น้ำช่วยลดน้ำหนัก ความจริงหรือความเชื่อ

dailynews140318_001หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ จะช่วยลดนำหนักตัวได้ แต่ทุกคนคงต้องคิดใหม่อีกครั้ง เมื่อดร.คิ๊ตเชิ่น นักโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การดื่มน้ำช่วยลดน้ำหนักได้เป็นเพียงความเชื่อที่ถูกพูดต่อ ๆ กันมาเท่านั้น เพราะมีหลักฐานน้อยมากที่ยืนยันว่าการดื่มน้ำช่วยลดน้ำหนักได้ แม้ว่าการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดี แต่หากดื่มมากเกินกว่าการเผาผลาญแคลอรี่ของร่างกายไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ กระบวนการสลายไขมันกลายเป็นเพียงการต่อเชื่อมระหว่างของไขมันเท่านั้น

ดร.คิ๊ดเชิ่น ยังแย้งคำกล่าวที่ว่าควรดื่มน้ำ 8 แก้ว/วัน เพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรี่โดยระบุว่า แม้ร่างกายจะต้องการของเหลว แต่ไม่มีหลักฐานว่าน้ำจะเข้าไปละลายไขมันขับมันออกจากร่างกาย หรือช่วยทำให้ร่างกายสมบูรณ์ ซึ่งของเหลวที่ดีต่อสุขภาพประกอบด้วย น้ำเปล่า น้ำจากธัญพืช และกาแฟที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นภัยต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้วกาแฟจะช่วยให้ร่างกายเก็บสะสมของเหลวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายและลดการสูญเสียน้ำ

ทั้งนี้ ดร.คิ๊ดเชิ่น ยังกล่าวว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเร่งการเผาผลาญได้มากขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่มีผลกระทบมากพอที่จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดได้ พร้อมยืนยันว่าทางเดียวที่จะทำให้ปริมาณแคลอรี่ร่างกายน้อยลงได้คือควบคุมอาหาร ซึ่งแนะนำให้ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเน้นทานผลไม้ ผัก และซุป

อย่างไรก็ตาม แม้น้ำจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อน้ำหนักตัวของคนเรา แต่น้ำถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการปรับสมดุลในร่างกายอย่างมาก

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 18 มีนาคม 2557

Advertisements

ดื่มน้ำผิดเวลา กระทบระบบย่อย

dailynews130111_001หลายคนอาจหลงลืมหรือให้ความสำคัญน้อยเกินไป กับสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับร่างกาย อย่าง “น้ำดื่ม”

“ร่างกายของมนุษย์เรา มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70%”…จากข้อความนี้ น่าจะทำให้เห็นความสำคัญของน้ำเพิ่มมากขึ้นนะคะ เนื่องจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ทุกหนแห่ง น้ำในร่างกายแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ น้ำที่ประกอบอยู่ในเซลล์ประมาณ 60% มีอยู่นอกเซลล์ประมาณ 30% และที่อยู่ในเนื้อเยื่อ หรือเลือดอีก 10% เหตุนี้จึงทำให้มนุษย์ต้องการน้ำ ประมาณ 2–3 ลิตรต่อวัน ในทางกลับกัน แต่ละวันร่างกายก็มีการขับน้ำออกในลักษณะของปัสสาวะ 0.5-2.3 ลิตร นอกจากนั้นยังมีการขับน้ำออกทางเหงื่อ อุจจาระ และลมหายใจ

หน้าที่ของน้ำในร่างกายนั้นมีมากมาย ทั้งช่วยย่อยอาหาร ละลายสารอาหารและออกซิเจนเพื่อขนส่งให้เซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยให้หัวใจทำงานปกติ เลือดไหลเวียนดี ละลายสารพิษเพื่อขับออกจากร่างกาย ทำให้ข้อกระดูกเคลื่อนไหวได้สะดวก ทำให้ผิวพรรณสดใสไม่แห้งกร้าน ใบหน้าชุ่มชื้นดูมีเลือดฝาด เมื่อน้ำสำคัญมากขนาดนี้ จะดื่มน้ำกันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายเรามากที่สุด?

