ดื่ม”กาแฟ” ทุกวัน อาจช่วยทำให้ความจำดีขึ้น

matichon140115_001หลายคนดื่มกาแฟแต่เช้า เพราะรู้สึกว่าดื่มแล้วช่วยทำให้เราไม่ง่วงนอน ช่วยทำให้เรากระปรี้กระเปร่า อันเป็นผลมาจากคาเฟอีน แต่ผลการวิจัยล่าสุด พบว่าคาเฟอีนมีประโยชน์มากกว่าการไปกระตุ้นสมองให้ตื่น เพราะมันยังอาจจะสามารถช่วยเพิ่มความจำที่ดีขึ้นให้กับเราได้ด้วย

ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในเว็บไซต์เนเจอร์ นูโรไซน์ซ เกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของคาเฟอีนต่อความทรงจำ โดยไม่รวมเอาปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความทรงจำมารวมเข้าด้วย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคาเฟอีนมีผลช่วยกระตุ้นความทรงจำหลังการดื่มคาเฟอีนเข้าไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

นายไมเคิล ยัสซา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประสาทชีววิทยาและพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลการวิจัยพบว่าคาเฟอีนส่งผลต่อกระบวนการในการสร้างความทรงจำของมนุษย์ให้อยู่นานยิ่งขึ้น ไม่ขี้ลืม ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง

ยัสซากล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 100 คน ที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ คือ ไม่ได้ดื่มกาแฟ ชา หรือน้ำอัดลมมาก และได้คัดเลือกคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่ใช่แค่การดื่มกาแฟเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

โดยให้ผู้เข้าร่วมทดสอบดูภาพหลายๆ ภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นภาพรองเท้า เก้าอี้ เป็ดยาง เป็นต้น แล้วถามว่า สิ่งของที่เห็นนั้นเป็นสิ่งของที่อยู่ในหรือนอกบ้าน ซึ่งยัสเซอร์กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ผู้ทำการวิจัยไม่ได้สนใจคำตอบที่ได้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือต้องการให้ผู้เข้าร่วมทดสอบให้ความสนใจกับสิ่งของที่เห็น แล้วเก็บสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในสมอง

5 นาทีหลังจากผู้ร่วมทดสอบมองรูปเหล่านี้แล้ว ครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมทดสอบจะดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน 200 มิลลิกรัม และอีกครึ่งหนึ่งดื่มเครื่องดื่มที่ถูกหลอกว่ามีคาเฟอีนอยู่เข้าไป แล้วกลับมาเข้าทดสอบอีกครั้งในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีคาเฟอีนเหลืออยู่ในร่างกายแล้ว แล้วให้ดูภาพสิ่งของต่างๆ แล้วถูกถามในคำถามเดิม แต่อาจจะเป็นภาพใหม่หรือภาพเก่าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เช่น มุมที่ต่างๆ จากวันก่อน เป็นต้น และพบว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะสามารถตอบได้ว่าสิ่งของที่เห็นนั้นต่างไปจากวันก่อนอย่างไร ในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะตอบไม่ค่อยถูก

นายยัสเซอร์กล่าวว่า หากบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่น้อยเกินไป ก็ไม่ส่งผลทำให้ความจำดีขึ้นด้วย ดังนั้น การบริโภคคาเฟอีนในระดับหนึ่งจะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น ไม่หลงลืมง่าย และจำได้นานขึ้น แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ สัดส่วนของคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นจะแตกต่างกันออกไป โดยเฉลี่ย 1 แก้วจะมีคาเฟอีนอยู่ราว 160 มิลลิกรัม แต่แก้วกาแฟขนาด 16 ออนซ์ของสตาร์บัคส์ จะมีคาเฟอีนอยู่ 330 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณของคาเฟอีนที่จะช่วยกระตุ้นความทรงจำให้ดีขึ้นได้คืออย่างน้อย 200 มิลลิกรัม

