นอกใจภรรยา สาเหตุการตายอันดับ1ของผู้ป่วยหัวใจ

dailynews141208_01ปรากฎการณ์ ตายคาอก หรือเสียชีวิตขณะมีเพศสัมพันธ์ คงไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับคนเป็นโรคหัวใจแต่มิวายมีอารมณ์ทางเพศ เพราะข้อจำกัดต่าง ๆ นานา ที่หากฝืนขึ้นมาอาจจะดับในสภาพสุดอนาถ แต่ความจริงแล้วเซ็กส์จะเป็นเรื่องที่ต้องงดสำหรับคนเป็นโรคหัวใจหรือไม่ วันนี้ นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี จะมาไขข้อข้องใจเรื่องดังกล่าวให้ฟังกัน

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวว่า สมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (AHA) ได้แนะนำผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดว่า ควรจะได้รับการประเมินความเสี่ยงก่อนที่จะกลับมามีกิจกรรมทางเพศ โดยที่คุณสามารถผ่านการทดสอบการออกกำลังกายด้วยการเดินสายพานหรือหากเดินขึ้นบันไดสองชั้นอย่างสบาย ๆ หรือเดินเร็ว ๆ เป็นเวลา 6 นาที โดยไม่พักและไม่มีอาการอาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจเหนื่อยหอบ คุณสามารถที่จะมี กิจกรรมทางเพศได้อย่างปลอดภัย

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการมีเซ็กซ์ นพ.ปัญเกียรติ แนะนำว่า ควรมีเมื่อร่างกายและจิตใจพร้อม ควรเลือกท่าที่ไม่ใช้แรงมาก เช่น ตะแคงเข้าหากัน หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่ด้านล่าง ไม่ควรตื่นเต้นมาก หรือพลิกแพลงท่า จนต้องออกแรงมาก จากงานวิจัยพบว่า คนที่หัวใจวายจนเสียชีวิตขณะมีเซ็กซ์ มักจะมีเซ็กซ์กับหญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตนเอง เมื่อมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อยขณะมีเซ็กซ์ควรหยุด และหากยังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวต่อว่า ข้อหลีกเลี่ยงก่อนการมีเพศสัมพันธ์สำหรับผู้ป่วยหัวใจ ควรงดอาหารมื้อหนัก โดยเฉพาะงานเลี้ยงที่มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือหากต้องการหลังมื้ออาหารควรรอเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง อย่ามีเพศสัมพันธ์หลังออกกำลังกายมาจนเหนื่อยหรือมีความเครียดมาก่อน หลีกเลี่ยงการร่วมเพศกับบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรสหรือคู่ขาที่มีอายุแตกต่างกันมาก ๆ อย่าร่วมเพศในท่าผิดธรรมชาติ เช่น ท่าทางทวารหนัก จะเพิ่มความเครียด ความตื่นเต้นแก่หัวใจมากเกินไป รวมถึงความรีบร้อนบรรยากาศไม่ดี สถานที่ไม่ดี อุณหภูมิร้อน หรือหนาวเกินไป

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวถึงความผิดปกติของผู้ป่วยหัวใจระหว่างหรือหลังการมีเพศสัมพันธ์ว่า ควรมีการสังเกตอาการของตนเองขณะหรือหลังการร่วมเพศ แล้วแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อช่วยเหลือ ป้องกันอาการผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งอาการดังต่อไปนี้มักเกิดหลังการร่วมเพศใหม่ ๆ

1. หัวใจเต้นเร็ว หรือรู้สึกใจสั่นอยู่นานกว่า 10 นาที
2. หายใจหอบเร็ว หรือหายใจลำบาก อยู่นานกว่า 10 นาที
3. มีอาการเจ็บแน่นกลางอกเหมือนอย่างที่เคยเป็น พักแล้วอาการไม่ดีขึ้น
4. นอนหงายไม่ได้ เพราะมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น
5. อ่อนเพลียมาก เวียนหัวจะเป็นลม เหงื่อออกมาก ตัวชื้น เป็นต้น

สำหรับข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการผิดปกติ นพ.ปัญเกียรติ แนะนำว่า ผู้ป่วยควรนอนพักอยู่กับเตียงอย่ารีบลุกเดิน หรือถ้าจำเป็นก็ค่อย ๆ เคลื่อนไหว หากพอจะมีออกซิเจนอยู่กับบ้านก็ใช้ดมทันที ควรใช้ยาอมใต้ลิ้น หรือยาพ่นใต้ลิ้น และนอนพัก แต่หากอาการต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ดีขึ้น ควรอมหรือพ่นยาซ้ำอีกครั้งในทุก 5-10 นาที แต่หากดมหรือพ่นยาซ้ำแล้วติดกัน 2-3 ครั้งไม่ดีขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาล ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์ที่รักษาโรคเพื่อขอคำแนะนำทันที

ที่มา: เดลินิวส์  8 ธันวาคม 2557

Advertisements

งดเหล้าเข้าพรรษา ตับจะมีปัญหาแค่ช่วงนี้หรือ ?

