10 ความจริงเรื่องของ ‘เจ’ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

bangkokbiznews131012_001มีสิ่งที่เป็นเรื่องที่พูดกันมากในหมู่คนกินเจอยู่ก็คือ การกินเจจะทำให้โรคประจำตัวกำเริบขึ้น โดยเฉพาะเบาหวานกับโรคอ้วน เลยทำให้กินเจอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก็ขอย้ำอีกทีครับว่า การกินเจที่ถูกต้องเหมาะสมจะทำให้สุขภาพดีมากกว่าครับ

ความเชื่อที่เคยได้ยินมามีทั้งจริงและไม่จริง ยิ่งข้อที่ว่ากินเจแล้วจะอ้วนขึ้นนั้นขอบอกได้เลยครับว่า ถ้ากินผิดวิธีไม่เฉพาะเจหรอกครับ การรับประทานอาหารปกติทั่วไปก็ทำให้พุงยื่นได้เหมือนกัน

การกินเจอย่างมีสุขภาพดีเคยมีผู้เขียนไว้มากแล้ว รวมถึงตัวผมเองก็เคยเขียนไว้ แต่ในเรื่องของความเข้าใจและความเชื่อในแต่ละสำนักสังเกตยังไม่เคยมีใครเอามาพูดถึง ซึ่งผมเองเวลาไปบรรยายตามที่ต่างๆ มาบ้างพอได้เก็บคำถามเด่นๆ รวบรวมไว้ เลยขอลองหยิบมาเล่าฝากไว้ดังต่อไปนี้ครับ

1) กินเจแล้วอ้วน เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นอันดับต้นๆ อาหารเจก็มีส่วนที่ทำให้อ้วนและไม่อ้วนได้เหมือนอาหารทั่วไป ถ้าไม่อยากอ้วนขอให้กินผักให้ได้วันละ 5 สี ที่สำคัญให้เลี่ยงกลุ่มแป้ง อย่าง ข้าว บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยวหลอด ซาลาเปา หมี่กึง ซึ่งเป็นแป้งที่กินแล้วทำให้หิวเร็วขึ้นด้วย

2) กินเจแล้วไขมันสูง ดูเหมือนอาหารเจจะถูกสงสัยในเรื่อง “น้ำมัน” กับ “ไขมัน” โดยเฉพาะ “น้ำมันพืช” ซึ่งถ้าเลือกได้ขอให้เลี่ยงมันจะดีกว่าครับ อย่างจับฉ่ายก็ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำมันมาก หรือผักกะเพราเจและโปรตีนเกษตรนั้นก็ขอให้เลี่ยงการปรุงแบบผัดน้ำมันมาก หากทานแบบไม่ทอดได้จะดี เช่นเต้าหู้ทอดก็เปลี่ยนเป็นพะโล้เต้าหู้แทน

3) กินเจกินหอยนางรมได้ มีตำนานผสานความเชื่อถึงเรื่องหอยนางรม แต่ผู้รู้บางท่านก็บอกว่าถึงเวลาก็ไม่มีใครกินเพราะกินเจต้องศรัทธาในการไม่เบียดเบียนชีวิต ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะหอยถ้าไม่สะอาดก็สามารถทำท้องเสียและปนเปื้อนโลหะหนักได้

4) กินเจห้ามกินไข่ ข้อนี้เป็นจริงครับ แต่สำหรับมังสวิรัติบางกลุ่มทานไข่ได้นะครับซึ่งทำให้ไม่ขาดโปรตีนจากสัตว์ การรับประทานเจต้องเลี่ยงไข่ในทุกประการ แต่กระนั้นก็มีวัคซีนบางชนิดที่มีส่วนประกอบของไข่ไก่อยู่ ถามคุณหมอดูได้ครับ

5) กินเจห้ามกินผัก (บางชนิด) นี่ก็จริงครับ โดยเฉพาะกับ 5 ผักต่อไปนี้คือ หัวหอม(รวมต้นหอม) กระเทียม กุยช่าย หลักเกียวและใบยาสูบ ถ้าสังเกตส่วนใหญ่เป็นผักกลิ่นแรง ซึ่งเชื่อว่าจะไปกระตุ้นอารมณ์เข้า ทำให้จิตใจไม่สงบเย็น

6) กินเจแล้วเหี่ยว บางท่านไม่กล้ากินเจหรือมังสวิรัติก็ด้วยข้อนี้ที่ว่าทำให้แก่เร็วบวกโทรม ซึ่งต้องขอบอกว่าไม่จริงเสมอไปถ้ากินแล้วไม่ขาดวิตามินบี 12 กับธาตุเหล็กก็จะไม่ทำให้ร่างกายดูซีดเซียวครับ

