งดเหล้าเข้าพรรษา ตับจะมีปัญหาแค่ช่วงนี้หรือ ?

dailynews140723_02หลายท่านอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงมีการรณรงค์ให้งดเหล้าเฉพาะช่วงเข้าพรรษา เพราะถ้าถามหาคำตอบจากคนส่วนใหญ่คงได้รับคำอธิบายว่า จริงๆ แล้วก็อยากให้งดเหล้าตลอดไป แต่ที่ให้งดเหล้าช่วงเข้าพรรษาเพราะเป็นกุศโลบายที่เข้าใจได้ง่ายว่า ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นงดเหล้าเมื่อไหร่ดีก็เริ่มช่วงเข้าพรรษานี้สิดีเพราะมีความเชื่อมโยงกับศาสนาและการทำความดีละเว้นความชั่ว ซึ่งเหตุผลของผู้ที่ดื่มเหล้าอาจมีมากมาย เช่น ดื่มแก้เครียด ดื่มเพื่อฉลองความสุข ดื่มแก้เหงา และดื่มเพื่อเข้าสังคม ฯลฯ และเชื่อว่าผู้ที่ดื่มเหล้าหลายคนอาจไม่เคยคิด ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าหลังจากที่ดื่มจนติดเป็นนิสัยแล้วผลที่ตามมานั้นร้ายแรงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ผลต่อสมอง ซึ่งแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง ตัดสินใจช้า ความคิดสับสน ความจำเสื่อม การทรงตัวไม่ดี ปลายประสาทพิการ ทำให้ชาตามมือตามเท้า ถ้าดื่มอย่างรวดเร็วใน ปริมาณมากๆ จะทำให้หมดสติ และหยุดหายใจ เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็ง ก็มีสาเหตุจากการดื่มเหล้าจัดเช่นกัน หรืออาจมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ตับอักเสบจากไวรัสเรื้อรังไม่รักษา ซึ่งอาการเบื้องต้นของผู้ที่มีปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็งจะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เริ่มแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ และอาจมีอาการอาเจียนเป็นบางครั้ง รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย มักจะถ่ายเหลว ความรู้สึกทางเพศลดลง ตาอาจเหลืองเล็กน้อย ด้วยเหตุที่อาการเหล่านั้นมาอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ไม่ทันระวังป้องกัน เมื่อตับแข็งเรื้อรังก็จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะแสดงอาการท้องมาน เท้าบวม มีเส้นเลือดขอดที่ขา เส้นเลือดพองที่หน้าท้อง อาจอาเจียนเป็นเลือดสดๆ เนื่องจากเส้นเลือดที่หลอดอาหารขอดแล้วแตกซึ่งอาจถึงช็อกและตายได้

ดังนั้น หากท่านใดรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ไปสังสรรค์กับเพื่อน ดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็ควรหาทางป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ควรได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างพอเพียงควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด โดยเฉพาะปลาหรืออาหารทะเล การรับประทานอาหารในคนไข้ที่เป็นตับแข็งนั้น สมควรที่จะแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ เนื่องจากบางครั้งผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการย่อยอาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารในปริมาณมากได้ การรับประทานอาหารอย่างพอเพียงโดยแบ่งเป็นหลายๆ มื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยสารอาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารพิษและการเผาผลาญอาหารของตับ เช่น เซเลเนียม (Selenium) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอ็นไซม์ ขจัดสารพิษของตับ ลดความรุนแรงของปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดพิษต่อตับ หรือน้ำแอปเปิ้ลสกัดเข้มข้น (Apple Venegar) ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นหลายชนิดในการเผาผลาญอาหาร หรือลองรับประทานยีสต์สกัดเข้มข้น (Brewer’s Yeast Extract) ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบี โครเมียม และเซเลเนียมที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการเผาผลาญที่ตับ หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับ เป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังช่วยจับกับแอลกอฮอล์ ช่วยลดความเสียหายของตับได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กรกฎาคม 2557