dailynews140723_02หลายท่านอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงมีการรณรงค์ให้งดเหล้าเฉพาะช่วงเข้าพรรษา เพราะถ้าถามหาคำตอบจากคนส่วนใหญ่คงได้รับคำอธิบายว่า จริงๆ แล้วก็อยากให้งดเหล้าตลอดไป แต่ที่ให้งดเหล้าช่วงเข้าพรรษาเพราะเป็นกุศโลบายที่เข้าใจได้ง่ายว่า ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นงดเหล้าเมื่อไหร่ดีก็เริ่มช่วงเข้าพรรษานี้สิดีเพราะมีความเชื่อมโยงกับศาสนาและการทำความดีละเว้นความชั่ว ซึ่งเหตุผลของผู้ที่ดื่มเหล้าอาจมีมากมาย เช่น ดื่มแก้เครียด ดื่มเพื่อฉลองความสุข ดื่มแก้เหงา และดื่มเพื่อเข้าสังคม ฯลฯ และเชื่อว่าผู้ที่ดื่มเหล้าหลายคนอาจไม่เคยคิด ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าหลังจากที่ดื่มจนติดเป็นนิสัยแล้วผลที่ตามมานั้นร้ายแรงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ผลต่อสมอง ซึ่งแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง ตัดสินใจช้า ความคิดสับสน ความจำเสื่อม การทรงตัวไม่ดี ปลายประสาทพิการ ทำให้ชาตามมือตามเท้า ถ้าดื่มอย่างรวดเร็วใน ปริมาณมากๆ จะทำให้หมดสติ และหยุดหายใจ เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็ง ก็มีสาเหตุจากการดื่มเหล้าจัดเช่นกัน หรืออาจมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ตับอักเสบจากไวรัสเรื้อรังไม่รักษา ซึ่งอาการเบื้องต้นของผู้ที่มีปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็งจะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เริ่มแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ และอาจมีอาการอาเจียนเป็นบางครั้ง รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย มักจะถ่ายเหลว ความรู้สึกทางเพศลดลง ตาอาจเหลืองเล็กน้อย ด้วยเหตุที่อาการเหล่านั้นมาอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ไม่ทันระวังป้องกัน เมื่อตับแข็งเรื้อรังก็จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะแสดงอาการท้องมาน เท้าบวม มีเส้นเลือดขอดที่ขา เส้นเลือดพองที่หน้าท้อง อาจอาเจียนเป็นเลือดสดๆ เนื่องจากเส้นเลือดที่หลอดอาหารขอดแล้วแตกซึ่งอาจถึงช็อกและตายได้

ดังนั้น หากท่านใดรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ไปสังสรรค์กับเพื่อน ดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็ควรหาทางป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ควรได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างพอเพียงควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด โดยเฉพาะปลาหรืออาหารทะเล การรับประทานอาหารในคนไข้ที่เป็นตับแข็งนั้น สมควรที่จะแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ เนื่องจากบางครั้งผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการย่อยอาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารในปริมาณมากได้ การรับประทานอาหารอย่างพอเพียงโดยแบ่งเป็นหลายๆ มื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยสารอาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารพิษและการเผาผลาญอาหารของตับ เช่น เซเลเนียม (Selenium) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอ็นไซม์ ขจัดสารพิษของตับ ลดความรุนแรงของปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดพิษต่อตับ หรือน้ำแอปเปิ้ลสกัดเข้มข้น (Apple Venegar) ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นหลายชนิดในการเผาผลาญอาหาร หรือลองรับประทานยีสต์สกัดเข้มข้น (Brewer’s Yeast Extract) ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบี โครเมียม และเซเลเนียมที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการเผาผลาญที่ตับ หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับ เป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังช่วยจับกับแอลกอฮอล์ ช่วยลดความเสียหายของตับได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กรกฎาคม 2557

ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา ?

dailynews131012_002หลายคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ “ดื่มเหล้า” เป็นประจำที่มีโอกาส โดยไม่เลือกเทศกาล เพราะคิดว่าดื่มแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่ติดเหล้า ก็แค่สังสรรค์เล็ก ๆ น้อย ๆ กับเพื่อนฝูง หรือดื่มคนเดียวพอเป็นกระสาย ใครที่คิดอย่างนี้ถือว่า คิดผิด

พญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ผอ.สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต  กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  และผู้จัดการแผนงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา (ผรส.) บอกว่า  ปัจจุบันคนมักสนใจว่า ติดเหล้าแล้วจะรักษาอย่างไรไม่ให้กลับไปติดซ้ำอีก แต่สิ่งที่หมออยากจะสื่อสารให้สังคมรับรู้มากกว่าการติดเหล้า คือ “ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา” ซึ่งคนจำนวนนี้มีมากกว่า “คนติดเหล้า” ด้วยซ้ำ

จริง ๆ ไม่ดื่มเหล้าดีที่สุด แต่คนส่วนใหญ่จะอ้างว่า ดื่มนิด ๆ หน่อย ๆ ตามสังคม ดื่มแล้วไม่มีปัญหา ซึ่งการดื่มที่ไม่มีปัญหา คือ ไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาตามมา แต่ความจริงแล้วมีบางคนที่ดื่มเหล้าเมาแล้วมีปัญหา เช่น มีเรื่องชกต่อย ขับรถชน เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ร่างกาย สังคม ครอบครัว แต่คนกลุ่มนี้มักจะไม่ค่อยรับรู้ว่ามีปัญหา

ถ้ามองเป็นรูปพีระมิดคนดื่มเหล้าแล้วมีปัญหาเป็นกลุ่มใหญ่มาก ในขณะที่คนติดเหล้ามีน้อยมากอยู่บนยอดพีระมิด ถ้าเขายังดื่มไปเรื่อย ๆ สุขภาพก็แย่ลงเรื่อย ๆ ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง ส่งผลเสียมากมายทั้งต่อร่างกาย เศรษฐกิจ และสังคม คนกลุ่มนี้บอกให้เขาหยุดดื่มคงไม่หยุด สิ่งที่เราพยายามรณรงค์ คือ ให้เขาตระหนักรับรู้ถึงปัญหา

อีกกลุ่มที่เป็นกลุ่มเสี่ยง คือ “ดื่มเหล้าแต่ยังไม่เคยเกิดปัญหา”  กลุ่มนี้ถ้าไปเตือนไม่ให้เขาดื่ม เขาก็จะบอกว่าไม่เคยเกิดปัญหา ยกตัวอย่าง เช่น ไปดื่มเหล้ากับเพื่อนเมา แล้วขับรถกลับบ้าน วันนี้ปลอดภัยดี ไม่มีอะไร เราถือว่าคนกลุ่มนี้เสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าถ้าคุณทำแบบนี้อีกวันต่อไปจะปลอดภัยหรือไม่ คนกลุ่มนี้ต้องให้การศึกษาแก่เขา ทำอย่างไรจะลดการดื่มลง หรือว่าไม่ดื่มเลย