7) กินเจห้ามกินเหล้า ข้อนี้จริงและควรทำอย่างยิ่งแม้ไม่ได้กินเจ เรื่องของแอลกอฮอล์ไม่ให้ประโยชน์กับสุขภาพแต่อย่างใดเลยนอกจากทำให้เสื่อมเร็วขึ้น การกินเจเป็นการ “ล้างพิษ” ให้สุขภาพอยู่แล้ว ดังนั้น แม้ออกเจแล้วก็ไม่ควรกินเหล้าเติมพิษเข้าไปอีก

8) กินเจห้ามกินของดอง ข้อนี้ที่จริงแล้วห้ามนะครับ แต่กระนั้นการกินของหมักบางอย่างก็ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพและทางเจถือว่าให้ทานได้ นั่นคือเต้าหู้ยี้กับเต้าเจี้ยวที่ทำจากถั่วเหลืองหมัก ขอให้ทานครับเพราะจะได้วิตามินบี 12

9) ก่อนกินเจต้องล้างท้อง เป็นพิธีการที่ผู้กินเจแบบเคร่งครัดจัดให้มี ที่จริงดีครับเพราะเป็นการเตรียมลำไส้ก่อนที่จะเข้าสู่เมนูอาหารต่างออกไป ขอให้เทคนิคง่ายๆไว้คือ 1 วันก่อนกินเจให้เลี่ยงเนื้อสัตว์ทั้งหลาย ถ้าจำเป็นจริงขอให้เป็นปลาหรือไก่ครับ ส่วนหนังสัตว์ให้เลี่ยงเลยเพราะย่อยยากมาก

10) หลังกินเจไม่ควรกินเนื้อสัตว์มาก ข้อนี้ไม่เป็นข้อกำหนดแต่ก็ควรทำเพื่อสุขภาพครับ การกินเจทำให้ลำไส้เคยชินกับอาหารพืชผักมาถึง 10 วันการที่จู่ๆมารับประทานเนื้อสัตว์เลยอาจทำให้ท้องอืดรำคาญได้

ทั้ง 10 ข้อเป็นทั้งความเชื่อและความจริงเป็นสิ่งที่หลายท่านถามกันมา พอว่ากันปากต่อปากมาเรื่อยเลยทำให้หลายคนเชื่อแล้วยอมทำตาม เช่น ไม่กล้ากินเจเพราะกลัวอ้วนกลัวโทรม เลยทำให้เสียโอกาสในการได้ “ล้างพิษ”ให้กับตับและร่างกาย

ต่อไปขอให้ท่านที่รักทานกันอย่างสบายใจนะครับ

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
American Board of Anti-aging medicine
drkrisda@gmail.com

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 12 ตุลาคม 2556

ไขปริศนา ระวัง ‘เจแตก’

thairath131005_002_1เนื่องในเทศกาลกินเจ 2556 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 5 – 13 ตุลาคมนี้ คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์นำเรื่องราวดี ๆ มาฝาก พร้อมกับไขข้อสงสัยที่หลายคนข้องใจว่า เมนูอาหารเจไทย ๆ และที่ผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ปล่อยอาหารเจออกมาอย่างมากมาย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่นี้กินได้หรือไม่ ถูกต้องตามประเพณีนี้ไหม กินแล้วเจจะแตกไหม

ด้านล่างนี้มีคำตอบ!

thairath131005_002_2

ประวัติ หลากตำนานการถือศีลกินเจ..!

เทศกาลกินเจ หรือบางแห่งเรียกว่า ประเพณีถือศีลกินผัก เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋ารวม 9 วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน เช่น

thairath131005_002_3

ตำนานที่ 1 กล่าวกันว่า การกินเจเริ่มขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักรบ “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งเป็นทหารชาวบ้านของจีนที่ต่อสู้ต้านทานกองทัพแมนจูอย่างกล้าหาญ ฝ่ายแมนจูมีปืนไฟของ ชาวตะวันตกที่ฝ่ายจีนไม่มี นักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้จะประกอบพิธีกรรมนุ่งขาวห่มขาว ไม่กินเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน และท่องบริกรรมคาถาตามความเชื่อของจีน เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันปืนไฟได้ แต่ก็ไม่ประสบผล ครั้นจีนพ่ายแพ้แมนจู ชายชาวจีนถูกบังคับให้ไว้ผมอย่างชาวแมนจู ซึ่งสร้างความคับแค้นให้แก่ชาวจีนอย่างมาก ชาวจีนจึงรำลึกถึงนักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้ด้วยสำนึกในบุญคุณ

thairath131005_002_4

ตำนานที่ 2 เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว

thairath131005_002_6

ตำนานที่ 3 ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์ (หรือ “เก้าอ๊อง”) ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ

thairath131005_002_7

ปัจจุบัน เทศกาลกินเจจัดขึ้นในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ตลอดจนหมู่เกาะรีออในอินโดนีเซียและอาจมีในบางประเทศเอเชีย เช่น ภูฏาน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง การกินเจในเดือน 9 นี้ เชื่อกันว่าน่าจะเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2170 ตรงกับสมัยอาณาจักรอยุธยา

thairath131005_002_5

ข้อห้ามในการกินเจ…??

