ยาระบาย ไม่สบาย

dailynews141117_01ด้วยความเชื่อที่ว่าคนเราจะต้องมีการขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน ทำให้ผู้ที่มีการขับถ่ายน้อยเลือกจะใช้ยาระบายเป็นทางเลือกในการขับถ่าย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายสุขภาพดี แต่รู้หรือไม่ว่าการรับประทานยาระบายเป็นประจำมีความเสี่ยง

เดลินิวส์ออนไลน์ รวบรวมข้อมูลเพื่อเตือนคนที่รับประทานยาระบายช่วยในการขับถ่ายเป็นประจำมาให้รับทราบก่อนจะสาย จนทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วน โดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย

ในทางการแพทย์พบว่า ความถี่ของการถ่ายอุจจาระขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล ทุกคนไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันเหมือนกันหมด นอกจากนี้การถ่ายอุจจาระยังขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่มีเส้นใย จะช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ เป็นการเพิ่มปริมาณและเพิ่มความเหลวของอุจจาระได้ดีอีกด้วย ปริมาณน้ำที่ดื่มควรมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยให้อุจจาระอุ้มน้ำ ไม่พองตัว ถ่ายสะดวกและการออกกำลังกาย เป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ ตอนเช้า เช่น การเดิน เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น

โดยเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเวชธานี ได้ระบุไว้ว่า ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่ ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder, ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium, ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil, ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia, ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin และยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl, มะขามแขก ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อย ๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป รับประทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด

ชนัดดา บุญครอง

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เว็บไซต์โรงพยาบาลเวชธานี http://www.vejthani.com

ที่มา: เดลินิวส์ 17 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

ปรับสมดุลลำไส้ พิชิตมะเร็งลำไส้ใหญ่

dailynews140716_01มีข้อมูลที่ได้จากการวิจัยว่า คนที่ชอบกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันและเนื้อสัตว์สูงนั้น จะถ่ายอุจจาระประมาณวันละ 3-4 ออนซ์เท่านั้น และใช้เวลาให้อาหารเดินทางตั้งแต่ใส่เข้าปากจนออกมาเป็นอุจจาระถึง 2-3 วันทีเดียว ถ้ามีกากอาหารตกค้างและบูดเน่า อาจมีอาการแสดงเช่น ท้องอืด แน่น เหม็นเปรี้ยว ถ่ายไม่ปกติ ส่วนคนที่ชอบกินผักผลไม้มาก ๆ คือชอบอาหารประเภทเส้นใย จะถ่ายอุจจาระวันละประมาณ 13-17 ออนซ์ และใช้เวลาให้อาหารเดินทางออกมาเพียงประมาณ 20-30 ชั่วโมง

ลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนที่สะสมกากอาหารและช่วยดูดซึมน้ำและสารอาหารพวกวิตามิน เกลือแร่จากกากอาหารที่เหลือจากการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารที่ดูดซึมแล้วจึงมีลักษณะค่อนข้างเหนียวข้น และในที่สุด ลำไส้จะขยับรัดตัวไล่ให้กากอาหารให้เคลื่อนตัวออกไปให้พ้นจากร่างกาย หากมีอะไรที่ไม่ดี เป็นอันตรายต่อผนังลำไส้ที่มีหน้าที่ดูดซับผ่านมา ลำไส้ก็จะป้องกันตัวเองด้วยการผลิตเมือกปิดกั้นผนังไว้ไม่ให้ระคายเคือง ถ้าขืนเรายังใส่ของไม่ดีให้ร่างกายต่อไป ร่างกายก็จะสร้างเมือกนี้ไปเรื่อยๆ มากขึ้นๆ จนอาจเหลือทางให้กากอาหารเดินผ่านแคบลง และทำให้ระคายเคือง ผนังลำไส้ก็จะปูดออก เกิดการหมักหมม กลายเป็นอาการลำไส้อักเสบได้ และเมื่ออักเสบมากขึ้นก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

