วิธีการนับ วันตกไข่

ramachannel140623_01Rama Kid D Live วันนี้ พิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ อ.พญ.มัธชุพร สุขประเสริฐ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาสอน “วิธีการนับ…วันตกไข่” ค่ะ สามารถรับชมได้ วันนี้ 13.00 น. ทาง RamaChannel ค่ะ

หากมีคำถามเพิ่มเติมหรือปัญหาสุขภาพของลูกน้อย สามารถโทรเข้ามาในรายการเพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ตั้งแต่เวลา 13.00-14.00 น. ที่เบอร์ 02-354-7104 ถึง 5 ค่ะ

การคุมกำเนิดแบบนับวันไข่ตก ถือเป็นวิธีการคุมกำเนิดตามธรรมชาติที่ดีอีกแบบหนึ่ง โดยมีหลักการว่าถ้ามีการร่วมเพศในจังหวะที่ไม่มีการตกไข่ของเพศหญิง ตัวสเปิร์มในอสุจิก็ไม่มีโอกาสที่จะไปปฏิสนธิกับไข่ได้ แต่ก็ต้องรู้อีกด้วยว่าสเปิร์มเมื่อเข้าไปสู่ในร่างกายเพศหญิงแล้ว สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้อีกประมาณ 3-4 วัน การนับช่วงไข่ตกจึงต้องเผื่อก่อนการมีไข่ตกไว้ก่อนไข่ตก 4 วัน ส่วนไข่เมื่อตกแล้วก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 7 วัน การมีเพศสัมพันธ์จึงต้องรอให้ไข่ฝ่อไปก่อนจึงจะปลอดภัย

คำนวณระยะปลอดภัย สูตรกรรมกร

คิดว่าทุกคนคงเคยได้ยินสูตรมหาชนที่ว่า “หน้า 7 หลัง 7” นั่นคือ ก่อนมีประจำเดือน 7 วันจนถึงหลัง 7 วัน เป็นระยะปลอดภัยที่จะมีเพสสัมพันธ์กันโดยไม่ตั้งครรภ์

คำนวณระยะปลอดภัย สูตรบัณฑิต

ให้บันทึกความยาวของรอบเดือนแต่ละรอบเดือนเป็นเวลา 1 ปี แล้วหาค่ารอบเดือนที่ห่างที่สุด และระยะรอบเดือนที่สั้นที่สุด 2 ค่า
รอบเดือนที่สั้นที่สุด – 18 = วันหัวของช่วงที่ไม่ปลอดภัย
รอบเดือนที่ยาวที่สุด – 11 = วันท้ายของช่วงที่ไม่ปลอดภัย
สมมุติว่าประจำเดือนรอบที่สั้นที่สุดคือ 25 วัน และประจำวันเดือนรอบที่ยาวที่สุดคือ 32 วัน เอาเข้าสูตรได้ 25-18 = 7 และ 32-11 = 21 เป็นวันหัวและวันท้ายของช่วงไม่ปลอดภัยตามลำดับ
นั่นหมายความว่า วันที่ 1-6 ของรอบเดือน และวันที่ 22-วันสุดท้ายของรอบเดือนเป็นระยะปลอดภัย (นับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 1)

คำนวณระยะปลอดภัยสูตร Professional

วิธีนี้อิงอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่ว่า Progesterone จะมีผลทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงนี้เองที่เรานำมาใช้กะระยะเวลาที่ไข่จะตก โดยพบว่าถ้าวัดอุณหภูมิร่างกายขณะพักทุกวัน ในวันที่ไข่ตก ร่างกายจะมีอุณหภูมิลดลงกว่าปกติเล็กน้อยแล้วกลับขึ้นมาสูงอีกครั้งหนึ่งหลังจากการตกไข่ได้ผ่านไปแล้ว
การหาวันตกไข่ก็สามารถทำได้โดยวัดอุณหภูมิร่างกายทุกวันแล้วจดบันทึกเขียนกราฟกำหนดให้แกนตั้งเป็นอุณหภูมิที่วัดได้ ส่วนแกนนอนเป็นวันที่ที่จดบันทึกไว้เรื่อยๆ แล้วดูระยะห่างของจุดที่กราฟอุณหภูมิร่างกายลดลง เก็บเป็นค่าเฉลี่ยไว้ จะได้ประมาณการวันที่ไข่ตกครั้งถัดไปได้ เมื่อได้ระยะตกไข่แล้วก็ให้เผื่อเวลาระยะปลอดภัยไว้โดยมีเพศสัมพันธ์ก่อนที่จะมีไข่ตกสัก 7 วันเป็นอย่างน้อย