Advertisements

หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้

ramachannel140711_01ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ หัวหน้าศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ โรคหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ และโรคหัวใจเต้นช้าผิดจังหวะ แต่ที่พบบ่อย คือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด เอเอฟ (Atrial fibrillation : AF) ซึ่งเกิดจากสร้างสัญญาณไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็วสูงถึง 190-350 ครั้งต่อนาที ซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มอายุแต่พบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับความเสื่อมของร่างกาย การดื่มสุรา หรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ หรืออาจมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น รู้สึกไม่สบาย ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ บางรายอาจพบลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดในอวัยวะสำคัญ อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วย 5-7 คน ใน 100 คน หรือ 2 เท่าของผู้ที่หัวใจเต้นปกติ

“ขณะนี้มีผู้ป่วยภาวะหัวใจผิดปกติชนิดเอเอฟสูงขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ คาดว่ามีผู้ป่วย 2.2 ล้านคน หรือร้อยละ 0.4 ของประชากร คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้ทำการวิจัยและพัฒนากระบวนการรักษาเพื่อให้บริการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้เปิด “ศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งการจี้ด้วยสายสวนด้วยระบบคาร์โต (Carto system) การผ่าตัดขนาดเล็ก และการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ที่ทำสำเร็จเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผศ.นพ.ครรชิต กล่าว และว่าส่วนการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นช้าผิดปกติ 20-30 ครั้งต่อนาที สามารถฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจที่หน้าอกได้

ผศ.นพ.ครรชิต กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนวิธีการรักษา เมื่อพบความผิดปกติหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลังจากมีการซักถามอาหารโรคเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา โดยเบื้องต้นจะต้องเปลี่ยนแปลงเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มสุรา กาแฟ หรือรักษาโรคหัวใจที่มีอยู่ จากนั้นก็ต้องหารือกับคนไข้จะเลือกวิธีการรักษาแบบการจี้ หรือผ่าตัด ซึ่งจะใช้วิธีการจี้ด้วยสายสวนด้วยระบบคาร์โต ซึ่งเป็นส่งคลื่นวิทยุความถี่สูง แต่หากการจี้ไม่ได้ผลดี จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งพบว่า สามารถรักษาหายได้ 70-80% โดยไม่กลับมาเป็นเป็นซ้ำอีก โดยที่ผ่านมาทำการผ่าตัดไปแล้ว 2ราย

“วิธีการนี้มีใช่รักษาในอเมริกาไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่ถือเป็นวิทยาการล่าสุด ที่ทำสำเร็จเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ต้องไปรักษาในต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากเฉียดล้านบาท ซึ่งการผ่าตัดในประเทศจะช่วยลดการใช้จ่ายได้ 10 เท่าตัว” ผศ.นพ.ครรชิต กล่าว

ด้านผศ.นพ.สุชาต ไชยโรจน์ หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า วิทยาการล่าสุดเพื่อรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิด เอเอฟ คือ การผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งได้รับความร่วมมือกับทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และมหาวิทยาลัย UCLA เบื้องต้นแพทย์ต้องวินิจฉัยว่าผู้ป่วยควรรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ การผ่าตัดวิธีนี้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดแบบเดิม โอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนต่ำ เพราะเป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก 2 จุด บริเวณช่องชายโครงความยาว 1-2 ซม.เพื่อสอดใส่กล้อง จากนั้นใช้อุปกรณ์พิเศษคล้องบริเวณขั้วของหลอดเลือดดำที่ปอด เพื่อปล่อยคลื่นไมโครเวฟทำลายวงจรผิดปกติของหัวใจ เมื่อหัวใจเต้นปกติ จะปิดเย็บแผล ใช้เวลาการผ่าตัดเพียง 1-1.5 ชั่วโมง หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะพักใน รพ.1-2 วัน หากไม่พบความผิดปกติก็กลับบ้านได้

ผศ.นพ.สุชาต กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดและพักฟื้นสั้น และโอกาสผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูง ซึ่งแพทย์และประชาชนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ในงานประชุมวิชาการของคณะ ฯ ซึ่งจัดที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ หรือที่www.ramacvmc.org