ด้าน นายแพทย์เดวิด น็อปแมน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากโรงพยาบาลเมโยโรเชสเตอร์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลวิจัยดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากฝ่ายวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ ถือเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าและน่าสนใจ เพื่อนำไปพัฒนายาเกี่ยวกับยาที่ใช้ในมนุษย์ต่อไป แต่ไม่คิดว่าผลการวิจัยที่ได้จะสามารถนำไปช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียความทรงจำจากโรคอัลไซเมอร์ได้

นายยัสเซอร์ซึ่งก็ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวทั้งในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เช่นกัน กล่าวว่า ยังต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมอีกเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าเหตุใดคาเฟอีนจึงสามารถช่วยให้ความจำดีขึ้นได้

ที่มา:มติชน 15 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

bbc140112_001

Caffeine pill ‘could boost memory’

12 January 2014

A US study has raised the possibility that we may one day rely on caffeine to boost memory as well as to wake up.

The research, published in Nature Neuroscience, tested the memories of 160 people over 24 hours.

It found those who took caffeine tablets, rather than dummy pills, fared better on the memory tests.

But experts warned people to remember caffeine could cause negative effects, such as jitteriness and anxiety.

The Johns Hopkins University study involved people who did not regularly eat or drink caffeinated products.

Saliva samples were taken, to check base levels of caffeine, then participants were asked to look at a series of images.

Five minutes later they were given either a 200-milligram caffeine tablet – equivalent to the caffeine in a large cup of coffee, according to the researchers – or a dummy pill.

Saliva samples were taken again one, three and 24 hours later.

The next day, both groups were also tested on their ability to recognise the previous day’s images.

Altered images

Twenty-four hours may not sound like a long time, but it is in terms of memory studies. Most “forgetting” happens in the first few hours after learning something.

People were purposely shown a mixture of some of the initial tranche of images, some new – and some that were subtly different.

Being able to distinguish between similar, but not identical items, is called pattern separation and indicates a deeper level of memory retention.

More members of the caffeine group were able to correctly identify “similar” images, rather than wrongly saying they were the same.

Our study suggests that 200mg of coffee is beneficial to those who do not regularly ingest caffeine”

Prof Michael YassaJohns Hopkins University

Prof Michael Yassa, who led the study, said: “If we used a standard recognition memory task without these tricky similar items, we would have found no effect of caffeine.

“However, using these items requires the brain to make a more difficult discrimination – what we call pattern separation, which seems to be the process that is enhanced by caffeine in our case.”

Only a few previous studies have been carried out into caffeine’s effect on long-term memory, and those that have been done generally found little effect.

This study was different because people took the caffeine after, rather than before, they had seen and attempted to memorise the images.

The team now want to look at what happens in the hippocampus, the “memory centre” of the brain, so they can understand caffeine’s effect.

Moderation

But Prof Yassa said their findings do not mean people should rush out and drink lots of coffee, eat lots of chocolate – or take lots of caffeine pills.

“Everything in moderation. Our study suggests that 200mg of coffee is beneficial to those who do not regularly ingest caffeine.

“But we also show an inverted U-shape dose response suggesting that higher doses may not be as beneficial.


If you take too much caffeine there could be negative consequences for the body”

Dr Ashok JansariUniversity of East London

“Keep in mind that if you’re a regular caffeine drinker this amount may change.”

He added: “There are of course health risks to be aware of.

“Caffeine can have side effects like jitteriness and anxiety in some people. The benefits have to be weighed against the risks.”

Dr Anders Sandberg from the Future of Humanity Institute at the University of Oxford, said: “The paper demonstrates that giving caffeine after seeing images does improve recognition of them 24 hours later, supporting the idea that it helps the brain consolidate the learning.

“However, there was no straight improvement in recognition memory thanks to caffeine. Rather, the effect was a small improvement in the ability to distinguish new images that looked like old, from the real old images.”

He added: “Caffeine may still be helpful for paying attention to what you are studying and hence help your encoding, but the best way of boosting consolidation is sleep – which might be a problem in this case, if you take the caffeine too close to bedtime.