ข้อควรจำ

1. วิธีการนับวันไข่ตกนี้จะมีประสิทธิผลสูงที่สุดก็ต่อเมื่อผู้หญิงคนนั้นมีประจำเดือนมาสม่ำเสมอ และจะมีประสิทธิผลน้อยลงในกรณีที่ประจำเดือนไม่มาสม่ำเสมอ มาสั้นบ้าง ยาวบ้าง
2. แม้ในรายที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอแล้วก็ตาม ประสิทธิผลของวิธีการนับวันตกไข่ก็ยังมีความผิดพลาดจากการเลื่อนเข้าออกของประจำเดือนได้บ้าง จึงควรใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่นเช่น ถุงยางอนามัยร่วมด้วยเสมอ ถ้าต้องการอะไรที่แน่นอน 100%
3. ข้อควรทราบอีกข้อหนึ่งก็คือความถี่ของการมีเพสสัมพันธ์ก็มีผลต่อประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ ในบางตำรากล่าวว่า ถ้าความถี่ของการมีเพสสัมพันธ์มีมากกว่า 3-4 ครั้ง/สัปดาห์ก็อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้น เนื่องจากวิธีการนี้เป็นวิธีการคุมกำเนิดที่เป็นธรรมชาติมากๆ และไม่มีผลข้างเคียงทางสุขภาพ ถ้าไม่ซีเรียสกับประสิทธิผลของการคุมกำเนิดให้ได้ 100% ก็เป็นวิธีที่น่าใช้

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

Advertisements

คุมกำเนิดอย่าง’เข้าใจ เข้าถึง ช่วยเหลือ’

bangkokbiznews140605_01เรื่องการคุมกำเนิดไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่อีกต่อไป วัยรุ่นหรือหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ก็ต้องทำความเข้าใจวิธีการคุมกำเนิดที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงยางอนามัย การรับประทานยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องทำความเข้าใจและพูดคุยกับบุตรหลานได้ เพื่อป้องกันและลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและนำไปสู่การทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในปี 2555 มีวัยรุ่น อายุ 10-19 ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 365 คน โดยมีวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดบุตรวันละ 10 คน วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความสำคัญช่วงหนึ่งในชีวิตมนุษย์

ปัจจุบันเด็กไทยก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วขึ้น ทั้งในเพศหญิงและชาย และไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะร่างกายเท่านั้น ยังเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ด้วย จากการที่วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กันเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น โดยมีสาเหตุ คือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์ หรือเรียกว่าเป็นความล้มเหลวจากวิธีการคุมกำเนิดที่เลือกใช้นั่นเอง

ถึงแม้ว่าถุงยางอนามัยและยาเม็ดคุมกำเนิดจะเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง แต่สำหรับในกลุ่มวัยรุ่น การใช้ถุงยางอนามัยและยาเม็ดคุมกำเนิดที่ไม่ถูกวิธีมีโอกาสสูง เช่น การลืมรับประทานยา การใส่และถอดถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี เป็นต้น ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาที่ซับซ้อน การแก้ไขจึงจำเป็นต้องมองปัญหาอย่างรอบด้าน และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะทางด้านความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติต่อวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์

กรมอนามัย ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นภายใต้แนวคิด “เข้าใจ เข้าถึง ช่วยเหลือ” โดยเน้นการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่กลุ่มเป้าหมายทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองและวัยรุ่น ในการเตรียมการป้องกัน เพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา

นอกจากนี้ยังร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับเพศศึกษาและทักษะชีวิตในโรงเรียน การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มวัยรุ่น เน้นการสร้างระบบบริการที่ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มวัยรุ่น ทั้งบริการให้คำปรึกษา ให้ความรู้ บริการคุมกำเนิดที่เข้าถึงง่าย และระบบการดูแลช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ลดปัญหาการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2557 กรมอนามัยร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดทำโครงการป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำในวัยรุ่น โดยการสนับสนุนการให้บริการวิธีคุมกำเนิดชนิดกึ่งถาวร ด้วยการใส่ห่วงอนามัยและยาฝังคุมกำเนิดแก่วัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ให้กับสถานบริการเครือข่ายของ สปสช.ทั่วประเทศ

