การกระแอมมีผลต่อเสียงอย่างไร

dailynews141129_02การไอเป็นกลไกตอบสนองต่อสิ่งระคายเคือง เพื่อกําจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ทางเดินหายใจ ถึงแม้ว่าการไอ หรือการ กระแอม จะสามารถเกิดขึ้นในทุกคน แต่หากพบว่ารุนแรง หรือบ่อยเกิน ก็อาจทําให้เกิดเสียงผิดปกติได้ โดยจะส่งผล กระทบกระเทือนต่อเยื่อบุกล่องเสียง และทําให้การทํางานของกล่องเสียงผิดปกติไป

สาเหตุของการไอ หรือการกระแอมบ่อย ๆ เกิดขึ้นจากมีความต้องการกําจัดเสมหะในลําคอมากเกินไป หรือใช้การไอเพื่อกําจัดความรู้สึกไม่สบายในลําคอ หรือการไอ การกระแอม ได้ทำเป็นนิสัย ทำโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ในบางคนการรับประทานอาหารบางชนิดก็อาจก่อให้เกิดการระคายคอบ่อย ๆ ทําให้เกิดเสมหะมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการไอ หรือกระแอม เพื่อขับเสมหะออกมา

นอกจากนี้ กรณีกล่องเสียงขาดความชุ่มชื้น ก็อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุของการใช้ยา แอนติ-ฮิสตามีน การสูบบุหรี่ หรือแอลกอฮอล์ หรือการทํางานของต่อมขับเมือกในกล่องเสียงผิดปกติ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทําให้เกิดการกระแอมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความรู้สึกที่ไม่สบายในลําคอ รวมทั้งกรณีเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกล่องเสียงและเนื้อเยื่อข้างเคียง เนื่องจากการไหลกลับของกรดกระเพาะอาหารผ่านหลอดอาหารมาสู่กล่องเสียง ซึ่งจะทําให้เกิดความรู้สึกอยากไอ หรือ กระแอม ขึ้นได้นั่นเอง

 

สามารถหยุดการไอ หรือกระแอมบ่อย ๆ ได้อย่างไร

1. หยุดการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่จากบุคคลอื่น

2. ควรบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนให้น้อยที่สุด เนื่องจากเครื่องดื่มประเภทเหล่านี้ทําให้สายเสียงแห้ง แต่หากบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้ไปแล้ว ควรดื่มน้ำเปล่าให้สมดุลกัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่สายเสียง

3. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานยาที่มีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกาย เช่น ยา แอนติ-ฮิสตามีน

4. ควบคุมการไอ หรือกระแอมของตนเอง หรือพยายามไอ หรือกระแอมให้น้อยที่สุด

5. ใช้การกลืนและการผ่อนลมหายใจแทนการ กระแอม

6. เมื่อมีความรู้สึกอยากไออย่างรุนแรง ให้ใช้การไอ “แบบไม่มีเสียง” คือ พยายามระวังไม่ให้มีเสียงเกิดขึ้นขณะที่ลมจากปอดพุ่งขึ้นมา

7. ในบางคน ถ้าการหัวเราะกระตุ้นให้เกิดการไอ ก็ใช้การหัวเราะเบา ๆ แทนการหัวเราะเสียงดัง

8. การควบคุมการไอและกระแอมบ่อย ๆ ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเสียงแหบ อาจทําเป็นตารางบันทึกลักษณะนิสัยของตนเองในแต่ละช่วงเวลาในแต่ละวัน เพื่อเตือนตนเองให้ลดสาเหตุการกระแอม หรือไอ และดื่มน้ำให้มากขึ้น

9. ถ้าพบอาการแสบร้อนในอก หรือกระเพาะ และภายในปากมีรสเปรี้ยว อาจหมายถึง กรดในกระเพาะอาหารผ่านมาที่กล่องเสียง ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังต่อไปนี้ คือ การรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว หรือเผ็ดจัด การรับประทานอาหารก่อนนอน และการรับประทานอาหารปริมาณมากจนทําให้อิ่มเกินไป นอกจากนี้ควรพบแพทย์เพื่อรักษาอาการกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับสู่กล่องเสียง

อย่าลืมว่า สุขภาพดีไม่มีขาย สิ่งหนึ่งที่สามารถปฏิบัติด้วยตัวเอง คือ การเฝ้าระวัง สังเกตและปฏิบัติตัวให้ถูกวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา หากมีอาการผิดปกติต้องปรึกษาแพทย์ทันที.