ขณะที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคเอดส์ ข้อมูลปี 2549 ของกระทรวงสาธารณสุข พบ ผู้ป่วยโรคหัวใจ 328,195 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจประมาณ 4 หมื่นรายต่อปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 4 ราย ขณะที่ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 107.5 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา มีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจมากขึ้นเช่นกัน

“สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัวใจส่วนใหญ่ เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ยังพบว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ โดยเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหัน ไหลตาย หรือการเสียชีวิตของนักกีฬาในขณะแข่งขัน” ศ.รัชตะ กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก ศ.นพ.รัชตะ รัชตนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ หัวหน้าศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และผศ.นพ.สุชาต ไชยโรจน์ หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

เด็กมีปัญหาจากแม่ดื่มสุรา

dailynews131005_002เมื่อเร็ว ๆ นี้ พญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ผอ.สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปร่วมประชุม “การป้องกันการเกิดเด็กที่มีปัญหาจากแม่ดื่มสุรา” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่ประเทศแคนาดา  ผู้เขียนเลยถือโอกาสสัมภาษณ์คุณหมอมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน

พญ.พันธุ์นภา บอกว่า เด็กมีปัญหาจากแม่ดื่มสุราเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในบ้านเราเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาหลักเพราะผู้หญิงไทยไม่ได้ดื่มสุรากันมาก หรือคนที่ตั้งครรภ์มักจะไม่ดื่มสุราอยู่แล้ว

แต่ข้อเท็จจริง ณ วันนี้ผู้หญิงดื่มเยอะขึ้น จากการสำรวจตามชุมชนในชนบท การดื่มสุรา ยาดองยังเป็นวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยอยู่

สิ่งสำคัญ คือ เรายังไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการวินิจฉัยเด็กที่มีภาวะผิดปกติจากแม่ดื่มสุรา หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Fetal Alcohol Spectrum Disorder (ฟีทัล แอลกอฮอล์ สเปกตรัม ดิสออร์เดอร์ หรือ เอฟเอเอสดี) ซึ่งเด็กจะมีความผิดปกติค่อนข้างชัดเจน หรืออีกกลุ่มอาการไม่ปรากฏชัดเจน ต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดจึงทราบ

สำหรับเด็กที่มีปัญหาจากแม่ดื่มสุราเมื่อเกิดมาจะมีปัญหาทางสมอง สมาธิไม่ค่อยดี การเรียนรู้ต่ำกว่าปกติ  คิดช้า ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมไม่ค่อยดี แต่เนื่องจากไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อน เขาก็จะเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป แต่มักจะมีปัญหาในห้องเรียน เรียนไม่ดี มีพฤติกรรมเกเร เพื่อนไม่ชอบ ครูก็ไม่รัก สุดท้ายอาจนำไปสู่ปัญหายาเสพติดและปัญหาสังคมในอนาคตได้

เด็กกลุ่มนี้สามารถป้องกันได้ 100% วิธีการป้องกันอันดับแรก คือ ผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ จะต้องได้รับความรู้เรื่องโทษของการดื่มสุรา และไม่ดื่มสุรา คนอาจจะคิดว่าผู้หญิงดื่มสุราไม่เยอะ เราเคยสำรวจเล็ก ๆ ในคลินิกฝากครรภ์โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย พบว่า ผู้หญิงที่มาฝากครรภ์ครั้งแรก พอถามว่า ในช่วงก่อนตั้งครรภ์มีการดื่มสุราหรือไม่ ปรากฏว่า 30% ดื่มสุรา

การดื่มในปริมาณมาก ๆ มีผลต่อทารกในครรภ์แน่นอน แต่ข้อมูลที่การถกเถียงกัน คือ การดื่มนิดหน่อยอาจจะไม่เป็นอะไร อย่างไรก็ตามยังไม่มีปริมาณที่ปลอดภัยว่าดื่มขนาดไหนลูกจึงปลอดภัย และก็ยังไม่มีข้อมูลหรือผลวิจัยรองรับว่าการดื่มเพียงน้อยนิดจะไม่เกิดผลอะไร

