน้ำหนักที่ตกลงมาว่ามีความสมดุลหรือไม่

“หากมีความผิดปกติก็จะดำเนินการแก้ไขในส่วนที่ผิดปกตินั้น โดยให้คนไข้มีการออกกำลังกายที่ถูกวิธี แก้ไขส่วนที่ผิดปกติของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติมากขึ้น เช่น คนไข้ที่หลังค่อมแพทย์จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้คนไข้แอ่นหลังขึ้นมา หรือคนไข้ที่ยืนแอ่นพุงก็จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้หลังแข็งแรงขึ้นเพื่อดึงพุงกลับเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพื่อเป็นตัวพยุงธรรมชาติให้กับผู้ป่วย ซึ่งการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะลดโอกาสการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ยังได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองด้วย”

นพ.วรวัฒน์ กล่าวถึงข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานว่า หากเป็นมานานกว่า 5 ปี มีโอกาสที่แผลจะหายยาก ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่าคนไข้จะต้องดูแลเท้าให้มากกว่าดูแลหน้า โดยเวลาที่อาบน้ำหมั่นสังเกตตามจมูกเล็บ ซอกเล็บ ฝ่าเท้า ว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีแผลในเบื้องต้นจะสามารถรักษาได้เร็วและหายได้ เพราะคนไข้บางรายมีแผลแต่ไม่รู้สึกเจ็บจึงทำให้แผลลามกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นและรักษายาก.

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

หุ่นยนต์ฟื้นฟูสภาพ

dailynews140119_002ในสถานการณ์ปัจจุบันจำนวนประชากรในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการพัฒนาระบบการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพทำให้คนไทยอายุยืนขึ้น โดยพบว่าจำนวนของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มี 9.5 ล้านคน จากประชากรไทย 64.6 ล้านคน ซึ่งอัตราส่วนของผู้สูงอายุนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี โรคในกลุ่มของภาวะเสื่อมของร่างกายจากอายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสื่อมของหลอดเลือดทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หัวใจขาดเลือด การเสื่อมของข้อเข่า ข้อตะโพก ข้อต่อกระดูกสันหลังอันอาจทำให้เกิดภาวะอ่อนเเรงของกล้ามเนื้อ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งการเดิน การเคลื่อนย้ายตัวรวมถึงดำเนินชีวิตประจำวัน และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ล้วนมีข้อจำกัดเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และครอบครัว

การรักษาเเละฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาโดยเฉพาะเกิดจากสาเหตุทางระบบประสาทซึ่งทำให้มีภาวะอ่อนเเรงของกล้ามเนื้อที่รุนแรง ในบางรายไม่สามารถขยับหรือลงน้ำหนักที่ขาได้ จำเป็นจะต้องมีนักกายภาพผู้ชำนาญในการฝึกอย่างน้อย 2-3 คน เพื่อพยุงเดินและคอยพยุงช่วยขยับขาให้เป็นไปตามการเดินที่เหมาะสม ข้อจำกัดของการฝึกแบบดั้งเดิมคือ ระยะเวลาที่สามารถฝึกผู้ป่วยต่อเนื่องนั้นไม่เพียงพอ เกิดความเบื่อหน่ายขาดเเรงจูงใจในการฝึกเนื่องจากไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนระหว่างการฝึก ขาดความคงที่ของความเร็วและเเรงพยุงในการฝึกเดิน และการล้ากล้ามเนื้อของผู้ป่วยและนักกายภาพผู้ฝึกอีกด้วย

ทางโรงพยาบาลพญาไท 1 ได้เล็งเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงได้นำหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินรุ่นล่าสุดซึ่งเป็นหุ่นยนต์ฝึกเดินอันทันสมัย มีความปลอดภัย ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและเป็นที่แพร่หลายในสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำในต่างประเทศ

การทำงานของหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินนั้นจะประกอบด้วย ชุดอุปกรณ์พยุงส่วนลำตัวเพื่อรับน้ำหนักตัวของผู้ฝึก หุ่นยนต์ฝึกเดินซึ่งจะช่วยในการพยุงให้เกิดการเคลื่อนไหวข้อตะโพกเเละเข่าให้ใกล้เคียงการเดินปกติโดยการฝึกให้เกิดการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ นั้นจะสามารถกระตุ้นย้อนกลับไปยังสมองให้มีการรับข้อมูลและส่งสัญญาณประสาทกระตุ้นสั่งการเพื่อฟื้นฟูการทำงานของสมองหรือระบบประสาทได้ดียิ่งขึ้น ลดภาวะเกร็งของกล้ามเนื้อจากการขยับเคลื่อนไหวข้อ ส่วนหน้าจอแสดงผลของเครื่องสามารถแสดงภาพเกมซึ่งกำหนดสถานการณ์จำลองให้ผู้ฝึกออกแรงกล้ามเนื้อ หรือสร้างทักษะที่ต้องการฝึก อีกทั้งยังสร้างเเรงจูงใจ และความเพลิดเพลินในการฝึก จอแสดงผลที่ 2 สามารถกำหนดจังหวะการเดิน แรงพยุงของหุ่นยนต์ขา และลำตัว ให้เหมาะสมเฉพาะผู้ฝึกแต่ละรายอีกทั้งยังสามารถติดตามความก้าวหน้าในการฝึกได้อีกด้วย นอกจากนี้การฝึกโดยหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินนั้นยังช่วยให้ผู้ป่วยที่มีภาวะอ่อนแรงได้ออกกำลังกายชนิดแอโรบิก ซึ่งหากได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอจะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันภาวะกระดูกพรุนจากการขาดการลงน้ำหนักที่กระดูกได้อีกด้วย นอกจากหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการเดินแล้วยังมีหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพการใช้งานแขนและมือที่สามารถช่วยในการฝึกผู้ที่มีภาวะอ่อนแรงหรือการควบคุมการเคลื่อนไหวของมือเเละเเขนผิดปกติ โดยใช้หลักการของแขนหุ่นยนต์ที่สามารถช่วยพยุงแขน ส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวและฝึกตามเป้าหมายที่วางแผนไว้ โดยมีเกมที่มีความหลากหลายเพื่อพัฒนาทักษะที่ต้องการฝึกซึ่งมีความแตกต่างกัน และช่วยสร้างแรงจูงใจในการฝึกการใช้งานแขนและมือให้มีความน่าสนใจสามารถฝึกต่อเนื่องได้ตามระยะเวลาที่เหมาะสม

เครื่องหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งสองเครื่องนี้สามารถใช้ได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่หลากหลาย อาทิ โรคหลอดเลือดในสมอง การได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ผู้ได้รับบาดเจ็บบริเวณสมอง โรคพาร์กินสัน เป็นต้น ก่อนเข้ารับการฟื้นฟูผู้ป่วยควรได้รับการตรวจคัดกรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความพร้อมและวางแผนการฟื้นฟูร่วมกับนักกายภาพบำบัดหรือนักกิจกรรมบำบัดที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้เครื่องหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อประสิทธิผลในการฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพ อย่างไรก็ตามการฝึกด้วยหุ่นยนต์นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูสมรรถภาพร่วมกับการฝึกประเภทอื่น ๆ เช่น การฝึกเพื่อบริหารข้อป้องกันภาวะข้อยึดติดและลดการเกร็งของกล้ามเนื้อการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การฝึกการทรงตัว เป็นต้น

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยนั้นจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางการฝึกตามศักยภาพและเป้าหมายให้เหมาะสมกับผู้ป่วยรายบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกันเพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันอย่างปกติ หรือใกล้เคียงปกติให้ได้มากที่สุดรวมถึงการกลับสู่ครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงวรรณวดี ลักษณ์สุรพันธ์ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลพญาไท 1 หรือเว็บไซต์ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 19 มกราคม 2557

“นักวิจัย-น.ศ.”ม.มหิดล ผุด”เครื่องช่วยขยับข้อเท้า”

matichon131030_001“ภาวะข้อเท้าตก” เป็นอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อกระดกข้อเท้าขึ้น จากความผิดปกติของระบบประสาท ทำให้ไม่สามารถสั่งการให้กระดกข้อเท้าขึ้นตามต้องการได้ เกิดได้ทั้งจากความผิดปกติของทั้งระบบประสาทส่วนกลาง และส่วนปลาย ทำให้เกิดภาวะข้อเท้าตกตามมา

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่ถูกวิธี อาทิ การช่วยขยับข้อเท้า และการออกกำลังกายที่ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะข้อเท้าติด และภาวะกล้ามเนื้อหดรั้ง

ปัจจุบันเริ่มมีผู้ให้ความสนใจใช้ “เครื่องช่วยขยับข้อเท้าแบบต่อเนื่อง” (Continuous passive movement) ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะข้อเท้าตกมากขึ้น จึงมีนักวิจัยสนใจประดิษฐ์เครื่องช่วยขยับข้อเท้าเพื่อช่วยในการขยับข้อเท้าในหลากหลายรูปแบบ เพื่อลดภาระของผู้ดูแลในการช่วยขยับข้อเท้าแก่ผู้ป่วย

