กาแฟดื่มมากเสี่ยงโรคซึมเศร้า

dailynews140311_001คนส่วนใหญ่มักติด การดื่มการแฟ ในตอนเช้าก่อนไปทำงาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ไม่ง่วงและกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี แต่บางคนมีนิสัยติดการดื่มกาแฟอย่างมาก โดยมีพฤติกรรมดื่มตลอดทั้งวัน หรือแม้แต่การดื่มกาแฟดำไม่ใส่นมหรือน้ำตาล ซึ่งการกระทำเช่นนั้น เป็นภัยต่อร่างกายอย่างมาก เพราะคาเฟอีนในกาแฟมีผลต่อการทำงานของหัวใจและสมอง

การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิซิแกน แห่งรัฐมิซิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หากบริโภคปริมาณที่พอดีฤทธิ์ของกาแฟจะช่วยทำให้รู้สึกดี แต่หากมากเกินไปคาเฟอีนในกาแฟอาจอันตรายถึงชีวิตได้ โดยการบริโภคผงคาเฟอีนบริสุทธิ์ 16 ช้อนชา/วัน จะให้พลังงานที่พอดีแก่ร่างกายเกิดความแข็งแรง แต่หากทานเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 4 ส่วนของปริมาณเดิม จะส่งผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็วขึ้น รู้สึกตึงเครียด และวิตกกังวลเฉียบพลัน จากผลการตรวจร่างกายของชาวอังกฤษพบว่า ขณะนี้มีผู้ใหญ่ประมาณ 3 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะกลัว วิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเห็นภาพหลอนได้ อาการที่บ่งชี้ถึงการเสพคาเฟอีนเกินขนาดคือ อาการปวดหัว เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ อารมณ์แปรปรวนและมีภาวะซึมเศร้า

เนื่องจากคาเฟอีนมีลักษณะเป็นโมเลกุลขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนแปลงง่าย ทำให้ถูกดูดซึมผ่านเนื้อเยื้อกั้นกลางระหว่างเลือดและสมองเข้าสู่สมองได้ภายใน 20 นาที ส่งผลให้นิวโรทรานสมิตเตอร์ สารสื่อประสาทหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งตามระบบความเชื่อหยุดทำงาน เป็นผลให้สมองเกิดอาการเซื่องซึม

แม้ว่ากาแฟอาจเป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราผ่านความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานไปได้ แต่คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ปรับเวลาปฏิกิริยาของความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ เป็นอาการทั่วไปที่นำไปสู่ความกังวล คาเฟอีนจะมีผลต่อจิตใจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน โดยมีผลมาจากแอดิโนซีน สารที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ อธิบายได้ว่า บางคนมีปัญหาการนอนหลังจากดื่มกาแฟ ในขณะที่หลายคนสามารถหลับได้ใน 1 ชั่วโมงให้หลัง

ทั้งนี้ การศึกษากรณีตัวอย่างของพยาบาล อายุ 27 ปี มีอาการหวาดกลัว หอบ ปวดศีรษะและหัวใจเต้นผิดปกติ ผลการวินิจฉัยครั้งแรกระบุว่า เป็นอาการที่เกิดจากความวิตกกังวล แต่ภายหลังค้นพบสาเหตุของอาการที่แท้จริงคือกาแฟ เพราะเธอบริโภคกาแฟเฉลี่ยประมาณ 10 -12 แก้ว/วัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน มีนิสัยติดการดื่มกาแฟราว 14 แก้ว/วัน และเมื่อปริมาณคาเฟอีนลดลงอาการกลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยนเรศวรได้เผยถึงปริมาณการดื่มกาแฟที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายว่า ผู้ชายสามารถดื่มกาแฟได้มากกว่า 5 แก้ว/วัน ซึ่งคาเฟอีนจะเข้าไปขยายหลอดเลือดแดงให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ส่วนผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 5 แก้ว/วัน โดยพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2557

Advertisements

ดื่ม”กาแฟ” ทุกวัน อาจช่วยทำให้ความจำดีขึ้น

matichon140115_001หลายคนดื่มกาแฟแต่เช้า เพราะรู้สึกว่าดื่มแล้วช่วยทำให้เราไม่ง่วงนอน ช่วยทำให้เรากระปรี้กระเปร่า อันเป็นผลมาจากคาเฟอีน แต่ผลการวิจัยล่าสุด พบว่าคาเฟอีนมีประโยชน์มากกว่าการไปกระตุ้นสมองให้ตื่น เพราะมันยังอาจจะสามารถช่วยเพิ่มความจำที่ดีขึ้นให้กับเราได้ด้วย

ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในเว็บไซต์เนเจอร์ นูโรไซน์ซ เกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของคาเฟอีนต่อความทรงจำ โดยไม่รวมเอาปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความทรงจำมารวมเข้าด้วย ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าคาเฟอีนมีผลช่วยกระตุ้นความทรงจำหลังการดื่มคาเฟอีนเข้าไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

นายไมเคิล ยัสซา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประสาทชีววิทยาและพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลการวิจัยพบว่าคาเฟอีนส่งผลต่อกระบวนการในการสร้างความทรงจำของมนุษย์ให้อยู่นานยิ่งขึ้น ไม่ขี้ลืม ซึ่งถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง

ยัสซากล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่างกว่า 100 คน ที่ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ คือ ไม่ได้ดื่มกาแฟ ชา หรือน้ำอัดลมมาก และได้คัดเลือกคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่ใช่แค่การดื่มกาแฟเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

โดยให้ผู้เข้าร่วมทดสอบดูภาพหลายๆ ภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นภาพรองเท้า เก้าอี้ เป็ดยาง เป็นต้น แล้วถามว่า สิ่งของที่เห็นนั้นเป็นสิ่งของที่อยู่ในหรือนอกบ้าน ซึ่งยัสเซอร์กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ผู้ทำการวิจัยไม่ได้สนใจคำตอบที่ได้เท่าไหร่ แต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ คือต้องการให้ผู้เข้าร่วมทดสอบให้ความสนใจกับสิ่งของที่เห็น แล้วเก็บสิ่งเหล่านั้นเข้าไปในสมอง

5 นาทีหลังจากผู้ร่วมทดสอบมองรูปเหล่านี้แล้ว ครึ่งหนึ่งของผู้ร่วมทดสอบจะดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน 200 มิลลิกรัม และอีกครึ่งหนึ่งดื่มเครื่องดื่มที่ถูกหลอกว่ามีคาเฟอีนอยู่เข้าไป แล้วกลับมาเข้าทดสอบอีกครั้งในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีคาเฟอีนเหลืออยู่ในร่างกายแล้ว แล้วให้ดูภาพสิ่งของต่างๆ แล้วถูกถามในคำถามเดิม แต่อาจจะเป็นภาพใหม่หรือภาพเก่าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เช่น มุมที่ต่างๆ จากวันก่อน เป็นต้น และพบว่าผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะสามารถตอบได้ว่าสิ่งของที่เห็นนั้นต่างไปจากวันก่อนอย่างไร ในขณะที่ผู้ที่ไม่ได้ดื่มคาเฟอีนเข้าไปจะตอบไม่ค่อยถูก

นายยัสเซอร์กล่าวว่า หากบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่น้อยเกินไป ก็ไม่ส่งผลทำให้ความจำดีขึ้นด้วย ดังนั้น การบริโภคคาเฟอีนในระดับหนึ่งจะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น ไม่หลงลืมง่าย และจำได้นานขึ้น แม่นยำขึ้น

ทั้งนี้ สัดส่วนของคาเฟอีนที่อยู่ในกาแฟนั้นจะแตกต่างกันออกไป โดยเฉลี่ย 1 แก้วจะมีคาเฟอีนอยู่ราว 160 มิลลิกรัม แต่แก้วกาแฟขนาด 16 ออนซ์ของสตาร์บัคส์ จะมีคาเฟอีนอยู่ 330 มิลลิกรัม ซึ่งปริมาณของคาเฟอีนที่จะช่วยกระตุ้นความทรงจำให้ดีขึ้นได้คืออย่างน้อย 200 มิลลิกรัม

ด้าน นายแพทย์เดวิด น็อปแมน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากโรงพยาบาลเมโยโรเชสเตอร์ สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ผลวิจัยดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากฝ่ายวิจัยด้านเภสัชศาสตร์ ถือเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าและน่าสนใจ เพื่อนำไปพัฒนายาเกี่ยวกับยาที่ใช้ในมนุษย์ต่อไป แต่ไม่คิดว่าผลการวิจัยที่ได้จะสามารถนำไปช่วยเหลือผู้ที่สูญเสียความทรงจำจากโรคอัลไซเมอร์ได้

นายยัสเซอร์ซึ่งก็ได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวทั้งในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เช่นกัน กล่าวว่า ยังต้องทำการวิจัยเพิ่มเติมอีกเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าเหตุใดคาเฟอีนจึงสามารถช่วยให้ความจำดีขึ้นได้

ที่มา:มติชน 15 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

bbc140112_001

Caffeine pill ‘could boost memory’

12 January 2014

A US study has raised the possibility that we may one day rely on caffeine to boost memory as well as to wake up.