ช่วงเทศกาลกินเจนั้นก็มีข้อห้ามที่ยึดถือปฏิบัติกันมานานอยู่หลาย ข้อ เชื่อกันว่าถ้าปฏิบัติได้ครบทุกข้อจึงจะเข้าถึงการกินเจที่ถูกต้องและได้บุญอย่างแท้จริง

ข้อ 1 การงดกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรงด้วยพืชผัก 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาว, หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (ลักษณะคล้าย หัวกระเทียม แต่เล็กกว่า) กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า) ใบยาสูบ (บุหรี่, ยาเส้น, ของเสพติดมึนเมา) ผักเหล่านี้เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นรุนแรง เพราะเชื่อกันว่าจะทำลายพลังธาตุในร่างกายภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ ผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน เพราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด โกรธง่าย

2. งดกินเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หมู ปลา หรือสัตว์มีชีวิตที่ใช้เป็นอาหารได้ เพราะเชื่อว่าอาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่มาถึงปัจจุบัน

3. ไม่ควรกินอาหารรสจัด ซึ่งไม่ใช่แค่เผ็ดอย่างเดียว รวมไปถึงรสเค็มมาก หวานมาก หรือ เปรี้ยวมาก ด้วยเพราะเชื่อว่าจะเข้าไปทำลายสุขภาพ อย่างกินเผ็ดจัดก็จะไปทำลายกระเพาะ กินเค็มมากจะไปทำลายไตได้ (น้ำปลาก็ทำมาจากสัตว์)

4. ต้องกินอาหารที่คนกินเจด้วยกันปรุง ข้อนี้ถ้าปฏิบัติได้จะถือว่าบริสุทธิ์จริง ๆ

5. ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน

6. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

7. แต่งกายด้วยชุดขาว นอกจากงดอาหารต่าง ๆ ให้ร่างกายสะอาดแล้ว ภายนอกแม้จะเป็นเครื่องแต่งกายก็ต้องสะอาดด้วย

8. พูดจาไพเราะ คนที่ถือศีลกินเจไม่ใช่เพียงแต่กินของสะอาดเท่านั้น สิ่งไม่ดีทั้งหลายไมควรพูดหรือที่เรียกว่า “ปากเจ” ซึ่งประกอบไปด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุแหย่ ไม่เพ้อเจ้อ ถ้าปฏิบัติได้ก็ถือว่าสะอาดทั้งหมด

9. งดดื่มสุราและของมึนเมา

10. ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง คนที่จะไปกินเจมักจะไปชุมนุมกันที่แจตั๊วหรือสถานที่กินเจ ณ ที่นั้น เขาจะประดับดอกไม้ตั้ง โต๊ะบูชา วางกระถางธูปและตั้งเครื่องเจ ต่าง ๆ นอกจากนี้ ก็จุดโคม 9 ดวงเพื่อสมมติเป็น “เก๊าฮ้วงฮุดโจ้ว” นั่นเอง ซึ่งจะต้องจุดไว้ทั้งกลางวัน และ กลางคืนจนตลอดงานทีเดียว ถ้าดับโคมไฟดวงใดดวงหนึ่ง ก็จะถือว่าไม่เป็นสิริมงคลและไม่ครบถ้วนพิธีการกินเจ

ทั้งหมดนี้เป็นข้อปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณของเทศกาลการกินเจ ประเด็นก็คือ ปัจจุบันเทศกาลกินเจเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะอาหารเจที่ปรุงแต่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย เช่น กะเพรา ส้มตำเจ ปลาดุฟูเจ แกงส้มเจ เขียวหวานเจ ส้มตำเจ ลาบเจ ซึ่งรสชาติต่าง ๆ ก็ถูกปรุงขึ้นมาเพื่อให้มีรสชาติถูกปากคนไทย สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ หากยึดโยงกับข้อปฏิบัติในการกินเจทั้ง 10 ข้อข้างต้น อาหารดัดแปลงเหล่านี้ทำให้ ‘เจแตก’ หรือไม่… ?

thairath131005_002_8

เมนูเจไทยประยุกต์ ทำเจขาดหรือไม่ …?