ด้าน นพ.กิตติศักดิ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นที่เพิ่มสูงขึ้น ภารกิจหนึ่งที่สำคัญของสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ คือ การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในเรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งประกอบด้วย ตัววัยรุ่นเอง พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู บุคลากรสาธารณสุข ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ในสังคม

เรื่องการคุมกำเนิดเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เบื้องต้นต้องสร้างความเข้าใจให้ได้ก่อนว่า การคุมกำเนิดไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะผู้ใหญ่ แต่วัยรุ่นเองก็ต้องมีความรู้และเข้าถึงบริการการคุมกำเนิดด้วย จากสถิติปีพ.ศ.2555 ที่พบว่าแม่วัยรุ่นคลอดบุตรปีละประมาณ 130,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นการตั้งครรภ์ซ้ำสูงถึงร้อยละ 11

มาตรการในการป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำในวัยรุ่นที่สำคัญตามข้อเสนอแนะขององค์การอนามัยโลก คือ การส่งเสริมให้แม่วัยรุ่นได้เข้าถึงเวชภัณฑ์คุมกำเนิดกึ่งถาวร ซึ่งได้แก่ ห่วงอนามัยและยาฝังคุมกำเนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูง โดยห่วงอนามัย คุมกำเนิดได้ 5 ปี สำหรับยาฝังคุมกำเนิดมีให้เลือก 2 ชนิด ได้แก่ ชนิด 2 หลอดคุมกำเนิดได้ 5 ปี และ ชนิด 1 หลอดคุมกำเนิดได้ 3 ปี ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้การฝังยาและถอดยาง่ายและเร็วขึ้น

นอกจากนี้ กรมอนามัยยังได้สนับสนุนโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 835 แห่ง จัดตั้ง “คลินิกวัยรุ่น” ตามแนวทางมาตรฐานบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน (Youth Friendly Health Services) เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นและเยาวชนได้เข้าถึงบริการสุขภาพที่เป็นมิตร การบริการคุมกำเนิด การดูแลแม่วัยรุ่นอย่างเป็นองค์รวม

ทั้งยังจัดกิจกรรมเพื่อให้ความรู้แก่พนักงานของบริษัทหรือสถานประกอบการที่มีบุตรหลานอยู่ในช่วงวัยรุ่น ในหัวข้อ “เรื่องเพศคุยได้” เพื่อสร้างความเข้าใจถึงวิธีการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การใช้เวชภัณฑ์คุมกำเนิดที่ถูกต้อง เช่น การให้ความรู้ถึงวิธีการกินยาคุมกำเนิด คำแนะนำเมื่อลืมกินยาคุมกำเนิด หรือการเลือกใช้ยาคุมกำเนิดที่เหมาะสมในแต่ละราย

สำหรับผู้เริ่มใช้ยาคุมกำเนิดควรเริ่มที่มีขนาดต่ำ เพื่อลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ในกรณีที่มีเลือดออกกะปริดกะปรอยจากการใช้ยาคุม แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาคุมกำเนิดที่มีระดับฮอร์โมนที่สูงขึ้น และส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถพูดคุยเรื่องเพศกับบุตรหลานได้

มาร่วมกันสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้การคุมกำเนิดเป็นเรื่องใกล้ตัว

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 5 มิถุนายน 2557

คู่ชีวิตป่วน คุมกำเนิดไม่เป็น

ข้อมูลใหม่จากการสำรวจวันคุมกําเนิดโลก 2555 (World Contraception Day 2012) เผยผลสำรวจในหลายประเทศหัวข้อ ‘การคุมกําเนิด: มองอนาคต’ (Contraception: Looking to the Future) ซึ่งสนับสนุนโดยไบเออร์ เฮลธ์แคร์ (Bayer HealthCare) ผู้นำด้านการดูแลสุขภาพของผู้หญิง มีผู้ให้ข้อมูลกว่า 800 คนจาก 8 ประเทศในเอเชีย พบสิ่งสำคัญที่ระบุว่า คนหนุ่มสาวต้องคิดถึงอนาคตรวมถึงการคุมกําเนิดไว้ในแผนในอนาคตมากขึ้น

ขณะที่สถิติในประเทศไทย พบว่าอายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือ 22 ปี แต่อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่วางแผนมีบุตรคนแรกคือ 30 ปี เป็นช่วงที่ห่างกันเกือบ 10 ปี แถมผู้ให้ข้อมูลทั้งชายและหญิงมากกว่า 1 ใน 4 ไม่ต้องการมีบุตร หรือยังไม่แน่ใจว่าต้องการมีหรือไม่