อีกข้อควรระวังคือ ปัจจัยที่ทำให้แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล เช่น อายุที่มากขึ้น ทำให้สภาวะในลำไส้มีการเปลี่ยนแปลงไป การใช้ยาปฏิชีวนะบ่อยหรือติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำลายสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ จนร่างกายสร้างใหม่ไม่ทัน การรับประทานยาระบาย ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวดเป็นประจำ หรือการดื่มน้ำอัดลม กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ความเสี่ยงเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการทำงานของลำไส้และทำให้แบคทีเรียในลำไส้เสียสมดุล จนอาจเกิดปัญหาสุขภาพมากมาย นักวิจัยพบว่าหนึ่งในอาหารหลายประเภทที่สามารถสร้างสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้ คือ พรีไบโอติก (Prebiotic) หรือใยอาหาร

พรีไบโอติก เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารเมื่อรับประทานเข้าไป แต่จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส และ บิฟิโดแบคทีเรีย ที่จะสามารถทนต่อน้ำย่อย กรด ด่าง ในกระเพาะและลำไส้ได้ จึงเกิดประโยชน์ในการหมักและย่อยอาหาร ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างเป็นปกติ ความเป็นใยอาหารของพรีไบโอติก ช่วยดูดซับสารพิษและสารก่อมะเร็งในทางเดินอาหารไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และยังทำให้อุจจาระมีกากใยและนิ่ม สะดวกต่อการขับถ่าย และใยอาหารยังช่วย ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย นอกจากนั้น ใยอาหารยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆด้วย ดังนี้

1. ป้องกันอาการท้องเสีย โดยเฉพาะที่เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินอาหารการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ จะช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโรค ลดโอกาสการติดเชื้อ

2. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด พรีไบโอติก ช่วยจับกับไขมันและน้ำตาลในทางเดินอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมไขมันได้ช้าลง และเพิ่มการขับออกของโคเลสเตอรอล

3. เสริมสร้างการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม แบคทีเรียในลำไส้จะผลิตกรดไขมันสายสั้นที่มีความเป็นกรด ซึ่งจะช่วยดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียม สามารถเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

4. ช่วยเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ใยอาหารจากพรีไบโอติก จะถูกหมักด้วยแบคทีเรียในลำไส้เกิดเป็นกรดไขมันสายสั้น เช่น บิวทิเรท ซึ่งจะกระตุ้นการหลั่ง GLP-1 (Glucagons like peptide) ไปในกระแสเลือด ทำให้สมองรับรู้ความรู้สึกอิ่มและสบายท้อง

ดังนั้นการดูแลลำไส้ใหญ่ของเราให้มีสุขภาพดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งด้วยการใส่ใจในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเคี้ยว อาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เลือกอาหารที่รับประทาน ไม่รับประทานอาหารย่อยยาก ไขมันสูง เราจะเห็นว่าคนสมัยใหม่นี้ท้องผูก กันมากขึ้น เพราะรับประทานแต่แป้งขัดขาวกับน้ำตาล และไขมัน ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยเพิ่มขึ้น เช่น กล้วย มะเขือยาว ผักกาด เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องดูแลเรื่องการขับถ่ายในชีวิตประจำวันให้สม่ำเสมอ หมั่นสังเกตว่าการขับถ่ายของเราเป็นอย่างไร ที่ออกมานั้นสุขภาพดีไหม นุ่มนวล สีสวย ไม่แข็งและไม่กะปริดกะปรอย หรือเป็นเม็ดขนุน และหมั่นออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหวเพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างเช่นถั่วแดง 100 กรัม มีกากใย 26.9 กรัมมะระขี้นก 100 กรัม มีกากใย 4 กรัมข้าวกล้อง 100 กรัม มีกากใย 3.4 กรัมมะเขือเปราะ 100 กรัม มีกากใย 2.96 กรัมแครอท 100 กรัม มีกากใย 2.8 กรัม