เรื่องนี้ พระอธิการเย็นจุง เจ้าอาวาส วัดจีนประชาสโมสร กล่าวถึงการ กินเจมีอยู่ 2 ระดับ 1. กินเจแบบเคร่งครัดถือศีล เอาบุญ และ 2. กินเจแบบรักษาสุขภาพ

กลุ่มที่กินเจกลุ่มแรกนั้นเคร่งกว่าเยอะ เพราะต้องสวดมนต์ ทำวัดเช้าทำวัดเย็น รับศีล ถือศีล สวดมนต์ไหว้พระ แต่งกาย นุ่งขาว ห่มขาว งดเว้นอาหารปรุงแต่งทั้งหมดอย่างเคร่งครัดผักที่มีกลิ่นฉุนทั้ง 5 ชนิด อันประกอบไปด้วย กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาว, หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (คล้าย ๆ หัวกระเทียมแต่เล็กกว่า) กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า) ใบยาสูบ (บุหรี่, ยาเส้น, ของเสพติดมึนเมาต่างๆ) นอกจากนี้ยังให้โทษทำลายพลังธาตุในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทำงานไม่ปกติ ยิ่งผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน เพราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด และยังมีผลทำให้พลังธาตุในร่าง กายรวมตัวไม่ติด จิตใจจะไม่บริสุทธิ์ ปฏิบัติตลอดระยะช่วงเวลาเทศกาลถือศีลกินเจเคร่งครัดเหมือนการปฏิบัติถือศีล 8 อาหารก็ต้องไม่ปรุงแต่ง”

เจ้าอาวาส วัดจีนประชาสโมสร กล่าวต่อว่า กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่กินเจเพื่อสุขภาพ ซึ่งก็ไม่ได้เคร่งครัดขนาดกลุ่มแรก กลุ่มนี้จะกินเพื่อสุขภาพ งดเว้นซึ่งเนื้อสัตว์ เพื่อลดภาระอวัยวะภายในในการย่อยสลายเนื้อสัตว์ แป้ง และสิ่งหนัก ๆ เป็นต้น

“หากมองแบบเข้าใจโลกอาหารเจที่เราประยุกต์ขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยทำขึ้นมาเพื่อให้อื้อให้กับคนที่ปฏิบัติไม่ถึง ได้รักษาสุขภาพด้วยการงดเว้นซึ่งเนื้อสัตว์ พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ ซึ่งอาหารเจประยุกต์ต่างๆ กลุ่มแรกที่เคร่งครัดกินเอาบุญห้ามกิน ที่สุดแล้วจึงอยู่ที่ว่าคุณเป็นคนกินเจเพื่ออะไร” เจ้าอาวาสชื่อดังระบุ

thairath131005_002_9

กินเจเพื่อสวย ไม่ใช่เพื่อศีล…!

ด้าน จิตรา ก่อนันทเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมจีน กล่าวว่า ตำนานการกินเจมีหลายตำนาน คนที่คิดสูตล้างท้องล้างพิษ กินเพื่อสุขภาพเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ อย่าง ‘นักพฤตเต๋า’ อยากเป็นเซียน เป็นอมตะ พวกนี้เขาจะถือศีล 6 คือทวารทั้ง 6 ต้องบริสุทธิ์ เรื่องการกินก็ต้องเคร่งครัด ห้ามกินอาหารมีรสจัด แต่ทั้งนี้ต้องถามว่าคุณอยากกินเจแบบไหน จะกินเอาสวย หรือ กินเอาศีล ซึ่งการแพทย์ฝั่งตะวันตกระบุชัดว่าการกินผักไปลดอาการอักเสบของร่างกาย ขณะที่กินเนื้อสัตว์ กินแป้ง มันจะมีอาการบอดี้ฮีต เหมือนกับการอักเสบอย่างหนึ่ง

“ปัจจุบันต้องยอมรับว่า วิวัฒนาการของอาหารเจในประเทศไทยมันเกิดขึ้นมา ซึ่งในความคิดของเรา มีอยู่ 3 ตัวที่ต้องคำถามว่าใช้หรือไม่ 1. ส้มตำ ยำ เจ พูดง่าย ๆ อาหารเจประยุกต์สไตล์เมนูไทย เช่น ส้มตำ ผัดกะเพรา แกงส้ม น้ำตก แกงเขียวหวาน เป็นต้น 2. กลุ่มของโปรตีนเกษตร กับ หมี่กึง และ 3.กาแฟเจ ทั้ง 3 หมวดที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ในอดีตไม่มี แต่อย่างไรก็ดี คุณต้องตั้งโจทย์สำหรับตัวเองก่อนว่า จะกินเอาสวยหรือว่าเอาศีล ถ้ากินเอาศีล สิ่งเหล่าก็ควรตั้งคำถาม แต่ส่วนตัวกินเอาสวย พยายามกินให้ได้อาทิตย์ละ 2 วัน กินผักให้มาก ๆ เพราะร่างกายเราออกแบบมาให้ผัก ไม่ใช่กินเนื้อสัตว์ กินแป้ง และสิ่งเลือกตามที่ตัวเองสะดวกที่สุดและเลือกกินอะไรที่ไม่เป็นภาระของร่างกายดีที่สุด” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมจีน กล่าวสรุป.