ข้อแนะนำ คือ ถ้าเป็นไปได้ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มสุรา โดยปกติในช่วงตั้งครรภ์ผู้หญิงจะหยุดดื่มอยู่แล้ว แต่ช่วงก่อนตั้งครรภ์ บางคนกว่าจะรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ก็อาจมีการดื่มสุรามาบ้าง ซึ่งมีข้อมูลว่า การดื่มแค่ครั้งคราว หรือเมาแค่ครั้งสองครั้ง แต่ได้รับแอลกอฮอล์เข้าไปเยอะ ๆ อาจจะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามไม่ถึงกับเป็นข้อกำหนดว่า ถ้าดื่มหนัก 2-3 ครั้งก่อนการตั้งครรภ์ จะต้องถึงขั้นไปทำแท้ง เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันขนาดนั้น แต่พูดง่าย ๆ คือ เราก็ไม่ยืนยันความปลอดภัย ถ้าเป็นไปได้ไม่ดื่มน่าจะดีที่สุด

สำหรับกลุ่มผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ดื่มสุรา ยกตัวอย่างผู้หญิงที่ติดเหล้า กลุ่มนี้ต้องให้การดูแลอย่างชัดเจน ว่าจะต้องเตรียมตัวในการตั้งครรภ์อย่างไร สุดท้ายลูกเกิดออกมาแล้ว ก็ต้องมีการประเมิน คัดกรองเด็กตั้งแต่ต้น เพื่อให้การช่วยเหลือที่เหมาะสม เช่น เด็กสมองไม่ดี เรียนไม่ได้ ตรงนี้ถ้าเรารู้เบื้องต้นเราก็สามารถกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม เด็กก็ดีขึ้นได้

สรุปคือ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ห้ามดื่มสุราอย่างเด็ดขาดเพื่อสุขภาพของตัวคุณเองและลูกน้อย!?!.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 5 ตุลาคม 2556

รู้จัก ‘มะเร็งตับ’

dailynews130727_001จากกรณีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง “พี่เป้า” สายัณห์ สัญญา ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับระยะ 4  โดยที่เจ้าตัวก็ยังงงอยู่เหมือนกันว่า เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพตลอด แล้วป่วยได้อย่างไร เชื่อว่าแฟนเพลงหลายคนที่ติดตามข่าวสารของพี่เป้าอย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นห่วง คงมีคำถามมากมายเกี่ยวกับโรคนี้

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า มะเร็งตับพบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 3 ในผู้หญิง ปีหนึ่งมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 13,000 คน ชนิดที่พบบ่อยเป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ตับ กับเซลล์ท่อน้ำดีในตับ โดยมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ท่อน้ำดีในตับพบมากทางภาคอีสาน จากการกินปลาดิบ บวกกับอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น อาหารที่ใส่ดินประสิว อาหารหมักดอง ทั้งนี้มะเร็งตับอาจเกิดจากตัวของมันเอง หรือมะเร็งที่อื่นกระจายมาที่ตับก็ได้

“มะเร็งตับ” กับ “มะเร็งตับอ่อน” ไม่เหมือนกัน เพราะเป็นอวัยวะคนละส่วนกัน  มะเร็งตับไม่กระจายไปตับอ่อน แต่มะเร็งตับอ่อนกระจายไปยังตับได้  เพราะฉะนั้นถ้าเจอทั้งมะเร็งตับและตับอ่อนในผู้ป่วย แสดงว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนแล้วกระจายไปที่ตับ

คนที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อาจจะเป็นมะเร็งตับได้ จากไวรัสตับอักเสบบีและซี  การดื่มเหล้าเป็นประจำจนเกิดภาวะตับแข็ง การกินอาหารที่มีเชื้อรา โดยเฉพาะธัญพืชมีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสง พริกป่น เป็นต้น

ส่วน “มะเร็งตับอ่อน” พบน้อยกว่ามะเร็งตับ 10 เท่า ปีหนึ่งพบผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 1,300 คน  มีเซลล์ 2 ชนิดที่เป็นบ่อย คือ เซลล์ท่อตับอ่อน เป็นมะเร็งได้ 90-95% เป็นแล้วรุนแรง ส่วนอีกชนิดคือเซลล์จากต่อมไร้ท่อ พบไม่บ่อย พบได้ประมาณ 5-10% เจริญเติบโตช้ากว่า การรักษาจะดีกว่า