น.ส.นิดา วงศ์สวัสดิ์” นักกายภาพบำบัด ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก “นายกิตติชัย ทราวดีพิมุข นายสิทธิชัย เอี่ยมเพช็ร” และ “น.ส.ลัฐิกา เตี๋ยวงษ์สุวรรณ์” นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยขยับข้อเท้าสำหรับผู้ที่มีภาวะข้อเท้าตก ผลงานสิทธิบัตรทุนสนับสนุนวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.)

จึงคิดประดิษฐ์ “เครื่องช่วยขยับข้อเท้าแบบต่อเนื่อง” ขึ้นเพื่อการฟื้นฟู และป้องกันภาวะแทรกซ้อนภายหลังจากมีภาวะข้อเท้าตก

“น.ส.นิดาเล่าว่า เครื่องนี้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หลักการ Passive movement ซึ่งอุปกรณ์ช่วยขยับข้อเท้านี้ใช้ข้อเท้าข้างที่แข็งแรงเป็นตัวช่วยขยับข้อเท้าข้างที่อ่อนแรง ทำให้ผู้ที่มีภาวะข้อเท้าตก ช่วยขยับข้อเท้าด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่นช่วยขยับข้อเท้าให้ โดยออกแบบให้ใช้ได้ง่าย สามารถนำอุปกรณ์ไปช่วยขยับข้อเท้าที่บ้านได้ เพื่อการฟื้นฟูและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ถูกต้อง ซึ่งทำได้ทุกวัน

“อุปกรณ์นี้ ปรับมุมการเคลื่อนไหวได้ตามความสามารถในการเคลื่อนไหวของผู้ที่มีภาวะข้อเท้าตกจริงในทุกๆ 1 องศา ใช้ได้ทั้งในท่านั่งและท่านอน ในทุกสภาพแวดล้อม โดยเลือกการตอบสนองกลับในกรณีที่ช่วยขยับข้อเท้าถึงมุมที่กำหนดได้ 2 รูปแบบ ทั้งเสียง และแสง”

นอกจากนี้ ยังเชื่อมต่อกับเกมคอมพิวเตอร์ Virtual-Reality ซึ่งเป็นเกมเสมือนจริง เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการใช้อุปกรณ์ช่วยขยับข้อเท้า และควบคุมเรื่องความเร็วในการช่วยขยับข้อเท้าได้ โดยได้ทดลองใช้กับผู้ป่วยที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มม.พบว่าได้ผลดี หลังจากใช้อุปกรณ์ช่วยขยับข้อเท้า ผู้ป่วยมีภาวะกล้ามเนื้อข้อเท้าหดเกร็งลดลงตามลำดับ

“อุปกรณ์นี้ จะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ป่วยยังติดตั้งใช้เองที่บ้าน ฟื้นฟูกล้ามเนื้อข้อเท้าให้มีอาการหดเกร็งลดลง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้”

ที่มา : มติชน 30 ตุลาคม 2556

รพ.พญาไท 1 เปิดตัวหุ่นยนต์ฟื้นฟูอาการอัมพาต รายแรกของโรงพยาบาลเอกชนในไทย

matichon131121_001โรงพยาบาลพญาไท 1 ตั้งเป้าดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร นำเข้าหุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน และหุ่นยนต์ช่วยในการฝึกการเคลื่อนไหวของมือและแขน รายแรกของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย พร้อมดูแลผู้ป่วยจากภาวะอ่อนแรงตามแขนขา

ดร.นพ.เกริกยศ ชลายนเดชะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 1 เปิดเผยว่า ตามที่โรงพยาบาลพญาไท 1 ได้มุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่ง และความโดดเด่น ด้วยการพัฒนานวัตกรรมทาง  การรักษาให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลาประกอบกับการวางเป้าหมายในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร ซึ่งจากรายงานการวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่มีภาวการณ์อ่อนแรงของกล้ามเนื้อซึ่งเกิดจากสมองขาดเลือด การกระตุ้นให้ผู้ป่วยได้เริ่มหัดเดินอย่างรวดเร็ว นุ่มนวล และต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ จะส่งผลกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสอันเป็นบทบาทที่สำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของสมอง

ดังนั้น โรงพยาบาลพญาไท 1 จึงได้นำเข้าหุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน และหุ่นยนต์ช่วยในการฝึกการเคลื่อนไหวของมือและแขน เพื่อนำมาช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยอัมพาตหลังการรักษา     ซึ่งหุ่นยนต์ช่วยฝึกเดินนี้ ตัวเครื่องจะมีสายช่วยพยุงตัว และส่วนขาที่เป็นหุ่นยนต์จะช่วยให้คนไข้เดินได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมคุณภาพสำหรับการฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยอัมพาต

ด้าน พญ.วรรณวดี ลักษณ์สุรพันธุ์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู รพ.พญาไท 1 กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตแนวทางหลังการรักษาผู้ป่วยที่เกิดจากภาวะอ่อนแรงตามแขนขา จนไม่สามารถเดินหรือใช้ชีวิตเป็นปกติ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อ และการฝึกเดิน แต่เดิมใช้นักกายภาพบำบัดเพื่อคอยช่วยเหลือคนไข้ในการพยุงเดิน แต่เนื่องจากการฝึกเดินนั้น ต้องใช้เวลาในการฝึกนานพอสมควรเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเรียนรู้ เเละพัฒนาทักษะในการเดิน โดยผู้ป่วยเองต้องใช้แรงในการฝึกเดิน และนักกายภาพต้องออกเเรงในการช่วยพยุง ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเมื่อยล้า การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อจากการใช้งานมากเกินไป ขาดความสม่ำเสมอในการฝึก และไม่สามารถกำหนดความเร็วในการก้าวเดินที่เหมาะสมได้

“อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงได้มีผู้คิดค้นประดิษฐ์หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน และหุ่นยนต์ช่วยในการฝึกการเคลื่อนไหวของมือและแขน มาช่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย โดยหุ่นยนต์ฝึกเดินนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยฝึกเดินนานขึ้นอย่างเต็มที่ตามศักยภาพที่มี และกำหนดความเร็ว แรงพยุงตัวและ แรงที่หุ่นยนตร์ขาช่วยพยุงในการก้าวเดินให้ที่เหมาะสมกับคนไข้เฉพาะราย ขณะเดียวกันมีระบบคอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลในการฝึกของผู้ป่วยแต่ละครั้งเพื่อนำไปพัฒนาในการรักษาต่อไป”

สำหรับช่วงเวลาที่คนไข้ฝึกจะมีจอแสดงภาพในลักษณะของเกมให้เล่น เพื่อส่งเสริมการฝึกให้ได้ทักษะที่ต้องการ และสร้างแรงจูงใจในการฝึกสร้างความสนุกสนาน กำหนดเป้าหมายในการฝึกแก่คนไข้  ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถตอบโจทย์สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะเบื่อหน่ายในฝึก อีกทั้งยังมีระบบรักษาความปลอดภัยระหว่างฝึก มีเซนเซอร์จับการเกร็งต้านของกล้ามเนื้อเครื่องจะหยุดทันทีเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และมีอุปกรณ์พยุงตัวที่เเข็งแรงเพื่อป้องกันการล้ม

พญ.วรรณวดี กล่าวย้ำว่า การฟื้นฟูผู้ป่วยด้วยหุ่นยนต์นี้จะช่วยทำให้คนไข้โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังมีภาวะอ่อนแรงกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถลุก เคลื่อนไหวร่างกายเองได้สามารถเข้าร่วมการฟื้นฟู ลดภาวะติดเตียง ป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือด สมองตีบ เช่น การเกิดแผลกดทับ กล้ามเนื้อตึงรั้งและข้อยึดติด โรคกระดูกพรุน เป็นต้น โดยเครื่องนี้สามารถฟื้นฟูผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ที่มีปัญหาของระบบประสาทที่มีภาวะอ่อนแรง เช่น ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุทางสมอง กลุ่มประสาทไขสันหลังบาดเจ็บหรือถูกกดทับ โรคกล้ามเนื้อเสื่อม โดยคนไข้ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ว่าไม่มีโรคที่เป็นอันตราย เช่น โรคหัวใจหรือโรคปอดชนิดรุนแรง ภาวะข้อติดเเข็ง เป็นต้น ส่วนการเตรียมตัวของคนไข้ก่อนที่จะใช้หุ่นยนต์ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารมาก่อนครึ่งชั่วโมง ใส่เสื้อผ้ารัดกุมเหมาะสำหรับการออกกำลังกาย และ  สวมรองเท้าชนิดหุ้มส้น

ที่มา : มติชน 21 พฤศจิกายน 2556