ในเชิงของการป้องกันจะเน้น 2 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มหลัก  ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา คือ กลุ่มที่ดื่มเหล้าแล้วมีปัญหา ทำอย่างไรจะให้เขาลดปริมาณการดื่มลงกลายเป็นไม่มีปัญหา และคนดื่มแล้วเสี่ยงแต่ยังไม่เคยมีปัญหา

ส่วนกลุ่มที่สาม คือ “คนติดเหล้า” ซึ่งมีตั้งแต่ติดน้อย ติดมาก คนที่ติดน้อยอาจจะไม่มีอาการรุนแรง อาจจะดื่มบ่อย ๆ ดื่มเป็นประจำ ถ้าไม่ได้ดื่มอาจจะมีอาการหงุดหงิดนอนไม่หลับ ถ้าเป็นมาก อาจมือไม้สั่น สับสน ใช้เวลาในการดื่มตลอดทั้งวัน ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน สิ่งที่จะต้องทำก็ไม่ได้ทำ มีปัญหาแล้วแต่ไม่ยอมรับปัญหา ในคนกลุ่มนี้ต้องได้รับการบำบัดรักษา เพราะเขาไม่สามารถควบคุมการดื่มได้ การลดปริมาณการดื่มอาจจะไม่ช่วยอะไร เพราะเขาติดเหล้าแล้ว

ถามว่าปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นตอนไหน คำตอบ คือ
1. บางคนอาจมีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว มีความเครียด ซึมเศร้า แต่ไม่รู่ว่าตัวเองป่วยก็เลยไปดื่มเหล้า แอลกอฮอล์อาจจะออกฤทธิ์ช่วยผ่อนคลายในช่วงแรก คนดื่มอาจคิดว่าทำให้ดีขึ้น จากที่นอนไม่หลับ พอกินเหล้าแล้วนอนหลับ ถ้ารักษาไม่ตรงกับต้นเหตุ สุดท้ายการดื่มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนคุมไม่ได้
2. มีปัญหาสุขภาพจิตขณะหยุดดื่ม ยกตัวอย่างคนที่ดื่มเหล้าจนติด แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ทำลายเซลล์สมอง ทำให้เซลล์สมองซึ่งทำหน้าที่ควบ คุมอารมณ์ ควบคุมสติทั้งหลายเริ่มลดลง ก่อให้เกิดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล พอหยุดดื่ม สมองขาดแอลกอฮอล์ ถูกกระตุ้น ปลุกเร้า กระสับกระส่าย กระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ กลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตตามมา
3.ดื่มจนติดและทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งแต่ละช่วงการรักษาแตกต่างกัน พูดง่าย ๆ คือ ทั้งหมดมีปัญหาต่อสุขภาพจิตและต้องให้การรักษา

มีคำถามอีกว่าดื่มเหล้าแล้วหยุดได้ไหม ถ้าเกิดตั้งใจหยุดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และมีโอกาสสำเร็จสูง สิ่งที่เราช่วยคือต้องดูว่าเขาดื่มเหล้ามากขนาดไหน คนที่ติดเหล้าส่วนหนึ่ง สามารถหยุดได้เองถ้าไม่ติดรุนแรง แต่ในคนที่ติดรุนแรง ดื่มหนักมาก เคยมีประวัติทางสมอง เคยหยุดดื่มแล้วมีอาการขาดเหล้ารุนแรง ถ้าจะหยุดดื่มต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยแพทย์จะให้คนไข้ค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มและให้ยาทดแทน ไม่ใช่หักดิบ ในคนที่ไม่ติดรุนแรงสามารถหักดิบได้ไม่มีปัญหาอะไร

สำหรับการเข้าถึงบริการรักษาคนติดเหล้า ในบ้านเราต่ำมาก เราเคยสำรวจคนที่ดื่มสุราจนมีปัญหาสุขภาพเมื่อปี 2551 พบคนมีปัญหาจากการดื่มสุราที่เป็นปัญหาทางการแพทย์ 5 ล้านคนทั้งประเทศ ในจำนวนนี้ติดสุรา 3 ล้านคน แต่มีผู้เข้ารับบริการในโรงพยาบาลไม่ถึง 2 แสนคน คิดเป็นตัวเลขประมาณ 2% น้อยมาก

อีกประเด็นที่อยากฝากคือ ในบ้านเรามักจะรณรงค์ว่าควรจะดื่มอย่างปลอดภัย ดื่มแบบไม่มีอันตราย ซึ่งเป็นการรณรงค์ที่ค่อนข้างอันตรายมาก ประเด็นในการรณรงค์นี้มักออกมาจากประเทศทางตะวันตก ซึ่งดูจากตัวเลข ประชากรของเขาส่วนใหญ่ 80% ดื่มเป็นวีถีอยู่แล้ว แต่คนไทยประมาณ 50-60% ไม่ได้ดื่มเหล้า มีเพียง 40% เท่านั้นที่ดื่ม ดังนั้นการรณรงค์ด้วยแคมเปญเดียวกันกับประเทศตะวันตก จะกระตุ้นทำให้คนไม่ดื่มดื่มมากขึ้น ตรงนี้อันตรายมากสำหรับคนไทย ดังนั้นต้องรณรงค์ว่าไม่ควรดื่มเลย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

