ทริคดื่มนมตามนาฬิกาชีวิต

dailynews131108_002คุณผู้อ่านเคยได้ยินประโยคที่ว่า “รักใคร..ให้ดื่มนม” กันใช่ไหม กับสโลแกนของทางหน่วยงานภาครัฐเมื่อหลายปีก่อน ที่ต้องการรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนม เพราะนมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และวิตามินที่แสนจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย หาทานได้ง่าย และราคาไม่แพง แต่หากจะดื่มนมให้ได้ประโยชน์มากขึ้น บางตำราเขานะนำว่า ให้ศึกษาหลัก “นาฬิกาชีวิต” (Biological Clock) เราก็จะพบว่าไม่จำเป็นต้องไปพึ่งปลาทะเลน้ำลึกที่ไหนหรืออาหารสุขภาพแสนแพง เพราะแค่ “นม” จากแม่วัวธรรมดาแต่ถ้าดื่มให้ถูกช่วงเวลาก็สามารถบำรุงอวัยวะต่าง ๆ ได้อย่างดีทีเดียวเลย ศุกร์ผู้เขียนจึงขอนำสาระดี ๆ เรื่องการดื่มนมตามหลักนาฬิกาชีวิตมาให้ได้อ่านกัน

คอนเซ็ปต์เรื่องนาฬิกาชีวิตของการแพทย์ตะวันออก แบ่งการทำงานของร่างกายออกเป็นช่วงเวลา โดยเชื่อว่าถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตมาให้สอดคล้องกับการทำงานของร่างกายในแต่ละช่วงเวลาก็จะทำให้เรามีสุขภาพดี อายุยืนและไร้ซึ่งโรคภัย ซึ่งดู ๆ แล้วก็ดันไปป๊ะกันแหมเข้าคู่กับคอนเซ็ปต์ “จังหวะวงจรชีวิต” (Circadian Rhythm) ของทางตะวันตกเข้าให้ยังกะเป็นแฝดพี่แฝดน้องกันเลยว่าแล้วก็มาทำความรู้จักกับ “นาฬิกาชีวิต” และ “จังหวะวงจรชีวิต”ดูกันซิว่า “นม” แต่ละประเภทนั้นเหมาะกับร่างกายในช่วงเวลาไหนบ้าง

05.00 – 07.00 น. ว่ากันว่าช่วงเช้าแบบนี้เป็นช่วงเวลาของการทำงานของลำไส้ใหญ่ควรหัดขับถ่ายในช่วงเช้าให้เป็นนิสัย การดื่มนมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดี รู้อย่างนี้ ตื่นแล้วให้รีบตรงรี่ไปที่ตู้เย็นหานมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิตที่เป็นประโยชน์ (Probiotic) มาดื่มกัน

07.00 – 09.00 น. ควรทานอาหารเช้าอย่างเต็มที่เพราะเป็นมื้อแรกหลังจากร่างกายได้พักฟื้นจากการหลับยาวช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของกระเพาะ ร่างกายต้องการพลังงานน่าจะลองเปลี่ยนจากกาแฟ หรือชา มาดื่มนมพาสเจอร์ไรส์รสกาแฟรสช็อกโกแลต หรือมอลต์ที่ให้พลังงานเพื่อสนองต่อความต้องการของกระเพาะน่าจะเข้าท่ากว่า

09.00 – 12.00 น. เป็นช่วงจังหวะของการเรียนและทำงานสมองต้องการถูกกระตุ้นเพื่อให้สามารถใช้ความจำได้เต็มที่ ถ้าเป็นไปได้ลองพักเบรกด้วยโยเกิร์ต ไม่มีไขมัน หรือ โยเกิร์ตไขมันต่ำที่ให้ทั้งกลูโคสและกระตุ้นการทำงานเซลส์สมองช่วยให้ปลอดโปร่งจำและตัดสินใจได้ฉับไว