นั่นแปลว่า เขาหรือเธอไม่เห็นความสำคัญ ไม่อยากคุมกำเนิด หรือ พวกเขาไม่รู้วิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง…กันแน่

เรื่องบนเตียง ชายหญิงต้องรู้

ผลสำรวจจากผู้ให้ข้อมูลว่า 16% ไม่ใช้วิธีคุมกําเนิดตอนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และ 17% ยังใช้วิธีหลั่งภายนอก ซึ่งไม่มีข้อมูลใดยืนยันได้ว่าเป็นวิธีคุมกําเนิดที่น่าเชื่อถือ หากเทียบกับการคุมกําเนิดที่มีประสิทธิผลมากกว่า อย่างยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพ 99% หากใช้อย่างถูกต้อง

งานสำรวจประจำปีวันคุมกําเนิดโลก เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวระยะยาว เผยว่าวิธีการคุมกำเนิดยอดนิยมเพื่อการวางแผนครอบครัวระยะยาว นั่นคือ ถุงยางอนามัยผู้ชาย แต่น่าแปลกใจว่า ผู้ให้ข้อมูลเกือบ 1 ใน 3 ไม่เห็นความจำเป็นของการคุมกำเนิดสำหรับวางแผนครอบครัว เพียงแต่ใช้วิธีการหลั่งภายนอกเท่านั้น

ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า คนจำนวนไม่น้อย ยังคงเข้าใจผิดว่าการหลั่งภายนอกเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนยืนกรานว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิด อีกทั้งผู้หญิง 40% เคยใช้ยาคุมกําเนิดฉุกเฉินอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งข้อเสียของมันมีมากมาย บางคนจึงลงท้ายด้วยการทำแท้ง

นอกจากนั้นยังมีการศึกษาเปรียบเทียบในประเทศไทย พบว่า อายุของการแต่งงานเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และอัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงกว่าครึ่งตลอด 40 ปี

เห็นได้ชัดว่า ยังมีความรู้ผิดๆและก็เห็นแนวโน้มการเจริญพันธุ์ที่ถดถอยลง แต่การรับรู้เรื่องการคุมกําเนิดกลับไล่ตามไม่ทัน

สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ คือ ให้ความรู้ที่ถูกต้องสำหรับหญิงชาย อาจเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับการคุมกําเนิด และทำให้การคุมกําเนิดเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน

“อยากสนับสนุนให้ทุกคน กำหนดอนาคตด้วยตัวเอง คุยกับคู่รักและแพทย์เพื่อหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม เพื่อให้การใช้ชีวิตควบคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่น พร้อมการคุมกำเนิดที่เหมาะสม” ศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

คุยเรื่องลับ กับสังคม

นายแพทย์กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำว่าการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของคู่รัก ให้ทางเลือกบวกกับความรู้ที่ถูกต้องของทางเลือกนั้นๆ

อันดับแรก ต้องกระตุ้นว่าทั้งชายและหญิงมีบทบาทเท่า ๆ กัน ไม่ใช่ของผู้หญิงฝ่ายเดียว ผู้ชายต้องมีความรับผิดชอบ และเป็นฝ่ายสนับสนุนฝ่ายหญิงให้คุมกำเนิดร่วมด้วย อันดับต่อมาคือ หาความรู้ที่ถูกต้อง ว่าการคุมกำเนิดมีอะไรบ้างที่เหมาะสมกับแต่ละราย และความต้องการของคู่ครองว่าต้องการคุมระยะสั้นหรือยาว รวมทั้งข้อดีข้อเสียของชนิดการคุมกำเนิดนั้นๆ

คุณหมอบอกเล่าถึงการคุมกำเนิดที่อันตรายมาก ๆ คือการบริโภคยาคุมฉุกเฉินแบบผิดวิธี ผู้ใช้ต้องรู้ถึงข้อเสียของมัน ว่าอาจมีผลข้างเคียง เช่น เวียนหัว อาเจียน ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเกิดความผิดปกติที่รังไข่ และเยื่อบุโพรงมดลูก เลือดออกกะปริด กะปรอย ปวดท้อง เพิ่มความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ต่ำ เฉลี่ยร้อยละ 75 และลืมได้ง่ายเพราะต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ ตลอดจนวิธีการใช้ ซึ่งไม่ควรเกิน 4 เม็ด (2แผง) ต่อเดือน อย่าเห็นแก่ความสะดวกเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีทางเลือกอื่นๆอีกที่ปลอดภัยและป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีกว่า อย่าง ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด ฉีด ฝัง แปะหรือใส่ห่วงอนามัย เป็นต้น