ทางหนีสมองเสื่อมสำหรับคนชอบดื่ม

dailynews130422_001ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชนิดที่คนรอบข้างยกให้เป็นคอเหล้าหรือนักดื่ม ไม่ควรพลาดข้อมูลควรรู้จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐ ซึ่ง ‘ฮอลลิส แคโรลี’ หัวหน้าทีมวิจัยเล่าไว้ว่า โดยทั่วไป สมองของคนเราจะค่อยๆ เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่อีกปัจจัยที่นำความเสื่อมมาสู่สมองได้เร็วยิ่งขึ้น คือ เครื่องดื่มมึนเมาหรือแอลกอฮอล์ ยิ่งนักดื่มรายใด ดื่มบ่อย ดื่มจัดหนัก สมองก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

ทว่าผลจากการศึกษาค้นคว้า พบว่า นักดื่มพอจะมีหนทางชะลอหรือหลีกหนีความเสื่อมของสมองจากพิษสงของแอลกอฮอล์ได้ เพียงแค่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งก็คือ การออกกำลังกายที่ส่งผลให้หัวใจทำงานมากขึ้น เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน ที่สำคัญจะต้องทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

ก่อนจะสรุปออกมาได้ขนาดนี้ ทีมวิจัยได้ศึกษาผลการสแกนภาพสมองด้วยเครื่อง MRI ของอาสาสมัคร 60 ราย ร่วมกับข้อมูลด้านพฤติกรรมการดื่ม การสูญเสียการควบคุมจากการดื่มหนัก ความถี่ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เชื่อได้ว่า คนที่ดื่มหนัก แล้วขาดหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะมีสภาพความเสื่อมของสมองชัดเจนกว่านักดื่มที่ออกกำลังกายหนักหรือสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า เนื้อสมองสีขาว (white-matter)

แม้ผลวิจัยดังกล่าวจะทำให้นักดื่มใจชื้นขึ้นได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะรอไปออกกำลังกายหลังจากวันที่ไปดื่มมาเท่านั้น ที่ดีที่สุด คือ ทุกคนควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมประสิทธิภาพและชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ จดจำ และการควบคุมตนเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์ 22 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Report: Exercise Might Prevent Alcohol’s Brain-Damaging Effects

Those who exercised the most saw ‘no strong relationship’ between white matter damage and heavy drinking

By JASON KOEBLER

April 16, 2013

Good news for people who drink hard and exercise hard: Exercise might mitigate brain damage caused by heavy drinking.

People who exercised often did not show a “strong relationship between white matter damage and heavy drinking,” unlike those who drank but did not exercise much, according to Hollis Karoly, a researcher at the University of Colorado, Boulder and lead author of the study, which was published Tuesday in the journal Alcoholism: Clinical & Experimental Research.

White matter is one of the main components of the brain and is involved with learning, processing, cognition and communication between different regions of the brain. In the past, “heavy alcohol exposure [has been] significantly associated with decreased white matter fiber quality,” according to the study. The study asked participants to self-report their drinking and aerobic exercise habits, which include running, walking, cycling and other light-to-moderate intensity activities.

Previous studies have also shown that people who exercise regularly have better white matter “integrity” than those who don’t. Karoly says the “protective or reparative neurobiological effects” of exercise extend to those who drink heavily.

Because the study relied on self-reported drinking and exercise data, Karoly can’t prescribe a certain type or amount of exercise in order to mitigate alcohol’s brain-damaging effects. She says her findings are “preliminary” but are “consistent with the hypothesis that aerobic exercise may mitigate or reverse alcohol-related damage.”

“Given that we did not have control over the duration, intensity, frequency or type of aerobic exercise in which participants engaged, it is difficult to address the ‘dose’ of aerobic exercise that may be necessary to obtain neuroprotective benefits,” the study says.

Karoly says future research will seek to discover the mechanism by which exercise protects the brain. It is still unclear whether going for a run the day after a late night out can help mitigate alcohol’s effects or whether the exercise must be a consistent lifestyle choice.

“We were only taking into account recent exercise and drinking behavior,” she says. “It’d be interesting to look at longer-term exercise to control for how many years a person has been doing an exercise or drinking.”

SOURCE : www.usnews.com

เข้าปีใหม่ เลิกเหล้า เลิกเมา เลิก…แอ๊บแตก!! โดย สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์

manager121230_001เคยสังเกตหรือไม่ว่า อาการของแต่ละคนหลังน้ำเมาเข้าปาก เขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไร บางคนอาจเมาแล้วเพี้ยน เมาแล้วร้องไห้ เมาแล้วหัวเราะ เมาแล้วหลับ เมาแล้วพูดมาก เมาแล้วใช้ความรุนแรง เมาแล้วสาวแตก ฯลฯ จนเพื่อนๆ ถึงขั้นส่ายหน้าเอือมระอา เพราะแทนที่จะได้สนุกสนานไปกับช่วงเทศกาลวันดีๆ กลับต้องมาคอยดูแล หิ้วปีกเพื่อนจอมเมาที่นอกจากพฤติกรรมเปลี่ยนแล้ว ยังดูแลตัวเองไม่ได้อีก!!

