ผู้สูงวัยเป็นช้ำรั่ว จะทำอย่างไร…ไม่ให้ช้ำใจ

dailynews140720_02สุขภาพที่เสื่อมถอย จะมาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น รวมถึงโรคต่าง ๆ ก็จะมารุมเร้าเอาช่วงนี้ ซึ่งหนึ่งในโรคยอดฮิตของกลุ่มผู้สูงวัย คือ โรคช้ำรั่ว โดยพบว่า มีผู้ป่วยสูงอายุจำนวนมากที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ “ช้ำรั่ว” คือภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือการที่มีปัสสาวะรั่วไหลโดยไม่ได้ตั้งใจ

ผู้ป่วยโรคช้ำรั่วส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองเป็น และเข้าใจผิดไปเองว่า อาการปัสสาวะบ่อยเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล ทำให้อาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เป็นปัญหาในการเข้าสังคม หรือเป็นปัญหาทางสุขภาพและอนามัย มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

โรคช้ำรั่วสามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่จะพบมากในผู้สูงอายุ และพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่เริ่มเป็นตอนอายุ 40 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ส่วนเพศชายจะพบมากเมื่อเข้าสู่อายุ 45-50 ปีขึ้นไป ซึ่งสาเหตุที่ผู้หญิงเป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าผู้ชาย เพราะทางเดินปัสสาวะในเพศหญิงมีกลไกในการป้องกันการเล็ดราดน้อยกว่าผู้ชาย อย่างผู้ชายจะมีต่อมลูกหมากที่กันเอาไว้ ทำให้ปัสสาวะยาก แต่เป็นข้อดีคือช่วยไม่ให้ปัสสาวะเล็ดง่าย และท่อปัสสาวะของผู้ชายจะมีความยาวมากกว่าผู้หญิง เพศหญิงจึงมีแนวโน้มจะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย

สาเหตุของโรคช้ำรั่วเกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างคือ กระเพาะปัสสาวะ หูรูดปัสสาวะ รวมถึงท่อปัสสาวะ ไม่ใช่ว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นแล้วจะเป็นทุกคน โดยโรคช้ำรั่ว จะมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ พอปวดปุ๊บก็ปัสสาวะออกมาเลย เข้าห้องน้ำไม่ทัน แม้จะไม่ใช่โรคร้ายที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ มีผลต่อสุขภาพจิต และการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียความมั่นใจที่จะเข้าสังคม ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง

สังเกตอาการช้ำรั่วได้ดังนี้

1.    เริ่มจากการปัสสาวะบ่อยขึ้นในแต่ละวัน
2.    เมื่อมีอาการปวดปัสสาวะแล้วกลั้นไม่ค่อยได้ต้องเข้าห้องน้ำทันที แต่ไม่ถึงขั้นเล็ดออกมา
3.    เมื่อถึงขั้นร้ายแรงที่สุดคือปวดปัสสาวะแล้วเข้าห้องน้ำไม่ทัน

ซึ่งโดยปกติคนเราจะปัสสาวะวันละ 5-8 ครั้ง หากปัสสาวะน้อย วันละแค่ 2-3 ครั้ง หรือมากกว่า 8 ครั้ง ควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะถ้าปัสสาวะน้อยไปจะส่งผลให้มีเชื้อโรคสะสมในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกเยอะ ก็จะทำให้ปัสสาวะน้อยลง แต่เราไม่ควรกลั้นปัสสาวะนานจนเกินไป โดยเฉลี่ยควรปัสสาวะทุก ๆ 2-3 ชม.