และทั้งหมดนี้ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ไม่ว่าคุณจะเลือกกินเจ ‘เอาสวย’ หรือ กินเจ ‘เอาศีล’ ขอให้เลือกบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะกับร่างกายละกัน…!

ที่มา: ไทยรัฐ 5 ตุลาคม 2556

thairath131005_002_10

‘กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ’

dailynews130929_001เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี ถือเป็นวันเริ่มเทศกาลแห่งการถือศีลกินเจ ช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ตลอด 9 วัน ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี 2556 นี้ ตรงกับวันที่ 5-13 ตุลาคม เวียนมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลถือศีลกินเจในปีนี้

การกินเจในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากการกินเจในอดีต โดยอาหารเจในปัจจุบันจะเน้นหนักอาหารเจที่มัน ๆ ทอด ๆ ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม และอาหารเจปรุงสำเร็จที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด มักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ทำให้หลายคนมีข้อสงสัยว่ากินเจแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว หากเรากินเจอย่างถูกต้อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ใช้โปรตีนจากถั่ว และอาหารธรรมชาติชนิดต่าง ๆ แทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่ นอกจากนี้ อาหารเจ ซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้ ธัญพืช และอาหารจากธรรมชาติ ล้วนให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป หากเรารู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุลมีคุณค่าทั้งเสริมสร้าง ส่งเสริม และซ่อมแซมสุขภาพ

กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

– ระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มาก ๆ เพราะถ้าเผลอรับประทานอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” รับรองความอ้วนมาเยือนแน่ ๆ ควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร

-ไม่ควรรับประทานอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป เพราะอาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรส เช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

– อาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมาก ก็ไม่ควรรับประทานเยอะ ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกรับประทานอาหารเจประเภทต้มหรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารทอด ๆ ที่สำคัญอย่าลืมขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

กินเจอย่างไรให้ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

 -ถั่ว เป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป ซึ่งถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และไม่มีคอเลสเตอรอล

-เห็ด ปัจจุบันเห็ดเป็นเมนูฮิตของทุกคนในครอบครัว เพราะนอกจากจะนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูและมีรสชาติอร่อยถูก ปากแล้ว เห็ดถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และถั่ว แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน เมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น และที่สำคัญเห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย  ซึ่งเห็ดที่นิยมนำมาปรุงอาหาร เช่น เห็ดออรินจิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู และสารพัดเห็ดต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น โดยเมนูเห็ดยอดนิยม ได้แก่ ยำเห็ดญี่ปุ่น เต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม สเต๊กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ หรือ สปาเกตตีซอสเห็ด เป็นต้น

นอกจากเห็ดที่นำมาปรุงอาหารแล้ว ยังมีเห็ดบางชนิดที่ไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms ที่สามารถนำมาใช้เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลายหรือเสื่อมง่ายนอกจากนี้ยังมีสารบางตัวที่เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งปัจจุบันจึงถูกนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปเห็ดสกัดเข้มข้นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเห็ดแห้งมาบริโภคในรูปชาหรือซุป หรือในรูปแคปซูล เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้รักสุขภาพ สามารถเลือกนำมาบริโภคได้สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในช่วงถือศีลกินเจ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดปุยฝ้าย) เห็ดมาเน็นตาเกะ เห็ดเรอิชิ (เห็ดหลินจือ) และเห็ดชิตาเกะ (เห็ดหอมญี่ปุ่น) เป็นต้น

– ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสด หรือลวก มากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อย และควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศ พริกสุก แครอท ช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง ช่วยในการบำรุงไต สีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพด มีประโยชน์ในการบำรุงม้าม สีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงตับ และ สีขาว จากลูกเดือย ผักกาดขาว ช่วยในการบำรุงปอด ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นฉุน

-ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งผลไม้ที่สารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน นอกจากนี้มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ป้องกันท้องผูก ส่วนบิลเบอรี่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา เป็นต้น

เทศกาลถือศีลกินเจ ถือเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ฉะนั้น อย่าให้ช่วงเวลาดี ๆ นี้ ทำให้คุณเสียสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารเจที่ได้จากอาหารจากธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ผัก ผลไม้ และเห็ดต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการล้างพิษในร่างกาย และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ก็จะช่วยให้คุณอิ่มบุญ และอร่อยกับเมนูอาหารเจได้อย่างไม่เสียสุขภาพ