ไม่แปลกที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงได้รับฉายามาแต่โบราณว่า…น้ำเปลี่ยนนิสัย

สาเหตุที่เมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากแล้วเปลี่ยนนิสัยคนบางคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้นั้น นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายว่า ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมี “เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol)” เป็นส่วนประกอบ ซึ่งฤทธิ์ของเมทิลแอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานของศูนย์ควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ ทำให้พฤติกรรมที่คนเรา “แอ๊บ” เอาไว้ตลอดเวลาหลุดออกมา ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น น่าจะเป็นนิสัยเดิมที่เก็บเอาไว้ของคนๆ นั้นเอง ทำให้แต่ละคนเมื่อเมาเหล้าแล้วมีอาการที่แตกต่างกันออกไป

สอดคล้องกับ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่ระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้ส่วนควบคุมพฤติกรรมเสียไป หรือหยุดทำงาน เวลาเมาเราจึงเห็นคนทำอะไรบ้าๆ บอๆ ก้าวร้าว ซึ่งต่างจากเมื่อเวลามีสติเราจะสามารถควบคุมพฤติกรรมได้ ตรงนี้ต้องคอยระมัดระวัง เพราะคนที่เมาจะดูตัวเองไม่ออก เพื่อนต้องคอยสังเกตอาการเมา โดยเฉพาะคนที่เมาแล้วมีอาการก้าวร้าวรุนแรง

“เวลาคนเมาจะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา ซึ่งพฤติกรรมตรงนั้นเป็นจิตทั้งก้อน เป็นนิสัยดิบของเขา ซึ่งปกติแล้วเมื่อเรามีสติเราจะควบคุมได้ บางคนพื้นนิสัยอาจเป็นคนก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง เมื่อเมาก็อาจทำให้มีพฤติกรรมที่รุนแรง หรือบางคนเก็บงำความเศร้าเอาไว้ เมื่อเมาก็อาจจะร้องไห้ฟูมฟายเศร้าโศกเสียใจ เป็นต้น”

นพ.ทวี กล่าวว่า ขอแนะนำสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติดื่มเหล้าจนเมาแล้วเลอะเทอะ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยดู คอยสังเกตพฤติกรรม และคอยเตือนสติไม่ให้เมาจนแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา

ด้าน นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เปิดเผยว่า การแสดงพฤติกรรมเมื่อเกิดอาการเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีปัจจัยในการขับเคลื่อน 3 อย่าง ได้แก่ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด นิสัยเดิมของแต่ละบุคคล และความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ซึ่งระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะส่งผลต่อพฤติกรรมและร่างกายระยะสั้น โดยส่วนใหญ่เป็นผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจและระบบหายใจ ดังนี้

1.ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 30-120 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการผ่อนคลาย เพ้อฝัน เชื่อมั่น พูดคุยง่าย เป็นกันเอง สมาธิลดลง การตัดสินใจเริ่มผิดปกติ ปฏิกิริยาตอบสนองเริ่มช้าลง การประสานงาน และการควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วนเริ่มผิดปกติ

2.ระดับ 90-250 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการง่วงนอน ซึม ความสามารถในการจำ ในการทำความเข้าใจ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงอย่างชัดเจน เดินไม่ตรง ประสาทการรับรู้ผิดปกติ เช่น สายตาเบลอ

3.ระดับ 180-300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการ สับสน ซึม พูดไม่รู้เรื่อง เดินเป๋มากขึ้น สายตาสับสน วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง อาจควบคุมอุจาระปัสสาวะไม่ได้

4.ระดับ 250-400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการเดินไม่ได้ หมดสติเป็นช่วงๆ จำอะไรไม่ได้ ปัสสาวะราด สูญเสียการรับรู้เพิ่มขึ้น เช่น ชาทั้งแขนขา การเต้นของหัวใจลดลง มีความผิดปกติของการหายใจ อาเจียนรุนแรง อาจเกิดอาการสำลักขณะหมดสติ

5.ระดับ 350-500 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการหมดสติ โคม่า สูญเสียปฏิกิริยาตอบสนอง มีความผิดปกติของการหายใจ หายใจช้าลง จนถึงหยุดหายใจได้ หัวใจเต้นช้าลง และเสียชีวิต

“แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มโอกาสของการเกิดปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ดื่มเช่นนี้ หรือระดับนี้แล้วจะเกิด เพราะนอกจากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วยังขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ สิ่งแวดล้อมของการดื่ม และความสามารถในการควบคุมตัวเองด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ดื่มจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนไม่ดื่ม คนดื่มมากจะเสี่ยงกว่าคนดื่มน้อย”

นอกจากพฤติกรรม “แอ๊บแตก” และแสดงนิสัยดิบของตนออกมาแล้ว นพ.ทักษพล อธิบายอีกว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการก่อความรุนแรงด้วย เนื่องจากปัจจัยการควบคุมตนเองเสียไป เช่น สติ การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง การแปรผลข้อมูล และปัจจัยความเสี่ยง เช่น กล้าเผชิญหน้า กล้าเสี่ยง และจัดการกับอารมณ์ได้ไม่ดี ที่สำคัญยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากขาดสติยับยั้งชั่งใจ รวมไปถึงอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากถึง 26,000 ราย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ที่จะถึงนี้ หากไม่ต้องการเป็น 1 ใน 26,000 รายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือเกิดอาการแอ๊บแตก แสดงพฤติกรรมที่ไม่อยากให้ใครได้เห็น ถ้าเป็นไปได้ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยสังเกตอาหารหรือเตือนสติ ที่สำคัญดื่มแล้วไม่ควรขับรถด้วยตัวเอง เพราะหากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าผิดกฎหมายตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทย ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2555

เมาหัวราน้ำ..ปัญหาทำลายสมอง

Credit: ehow.com

การดื่มเหล้าแบบหัวราน้ำสามารถทำลายสมองได้ภายในไม่กี่เดือน และเปลี่ยนนักดื่มเพื่อเข้าสังคมให้กลายเป็นคนติดสุราได้ แต่การดื่มวันละนิดทุกวันอย่างชาวฝรั่งเศส กลับเป็นการดื่มที่ปลอดภัยกว่ามาก

ผลการวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารรายงานการประชุมวิชาการแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐ (Proceedings of the National Academy of Sciences) ฉบับออนไลน์

นักวิจัยได้ทำการศึกษาหาผลกระทบของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า นิสัยการดื่มแบบไม่บันยะบันยัง กับการดื่มทีละนิดละหน่อยแต่ดื่มเป็นประจำนั้น ส่งผลต่อการทำงานของสมองอย่างไร