The research, published in Nature Neuroscience, tested the memories of 160 people over 24 hours.

It found those who took caffeine tablets, rather than dummy pills, fared better on the memory tests.

But experts warned people to remember caffeine could cause negative effects, such as jitteriness and anxiety.

The Johns Hopkins University study involved people who did not regularly eat or drink caffeinated products.

Saliva samples were taken, to check base levels of caffeine, then participants were asked to look at a series of images.

Five minutes later they were given either a 200-milligram caffeine tablet – equivalent to the caffeine in a large cup of coffee, according to the researchers – or a dummy pill.

Saliva samples were taken again one, three and 24 hours later.

The next day, both groups were also tested on their ability to recognise the previous day’s images.

Altered images

Twenty-four hours may not sound like a long time, but it is in terms of memory studies. Most “forgetting” happens in the first few hours after learning something.

People were purposely shown a mixture of some of the initial tranche of images, some new – and some that were subtly different.

Being able to distinguish between similar, but not identical items, is called pattern separation and indicates a deeper level of memory retention.

More members of the caffeine group were able to correctly identify “similar” images, rather than wrongly saying they were the same.

Our study suggests that 200mg of coffee is beneficial to those who do not regularly ingest caffeine”

Prof Michael YassaJohns Hopkins University

Prof Michael Yassa, who led the study, said: “If we used a standard recognition memory task without these tricky similar items, we would have found no effect of caffeine.

“However, using these items requires the brain to make a more difficult discrimination – what we call pattern separation, which seems to be the process that is enhanced by caffeine in our case.”

Only a few previous studies have been carried out into caffeine’s effect on long-term memory, and those that have been done generally found little effect.

This study was different because people took the caffeine after, rather than before, they had seen and attempted to memorise the images.

The team now want to look at what happens in the hippocampus, the “memory centre” of the brain, so they can understand caffeine’s effect.

Moderation

But Prof Yassa said their findings do not mean people should rush out and drink lots of coffee, eat lots of chocolate – or take lots of caffeine pills.

“Everything in moderation. Our study suggests that 200mg of coffee is beneficial to those who do not regularly ingest caffeine.

“But we also show an inverted U-shape dose response suggesting that higher doses may not be as beneficial.


If you take too much caffeine there could be negative consequences for the body”

Dr Ashok JansariUniversity of East London

“Keep in mind that if you’re a regular caffeine drinker this amount may change.”

He added: “There are of course health risks to be aware of.

“Caffeine can have side effects like jitteriness and anxiety in some people. The benefits have to be weighed against the risks.”

Dr Anders Sandberg from the Future of Humanity Institute at the University of Oxford, said: “The paper demonstrates that giving caffeine after seeing images does improve recognition of them 24 hours later, supporting the idea that it helps the brain consolidate the learning.

“However, there was no straight improvement in recognition memory thanks to caffeine. Rather, the effect was a small improvement in the ability to distinguish new images that looked like old, from the real old images.”

He added: “Caffeine may still be helpful for paying attention to what you are studying and hence help your encoding, but the best way of boosting consolidation is sleep – which might be a problem in this case, if you take the caffeine too close to bedtime.

Dr Ashok Jansari, from the University of East London’s school of psychology, said caffeine appeared to “sharpen” memory, rather than actually making it better.

He said: “I would definitely not advise that people start taking in as much caffeine as possible since in terms of memory anything above 200mg may not help much and if you take too much caffeine there could be negative consequences for the body.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

วิจัยพบ ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋อง/วัน เสี่ยงซึมเศร้า แต่ดื่มกาแฟกลับดีต่อสุขภาพจิต

Credit : rialx.com

Credit : rialx.com

การศึกษาโดย National Institutes of Health ของสหรัฐที่สำรวจคนมากกว่า 250,000 คน พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋องต่อวันเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้ามากกว่าปกติ 30% และหากดื่ม fruit punch ที่มีน้ำตาลมากในประมาณเดียวกัน อัตราความเสี่ยงที่มากกว่าปกติจะเพิ่มเป็น 38% แต่หากเป็นเครื่องดื่มชนิดใช้สารแทนน้ำตาลหรือน้ำอัดลมแบบ Diet ความเสี่ยงจะมากขึ้นอีก

นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างน้ำอัดลมกับอาการซึมเศร้าแต่พอจะสามารถตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นได้ว่าผู้นิยมดื่มเครื่องดื่มลักษณะดังกล่าวปริมาณมากมักเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาสำรวจการบริโภคของคนอายุระหว่าง 50 ถึง 71 ปี จำนวนเกือบ 264,000 คน ช่วงปี ค.ศ.1994-1995 และ 10 ปีหลังจากนั้นถามคนกลุ่มนี้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

ทั่วโลกมีคนเป็นโรคนี้ 350 ล้านคน และในสหรัฐเองคาดว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 10% ของประชาการทั้งหมด

นอกจากนั้นการศึกษาพบด้วยว่าผู้ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 10%

ที่มา: มติชน 16 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

Hold the Diet Soda? Sweetened Drinks Linked to Depression, Coffee Tied to Lower Risk

Jan. 8, 2013 — New research suggests that drinking sweetened beverages, especially diet drinks, is associated with an increased risk of depression in adults while drinking coffee was tied to a slightly lower risk. The study was released January 8 and will be presented at the American Academy of Neurology’s 65th Annual Meeting in San Diego, March 16 to 23, 2013.

“Sweetened beverages, coffee and tea are commonly consumed worldwide and have important physical — and may have important mental — health consequences,” said study author Honglei Chen, MD, PhD, with the National Institutes of Health in Research Triangle Park in North Carolina and a member of the American Academy of Neurology.

The study involved 263,925 people between the ages of 50 and 71 at enrollment. From 1995 to 1996, consumption of drinks such as soda, tea, fruit punch and coffee was evaluated. About 10 years later, researchers asked the participants whether they had been diagnosed with depression since the year 2000. A total of 11,311 depression diagnoses were made.

People who drank more than four cans or cups per day of soda were 30 percent more likely to develop depression than those who drank no soda. Those who drank four cans of fruit punch per day were about 38 percent more likely to develop depression than those who did not drink sweetened drinks. People who drank four cups of coffee per day were about 10 percent less likely to develop depression than those who drank no coffee. The risk appeared to be greater for people who drank diet than regular soda, diet than regular fruit punches and for diet than regular iced tea.

“Our research suggests that cutting out or down on sweetened diet drinks or replacing them with unsweetened coffee may naturally help lower your depression risk,” said Chen. “More research is needed to confirm these findings, and people with depression should continue to take depression medications prescribed by their doctors.”

The study was supported by the National Institutes of Health, the National Institute of Environmental Health Sciences and the National Cancer Institute.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Academy of Neurology (AAN).

SOURCE : sciencedaily.com

คอกาแฟมีหวังอายุยืนกว่าคนไม่ดื่ม ช่วยป้องกันภัยโรคหัวใจหลอดเลือด

วารสาร “การแพทย์นิว อิงแลนด์” ของสหรัฐฯ รายงานว่า การศึกษาในเรื่องการดื่มกาแฟ กับคนจำนวน 400,000 คน ได้ผลว่า ผู้สูงอายุที่ดื่มกันแค่วันละ 2–3 ถ้วย มีโอกาสจะมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่น้อยกว่า 14 ปี เหนือกว่าคนที่ไม่ดื่มหรือนานๆจะจิบที

กาแฟยังมีส่วนทำให้โอกาสที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง การติดเชื้อ การบาดเจ็บ และอุบัติเหตุน้อยลงไปด้วย และแม้แต่ยังไม่อาจรู้สาเหตุชัด แต่ก็คิดว่ามันก็มีส่วนช่วยให้อายุยืนอยู่ด้วย

นักวิจัยนีล เฟรดแมน ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า “เรารู้ดีว่า มันมีฤทธิ์ต่อสมอง จึงอาจเป็นไปได้ว่ามันมีส่วนด้วย หรือไม่ก็อาจมีคุณต่อสุขภาพของกระดูก” เขาบอกห้ามว่า “สำหรับคอกาแฟแล้ว อย่าไปเลิก อาจจะมีบางคนบอกว่ามันไม่ดีอยู่บ้าง แต่ผมเห็นว่า มันช่วยยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นภัย” แต่บอกต่อไปว่า “หากจะบอกว่ามันมีคุณ ก็ยังพูดไม่ได้ เพราะยังหาสาเหตุไม่เจอเหมือนกัน ผมยังไม่ได้ยุให้ใครรีบไปซดเสีย โดยหวังว่าจะได้ประโยชน์จากมัน”.

ที่มา: ไทยรัฐ 21 พฤษภาคม 2555

.

Related Link:

.