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 29 กันยายน 2556

คนกินเจอายุยืนกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ทั้งรูปร่างก็สะโอดสะองมากกว่ากัน

ท่านชายที่ได้ทราบผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโลมา ลินดา ที่แคลิฟอร์เนีย ที่พบว่า การกินเจจะทำให้บุรุษทั้งหลายอายุยืน คงจะเปลี่ยนใจหันไปทำตามอย่างบ้างเป็นแถว

นักวิจัยพบในการศึกษาติดตามคริสตศาสนิกชน นิกายเซเวนเดย์ แอตเวนติสต์เรือนหมื่นว่า ผู้ที่กินแต่ผักและผลไม้เป็นอาหารจะมีอายุยืนยาวกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์ ผู้ชายจะมีอายุยืนเฉลี่ยกันคนละ 83.3 ปี ส่วนสตรีจะยิ่งอายุยืนกว่าถึง 85.7 ปี

หัวหน้าของนักวิจัยยังได้แจ้งว่า ผู้ที่กินเจจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าคนที่กินเนื้อสัตว์ด้วยเฉลี่ย 13 กก. นอกจากนั้นยังมีอาการดื้อต่ออินซูลินน้อยกว่า ควบคุมตัวเองได้ดีกว่า จะออกกำลังเป็นประจำ และไม่สูบบุหรี่เลย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 22 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Five ways vegetarians live longer

  • VEGETARIAN 101
  • OCTOBER 15, 2012
  • BY: DENISE REYNOLDS

A very large international study has found that vegetarians live longer than meat-eaters. The Adventist Health Study, which has been tracking tens of thousands of people since the late 1950’s indicates that even limiting meat intake can provide protection against chronic diseases that tend to shorten lives.

The Adventist Health Study is being conducted by Loma Linda University School of Public Health in California. Included are more than 96,000 Seventh-day Adventists from the US and Canada. This group of Christians believe that the body is a temple of the Holy Spirit and should be cared for diligently with the most healthful diet possible. Therefore, most follow a vegetarian diet in addition to practicing other positive lifestyle choices, such as avoiding alcohol and tobacco use.

The most recent data from the study indicates that Vegetarian Adventist men live to an average of 83.3 years – 9.5 years longer than other Californians. Vegetarian women live an average of 85.7 years which is 6.1 years longer than non-vegetarians.

There are several ways that the vegetarian diet is health-protective, promoting longevity:

1. Vegans (strict vegetarians) are, on average, 30 pounds lighter than meat eaters. Obesity can cut a person’s lifespan by 6.2%.

2. Consuming a vegetarian diet can reduce the risk for Type 2 diabetes. Vegetarians and vegans are less insulin resistant than meat-eaters, thus reducing the need for medication.

3. Those who eat vegetarian foods, such as fruits, vegetables, nuts, legumes, and whole grains have fewer risk factors for heart disease, the number one killer of both men and women in the United States.

4. Vegetarian diets may protect against cancer, including lung and breast cancer and colorectal cancer. The positive nutrients, such as antioxidants, found in plant foods help reduce inflammation that can be damaging to the body leading to certain types of cancer.

5. Vegetarians tend to have a wider variety of foods that they eat, leading to a greater intake of nutrients such as dietary fiber, magnesium, folic acid, and phytochemicals. These can help ensure proper functioning of all body tissues and organs, and when they stay healthy, you live longer!

Is it necessary to be vegan or vegetarian to reap these benefits? Not necessarily, say researchers. Pesco-vegetarians (those that eat fish) and semi-vegetarians who limit animal products to once a week or less (sometimes called “flexitarians”) also have “intermediate” protection against lifestyle diseases.

Source: Loma Linda University School of Public Health

SOURCE : examiner.com

กินเจอย่างไร ไม่ให้เสียสุขภาพ

“ทานเจอย่างไรไม่ให้น้ำหนักขึ้นดี ?” “ช่วงกินเจหิวบ่อยจังเลย ทำอย่างไรดี?” “อยากกินเจนะ แต่อาหารเจมีแต่มัน ๆ เลี่ยน ๆ ทั้งนั้นเลย เลือกกินแบบไหนดี ?”

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ ดังนั้นก่อนจะเข้าสู่เทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งในปี พ.ศ.2555 นี้ตรงกับวันที่ 15 – 23 ตุลาคม ผู้เขียนเลยขอชวนทุกท่านมาอินเทรนด์บุญกับบทความแห่งเทศกาลกินเจกันค่ะ

แต่ละท่านอาจมีจุดประสงค์ของการกินเจที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะกินด้วยความเชื่อเรื่องเว้นกรรม งดการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ หรือเพื่อเสริมจิตที่เมตตา ผลพลอยได้อย่างหนึ่งที่ผู้กินเจทุกคนน่าจะคาดหวัง ก็คือผลในเรื่องสุขภาพที่ดีใช่ไหมคะ?