อาจารย์ปาริชาต คุณาธรรมรักษ์
หัวหน้าสาขาแก้ไขการพูด
ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 29 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

เข้าปีใหม่ เลิกเหล้า เลิกเมา เลิก…แอ๊บแตก!! โดย สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์

manager121230_001เคยสังเกตหรือไม่ว่า อาการของแต่ละคนหลังน้ำเมาเข้าปาก เขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไร บางคนอาจเมาแล้วเพี้ยน เมาแล้วร้องไห้ เมาแล้วหัวเราะ เมาแล้วหลับ เมาแล้วพูดมาก เมาแล้วใช้ความรุนแรง เมาแล้วสาวแตก ฯลฯ จนเพื่อนๆ ถึงขั้นส่ายหน้าเอือมระอา เพราะแทนที่จะได้สนุกสนานไปกับช่วงเทศกาลวันดีๆ กลับต้องมาคอยดูแล หิ้วปีกเพื่อนจอมเมาที่นอกจากพฤติกรรมเปลี่ยนแล้ว ยังดูแลตัวเองไม่ได้อีก!!

ไม่แปลกที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงได้รับฉายามาแต่โบราณว่า…น้ำเปลี่ยนนิสัย

สาเหตุที่เมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากแล้วเปลี่ยนนิสัยคนบางคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้นั้น นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายว่า ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมี “เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol)” เป็นส่วนประกอบ ซึ่งฤทธิ์ของเมทิลแอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานของศูนย์ควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ ทำให้พฤติกรรมที่คนเรา “แอ๊บ” เอาไว้ตลอดเวลาหลุดออกมา ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น น่าจะเป็นนิสัยเดิมที่เก็บเอาไว้ของคนๆ นั้นเอง ทำให้แต่ละคนเมื่อเมาเหล้าแล้วมีอาการที่แตกต่างกันออกไป

สอดคล้องกับ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่ระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้ส่วนควบคุมพฤติกรรมเสียไป หรือหยุดทำงาน เวลาเมาเราจึงเห็นคนทำอะไรบ้าๆ บอๆ ก้าวร้าว ซึ่งต่างจากเมื่อเวลามีสติเราจะสามารถควบคุมพฤติกรรมได้ ตรงนี้ต้องคอยระมัดระวัง เพราะคนที่เมาจะดูตัวเองไม่ออก เพื่อนต้องคอยสังเกตอาการเมา โดยเฉพาะคนที่เมาแล้วมีอาการก้าวร้าวรุนแรง

“เวลาคนเมาจะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา ซึ่งพฤติกรรมตรงนั้นเป็นจิตทั้งก้อน เป็นนิสัยดิบของเขา ซึ่งปกติแล้วเมื่อเรามีสติเราจะควบคุมได้ บางคนพื้นนิสัยอาจเป็นคนก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง เมื่อเมาก็อาจทำให้มีพฤติกรรมที่รุนแรง หรือบางคนเก็บงำความเศร้าเอาไว้ เมื่อเมาก็อาจจะร้องไห้ฟูมฟายเศร้าโศกเสียใจ เป็นต้น”

นพ.ทวี กล่าวว่า ขอแนะนำสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติดื่มเหล้าจนเมาแล้วเลอะเทอะ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยดู คอยสังเกตพฤติกรรม และคอยเตือนสติไม่ให้เมาจนแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา

ด้าน นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เปิดเผยว่า การแสดงพฤติกรรมเมื่อเกิดอาการเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีปัจจัยในการขับเคลื่อน 3 อย่าง ได้แก่ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด นิสัยเดิมของแต่ละบุคคล และความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ซึ่งระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะส่งผลต่อพฤติกรรมและร่างกายระยะสั้น โดยส่วนใหญ่เป็นผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจและระบบหายใจ ดังนี้

1.ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 30-120 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการผ่อนคลาย เพ้อฝัน เชื่อมั่น พูดคุยง่าย เป็นกันเอง สมาธิลดลง การตัดสินใจเริ่มผิดปกติ ปฏิกิริยาตอบสนองเริ่มช้าลง การประสานงาน และการควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วนเริ่มผิดปกติ

2.ระดับ 90-250 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการง่วงนอน ซึม ความสามารถในการจำ ในการทำความเข้าใจ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงอย่างชัดเจน เดินไม่ตรง ประสาทการรับรู้ผิดปกติ เช่น สายตาเบลอ

3.ระดับ 180-300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการ สับสน ซึม พูดไม่รู้เรื่อง เดินเป๋มากขึ้น สายตาสับสน วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง อาจควบคุมอุจาระปัสสาวะไม่ได้

4.ระดับ 250-400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการเดินไม่ได้ หมดสติเป็นช่วงๆ จำอะไรไม่ได้ ปัสสาวะราด สูญเสียการรับรู้เพิ่มขึ้น เช่น ชาทั้งแขนขา การเต้นของหัวใจลดลง มีความผิดปกติของการหายใจ อาเจียนรุนแรง อาจเกิดอาการสำลักขณะหมดสติ

5.ระดับ 350-500 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการหมดสติ โคม่า สูญเสียปฏิกิริยาตอบสนอง มีความผิดปกติของการหายใจ หายใจช้าลง จนถึงหยุดหายใจได้ หัวใจเต้นช้าลง และเสียชีวิต

“แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มโอกาสของการเกิดปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ดื่มเช่นนี้ หรือระดับนี้แล้วจะเกิด เพราะนอกจากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วยังขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ สิ่งแวดล้อมของการดื่ม และความสามารถในการควบคุมตัวเองด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ดื่มจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนไม่ดื่ม คนดื่มมากจะเสี่ยงกว่าคนดื่มน้อย”

นอกจากพฤติกรรม “แอ๊บแตก” และแสดงนิสัยดิบของตนออกมาแล้ว นพ.ทักษพล อธิบายอีกว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการก่อความรุนแรงด้วย เนื่องจากปัจจัยการควบคุมตนเองเสียไป เช่น สติ การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง การแปรผลข้อมูล และปัจจัยความเสี่ยง เช่น กล้าเผชิญหน้า กล้าเสี่ยง และจัดการกับอารมณ์ได้ไม่ดี ที่สำคัญยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากขาดสติยับยั้งชั่งใจ รวมไปถึงอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากถึง 26,000 ราย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ที่จะถึงนี้ หากไม่ต้องการเป็น 1 ใน 26,000 รายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือเกิดอาการแอ๊บแตก แสดงพฤติกรรมที่ไม่อยากให้ใครได้เห็น ถ้าเป็นไปได้ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยสังเกตอาหารหรือเตือนสติ ที่สำคัญดื่มแล้วไม่ควรขับรถด้วยตัวเอง เพราะหากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าผิดกฎหมายตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทย ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2555

เมาหัวราน้ำ..ปัญหาทำลายสมอง

Credit: ehow.com

การดื่มเหล้าแบบหัวราน้ำสามารถทำลายสมองได้ภายในไม่กี่เดือน และเปลี่ยนนักดื่มเพื่อเข้าสังคมให้กลายเป็นคนติดสุราได้ แต่การดื่มวันละนิดทุกวันอย่างชาวฝรั่งเศส กลับเป็นการดื่มที่ปลอดภัยกว่ามาก

ผลการวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารรายงานการประชุมวิชาการแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐ (Proceedings of the National Academy of Sciences) ฉบับออนไลน์

นักวิจัยได้ทำการศึกษาหาผลกระทบของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า นิสัยการดื่มแบบไม่บันยะบันยัง กับการดื่มทีละนิดละหน่อยแต่ดื่มเป็นประจำนั้น ส่งผลต่อการทำงานของสมองอย่างไร

พวกเขาทำการทดลองกับหนูก่อน โดยพบว่า หลังเวลาผ่านไปเพียง 6 สัปดาห์ พวกหนูที่ให้กินแอลกอฮอล์อย่างหนักหน่วงติดต่อกันสัปดาห์ละ 3 วัน จะกลายเป็นพวกที่กินแอลกอฮอล์มากกว่าหนูที่กินแอลกอฮอล์ทีละน้อยทุกวัน

นอกจากนี้ ในเวลาแค่ 2 เดือน หนูที่กินเหล้าหนักยังแสดงอาการที่บ่งบอกถึงการทำงานของสมองที่แย่ลงแบบเดียวกับคนติดเหล้า

นักวิจัยได้เชื่อมโยงสมองที่ทำงานแย่ลงของหนูว่า เกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาทในปลีกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งปกติจะทำหน้าที่ควบคุมยับยั้งพฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่น และอารมณ์แปรปรวน

เซลล์ประสาทกลุ่มที่ว่านี้จะทำงานมากผิดปกติในระหว่างที่กินเหล้าปริมาณมากๆ และยิ่งเซลล์ประสาททำงานมากเท่าใด พวกหนูก็จะยิ่งกินเหล้ามากขึ้นในครั้งต่อไปเท่านั้น

โอลิเวียร์ จอร์จ หัวหน้านักวิจัยจากสถาบันวิจัยสคริปส์ในแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่า มันเหมือนกับสมองคุณได้รับสิ่งที่คิดว่าดี แต่เมื่อไม่ได้รับสิ่งนั้นอีกก็จะทำให้คุณรู้สึกแย่ ผิดหวัง และอารมณ์เสีย และเมื่อคุณได้รับสิ่งนั้นครั้งต่อไป คุณก็จะเพิ่มปริมาณการรับมากขึ้น

ดร.จอร์จยังเชื่อว่า ปฏิกิริยาของสมองที่ปรับตัวเข้ากับการรับแอลกอฮอล์แบบไม่ต่อเนื่องนั้น สามารถเปลี่ยนผู้ที่ดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคมธรรมดาให้กลายเป็นคนติดสุราได้

นอกจากการดื่มมากจะเพิ่มความเสี่ยงให้กลายเป็นคนติดสุราแล้ว ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า หนูในกลุ่มที่ดื่มจัด เมื่อถูกเว้นช่วงไม่ให้กินเหล้า พวกมันจะทำคะแนนได้ต่ำในเรื่องความทรงจำ และมีปัญหาในด้านอารมณ์ แต่เมื่อปล่อยให้หนูที่ดื่มหนักพักแอลกอฮอล์สัก 2 สัปดาห์ ปัญหาเหล่านี้ก็จะค่อยๆ คลี่คลาย ทว่าสมองจะแย่ลงอีกหากพวกมันกลับไปดื่มใหม่

อย่างไรก็ดี ดร.จอร์จกล่าวว่า ผลการวิจัยกลับพบว่า ปฏิกิริยาดังกล่าวไม่ปรากฏในกลุ่มหนูที่ให้แอลกอฮอล์ทุกวันในปริมาณคงที่

จอร์จ คูบ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการเสพติดและการติดแอลกอฮอล์เพียร์สัน ให้ทัศนะว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว ที่ปลีกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้ายังไม่พัฒนาเต็มที่