มาถึงหนุ่มสาวมนุษย์กลางคืนที่เพิ่งมาเริ่มต้นวันเอาช่วงเที่ยงนั้นคงต้องบอกว่าไลฟ์สไตล์ของคุณนั้นทำให้ร่างกายรวนเร เพราะถ้าเลยมาจนเที่ยงแล้วยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลยล่ะ ก็นั่นแปลว่าน้ำตาลในเลือดกำลังต่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาคุณก็จะไม่รู้สึกสดชื่นเท่าที่ควร ทีนี้มาดูกันต่อว่าในช่วงเที่ยงนั้น ร่างกายของเรายังคงเดินหน้าทำอะไรกันบ้าง

12.00 – 15.00 น. ช่วงเที่ยงและบ่ายเป็นช่วงของการทำงานของระบบย่อยอาหารอย่างกระเพาะและลำไส้เล็กกระเพาะจะหลั่งกรดออกมาในช่วงเที่ยงการดื่มนมเปรี้ยวตามหลังอาหารจะช่วยให้ลำไส้เล็กย่อยและดูดซึมสารอาหารดีขึ้น ยิ่งถ้าเป็นนมเปรี้ยวสูตร ไม่มีไขมัน ก็จะช่วยล้างไขมันที่เกาะในลำไส้ให้เราอีกต่างหาก

15.00 – 17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ควรดื่มน้ำผลไม้เพื่อให้มีการขับปัสสาวะถ้าไม่สามารถหาน้ำผลไม้ได้การดื่มนมเปรี้ยวพร้อมดื่มรสผลไม้ ก็จะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะถูกกระตุ้นและได้ขับถ่ายของเสียออกไปจากร่างกายได้เหมือนกัน

17.00 – 21.00 น. หลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การกระตุ้นการไหลเวียนเลือด เยื่อหุ้มหัวใจ ยิ่งสำหรับผู้สูงอายุความดันโลหิตจะต่ำลงการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและความดันให้เหมาะสมช่วงนี้ร่างกายต้องการวิตามินซีและอีสูงแต่เป็นช่วงเวลาที่ไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก ดังนั้นการเลือกดื่มนมเปรี้ยวที่เสริมวิตามินซีและอีแทนมื้อเย็นอาจจะเป็นทางเลือกที่เป๊ะที่สุดสำหรับผู้รักสุขภาพ

21.00 – 23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น และยังเป็นช่วงที่ร่างกายจะสามารถรับแคลเซียมได้มากที่สุดดังนั้นการดื่มนมอุ่น ๆ ซักแก้วก่อนเข้านอนจะช่วยทั้งควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพื่อสุขภาพที่ดีควรเลือกนม ไขมันต่ำ และมีแคลเซียมสูงเพียงแค่นำเข้าไมโครเวฟเพียงกิ๊งเดียวในหนึ่งนาทีก็จะได้นมอุ่น ๆ ที่แคลเซียมยังอยู่ครบถ้วยแถมช่วยให้หลับง่ายด้วย

23.00 – 05.00 น. เป็นช่วงเวลาของการปล่อยให้ร่างกายพักผ่อนเพื่อให้ตับหลั่งสารมีราโทนิน (Meratonin) มาฆ่าเชื้อโรคเพื่อขจัดสารพิษให้ร่างกายไม่ให้มีสารตกค้างทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง คนที่นอนดึกอาจจะทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ทำให้ร่างกายไม่ได้ระบายของเสียออกไป การให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มอิ่มในช่วงนี้จะช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมตื่นขึ้นมารับวันใหม่อย่างสดชื่น

ที่กล่าวมาเป็นเพียงหลักการตามนาฬิกาชีวิต เพื่อให้การเลือกดื่มนม และผลิตภัณฑ์นม ตรงตามระบบการทำงานของร่างกายแต่ถ้าคุณผู้อ่านไม่สามารถปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ตรงกับระบบนาฬิกาชีวิตอย่างน้อยการเลือกดื่มนม นมเปรี้ยว หรือโยเกิร์ต ก็เป็นการทำให้ร่างกายได้รับอาหารที่ดี มีคุณภาพ ดีกว่าการเลือดดื่มเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล แต่งสี เติมกลิ่นที่มีอยู่เต็มท้องตลาดในปัจจุบัน อย่าลืมนะคะว่า You are what you eat อยากสุขภาพดีต้องเริ่มที่การใส่ใจอาหารและเครื่องดื่มที่เราบริโภคกัน