 

A cup of coffee can help the elderly live longer

A new study has demonstrated that drinking coffee can help the elderly live longer lives.

In a research study published in the New England Journal of Medicine, drinking coffee was linked to helping the elderly live longer lives. The study, from the National Institute of Health’s AARP Diet and Health, made the discovery by accident when the researchers were looking for links to why coffee might be unhealthy. The suggestion that drinking coffee could be risky behavior was debunked. It was found that those who drank 6 cups a day were 10 to 15 percent less likely to die than those who did not drink coffee at all. It was also noted that the more cups of coffee, the more likely one might live longer.

The study followed over 200,000 men and over 173,000 women aged 50-71 years. Excluded from the study were people with heart disease, cancer, and stroke. Although 13 percent of those who started the study passed away before it was complete, the findings were still significant.

Coffee comes from coffee trees that can grow up to 30 feet tall and live for 20 to 30 years. These trees are covered in dark green leaves that are waxy in appearance and grow in pairs. Coffee cherries grow along the huge leaves. From the flowering blossom to the complete fruit, it can take a year for the cherry to mature. The tree can live in any climate that does not have harsh fluctuations in temperature but it prefers to grow in mild climates with rich soil. Frequent rain and shady sun are also a favorite of the coffee tree.

People who are enjoying and benefiting from coffee everyday can all trace the roots of the history of coffee to the Ethiopian plateau where an ancient man took care of goats. One day he noticed that when his goats ate the cherries from a certain tree they become so full of energy they couldn’t sleep at night. Being his duty to report any strange incidents, he went directly to the abbot of his nearest monastery. The abbot then took the cherries and made them into a drink. He found it kept him awake and alert during his long evening of prayers. He then shared this with other monks. It became so popular, that soon people all over tried the new drink. The news then moved east to the Arabian peninsula where it became more commercial eventually spreading throughout the world.

While drinking several cups of coffee in this study was found to decrease a person’s risk of dying by 10 percent, experts advise that a person can become dependent on the drink and the effects of the caffeine. If trying to decrease the amount of consumption, the person should expect to have headaches. The researchers performed what was the largest analysis to date that suggested that coffee may have some health benefits. It is not known yet what helps the elderly live longer when they drink coffee, but further research may find what it is.

Source:
NEJM
“Association of Coffee Drinking with Total and Cause-Specific Mortality”
Neal D. Freedman, Ph.D., et al.
May 17, 2012

Resource:
National Coffee Association
The History of Coffee

Data from: emaxhealth.com

 

======================================================

Caffeine fix it: How a regular cup of coffee could help you live longer

  • Drinkers are less likely to die from heart disease, stroke, injuries, accidents, diabetes and infections

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 22:51 GMT, 16 May 2012 | UPDATED: 06:26 GMT, 17 May 2012

Too much caffeine used to be considered a bad thing. Now researchers say drinking coffee could extend your life.

They found following a study of 400,000 aged between 50 and 71,  the more coffee you drink, the less likely you are to die from a number of different ailments.

These include heart disease, respiratory disease, stroke, injuries, accidents, diabetes and infections, but not cancer.

The US research published in The New England Journal of Medicine adds to evidence that coffee drinkers appear to enjoy better health.

Researchers at the National Cancer Institute, National Institutes of Health, Maryland, say they cannot establish whether coffee is the cause of a lowered risk of death, but they found a link.

The research followed a large number of people, 229,000 men and 173,000 women, taking part in a diet and health study between 1995 and 2008.

Participants were classified according to the amount of coffee they drank at the start of the study, into groups drinking up to six cups a day or more, and non-coffee drinkers.

There were 52,000 deaths during the period, with an ‘inverse association’ between coffee consumption and death.

This means those drinking greater amounts of coffee had an ever reducing risk of dying.

About one third of coffee drinkers were consuming decaffeinated coffee and the findings held for this group.

Experts say for this reason it is unlikely it is the caffeine ingredient giving health benefits, but there are known direct biological effects from antioxidants and magnesium contained in coffee.

Dr Euan Paul, executive director of the British Coffee Association said ‘This important research adds to the overwhelming weight of evidence which demonstrates that moderate coffee consumption of 4-5 cups of coffee per day is safe and may be associated with certain health benefits.

‘Whilst more research is required to determine whether the inverse association seen in this study is causal, these results are particularly encouraging because they build on previous research which has also suggested an inverse association between coffee consumption and total and cause-specific mortality.

‘Pregnant women should continue to moderate their caffeine intake to 200mg per day in line with NHS guidelines.’

Data from: dailymail.co.uk