Dr Ashok Jansari, from the University of East London’s school of psychology, said caffeine appeared to “sharpen” memory, rather than actually making it better.

He said: “I would definitely not advise that people start taking in as much caffeine as possible since in terms of memory anything above 200mg may not help much and if you take too much caffeine there could be negative consequences for the body.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

Advertisements

กระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้าช่วยเสริมความจำ

หลายคนคงเคยเจอปัญหาหลงลืมที่จอดรถเวลาขับรถไปช็อปปิ้งในวันหยุด ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบวิธีการบำบัดอาการหลงลืมเช่นนี้แล้ว

ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลีส เผยว่า สามารถสร้างเสริมความทรงจำเกี่ยวกับพื้นที่ให้แก่คนไข้ได้ โดยกระตุ้นจุดเชื่อมต่อสำคัญในสมอง
ข้อค้นพบซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine นี้ อาจนำไปสู่วิธีการใหม่ในการกระตุ้นความจำในคนไข้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ระยะแรกได้

ทีมวิจัยซึ่งนำโดย ดร.อิตซัก ฟรีด ได้พุ่งเป้าไปที่สมองส่วนที่เรียกว่า เอ็นโทรีนอลคอร์เท็กซ์ ซึ่งเป็นประตูไปสู่สมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งทำหน้าที่ก่อรูปและเก็บบันทึกความจำ ทั้งนี้ เอ็นโทรีนอลคอร์เท็กซ์มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นความทรงจำที่ยาวนาน

“ประสบการณ์ทางสายตาและความรู้สึก จะถูกส่งผ่านประตูนี้ไปยังฮิปโปแคมปัส” ศาสตราจารย์ฟรีดอธิบาย “เซลล์สมองของเราต้องส่งสัญญาณผ่านจุดเชื่อมต่อนี้ เพื่อก่อรูปความทรงจำ ซึ่งเราจะสามารถย้อนรำลึกได้ในภายหลัง”

ทีมวิจัยได้ติดตามภาวะสุขภาพของคนไข้โรคลมชัก 7 รายซึ่งมีขั้วไฟฟ้าฝังอยู่ในสมอง เพื่อระบุต้นกำเนิดของอาการชัก นักวิจัยได้เฝ้าติดตามขั้วไฟฟ้านี้เพื่อบันทึกการทำงานของเซลล์ประสาท ในขณะที่ความทรงจำได้ก่อตัวขึ้น

ด้วยการใช้วิดีโอเกม ซึ่งเป็นฉากสถานการณ์ของคนขับแท็กซี่ ผู้โดยสารเสมือนจริง และเมืองในโลกไซเบอร์ นักวิจัยได้ทดสอบว่า การกระตุ้นสมองส่วนลึกในส่วนของเอ็นโทรีนอลคอร์เท็กซ์ หรือฮิปโปแคมปัส จะเปลี่ยนแปลงความทรงจำหรือไม่
คนไข้ได้เล่นบทเป็นคนขับแท็กซี่ โดยได้รับผู้โดยสารขึ้นรถ แล้วพาไปส่งยังร้านค้าแห่งหนึ่งในจำนวน 6 ร้าน

“เมื่อเรากระตุ้นใยประสาทในเอ็นโทรีนอลคอร์เท็กซ์ของคนไข้ในระหว่างช่วงการเรียนรู้ พวกเขาสามารถจดจำสถานที่สำคัญ และเดินทางไปตามเส้นทางต่างๆ ได้เร็วขึ้น” ศาสตราจารย์ฟรีดบอก “พวกเขายังเรียนรู้ที่จะใช้ทางลัดด้วย ซึ่งสะท้อนว่าความทรงจำเกี่ยวกับพื้นที่ได้ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น”

“การกระตุ้นที่ประตูสู่ฮิปโปแคมปัส ไม่ใช่ส่วนฮิปโปแคมปัสโดยตรง ได้ช่วยให้เกิดผลดี”