น้ำที่ดื่มต้องสะอาดเรื่องนี้สำคัญมากนะคะ หากเราดื่มน้ำที่ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน อาจส่งผลต่อร่างกาย เช่น น้ำที่มีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนในปริมาณมาก อาจทำให้อุจจาระร่วง ป่วยโรคบิดและไทฟอยด์ หากน้ำดื่มมีสารเคมี โลหะหนัก เช่น คลอไรด์, ไนเตรท, แมงกานีส, สังกะสี, ตะกั่ว ก็ยังส่งผลเสียต่อตับ ตับอ่อน ไต กระเพาะปัสสาวะ เพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง

ดื่มน้ำให้เพียงพอและถูกต้อง : โดยปกติเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว หรือ 2-3 ลิตร ควรดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอน  โดยตอนเช้าควรดื่มน้ำอุ่นทันที 2 แก้ว เพื่อช่วยให้ขับถ่ายอุจจาระได้ดี ดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย ไม่ควรดื่มน้ำเกินครึ่งแก้วก่อนรับประทานอาหาร 15 นาที และภายใน 40 นาทีหลังมื้ออาหาร เนื่องจากทำให้น้ำย่อยเจือจางลง ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร

ทั้งนี้การดื่มน้ำก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวในขณะนั้นด้วย เช่น อากาศที่ร้อน และแห้ง ร่างกายจะสูญเสียน้ำทางผิวหนังและลมหายใจมากกว่าปกติ ดังนั้น ผู้ที่อยู่กลางแจ้งและในห้องปรับอากาศที่เย็นจัดจะต้องการน้ำมากกว่าคนที่อยู่ในที่ร่มหรือในห้องที่อุ่นสบาย หรือผู้ที่ออกกำลังกาย มีไข้ ท้องเสีย อาเจียนก็ควรดื่มน้ำเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำด้วย ทั้งนี้ ควรดื่มน้ำทีละนิด แบบจิบทีละ 2–3 อึก จิบบ่อยๆ ไปตลอดทั้งวัน ซึ่งจะดีกว่าการดื่มน้ำครั้งละมากๆ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้กับระบบขับถ่าย อย่าง ไต ปอด ม้าม และระบบย่อยอาหาร อีกทั้งร่างกายจะดูดซึมไม่ทัน และขับออกมาเป็นปัสสาวะ แม้ดื่มน้ำเข้าไปมากก็ยังรู้สึกหิวน้ำอยู่บ่อยๆ

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้ไตทำงานได้ดี ซึ่งหลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า ไต ต้องทำหน้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกำจัดสารพิษต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเกิดจากกระบวนการทำงานภายในเซลล์, ดูดสารอาหารที่มีประโยชน์กลับคืนเข้าสู่ร่างกาย, ควบคุมระดับความเป็นกรด ด่าง ของของเหลวในร่างกาย, กำจัดของเสียส่วนเกินแล้วขับออกทางปัสสาวะ, สร้างฮอร์โมนที่เป็นตัวกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงและวิตามินดี..ถ้าร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ไตก็ไม่สามารถทำหน้าที่ดังที่กล่าวได้ดี เช่นเดียวกับ ตับ ต้องทำงานหนักขึ้น เผาผลาญไขมันได้น้อยลง ทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมันมากขึ้นอีกด้วย

หากปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายต้องดึงน้ำจากส่วนต่างๆ มาใช้โดยที่เราไม่รู้ตัว ส่งผลให้เลือดข้น ระบบไหลเวียนของเหลวผิดปกติ ผิวหยาบ ปวดศีรษะ เป็นตะคริว ความดันสูง

อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังในการดื่มน้ำอยู่บ้าง เช่น ผู้ป่วยโรคไต ที่มีอาการบวมน้ำ ต้องควบคุมปริมาณน้ำดื่มในแต่ละวันตามแพทย์กำหนด เพราะไตของผู้ป่วยไม่สามารถขับน้ำออกจากร่างกายได้ตามปกติ น้ำปริมาณมากจึงคั่งอยู่ภายใน ส่งผลให้แขนขาบวม ความดันโลหิตสูง

ไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัดเพราะอวัยวะภายในร่างกายต้องปรับอุณหภูมิของน้ำที่เย็นจัดให้เท่ากับอุณหภูมิของร่างกายก่อนนำไปใช้งาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร เป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอ ทางที่ดีควรดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำเพื่อช่วยขับเหงื่อ

ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไปเพราะจะทำให้รู้สึกกระหายมากกว่าปกติ การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ร่างกายทำงานหนักและทรุดโทรมก่อนวัย

ทราบกันอย่างนี้แล้วก็ปรับวิธีการดื่มน้ำให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายเรากันนะคะ เพื่อสุขภาพของเราเอง และคนที่เรารัก อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงบางส่วนจาก http://www.thaihealth.or.th และ http://www.e-magazine.info

 

ที่มา :  เดลินิวส์ 11 มกราคม 2556

สอบไล่ให้ดีต้องอย่าให้ขาดน้ำ สมองจะทำงานได้คล่องว่องไว

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเวสต์ ลอนดอนและเวสต์มินสเตอร์ของอังกฤษ พบสูตรว่า หากจะสอบให้ได้ ควรจะมีการให้น้ำกันด้วย