“PrincessFangy”

twitter.com/PrincessFangy

ข้อมูลบางส่วนจาก http://www.theorganicthailand.com และ http://www.cpmeiji.com

รูปประกอบจาก http://www.tristarhealthcare.net

ที่มา: เดลินิวส์ 8 พฤศจิกายน 2556

ควรดื่มนมเอาฤกษ์ก่อนจะไปจีบสาวๆ

Credit : thehealthage.com

Credit : thehealthage.com

นักวิจัยสถาบันวิทยาศาสตร์การอาหารของมหาวิทยาลัยโอไฮโอ แห่งสหรัฐฯ บอกแนะนำหนุ่มๆ ทั้งหลายว่า หากเตรียมจะไปจีบสาวไม่ควรจะกินอาหารที่ใส่กระเทียมมากนักไปก่อนหน้า เพราะอาจจะสร้างความขายหน้า เพราะปากมีกลิ่นได้

วารสาร “วิทยาศาสตร์การอาหาร” เปิดเผยว่า พวกเขายังบอกวิธีแก้ไว้ว่า ถ้าหากต้องกินอาหารเช่นนั้น ก็ควรจะหานมดื่มพร้อมกับมันไปด้วย เพราะมันจะช่วยดับกลิ่นปากเกิดจากกินกระเทียมได้ แม้ว่า การดื่มนมตามภายหลังจะช่วยได้เช่นกัน แต่ก็สู้ดื่มพร้อมกับอาหารไปด้วยไม่ได้

นมทั้งชนิดพร่องไขมันและนมธรรมดา จะช่วยฆ่าฤทธิ์สารประกอบของกระเทียม ที่เป็นเหตุให้ปากและจมูกมีกลิ่น ส่วนกระเทียมอุดมด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม วิตามินบี 6 วิตามินซี และซีลีเนียมอันเป็นคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมาก แต่มันมีสารประกอบกำมะถันปนอยู่ด้วย เป็นตัวทำให้กระเทียมมีกลิ่นฉุน และพลอยทำให้เกิดกลิ่นปากด้วย.

ที่มา :  ไทยรัฐ 21 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Drinking Milk Can Prevent Garlic Breath, Study Finds

Feb. 4, 2013 — If you’re planning a romantic Italian dinner this Valentine’s Day, you may want to consider drinking a glass of milk along with your meal.

nd whole milk lowered the concentration of volatile odor-emitting compounds from garlic in the nose and mouth. Due to its higher fat content, whole milk was found to be more effective. Although drinking milk after eating a garlic-infused meal can still help, the study found that drinking it during the meal will have better results.

Garlic is an excellent source of magnesium, vitamin B6, vitamin C, and selenium and is reported to have many health benefits. It also contains a high amount of sulfur compounds, which are responsible for the characteristic odor and flavor of garlic, as well as bad breath.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byInstitute of Food Technologists (IFT).

Journal Reference:

  1. Areerat Hansanugrum, Sheryl A. Barringer. Effect of Milk on the Deodorization of Malodorous Breath after Garlic IngestionJournal of Food Science, 2010; 75 (6): C549 DOI: 10.1111/j.1750-3841.2010.01715.x

ควรให้เด็กกินนมมากวันละเท่าไหร่วิจัยคำตอบได้แล้ว ต้องวันละ 2 ถ้วย

Credit : diseaseproof.com

Credit : diseaseproof.com

นักวิจัยสามารถหาคำตอบให้กับคำถามที่หมอถูกถามบ่อยที่สุดแล้ว นั่นคือ ควรจะให้เด็กเล็กกินนมวันละมากสักเท่าใด จึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด

คำตอบก็คือวันละ 2 แก้ว

ดร.โจนาธาน  แมกไกวร์  สูติแพทย์โรงพยาบาลเซนต์ไมเคิล หัวหน้านักวิจัย ได้เริ่มศึกษาว่า ร่างกายของเด็กวัยระหว่าง 2-5 ขวบ เก็บตุนธาตุเหล็กและวิตามินดี อันเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดของนมวัวได้อย่างไร พบว่าเด็กคนที่ดื่มมาก จะมีระดับของวิตามินดีสูง แต่ธาตุเหล็กต่ำ

เราได้พบว่า  การให้ดื่มแค่วันละ 2 แก้ว จะทำให้เด็กส่วนใหญ่รักษาระดับวิตามินดี และแร่เหล็กได้มากที่สุดไปด้วยพร้อมกัน.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 20 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Two cups of milk daily enough for most kids: study

By Andrew M. Seaman
NEW YORK | Wed Dec 19, 2012

(Reuters Health) – Two cups of cow’s milk per day may be enough for most kids to have the recommended amount of vitamin D in their blood while maintaining a healthy iron level, suggests a new study.

“One of the common questions I get from parents when their kids become toddlers is, ‘how much milk should they be drinking?’ But we didn’t have a good answer,” said Dr. Jonathon Maguire, the study’s lead author from Toronto’s TARGet Kids! Collaboration.

One reason for the confusion, according to the researchers, is the American Academy of Pediatrics (AAP) recommends children between 2 and 8 years old drink two cups of milk per day, but in another guideline, the organization also says children need supplemental vitamin D if they drink less than four cups per day.

The researchers write in the journal Pediatrics that previous studies showed cow’s milk increases the amount of vitamin D in a child’s blood while also reducing iron levels. Iron, which the body can get from meats and beans, is important for developing brains and protecting against anemia.

Vitamin D, which is naturally produced in the body during sun exposure, helps the body absorb calcium and prevents the bone-softening disease rickets. People also get the vitamin by eating fortified foods, such as milk and fatty fish.

Maguire, a pediatrician at Toronto’s St. Michael’s Hospital, and his colleagues surveyed the parents of 1,311 children, who were between 2 and 5 years old and at pediatricians’ offices in the Toronto area between December 2008 and December 2010. They also took blood samples from the children.

The researchers found one cup (250 milliliters) of milk was tied to a 5 nanomoles per liter (nmol/L) increase of vitamin D in the children’s blood, and a small decrease in iron levels.

The Canadian Pediatric Society suggests children maintain a vitamin D level in their blood of at least 75 nmol/L. On average, the children were drinking just under two cups of milk per day, and were exceeding their recommended vitamin D level.

The researchers concluded that two glasses of cow’s milk per day is enough to keep most kids at the suggested vitamin D levels while also maintaining a healthy amount of iron.

SUPPLEMENTS AND OTHER SOURCES

That’s not a blanket suggestion for all children, however.

Maguire and his colleagues say darker skinned children may need 3 to 4 cups of milk per day during the winter, when their bodies produce less vitamin D naturally from sun exposure.

Maguire told Reuters Health that the findings seem consistent with previous recommendations.

“I don’t think there is too much cause for concern. I think this is probably old news for some parents,” he said.

Patsy Brannon, a professor of nutritional sciences at Cornell University in Ithaca, New York, said the finding of 2 cups of milk is consistent with the U.S. Department of Agriculture’s recommendation for two and three year olds, but said older children need 2.5 cups.

Also, she points out, the U.S. Institutes of Medicine and AAP recommend a vitamin D level in children of at least 50 nmol/L, which is lower than the Canadian society’s suggestion.

Currently, the AAP recommends infants, children and teens get 400 international units (IU) of vitamin D per day. The average cup of milk has about 100 IU of vitamin D.

Brannon recommends taking a daily vitamin D supplement to reach that recommendation, but adds that people can also get the vitamin from fortified cereals, grains and other foods.

“There are other sources of vitamin D in the diet besides what comes from milk. We have to be concerned about excessive milk consumption in this age group,” she said.

SOURCE: reuters.com