การกระตุ้นเฉพาะในช่วงของการเรียนรู้ บ่งบอกว่า คนไข้ไม่จำเป็นต้องถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างความทรงจำ แต่ทำเฉพาะะในตอนที่พวกเขากำลังพยายามเรียนรู้ข้อมูลสำคัญเท่านั้น

แต่ละปีมีชาวอเมริกัน 6 ล้านคน และอีก 30 ล้านคนทั่วโลกถูกวินิจฉัยว่าเป็นคนไข้โรคอัลไซเมอร์รายใหม่ โรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 6 ในสหรัฐ และอันดับที่ 5 ของคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

การศึกษาเพิ่มเติมจะช่วยให้รู้ว่า การกระตุ้นสมองส่วนลึกสามารถเสริมสร้างการย้อนระลึกแบบอื่นๆ ได้ด้วยหรือไม่ เช่น ความทรงจำเกี่ยวกับคำพูดหรือชีวประวัติของตัวคนไข้เอง ระหว่างการกระตุ้นนี้คนไข้ทั้ง 7 รายไม่ได้รายงานว่ามีผลข้างเคียงร้ายแรงแต่อย่างใด.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 28 กุมภาพันธ์ 2555

Related Link:

Can’t find your car? Scientists say zap to the brain can improve your spatial memory

By CLAIRE BATES

Last updated at 9:50 AM on 9th February 2012

 

Ever gone shopping only to realise you have forgotten where you parked the car? Scientists say they are on the verge of creating a treatment that could banish this dilemma.

A team from the University of California, Los Angeles, have revealed they can strengthen spatial memory in patients by stimulating a critical junction in the brain.

The finding, published in the New England Journal of Medicine, could lead to a new method for boosting memory in patients with early Alzheimer’s disease.

The team, led by Dr Itzhak Fried, focused on a brain site called the entorhinal cortex. Considered the doorway to the hippocampus, which helps form and store memories, the entorhinal cortex plays a crucial role in transforming daily experience into lasting memories.

‘Every visual and sensory experience that we eventually commit to memory funnels through that doorway to the hippocampus,’ Prof Fried said.

‘Our brain cells must send signals through this hub in order to form memories that we can later consciously recall.’

The team followed seven epilepsy patients who already had electrodes implanted in their brains to pinpoint the origin of their seizures. The researchers monitored the electrodes to record neuron activity as memories were being formed.

Using a video game featuring a taxi cab, virtual passengers and a cyber city, the researchers tested whether deep-brain stimulation of the entorhinal cortex or the hippocampus altered recall.

Patients played the role of cab drivers who picked up passengers and traveled across town to deliver them to one of six requested shops.

‘When we stimulated the nerve fibers in the patients’ entorhinal cortex during learning, they later recognized landmarks and navigated the routes more quickly,’ said Prof Fried.

‘They even learned to take shortcuts, reflecting improved spatial memory.

‘Critically, it was the stimulation at the gateway into the hippocampus – and not the hippocampus itself – that proved effective,’ he added.

The use of stimulation only during the learning phase suggests that patients need not undergo continuous stimulation to boost their memory, but only when they are trying to learn important information.

This may lead the way to neuro-prosthetic devices that can switch on during specific stages of information processing or daily tasks.

Six million Americans and 30 million people worldwide are newly diagnosed with Alzheimer’s disease each year. The progressive disorder is the sixth leading cause of death in the United States and the fifth leading cause of death for those aged 65 and older.

‘Losing our ability to remember recent events and form new memories is one of the most dreaded afflictions of the human condition,’ Prof Fried said.

‘Our preliminary results provide evidence supporting a possible mechanism for enhancing memory, particularly as people age or suffer from early dementia. At the same time, we studied a small sample of patients, so our results should be interpreted with caution.’

Future studies will determine whether deep-brain stimulation can enhance other types of recall, such as verbal and autobiographical memories. No adverse effects of the stimulation were reported by the seven patients.