นักวิจัยคณะนี้กำลังศึกษาการปล่อยสารที่สร้างความเครียดซึ่งชื่อว่า ซีอาร์เอฟ มากเกินไปในสมองของหนูติดแอลกอฮอล์ ในระหว่างการอดเหล้า สารเคมีตัวนี้จะทำให้เกิดอาการกระวนกระวายซึ่งจะหายไปเมื่อได้ดื่มเหล้า

ดร.คูบกล่าวว่า ผลลัพธ์ล่าสุดชี้แนะว่า ยาต่อต้านการหลั่งสารซีอาร์เอฟตัวนี้อาจเป็นหนทางแก้ปัญหาติดสุราได้.
ที่มา: ไทยโพสต์ 1 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

Binge Drinking Destroys the Brain Within Months and Turns Social Drinkers Into Alcoholics

Fraternity brothers and sorority sisters pay close attention: researchers warn that just a few months of binge drinking can damage the brain and turn social drinkers into alcoholics.

BY CHRISTINE HSU | OCT 16, 2012 05:04 PM EDT

Fraternity brothers and sorority sisters pay close attention: researchers warn that just a few months of binge drinking can damage the brain and turn social drinkers into alcoholics.

Researchers found that consuming a small amount of alcohol every day is significantly safer than to intermittent binge drinking.

The latest study, published Oct. 15 in the journal Proceedings of the National Academy of Sciences, wanted to understand how the brain adapts to drinking patters.

Researchers from the Scripps Research Institute exposed a group of “binge drinking” laboratory rats to alcohol for three days a week and exposed another group of rats to a continuous supply of alcohol.

After just six weeks, not only did the “binge-drinking” rats consume significantly more alcohol than rats with a continuous supply of booze, the brains of binge-drinking rats showed signs of impairment in cognitive function similar to that of recognized alcoholics after only a few months.

Lead researcher Olivier George, a senior staff scientist at The Scripps Research Institute, and his team found that the brain damage in the binge drinking rats was associated with a small group of brain cells or neurons that inhibit “executive control” functions in the prefrontal cortex of the brain.

Researchers explained that these brain cells in binge-drinking rats were “unusually active” in the time between drinking binges. Furthermore, the more active these neurons were, the more rats drank when they next had access to alcohol.

“It’s like a lot of things in life that the brain perceives as good – if it loses access to it, you feel bad, you get into a negative emotional state, a little bit frustrated, and so you take more the next time you have access,” George said in a university news release.  “We suspect that this very early adaptation of the brain to intermittent alcohol use helps drive the transition from ordinary social drinking to binge drinking and dependence.”

Researchers found that tests conducted during “dry” intervals between drinking sessions showed that binge-drinking rats scored poorly on memory, and also struggled with emotions.

“We normally see such changes in the brains of humans or other animals that are highly dependent on alcohol – but here we found these changes in the rats after only a few months of intermittent alcohol use,” George said.

He said that the brain impairments were not seen in the rats that drank every day and that their alcohol intake remained stable.

“They just drink a bit like the French way, the equivalent of a couple of glasses of wine every day, and they’re fine,” George said. “They don’t escalate.”

Thankfully, in just two weeks of abstinence, the impairments seen in the binge-drinking rats went away. However, researchers warned that the impairment returned when the rats drank again.

“One can see the vicious cycle here,” George said.  “They drink to restore normal prefrontal function, but ultimately that leads to even greater impairment.”

Researchers said that the finding is especially important to young people.

“This process would be of particular concern in adolescents and young adults, in whom the prefrontal cortex isn’t even fully developed,” researcher George Koob, of the research institute’s Pearson Center for Alcoholism and Addiction Research, said in a statement.

Researchers are now investigating the brain’s over-production of a stress neurotransmitter called CRF during abstinence in alcohol-dependent rats and possibly human alcoholics. They say that abstinence triggers a floor of CRF in the central nucleus of the amygdala, which creates anxiety that typically can only be appeased by drinking again.

Researchers said that the latest findings may be used to produce CRF-blocking drugs that may one day help prevent alcohol dependence.
SOURCE:  medicaldaily.com