การป้องกันโรคช้ำรั่วเบื้องต้น คือ

ดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 8-10 แก้ว แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะในช่วงเช้าถึงบ่าย ตอนเย็นไม่ควรดื่มเยอะเกินไป รวมถึงก่อนนอน เพราะการตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกจะรบกวนเวลานอนหลับ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่จะทำให้มีการปัสสาวะบ่อย เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีกรดสูง ๆ ด้วย เช่น น้ำส้มเข้มข้น เป็นต้น

ฝึกกระชับช่องคลอด หรือ ขมิบช่องคลอดถึงอุ้งเชิงกราน เพิ่มกำลังเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพราะในเพศหญิงอวัยวะอุ้งเชิงกรานจะมีการหย่อนคล้อยมากขึ้นตามอายุ ฉะนั้นต้องฝึกเพิ่มกำลังเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน จะสามารถช่วยปกป้องได้ในระดับหนึ่ง โดยการฝึกขมิบ ฝึกเกร็งนั้น อาจจะต้องมาเรียนรู้กับหมอ ว่าการขมิบเป็นอย่างไร เพราะถ้าหากเราขมิบผิดก็มีโทษเหมือนกัน เหมือนกับการเล่นกล้าม แต่เป็นการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพราะอุ้งเชิงกรานเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยเราป้องกันเวลาเราขยับ เราปวดปัสสาวะ สังเกตดูก็ได้ว่าเวลาเราไอ หรือเราปวดปัสสาวะขึ้นมา ถ้าเกิดเราเกร็ง หรือขมิบอุ้งเชิงกราน อาการปวดจะน้อยลง หรือถ้าเรามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงพอ ปัสสาวะก็จะไม่เล็ดราด

แม้โรคนี้ไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต แต่จะมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เพราะในผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยหรือกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ก็จะรู้สึกระแวง เมื่อออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน บางคนอาจจะถึงขั้นเก็บตัวไม่ยอมออกไปไหน ในผู้ป่วยสูงอายุ ถ้าปัสสาวะบ่อยขึ้นต้องรีบเข้าห้องน้ำ หรือลุกขึ้นมาปัสสาวะบ่อยขึ้นในตอนกลางคืน ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการหกล้มได้มากขึ้น

ผู้ป่วยโรคช้ำรั่วควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งการกินยารักษา การใช้ฮอร์โมนทดแทน การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการขมิบช่องคลอด หรือแม้แต่การผ่าตัด รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น การลดน้ำหนัก อย่าให้ท้องผูก งดสูบบุหรี่ งดดื่มกาแฟ น้ำอัดลม เนื่องจากมีสารกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายบ่อย และในปัจจุบันได้มีการพัฒนาผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งมีให้เลือกหลายประเภทขึ้นอยู่กับระดับความซึมซับที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแบบกางเกงซึมซับ กางเกงอนามัย หรือแบบเทป เพื่อช่วยจัดการปัญหาอย่างถูกหลักอนามัย และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้สูงวัยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ เช่น ไปข้างนอก ไปสมาคมกับเพื่อน ๆ หรือไปเที่ยวนอกบ้านกับลูกหลานได้ โดยไม่ต้องกังวลและเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้าน ช่วยให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สำหรับท่านใดเริ่มมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องอายที่จะมาพบแพทย์ เพราะโรคนี้สามารถรักษาให้หาย หรือทำให้ดีขึ้น และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโทรศัพท์ปรึกษาเบื้องต้นได้ที่ โทร. 0-2651-9500 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.30 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธุ์ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 20 กรกฎาคม 2557

Advertisements

กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุ

dailynews130601_001การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยจนกลายเป็นความเคยชินที่เมื่อมีอายุมากขึ้นจะต้องกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ จนหลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุเป็นภาวะที่สามารถให้การรักษาดูแลให้หายหรือทำให้อาการดีขึ้นได้ นอกจากอาการปัสสาวะเล็ดราดที่ผู้สูงอายุสามารถมีอาการได้จำพวก ไอ จาม ปัสสาวะเล็ดราดหรืออาการปวดปัสสาวะรุนแรงแล้ว ยังมีปัสสาวะราดออกอีกด้วย ซึ่งการดูแลรักษาอาจมีความแตกต่างจากผู้ที่มีอายุน้อยกว่าอยู่บ้าง เพราะปัจจัยด้านสุขภาพ สภาพร่างกายอาจแตกต่างจากผู้ที่มีอายุน้อยกว่าอยู่บ้าง ทำให้การเลือกรักษาเปลี่ยนไปตามสภาพของผู้ป่วยแต่ละคน