พวกเขาทำการทดลองกับหนูก่อน โดยพบว่า หลังเวลาผ่านไปเพียง 6 สัปดาห์ พวกหนูที่ให้กินแอลกอฮอล์อย่างหนักหน่วงติดต่อกันสัปดาห์ละ 3 วัน จะกลายเป็นพวกที่กินแอลกอฮอล์มากกว่าหนูที่กินแอลกอฮอล์ทีละน้อยทุกวัน

นอกจากนี้ ในเวลาแค่ 2 เดือน หนูที่กินเหล้าหนักยังแสดงอาการที่บ่งบอกถึงการทำงานของสมองที่แย่ลงแบบเดียวกับคนติดเหล้า

นักวิจัยได้เชื่อมโยงสมองที่ทำงานแย่ลงของหนูว่า เกี่ยวข้องกับเซลล์ประสาทในปลีกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งปกติจะทำหน้าที่ควบคุมยับยั้งพฤติกรรมที่หุนหันพลันแล่น และอารมณ์แปรปรวน

เซลล์ประสาทกลุ่มที่ว่านี้จะทำงานมากผิดปกติในระหว่างที่กินเหล้าปริมาณมากๆ และยิ่งเซลล์ประสาททำงานมากเท่าใด พวกหนูก็จะยิ่งกินเหล้ามากขึ้นในครั้งต่อไปเท่านั้น

โอลิเวียร์ จอร์จ หัวหน้านักวิจัยจากสถาบันวิจัยสคริปส์ในแคลิฟอร์เนีย อธิบายว่า มันเหมือนกับสมองคุณได้รับสิ่งที่คิดว่าดี แต่เมื่อไม่ได้รับสิ่งนั้นอีกก็จะทำให้คุณรู้สึกแย่ ผิดหวัง และอารมณ์เสีย และเมื่อคุณได้รับสิ่งนั้นครั้งต่อไป คุณก็จะเพิ่มปริมาณการรับมากขึ้น

ดร.จอร์จยังเชื่อว่า ปฏิกิริยาของสมองที่ปรับตัวเข้ากับการรับแอลกอฮอล์แบบไม่ต่อเนื่องนั้น สามารถเปลี่ยนผู้ที่ดื่มเหล้าเพื่อเข้าสังคมธรรมดาให้กลายเป็นคนติดสุราได้

นอกจากการดื่มมากจะเพิ่มความเสี่ยงให้กลายเป็นคนติดสุราแล้ว ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า หนูในกลุ่มที่ดื่มจัด เมื่อถูกเว้นช่วงไม่ให้กินเหล้า พวกมันจะทำคะแนนได้ต่ำในเรื่องความทรงจำ และมีปัญหาในด้านอารมณ์ แต่เมื่อปล่อยให้หนูที่ดื่มหนักพักแอลกอฮอล์สัก 2 สัปดาห์ ปัญหาเหล่านี้ก็จะค่อยๆ คลี่คลาย ทว่าสมองจะแย่ลงอีกหากพวกมันกลับไปดื่มใหม่

อย่างไรก็ดี ดร.จอร์จกล่าวว่า ผลการวิจัยกลับพบว่า ปฏิกิริยาดังกล่าวไม่ปรากฏในกลุ่มหนูที่ให้แอลกอฮอล์ทุกวันในปริมาณคงที่

จอร์จ คูบ นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการเสพติดและการติดแอลกอฮอล์เพียร์สัน ให้ทัศนะว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาว ที่ปลีกสมองกลีบหน้าผากส่วนหน้ายังไม่พัฒนาเต็มที่

นักวิจัยคณะนี้กำลังศึกษาการปล่อยสารที่สร้างความเครียดซึ่งชื่อว่า ซีอาร์เอฟ มากเกินไปในสมองของหนูติดแอลกอฮอล์ ในระหว่างการอดเหล้า สารเคมีตัวนี้จะทำให้เกิดอาการกระวนกระวายซึ่งจะหายไปเมื่อได้ดื่มเหล้า

ดร.คูบกล่าวว่า ผลลัพธ์ล่าสุดชี้แนะว่า ยาต่อต้านการหลั่งสารซีอาร์เอฟตัวนี้อาจเป็นหนทางแก้ปัญหาติดสุราได้.
ที่มา: ไทยโพสต์ 1 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

Binge Drinking Destroys the Brain Within Months and Turns Social Drinkers Into Alcoholics

Fraternity brothers and sorority sisters pay close attention: researchers warn that just a few months of binge drinking can damage the brain and turn social drinkers into alcoholics.

BY CHRISTINE HSU | OCT 16, 2012 05:04 PM EDT

Fraternity brothers and sorority sisters pay close attention: researchers warn that just a few months of binge drinking can damage the brain and turn social drinkers into alcoholics.

Researchers found that consuming a small amount of alcohol every day is significantly safer than to intermittent binge drinking.

The latest study, published Oct. 15 in the journal Proceedings of the National Academy of Sciences, wanted to understand how the brain adapts to drinking patters.

Researchers from the Scripps Research Institute exposed a group of “binge drinking” laboratory rats to alcohol for three days a week and exposed another group of rats to a continuous supply of alcohol.

After just six weeks, not only did the “binge-drinking” rats consume significantly more alcohol than rats with a continuous supply of booze, the brains of binge-drinking rats showed signs of impairment in cognitive function similar to that of recognized alcoholics after only a few months.

Lead researcher Olivier George, a senior staff scientist at The Scripps Research Institute, and his team found that the brain damage in the binge drinking rats was associated with a small group of brain cells or neurons that inhibit “executive control” functions in the prefrontal cortex of the brain.

Researchers explained that these brain cells in binge-drinking rats were “unusually active” in the time between drinking binges. Furthermore, the more active these neurons were, the more rats drank when they next had access to alcohol.