คำว่ากินเจ บางคนแปลง่ายๆว่าการไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เพราะหลักการกินเจที่ถูกต้องคือ การงดทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ของสัตว์ รวมทั้งผักฉุนทั้ง 5 นั่นก็คือ กระเทียม(ทั้งหัวและต้น) หัวหอม (รวมถึงต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาวและหอมหัวใหญ่) หลักเกียว (อันนี้คือกระเทียมโทนจีน หน้าตาคล้ายหัวกระเทียมนั่นแหละ) กุยช่าย และใบยาสูบ บุหรี่ รวมทั้งของมึนเมาต่าง ๆ เพราะเชื่อกันว่าผักทั้ง 5 ชนิด มีกลิ่นรุนแรงมีพิษเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายทำให้ระบบอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ

ส่วนที่ถามกันมามากมายว่า การกินเจอย่างไรให้ได้ประโยชน์นั้น ความจริงสามารถทำได้ง่าย หากผู้กินเจทุกท่าน มีเวลาเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี มีประโยชน์ นำมาประกอบอาหารเจทานกันเอง แต่ด้วยวิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบันย่อมเป็นไปได้ยาก ทำให้การซื้ออาหารเจมาทานเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและสะดวกกว่า

ปัญหาร้อยทั้งร้อยที่ประสบพบเจอกันก็คือ อาหารเจที่ขายล้วนมีแต่มัน ๆ เลี่ยน ๆ อุดมไปด้วยแป้ง แทนที่จะได้ทานเจเพื่อสุขภาพ กลับกลายเป็นเพิ่มปัญหาให้กับสุขภาพกันไป

มาดูกันได้แล้วคะว่าเทคนิคในการทานเจให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรพิจารณาถึงสิ่งใดกันบ้าง

1.เลือกกินให้ครบ 5 หมู่ในทุกๆ มื้อ หลักนี้สำคัญมากและขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะทานอาหารปกติ หรือทานอาหารเจ เราควรคำนึงถึงสัดส่วนอาหารในแต่ละหมู่ให้ครบในทุกๆมื้อ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป หากใครกลัวว่าทานเจแล้วไม่ละเว้นการทานเนื้อสัตว์จะได้โปรตีนไม่เพียงพอ ไม่ต้องกังวลนะคะ ให้เน้นทานพืชตระกูลถั่ว เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนกันค่ะ

2.เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ธัญพืชต่าง ๆ ร่างกายใช้พลังงานในการย่อยออกมาเป็นแป้งที่พร้อมดูดซึม ซึ่งน้ำตาลไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณที่เท่ากันของแป้งขัดขาว

3.เลือกกินของนึ่ง, ต้ม, ตุ๋น และเลี่ยงของทอดและผัด เพราะช่วยให้เลี่ยงการกินน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอยู่สูง ข้อนี้สำคัญมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และไม่อยากได้ไขมันส่วนเกินแถมมาในช่วงเทศกาลกินเจ

4.เลือกกินผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้น การกินผักใบจะทำให้เราได้พลังงาน และปริมาณแป้งน้อยกว่าจึงไม่ทำให้อ้วน

5.กินหวานให้น้อยลง ไม่ใช่ว่าเมื่อคุณกินเจแล้ว จะสามารถกินขนมหวานได้เต็มที่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารเจหรือไม่เจ ถ้ามีความหวานและผสมน้ำตาลอยู่มากก็อ้วนได้ไม่ต่างกัน

6.ควรกินผลไม้หลายๆ สี ทั้งแดง, เขียว, ขาว, เหลือง, ดำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลายและเพียงพอ รวมไปถึงมีไฟเบอร์ที่จะช่วยระบบขับถ่าย ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียและสารพิษตกค้างออกมา ส่วนใครที่มักมีปัญหา กินเจแล้วหิวบ่อย ให้หาแอปเปิ้ลเขียว หรือผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยติดตัวไว้นะคะ ได้รองท้องแล้ว ยังได้ประโยชน์อีกมากมายเลยล่ะค่ะ

7.ควรกินพืชตระกูลถั่วด้วย เพราะเป็นแหล่งโปรตีน มีธาตุเหล็กสูง ช่วยสลายคอเลสเตอรอล ปัจจุบันถั่วถูกแปลงโฉมให้อยู่ในรูปของโปรตีนเกษตร ที่มีความคล้ายคลึงกับอาหารจริง ๆ แล้วแถมยังไม่มีไขมันด้วย แต่แนะนำให้เลี่ยงพวกถั่วทอดไว้นะคะ เดี๋ยวจะได้ไขมัน และคอเลสเตอรอลเพิ่มได้โดยไม่รู้ตัว