แต่มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในวัยสูงอายุ อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่แตกต่างจากผู้ที่มีอายุน้อยและเป็นสิ่งที่แก้ไขกลับคืนได้ง่าย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้มีปัสสาวะเล็ดราดชั่วคราวในผู้สูงอายุอาจเกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

1) ผู้ป่วยสูงอายุที่มีอาการเจ็บป่วยด้วยเหตุอื่นทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบปัสสาวะ ซึ่งการเจ็บป่วยดังกล่าวอาจจะเกิดผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการสับสน เพ้อ จนทำให้มีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีปัสสาวะเล็ดราด เมื่อได้ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยนั้น ๆ เรียบร้อยแล้ว อาการปัสสาวะเล็ดราดก็หายไปด้วย

2) การอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะราดได้ ซึ่งการอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะในผู้สูงอายุอาจไม่มีอาการอื่น เช่น อาจไม่มีไข้ ไม่มีอาการเจ็บปวดเหมือนอย่างผู้ที่มีอายุน้อย บางครั้งมีเพียงแค่ปัสสาวะเล็ดราดเพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยการตรวจปัสสาวะและเพาะเชื้อในปัสสาวะ หลังจากรักษาอาการอักเสบติดเชื้อหายแล้ว อาการปัสสาวะเล็ดราดก็จะหายไปได้

3) ปัญหาด้านจิตใจ โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า ซึ่งสามารถพบได้บ่อยในวัยผู้สูงอายุ เมื่อเกิดอาการซึมเศร้าก็อาจจะมีปัสสาวะเล็ดราดได้ หลายครั้งที่พบว่าผู้สูงอายุมีอาการซึมเศร้า เพราะถูกทอดทิ้ง ขาดการเอาใจใส่จากลูกหลานและมีอาการปัสสาวะเล็ดราดติดตามมา เมื่อได้ทำการรักษา อาการซึมเศร้าก็จะหายหรือดีขึ้น ทำให้ภาวะปัสสาวะเล็ดราดหายไป

4) ผลจากการใช้ยา เพราะมียาหลายชนิดที่ส่งผลให้มีปัสสาวะเล็ดราด อาทิ ยาขับปัสสาวะที่ส่งผลให้ปัสสาวะออกมา กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถรับน้ำปัสสาวะได้ทัน ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้อากาศ ยาขยายหลอดลม ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดท้อง ทำให้มีปัสสาวะตกค้างถ่ายออกมาไม่หมด มีปัสสาวะล้นตามออกมา ยาลดอาการซึมเศร้า หรือยาที่ใช้ในการรักษากระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวกว่าปกติ ทำให้มีปัสสาวะออกไม่หมด และมีปัสสาวะล้นออกมาเช่นกัน สิ่งสำคัญก็คือ ผู้สูงอายุมักมียาประจำตัวที่ใช้หลายชนิด รวมถึงอาจจะได้รับยาเพิ่มเมื่อมีอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ เมื่อผู้สูงอายุมีปัญหากลั้นปัสสาวะไม่อยู่จึงต้องได้ประวัติยาทั้งหมดที่ใช้หรือได้รับเพิ่มเติม เพราะปัญหานี้สามารถแก้ได้ง่าย ๆ เพียงปรับการใช้ยาหรือเปลี่ยนยาบางชนิดเท่านั้น

5) ความผิดปกติของฮอร์โมนทำให้มีปัญหาเบาหวาน เบาจืด ทำให้มีผลต่อการกลั้นปัสสาวะ เพราะเบาหวานซึ่งพบได้ในวัยสูงอายุ อาจจะมีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะ ทำให้ระคายเคืองหรือทำให้ปัสสาวะออกมามากก็ได้ ส่วนเบาจืดที่เกิดจากการหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ ทำให้การดูดน้ำกลับผิดปกติ ทำให้ปริมาณปัสสาวะออกมามาก ก็ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้เช่นกัน หากเกิดจากปัญหาทั้งสองก็ต้องรักษาสาเหตุพื้นฐานดังกล่าวก่อนจึงจะทำให้อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ดีขึ้นได้