“มะเร็งตับอ่อน” อาจมีปัจจัยมาจากการสูบบุหรี่ เพราะตับอ่อนไวต่อสารก่อมะเร็ง คนไม่สูบบุหรี่ก็เป็นได้ จากภาวะตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง บ้านเรามักเกิดจากการดื่มสุรา แต่บางครั้งก็ไม่รู้สาเหตุ หรือคนที่เป็นโรคเบาหวาน กินอาหารที่มีไขมันสูง เป็นโรคอ้วน ก็มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนได้

มะเร็งตับ ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่ลุกลาม ระยะที่ 2 ก้อนใหญ่ขึ้น กินเส้นเลือดที่อยู่ในตับ  ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามกินเส้นเลือดใหญ่ และระยะที่ 4 มะเร็งกระจายไปยังอวัยวะอื่น

การรักษามะเร็งตับจะใช้วิธีการผ่าตัด  ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กสามารถใช้ความร้อนจี้ได้  ส่วนการฉายแสงค่อนข้างลำบาก เพราะเนื้อตับจะถูกทำลาย

มะเร็งตับอ่อน  ระยะที่ 1 จำกัดอยู่เฉพาะในตัวตับอ่อน ระยะที่ 2 กระจายไปนอกตับอ่อนบริเวณต่อมน้ำเหลืองโดยรอบ  ระยะที่ 3 ลุกลามไปสู่เส้นประสาทและหลอดเลือดใหญ่ในช่องท้อง และระยะที่ 4 กระจายไปยังอวัยวะอื่น การรักษามะเร็งตับอ่อนใช้วิธีการผ่าตัดเช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นส่วนไหนของตับอ่อน เพราะวิธีการรักษาต่างกัน เช่น ส่วนหัวอาจผ่าตัดได้ยาก

เมื่อเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ซึ่งเป็นระยะสุดท้าย หากผู้ป่วยไม่รักษาเลย อาจมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2-5 เดือน แต่ถ้ารักษา ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสม อาจช่วยยืดชีวิตไปได้ 2 เท่าหรือประมาณ 10 เดือน หรืออาจอยู่ได้นานกว่านี้ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งที่เป็นด้วย ในทางการแพทย์การยืดชีวิตผู้ป่วยออกไปถือว่าได้ประโยชน์.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2556

ออรัลเซ็กซ์ เสี่ยงมะเร็งจริงหรือ

dailynews130609_001กลายเป็นข่าวฮือฮาเมื่อ “ไมเคิล ดักลาส” ออกมาให้ข่าวถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งในช่องปาก โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการติดเชื้อฮิวแมน แพพพิลโลม ไวรัส (เอชพีวี) และน่าจะเกิดจากการทำ “ออรัล เซ็กซ์” คำถามคือจริงหรือไม่ว่าการทำรักด้วยปากเป็นบ่อเกิดของมะเร็งช่องปากและช่องคอ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การทำ “ออรัล เซ็กซ์” ทำให้เกิดมะเร็งช่องปากและช่องคอได้ เพราะเซลล์ช่องปาก ช่องคอ มีลักษณะเช่นเดียวกับเซลล์ปากมดลูก โดยเฉพาะแถวยุโรป อเมริกา พบมะเร็งช่องปากและช่องคอที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวีซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นทางอเมริกากำลังทำการทบทวนการฉีดวัคซีนให้กับผู้ชายด้วย อย่างไรก็ตามข้อดีคือมะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวีผลการรักษาจะดีกว่ามะเร็งที่เกิดจากการสูบบุหรี่

พญ.สมจินต์ จินดาวิจักษณ์ หัวหน้ากลุ่มงาน โสต ศอ นาสิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า “ช่องปาก”นับตั้งแต่ริมฝีปากไปจนถึงลิ้นส่วนหน้า (2 ส่วน 3 ) เพดานปากด้านบนตรงเพดานแข็ง ส่วน “ช่องคอ” ตั้งแต่ทอนซิล เพดานอ่อน โคนลิ้น ทั้งนี้เซลล์บริเวณช่องปาก ช่องคอ และปากมดลูก เป็นเซลล์ชนิดเดียวกัน เซลล์พวกนี้จะอยู่ไปจนถึงหลอดอาหาร ส่วนเซลล์กระเพาะอาหารเซลล์จะเป็นอีกชนิดหนึ่ง