“It’s like a lot of things in life that the brain perceives as good – if it loses access to it, you feel bad, you get into a negative emotional state, a little bit frustrated, and so you take more the next time you have access,” George said in a university news release.  “We suspect that this very early adaptation of the brain to intermittent alcohol use helps drive the transition from ordinary social drinking to binge drinking and dependence.”

Researchers found that tests conducted during “dry” intervals between drinking sessions showed that binge-drinking rats scored poorly on memory, and also struggled with emotions.

“We normally see such changes in the brains of humans or other animals that are highly dependent on alcohol – but here we found these changes in the rats after only a few months of intermittent alcohol use,” George said.

He said that the brain impairments were not seen in the rats that drank every day and that their alcohol intake remained stable.

“They just drink a bit like the French way, the equivalent of a couple of glasses of wine every day, and they’re fine,” George said. “They don’t escalate.”

Thankfully, in just two weeks of abstinence, the impairments seen in the binge-drinking rats went away. However, researchers warned that the impairment returned when the rats drank again.

“One can see the vicious cycle here,” George said.  “They drink to restore normal prefrontal function, but ultimately that leads to even greater impairment.”

Researchers said that the finding is especially important to young people.

“This process would be of particular concern in adolescents and young adults, in whom the prefrontal cortex isn’t even fully developed,” researcher George Koob, of the research institute’s Pearson Center for Alcoholism and Addiction Research, said in a statement.

Researchers are now investigating the brain’s over-production of a stress neurotransmitter called CRF during abstinence in alcohol-dependent rats and possibly human alcoholics. They say that abstinence triggers a floor of CRF in the central nucleus of the amygdala, which creates anxiety that typically can only be appeased by drinking again.

Researchers said that the latest findings may be used to produce CRF-blocking drugs that may one day help prevent alcohol dependence.
SOURCE:  medicaldaily.com

แพทย์เตือนดื่มสนุกทุกข์ถนัด

โดยปกติ แอลกอฮอล์จากเหล้าแก้วแรกที่เข้าสู่กระแสเลือดของเรา จะพุ่งตรงไปยังระบบประสาทของสมอง และช่วยให้เรารู้สึกร่าเริงมากที่สุด เพราะว่าแม้จะดื่มเหล้าเพียงแก้วเดียว ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ได้จะกระตุ้นให้สมองผลิตสารเคมีสำคัญที่ช่วยสร้างอารมณ์ครื้นเครง 4 ตัว คือ โดปามีน เซโรโทนิน โอปิออยด์ และแกมมา-อะมิโนบิวไตริก

ดร.พัสการ์ พุนุโกลลุ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาการเสพติดทางจิตใจ จากโรงพยาบาลคลินิกพาร์ตเนอร์ และนักวิจัยประจำสถาบันอิสลิงตันแห่งกรุงลอนดอน กล่าวว่า สารทั้ง 4 ตัวนี้จะช่วยกระตุ้นอารมณ์ร่าเริงครื้นเครง ผ่อนคลาย พร้อมกับลดสติสัมปชัญญะของเราลง

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าแอลกอฮอล์จากเหล้าจะช่วยให้เรารู้สึกดีที่สุดในการดื่มเหล้าแก้วแรกเท่านั้น เนื่องจากสมองไม่สามารถผลิตสารโดปามีน และสารอื่นๆ ได้เท่ากับการดื่มเหล้าแก้วแรก

ดร.พุนุโกลลุอธิบายว่า การรับประทานอาหารรองท้องก่อนดื่มเหล้า จะดูดซับและชะลอการกระจายตัวของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด ซึ่งจะลดฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ลง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับการดื่มเหล้าโดยไม่มีอะไรรองท้อง ทั้งนี้เขาแนะนำว่าการผสมเหล้ากับน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ก็ช่วยชะลอการดูดซับแอลกอฮอล์ได้เช่นกัน

พอล วอลเลส ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอน อธิบายว่า อาการอยู่ไม่สุขและต้องลุกขึ้นมาเต้นรำกันเมื่อทานเหล้าไปได้ระยะหนึ่ง เกิดจากแอลกอฮอล์เข้าไปรบกวนการทำงานของเปลือกสมอง ซึ่งเป็นส่วนทำหน้าที่ประมวลข้อมูล และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น แต่ก็ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้แย่ลง รวมถึงสูญเสียการทรงตัว และมีความรู้สึกช้าลง
ดร.พุนุโกลลุชี้แจงว่า หากเรายังคงดื่มเหล้าต่อจากจุดนี้ ตับของเราจะต้องทำงานหนักมากกว่าเดิม เพื่อดูดซับและกำจัดแอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกาย แต่หากตับไม่สามารถกำจัดแอลกอฮอล์ได้ทัน ก็จะทำให้แอลกอฮอล์มากระจุกตัวในที่เดียวกันมากเกินไป จนทำให้เรารู้สึกวิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้ในที่สุด

แอลกอฮอล์ยังมีผลต่อสมองส่วนฮิปโปแคมปัส และเซปตัม ซึ่งทำหน้าที่ด้านการตอบสนองทางอารมณ์ และจดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ เป็นความทรงจำในสมอง เป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อคนเราดื่มเหล้าจึงมีอารมณ์รุนแรงผิดปกติ หรือไม่สามารถจดจำอะไรได้ในวันถัดมา

ศจ.วอลเลสเตือนว่า หากต้องเปลี่ยนเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มระดับความเมา เราควรดื่มเหล้าที่มีความบริสุทธิ์สูงแทน เช่น วอดก้า เนื่องจากแอลกอฮอล์ของเหล้าประเภทที่มีสีในตัวเองเช่น วิสกี้หรือบรั่นดี จะตกค้างในร่างกายได้นานถึง 24 ชั่วโมง
หากดื่มเหล้าเป็นระยะเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง สมองจะเริ่มส่งสัญญาณการรักษาชีวิตตนเอง ทำให้เราเริ่มรู้สึกไม่ดีต่อปริมาณแอลกอฮอล์ที่ร่างกายได้รับ รวมถึงเริ่มเกิดความรู้สึกง่วงขึ้นมา