“ยกตัวอย่างผู้ใช้แรงงานที่ต้องโยกย้ายถิ่นบ่อยๆ และยังไม่อยากมีลูกไปสัก 3-5 ปี ก็ควรใช้การฝังยาคุมกำเนิด หรือใส่ห่วงอนามัย ซึ่งเป็นการคุมกำเนิดระยะยาว แต่ก็ต้องพิจารณาหรือปรึกษาแพทย์ว่าตนเหมาะกับการคุมกำเนิดแบบใด อย่างห่วงอนามัย อาจไม่เหมาะกับคนที่มีเลือดออกง่าย หรือติดเชื้อในมดลูก ในทางตรงข้ามถ้าต้องการป้องกันในช่วงเวลาสั้น ๆ และมีเพศสัมพันธ์บ่อย ก็ควรรับประทานยาคุมกำเนิดหรือฉีด ซึ่งก็ต้องเลือกชนิดที่มีฮอร์โมนเหมาะสมกับสตรีแต่ละคนด้วย รวมถึงฝ่ายชายก็ควรสวมถุงยางอนามัย นั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุด” นายแพทย์กิตติพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 ตุลาคม 2555

เทคนิคใหม่ทำหมันสตรีไร้แผลหน้าท้อง

การทำหมันเป็นการคุมกำเนิดแบบหนึ่งสำหรับครอบครัวที่มีบุตรเพียงพอแล้ว สมัยก่อนคนยังไม่รู้จักการคุมกำเนิด ไม่มีการควบคุมเด็กที่จะเกิดมาใหม่ ทำให้แต่ละครอบครัวมีลูกกันหลายคน มายุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายสูง คนดูแลเด็กก็หายาก จำนวนเด็กที่เกิดของแต่ละบ้านค่อยลดน้อยลง โดยเฉลี่ยจะมีกันราว 2 คน

เมื่อราว 40 ปีมาแล้ว ประเทศไทยมีประชากรราว 20 ล้านคน ประเทศฟิลิปปินส์มี 18 ล้านคน มาปัจจุบันไทยมีราว 65 ล้านคน ฟิลิปปินส์ 92 ล้านคน มากกว่าไทยไปอีก แสดงถึงไม่ค่อยได้คุมกำเนิดกัน ผลตามมาทำให้รายได้ต่อหัวน้อยกว่าคนไทย ต้องขยันกันทำงานทั้งในประเทศและออกไปต่างประเทศเพื่อให้มีรายได้พอเพียงเลี้ยงชีพ

การคุมกำเนิดและควบคุมประชากรให้พอดีกับงาน พอดีกับรายได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ครอบครัวที่มีบุตรพอดี จะเลี้ยงดูเด็กได้ดี มีคุณภาพ ดูแลได้ทั่วถึง ไม่อดอยาก ให้การศึกษาดี ควบคุมจริยธรรมคุณธรรม อยู่ในโอวาทได้ง่าย มากไปจะดูแลไม่ไหว โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เด็กแต่ละคนต้องใช้จ่ายมาก คำพังเพยที่ว่า ยิ่งมีลูกมากจะยิ่งจนลง คงใกล้ความจริง

การคุมกำเนิด หมายถึง ในสตรีมีหลายแบบ สมัยก่อนแบบง่าย ๆ จะใช้นับวันกัน ดูจังหวะที่ไข่ไม่ตกแน่จึงค่อยมีเพศสัมพันธ์ นับผิดนับถูกบางครั้งก็พลาดได้ การกินยาคุมทุกวันได้แพร่หลายอยู่พักหนึ่ง ต้องใช้ฮอร์โมน บางคนก็แพ้ไม่ค่อยสบาย ฉีดยาป้องกันทุก 3 เดือนก็มี ต้องใช้ฮอร์โมนเหมือนกัน มาจนถึงใช้ห่วงวางไว้ในมดลูก เวลาจะให้มีลูกก็เอาออกมา ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการคุมกำเนิดที่ไม่แน่นอน มีเผลอมีพลาดได้