การเกิดมะเร็งช่องปาก ช่องคอ เป็นที่ทราบว่าส่วนใหญ่มีสาเหตุจาก การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเคี้ยวหมาก พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาคือการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งการติดเชื้อไวรัสก็พบในมะเร็งอื่น ๆ เช่น การพบว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ
มะเร็งช่องปากจะไม่ค่อยสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวีมากนัก มีรายงานประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์และตัวเลขไม่เพิ่มขึ้นเลยในหลายปีที่ผ่านมา แต่มะเร็งช่องคอมีรายงานว่าสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวีซึ่งพบที่ปากมดลูก โดยรายงานทางอเมริกา และยุโรป พบเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นมาก จากเดิมแค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และมักจะพบในคนอายุน้อย ไม่มีประวัติดื่มเหล้า สูบบุหรี่ จากแต่ก่อนปัจจัยเสี่ยงมาจากการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่และจะพบในคนอายุมากเพราะต้องสัมผัสกับสารก่อมะเร็งนานแล้วมาเกิดมะเร็งภายหลัง แต่เชื้อเอชพีวีจะทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลงกลายเป็นมะเร็งในคนอายุน้อย

ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้ทำการวิจัยพบว่า มะเร็งช่องคอสัมพันธ์กับเชื้อเอชพีวี 13.2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนมะเร็งช่องปากไม่พบความสัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชพีวีเลย ทั้งนี้ปีหนึ่งประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งช่องคอรายใหม่ประมาณ 1,200-1,300 ราย มะเร็งช่องคอตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี โดยเฉพาะการให้รังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัด

ในการตรวจเจอเชื้อเอชพีวีบริเวณช่องปากและคอซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่เจอบริเวณปากมดลูก เข้าใจว่าน่าจะเกิดจากการทำ “ออรัล เซ็กซ์” ตอนนี้มีการพูดกันว่าอีกหน่อยคงต้องมีการให้วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกในเด็กผู้ชายมากขึ้น ทางอเมริกา ยุโรป กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ จากเดิมจะให้เฉพาะเด็กผู้หญิงแต่ตอนนี้เขากำลังพิจารณาใหม่เพราะเปอร์เซ็นต์มันเพิ่มขึ้นเยอะจริง ๆ ในเอเชียไม่ค่อยมีตัวเลข อาจจะเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้มากเท่าอเมริกาและยุโรป

ถามว่าทำไมพบมะเร็งช่องปากน้อยกว่าช่องคอ ทั้ง ๆ ที่เซลล์ก็หน้าตาเหมือนกัน ในตอนนี้กำลังมีการศึกษาวิจัยว่าทำไมเชื้อเอชพีวีชอบไปติดบริเวณช่องคอมากกว่าช่องปาก

เรื่องการทำ “ออรัล เซ็กซ์” เป็นวัฒนธรรมตะวันตก ถ้าเราไม่ช่วยกันวัยรุ่นไปทำตามฝรั่ง มันจะแพร่เข้ามา แต่วัฒนธรรมไทยหรือทางเอเชียอาจจะไม่ใช้แบบนั้นมันก็เลยยังไม่ค่อยเกิดมาก ตอนนี้บ้านเราไม่น่าห่วงเพราะยังพบน้อยมาก

พญ.สมจินต์ กล่าวว่า โดยปกติผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์และอายุเกิน 35 ปีไปแล้วแนะนำให้ตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งในปัจจุบันจะมีการตรวจหาเชื้อเอชพีวีอยู่แล้ว และหากพบการติดเชื้อเอชพีวีจะต้องได้รับการตรวจติดตาม เมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยงควรจะหลีกเลี่ยงการทำ “ออรัล เซ็กซ์” จริง ๆ เราไม่แนะนำให้ทำแบบนี้เพราะไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ และยังไม่มีวิธีป้องกันการติดเชื้อดังกล่าวในการทำ “ออรัล เซ็กซ์”.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 9 มิถุนายน 2556