พวกเขาศึกษากับนักศึกษาวิชาจิตวิทยา 447 คน พบว่า ผู้ที่ดื่มน้ำ กาแฟ หรือโคลา ก่อนเข้าห้องสอบ จะทำคะแนนได้สูงกว่าเพื่อนที่ไม่ได้ ปฏิบัติเช่นนั้นถึงร้อยละ 10 และสังเกตพบว่า นักศึกษาผู้ที่หิ้วน้ำเข้าไปสอบด้วยจำนวนร้อยละ 25 ก็สามารถทำคะแนนได้สูงกว่าโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ด้วย

ดร.คริส  พอสัน  มหาวิทยาลัยอีสต์ ลอนดอน อธิบายสาเหตุว่า การดื่มน้ำอาจจะให้ผลทางใจ เมื่อเวลาใช้ความคิด นอกจากนั้นยังช่วยดับความกระวนกระวาย อันเป็นศัตรูของการทำสอบด้วย แต่ถึงจะอย่างไรก็ดี นักเรียนนักศึกษาควรจะระวังอย่าให้เกิดขาดน้ำขณะเข้าสอบเอาไว้

นักวิจัยผู้หนึ่งมีทฤษฎีของเหตุผลว่า การดื่มน้ำจะทำให้เซลล์สมองไม่ขาดน้ำ ช่วยการไหลของข้อมูลระหว่างกันเป็นไปอย่างราบรื่น ซ้ำมันยังช่วยให้ใจเย็นลง เพราะได้พบในการทดสอบว่า ผู้ที่หิวน้ำจะขาดสมาธิง่าย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 24 เมษายน 2555

เคล็ดลับ ‘ดื่มน้ำ’ ได้สุขภาพ

น้ำเปล่า ดื่มดีได้-ดื่มร้ายเสียสุขภาพ ในแต่ละวันควรดื่มน้ำแบบไหน เวลาใด และปริมาณเท่าไหร่

เมื่ออากาศเย็นลง จนทำใครหลายคนรู้สึกหนาวและอาจป่วยไข้ไม่สบายเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง ระยะนี้จึงต้องใส่ใจดูแลสุขภาพกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องการดื่มน้ำ ที่ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ

สำหรับน้ำที่ดื่ม ไม่ควรเย็นจี๋ เพราะทำให้เส้นเลือดที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารหดตัวลง หากเป็นเช่นนั้นเซลล์จะปรับตัวและขยายตัวเพื่อดูดซึม ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการปรับอุณหภูมิก่อนดูดซึม จึงมักเกิดอาการจุกหน้าอกขณะกระหายน้ำ

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัย ชี้ว่า การดื่มน้ำเย็นจัดมากเกินไปจะทำให้ขีดความสามารถในการทำงานของสมองลดลงทันที ส่งผลกระทบต่อการขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สมอง ซึ่งน้ำเย็นจัดเพียงแค่แก้วเดียว ยังทำให้สภาพจิตใจของบางคนลดลงร้อยละ15

ส่วนการดื่มน้ำร้อนจัดก็ไม่ควร เพราะความร้อนของน้ำอาจทำลายเยื่อบุช่องปากและทางเดินอาหาร จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรค

การดื่มน้ำที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิใกล้เคียงหรือต่ำกว่าอุณหภูมิร่างการเล็กน้อย เช่น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำที่มีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที

โดยเฉพาะในหน้าหนาว ช่วงเวลาที่ควรดื่มน้ำ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แนะนำไว้ 3 ช่วงด้วยกัน ประกอบด้วย แก้วแรกของวัน ดื่มระหว่าง 05.00-07.00 น. จะช่วยการขับถ่าย ช่วงต่อไป คือ 15.00-17.00น. จะช่วยล้างกระเพาะปัสสาวะ และแก้วสุดท้ายของวัน ดื่มก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง ช่วยการนอนหลับที่ดี

ในแต่ละวัน ปริมาณน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไปตามน้ำหนักตัว ซึ่งมีวิธีคำนวณง่ายๆ ในสูตร น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย 2 แล้วคูณด้วย 2.2 และคูณด้วย 30 จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นปริมาณน้ำหน่วย c.c. ที่ควรดื่มในแต่ละวันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำ ไม่ควรดื่มคราวละมากๆ เพราะจะทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย โดยควรดื่มแบบค่อยๆ จิบ เซลล์ในร่างกายจะดึงน้ำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 14 ธันวาคม 2554