การทำหมัน มีทั้งชายหญิง เป็นการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัด ปลอดภัยไม่เกี่ยวกับเรื่องฮอร์โมน ในหญิงจะตัดท่อรังไข่ให้ขาดจากกันทั้ง 2 ข้าง ในชายก็จะตัดเส้นทางเดินน้ำเชื้อให้ขาดจากกันทั้ง 2 ข้างเช่นกัน มีการทำทั้ง 2 เพศ เท่าที่พบฝ่ายชายมักจะบ่ายเบี่ยงให้เป็นภรรยาแทน มักอ้างว่าต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวทั้งวัน เกรงจะไม่มีแรงทำงาน ฝ่ายหญิงมักเสียสละยอมเป็นฝ่ายให้แพทย์ผ่าตัดทำเสมอ

การทำหมันเปียก มักทำหลังคลอด มดลูกลอยในช่องท้อง  อยู่เหนือเชิงกราน ทำให้ง่าย แผลผ่าตัดเล็กยาวราว 2-5 ซม. ระดับใต้สะดือ การทำหมันแห้ง ทำในยามปกติ มดลูกจะอยู่ในอุ้งเชิงกราน ดูจะยากสักหน่อยแต่สูตินรีแพทย์เก่ง อาจผ่าตัดทางหน้าท้องหรือผ่าตัดผ่านทางกล้องก็ได้ วิสัญญีแพทย์จะมาช่วยเรื่องวางยาสลบด้วย

เทคนิคใหม่ไร้แผลหน้าท้อง เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับสตรีที่ไม่ต้องการมีแผลหน้าท้อง ทำกันในยุโรปราว 10 ปีมาแล้ว ตามทฤษฎีว่า วิธีนี้ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ไปตัดท่อรังไข่ให้ขาดจากกัน ไม่ใช้ความร้อนให้เกิดเป็นแผลเป็น ไม่เกี่ยวกับเรื่องฮอร์โมน ไม่ต้องไปทำในห้องผ่าตัดใหญ่ เพียงห้องผ่าตัดเล็กก็ได้ ใช้เวลาราว 15 นาทีก็เสร็จ แทบไม่เจ็บปวดเลย เป็นการทำหมันถาวร ทำแล้วจะมาแก้ไขให้มีลูกดังเดิมไม่ได้

พญ.อรัญญา ยันตพันธ์ สูตินรีแพทย์ รพ.ราชวิถี กรมการแพทย์และคณะ นพ.มนัส วงษ์สุรีรัตน์ นพ.ทศพร เรืองกฤษณ์ ได้นำเทคนิคนี้มาใช้กับคนไข้ โดยได้รับความเอื้อเฟื้อ จาก บ.ตะวันแมคไวฟ์ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ได้ทำให้คนไข้ 3 ราย อายุราว 35 ปี มีบุตร 2 คนกันทุกคน ทำที่ รพ.ราชวิถี 1 ราย อีก 2 รายทำที่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา คนไข้นอนเหมือนท่าตรวจภายใน ได้ดมยาสลบเบา ๆ เกรงจะดิ้น คุณหมอได้ใส่เครื่องมือพร้อมขดลวดทางช่องคลอด เมื่อเห็นปากท่อรังไข่ทั้งสองในโพรงมดลูก จะปล่อยขดลวดยาวราว 4 ซม. คาไว้ในท่อรังไข่ เป็นเสร็จการผ่าตัด ใช้เวลาราว 30 นาที ถามคนไข้รู้สึกอย่างไรเมื่อตื่นมา เหมือนหลับไปชั่วครู่ แล้วก็กลับบ้านได้เลย

คนไข้จะต้องป้องกันการมีลูกไปก่อนราว 3 เดือนหากมีเพศสัมพันธ์ รอจนมีพังผืดไปหุ้มขดลวด เชื้ออสุจิผ่านเข้าไม่ได้จึงจะเลิกการป้องกัน เป็นครั้งแรกของการทำหมันเทคนิคใหม่นี้ของโรงพยาบาลราชวิถี

การทำหมันแบบไร้แผลหน้าท้อง เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้รักสวยรักงาม ไม่อยากมีแผลหน้าท้อง เป็นของใหม่ในบ้านเรา คงจะต้องรออีกสักระยะหนึ่งเมื่อได้ทำกันมากขึ้นเพื่อดูผลว่าจะเป็นอย่างไร แล้วคงจะได้คุยกันต่ออีก.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  17 มิถุนายน 2555