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 16 กรกฎาคม 2557

‘ขับถ่าย’เรื่องใหญ่ของชีวิต

นพ.อัฑฒ์ หิรัญยากาศ ศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายถึงประเภทของอาการท้องผูกว่า แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ซึ่งวิธีการรักษาแตกต่างกันคือ กลุ่มลำไส้ใหญ่บีบตัวช้าหรือไม่บีบตัว ทำให้ไม่รู้สึกอยากถ่าย ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่อยากถ่ายแต่ก็ถ่ายไม่ออก ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ

ในการตรวจวินิจฉัยจึงต้องใช้วิธีการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

ในคนไข้ที่อยากถ่ายแต่ก็ถ่ายไม่ออก กลุ่มนี้เราพบว่ารูปแบบการเบ่งอุจจาระไม่ถูกต้อง กล้ามเนื้อหูรูดแทนที่จะคลายตัวกลับหดตัว เรารู้ได้จากการวัดคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและเครื่องวัดความดันลำไส้ คนไข้กลุ่มนี้รักษาได้ด้วยการปรับพฤติกรรมขณะขับถ่ายให้เป็นไปอย่างถูกต้อง” คุณหมออธิบาย

แต่ปัญหาของท้องไส้ยังไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อแก่ตัวเข้าใกล้วัยทอง ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยท้องผูกขับถ่ายได้ลำบาก กลับต้องเผชิญกับภาวะกลั้นอุจจาระไม่อยู่ จากความผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดที่เสื่อมไปตามวัย ผู้ป่วยจำนวนมากไม่กล้ามาพบแพทย์ ด้วยความอายหรือคิดว่าไม่มีวิธีรักษา

คุณหมอตั้งข้อสังเกตว่า คนไข้ส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์เพราะกลั้นอุจจาระไม่อยู่ มักจะเคยผ่านการคลอดบุตรทางช่องคลอดด้วยวิธีธรรมชาติแทนการผ่าตัดมาแล้วทั้งสิ้น โดยอาการบาดเจ็บขณะคลอด เช่น หัวเด็กไปกดทับเส้นประสาทหูรูด เนื่องจากกล้ามเนื้อหูรูดกับช่องคลอดที่อยู่ติดกัน ซึ่งอาการผิดปกติจะไม่ปรากฏตอนอายุน้อย แต่จะเริ่มแสดงให้เห็นเมื่ออายุมากขึ้น หรือถึงวัยหมดประจำเดือน ทันทีที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงกล้ามเนื้อหย่อนตัวลง

นอกจากนี้ สาเหตุของโรคกลั้นอุจจาระไม่อยู่ อาจมาจากอุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบทวารหนัก กระดูกอุ้งเชิงกรานหัก กล้ามเนื้อหูรูดฉีก รวมถึงความผิดพลาดจากการผ่าตัด

การรักษาสามารถทำได้ แต่ต้องการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แน่ชัดเสียก่อน อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่รุนแรง คนไข้สามารถฝึกกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรงอีกทั้งด้วยการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น ให้จินตนาการว่ามีปากกา 1 ด้าม วางอยู่บนแก้มก้น จากนั้นให้ฝึกเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อหนีบปากกาแท่งนั้นไม่ให้หล่น การฝึกด้วยวิธีนี้เป็นประจำจะช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง

แต่ในกรณีที่อาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อฝังเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทบริเวณสะโพก เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่มีปัญหากลับมาทำงานได้ดีขึ้น หรือผ่าตัดเพื่อฝังกล้ามเนื้อหูรูดเทียม

“ปัญหาเหล่านี้คนที่ไม่เคยเป็นอาจฟังดูขำๆ และคิดว่าเป็นมะเร็งน่ากลัวกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาการขับถ่ายส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ฉะนั้น เมื่อท้องไส้เมื่อเกิดปัญหาแล้วอย่าละเลย เพราะการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติ นำไปสู่การรักษาอย่างทันท่วงที เป็นทางออกของผู้ที่ต้องการมีสุขภาพดีไปจนชั่วชีวิต” นพ.อัฑฒ์กล่าว

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 19 กรกฎาคม 2555