8.ควรกินให้หลายหลาย หลักการเดิมๆที่ผู้เขียนเองมักเตือนทุกๆ ท่านอยู่บ่อยๆ ว่าไม่ควรทานอะไรซ้ำๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสะสมของอันตราย โดยเฉพาะอันตรายทางเคมีที่เรามองไม่เห็น และสะสมในร่างกายจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยเฉพาะอาหารเจที่มีไขมันสูง บรรจุในกล่องโฟม อาหารปิ้ง ย่าง หรือทอด

หลายข้อหน่อย แต่มีประโยชน์มากนะคะสำหรับสุขภาพของเรา และคนที่เรารักในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจนี้ ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ก็เพื่อสุขภาพที่ดีตามคอนเซ็ปต์ You are what you eat กันค่ะ ท้ายนี้ผู้เขียนขออนุโมทนาในทุกๆ บุญกุศล ของผู้ที่ “ถือศีล กินเจ” กันด้วยนะคะ สาธุ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2555

‘เจ’อิ่มบุญ ‘ล้างพิษ’ กินเห็ด..สร้างภูมิคุ้มกัน

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาล “กินเจ” ซึ่งตามปฏิทินจีนกำหนดไว้ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนได้มีโอกาส “ถือศีล กินเจ” งดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ ตลอดจนทำจิตใจให้สงบ ในช่วงระยะเวลา 9 วัน ซึ่งนอกจากจะได้บุญตามความเชื่อของแต่ละบุคคลแล้ว  ในทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานยืนยันว่า การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 9 วัน แต่ก็มีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น เพราะมีการขับพิษและของเสียต่างๆออกจากร่างกายเพื่อปรับความสมดุล

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช  นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณ การกินเจ นอกจากจะต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง แล้ว ยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว หรือกระเทียมโทนจีน กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายคือ ธาตุน้ำ ไฟ ดิน ไม้ และโลหะ ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ  ส่วนการงดเนื้อสัตว์จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

“เห็ดและถั่วเป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป เป็นอีกช่วงเวลาที่คนที่กินเจได้รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินนำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย”

เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วนเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารจากพืชเป็นหลัก ขณะที่ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารให้สมดุลโดยเน้นอาหารประเภทผักผลไม้และธัญพืช

อย่างไรก็ตาม อ.ศัลยา บอกว่า เห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีมากถึง 38,000 สายพันธุ์ แต่มีเห็ดเพียงไม่กี่ชนิดที่รับประทานได้และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบางชนิดไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย ที่เรียกว่า Medicinal Mushrooms โดยสามารถนำไปใช้ เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ลดการอักเสบ ต้านการแพ้ ควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบการขับพิษจากร่างกาย

เห็ดทางการแพทย์ ที่มีการนำมาใช้เพิ่มภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด ชื่ออาจจะดูแปลกๆไม่คุ้นหู เช่น เห็ดปุยฝ้าย หรือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศญี่ปุ่น พบว่าให้ผลต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และผิวหนัง เห็ดหลินจือ อันนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นเห็ดสมุนไพรที่ใช้เป็นยาทั้งในประเทศจีนและญี่ปุ่น สารสำคัญที่พบคือ Triterpenoids และโพลีแซ็กคาไรด์ สารเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเทอรอล ไปจนถึงการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่ผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีหญ้าหนอน หรือ ถั่งเฉ้า ที่มีการนำมาใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้มากมาย เช่น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง รักษาภูมิแพ้ แก้เครียด ชาวจีนจึงขนานนามว่า “เห็ดอายุวัฒนะ

เห็ดไมตาเกะ ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดชนิดนี้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด และมีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่าสารสกัดเห็ดไมตาเกะช่วยให้การได้รับเคมีบำบัดขนาดน้อยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ปกป้องเซลล์ที่แข็งแรงไม่ให้ถูกทำลาย เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด
มีคำถามว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น อ.ศัลยา  บอกว่า จริง ๆ แล้วอาหารเจเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ อย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ละลายน้ำ จะช่วยลดคอเลสเทอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ขณะที่ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก

ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้ง  2 ชนิด โดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำก็มีมาก เช่น พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ ที่ผู้บริโภคต้องรู้จักเลือก และผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล

เทศกาลกินเจปีนี้ เตรียมตัวให้พร้อมกับการปฏิวัติชีวิต บอกลาเนื้อสัตว์ 9 วัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 6 ตุลาคม 2555