6) ข้อจำกัดในการเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น มีอาการปวดเอว ปวดหลัง ปวดเข่า ทำให้เดินลำบากกว่าจะขยับตัวเดินไปห้องน้ำได้ใช้เวลานาน ทำให้ปัสสาวะราดออกมาก่อน นอกจากนั้นอาจจะมีปัญหาด้านสายตาที่มองไม่ชัด ทำให้เดินไปห้องน้ำช้า ปัสสาวะราดก่อนเช่นกัน การแก้ไขจึงอาจจะต้องอำนวยความสะดวกในการเข้าห้องน้ำ เช่น เพิ่มแสงสว่าง ร่นระยะทางการไปห้องน้ำ หรืออาจจะใช้กระโถนช่วยก็ได้

7) ท้องผูก ทำให้ก้อนอุจจาระที่จับเป็นก้อนแข็งกดบริเวณท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะส่งผลให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เมื่อได้รับการแก้ไขเอาก้อนอุจจาระออกแล้ว ทำให้การกลั้นปัสสาวะดีขึ้นได้.

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปัสสาวะ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 1 มิถุนายน 2556

‘กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเด็ก’ ปัญหาที่ไม่ควรละเลย

dailynews130525_002การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คือการที่มีปัสสาวะออกมาโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งที่ยังไม่พร้อมจะถ่ายปัสสาวะ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพและการเข้าสังคม

ในอดีตเคยเข้าใจกันว่า การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัยและมักเกิดขึ้นในผู้หญิง เมื่ออายุมากขึ้นก็กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีปัสสาวะเรี่ยราดเป็นธรรมดา ยิ่งในสตรีที่เคยคลอดลูกเองหลายท้อง ยิ่งจะมีโอกาสกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้มากเท่านั้น จนหลายคนยอมรับสภาพว่าเป็นเวรเป็นกรรมที่ต้องทน ซึ่งเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน แต่ความเป็นจริงแล้วการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เกิดได้กับทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยสูงอายุ เพียงแต่ลักษณะของการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อาจจะแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละเพศแต่ละวัย ซึ่งในปัจจุบันเรามีความรู้ ความเข้าใจถึงสาเหตุและการรักษา ทำให้ผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ในหลายประเทศพบว่าปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เป็นปัญหาใหญ่ที่คาดว่าน่าจะพบได้ราวร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 รายของประชากร ซึ่งคอลัมน์หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพฉบับนี้ ขอนำเสนอ ปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ที่พบในเด็ก

การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเด็ก เป็นกรณีที่มีความแตกต่างจากในผู้ใหญ่ เพราะอาจเป็นสาเหตุที่เป็นมาแต่กำเนิด ความผิดปกติจากพัฒนาการในการควบคุมการถ่ายปัสสาวะหรือจากความผิดปกติทางจิตใจก็ได้ ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยและการรักษาในผู้ป่วยเด็กอาจจะมีความแตกต่างจากในผู้ใหญ่

หลังการคลอดใหม่ ๆ ทารกจะปัสสาวะบ่อยมากถึงวันละ 20 ครั้งและไม่สามารถควบคุมได้เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็มก็จะถ่ายปัสสาวะออกมาไม่เป็นเวลา เมื่อเด็กโตขึ้นกระเพาะปัสสาวะจะโตขึ้นเก็บน้ำปัสสาวะได้มากขึ้นและพัฒนาการของสมองในการเก็บกักปัสสาวะ ไม่ถ่ายปัสสาวะเรี่ยราดจะดีขึ้น ในช่วงแรก ๆ จะควบคุมปัสสาวะในช่วงเวลากลางวันได้ก่อน กลางคืนอาจจะมีปัสสาวะรดที่นอน ต่อมาก็จะเริ่มควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยทั่วไปเด็กจะเริ่มควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้เมื่ออายุประมาณ 3 ปี คือเป็นเวลาก่อนเข้าโรงเรียน หากเด็กมีปัญหาปัสสาวะไหลราดตลอดเวลาไม่สามารถควบคุมการถ่ายปัสสาวะได้เลยหรืออาจจะมีการถ่ายปัสสาวะเป็นเวลาด้วยแต่ก็มีปัสสาวะซึมออกมาตลอดเวลาด้วย มักจะเกิดจากความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ท่อไตเปิดผิดตำแหน่งหรือหูรูดกระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน

การรักษาในผู้ป่วยเด็ก แพทย์จะซักประวัติ ระยะเวลาที่เป็น ลักษณะของการกลั้นไม่อยู่ว่าเป็นตลอดเวลาหรือเป็นบางเวลา ต่อเนื่องมาตลอดหรือกลั้นปัสสาวะได้บ้างแล้วกลับมากลั้นปัสสาวะไม่อยู่อีก ประวัติครอบครัว การตรวจร่างกายจะต้องตรวจสภาพโดยทั่วไป สภาพจิตใจและตรวจหาความผิดปกติต่าง ๆ เช่น ความผิดปกติบริเวณหลังทวารหนัก กระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ ตรวจระบบประสาท ตรวจปัสสาวะ ตรวจอัลตราซาวด์เพื่อตรวจสอบความผิดปกติทางโครงสร้างของไต ท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ ที่อาจจะมีการตรวจทางรังสีวิทยา และตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะในกรณีที่จำเป็น

การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในเวลากลางวันจะต้องตรวจสอบถึงสภาพความผิดปกติในการทำงานของกระเพาะปัสสาวะว่าบีบตัวเร็วหรือไม่ หรือเกิดจากความสนใจของเด็กในบางเรื่องที่ทำให้ลืมการถ่ายปัสสาวะ เช่น ในเด็กที่มีความผิดปกติต่อทางจิตใจ สมาธิสั้น เป็นต้น ที่บางครั้งได้อยู่กับเรื่องที่ตนเองสนใจจะลืมไปถ่ายปัสสาวะจนกระทั่งกระเพาะปัสสาวะเต็มมากแล้วจึงไปถ่ายปัสสาวะ ทำให้ไม่สามารถไปถ่ายปัสสาวะได้ทัน

เด็กปัสสาวะรดที่นอนเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก ทั้งนี้เนื่องจากอาจจะเป็นตามธรรมชาติของเด็กที่อาจจะมีพัฒนาการในการควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะได้ช้ากว่าปกติ แต่อาจจะเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีก เช่น มีปริมาณปัสสาวะตอนกลางคืนมาก ซึ่งอาจจะดื่มน้ำหรือได้รับเครื่องดื่ม นม ผลไม้ที่ทำให้มีปริมาณน้ำเข้าร่างกายมาก ทำให้ในช่วงกลางคืนมีปริมาณปัสสาวะออกมามาก หรือเกิดจากการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการดูดน้ำกลับจากปัสสาวะน้อย ทำให้มีปริมาณปัสสาวะออกมาก ทั้ง ๆ ที่กระเพาะปัสสาวะปกติและทำงานปกติ หากปัสสาวะออกมามากก็อาจจะเป็นเหตุให้มีปัสสาวะรดที่นอนได้แก่ การนอนหลับลึก ไม่ตื่นมาถ่ายปัสสาวะ ดังนั้นการรักษาจึงต้องปลุกขึ้นมาให้ถ่ายปัสสาวะในระยะที่เหมาะสม อีกสาเหตุหนึ่งได้แก่ ความผิดปกติที่กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ มีการบีบตัวไวกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถเก็บกักปัสสาวะได้นานทำให้ราดมาก่อน เพื่อเป็นการป้องกันอันอาจจะลุกลามเกินกว่าการเยียวยาเมื่อพบความผิดปกติเกิดขึ้น ผู้ปกครองควรนำบุตรหลานของท่านไปปรึกษาแพทย์ให้ทันท่วงที ทั้งนี้เพื่อจะได้เตรียมตัวและวางแผนในการรักษาให้หายขาดไปได้ในที่สุด ฉบับหน้าพบกับ “ปัญหาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุ”              

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปัสสาวะ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา  : เดลินิวส์  25 พฤษภาคม 2556