ดร.มาร์ติน ปรินซ์ จากโรงพยาบาลอเล็กแซนดรา เมืองเชชเชอร์ กล่าวว่า โดยปกติคนที่มีร่างกายใหญ่ โดยเฉพาะผู้ชาย หรือผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ จะสามารถกำจัดแอลกอฮอล์ในร่างกายได้รวดเร็วกว่าผู้หญิง เนื่องจากตับสามารถผลิตเอนไซม์ที่จำเป็นต่อการกำจัดแอลกอฮอล์ ในทางกลับกันผู้หญิงมีปริมาณไขมันในร่างกายสูงกว่าผู้ชาย ทำให้ร่างกายมีปริมาณน้ำสำหรับบรรเทาฤทธิ์เหล้าได้น้อยกว่า

ดร.จอห์น เดอ เคสเต็กเกอร์ แพทย์ด้านระบบย่อยอาหารแห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเมืองไลเซสเตอร์ แนะนำว่า การรับประทานข้าวแกงกะหรี่ ช่วยลดผลกระทบจากการดื่มเหล้าได้ เนื่องจากจะช่วยให้ตับอ่อนเราผลิตอินซูลินมากำจัดแอลกอฮอล์ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารหนักๆ หลังดื่มเหล้าก็อันตรายเช่นกัน ดร.เดอ เคสเต็กเกอร์ เตือนว่า หากเราอ้วกหลังรับประทานอาหารหนัก อาจทำให้หูรูดกระเพาะและหลอดอาหารฉีกขาดได้ เขาอธิบายว่า โดยปกติสมองจะสั่งให้หลอดอาหารขยายตัวตามการอ้วก แต่แอลกอฮอล์ที่เข้าไปรบกวนการทำงานของสมอง อาจส่งผลให้หลอดอาหารทำงานไม่สัมพันธ์กัน

นอกจากการดื่มเหล้าเพียงแก้วเดียว จะทำให้เรามีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้ว อาการปวดศีรษะหลังสร่างเมายังมีผลมาจากอาการขาดน้ำในร่างกาย เพราะตับจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์ในร่างกายเป็นกรดน้ำส้ม ในระหว่างกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากเลือด

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้านอนหลังดื่มเหล้าปริมาณมากยังทำให้เรานอนหลับไม่เต็มที่เช่นกัน เนื่องจากเมื่อเราเข้านอน แม้ผลข้างเคียงของเหล้าจะช่วยให้เรานอนหลับอย่างรวดเร็ว แต่จะไม่สามารถหลับสนิทได้ อีกทั้งร่างกายของเราพยายามกำจัดแอลกอฮอล์ออก จนเราอาจต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะทั้งคืน

เช้าวันถัดมา เราจะรู้สึกเหนื่อยผิดปกติเพราะร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำตาล แอซมินา โกวินดีย์ นักโภชนาการ แนะนำว่า เราสามารถแก้ไขอาการนี้ได้ด้วยการทานช็อกโกแลต แต่เธอเตือนว่าการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาจทำให้เราปวดท้องแทน เพราะกระเพาะทำงานหนักต่อเนื่องหลังดื่มเหล้า

ดร.ปรินซ์อธิบายว่า อาการเหนื่อยล้าหรือเมาค้างตลอดทั้งวัน เป็นเพราะเราเพิ่งจะรู้สึกถึงการทำงานของตับ ไต และอวัยวะภายในที่พยายามกำจัดแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย ประกอบกับอาการและผลข้างเคียงจากอาการขาดแอลกอฮอล์ จะเริ่มแสดงผลออกมาเมื่อแอลกอฮอล์ในร่างกายเริ่มลดลง

ทั้งนี้ ดร.เดอ เคสเต็กเกอร์ ชี้ว่า อาการเมาค้างอาจมีผลยาวนานถึง 2 วันหลังดื่มเหล้า แต่เขาเตือนว่าผู้ที่ไม่มีอาการเมาค้างในวันถัดมา เพราะดื่มหนักเป็นประจำจนชิน ไม่ใช่เรื่องที่ดี เนื่องจากอาการเมาค้างชี้ว่า ระบบเตือนภัยต่างๆ ของร่างกายเรายังทำงานปกติอยู่.

ที่มา: ไทยโพสต์ 16 มกราคม 2555

read more

The true toll of that festive tipple: Hour by hour, how excess plays havoc with your mind and body

By MATTHEW BARBOUR
Last updated at 3:16 PM on 20th December 2011

Why is that first festive drink so cheering — and why can’t you stop there? And what exactly makes you feel so dreadful the morning after?

As the Christmas party season gets into full swing, we ask the experts what happens to the body during and after drinking alcohol — and how you can minimise its effects.

8pm: THE HAPPIEST YOU’LL BE ALL NIGHT

When that first drink reaches your stomach, the alcohol enters your bloodstream, where it makes a beeline straight for your brain’s pleasure centres.

After just one drink, alcohol boosts the levels of four key brain chemicals — dopamine, serotonin, naturally occurring opioids and gamma-aminobutyric acid.

‘These combine to induce feelings of euphoria, relaxation and disinhibition,’ explains Dr Bhaskar Punukollu, a specialist addiction psychiatrist at the Clinical Partners practice, and at Camden and Islington NHS Foundation Trust in London.

‘This euphoria is at its peak when you first start drinking. However, after several more drinks, the brain receptors for these chemicals become saturated, and drinking more alcohol doesn’t produce a greater high.
‘The brain simply can’t generate enough of the same level of dopamine or other chemicals again to make you feel as happy as when you first started.’
There’s some truth behind the claims you should line your stomach with food.

‘Roughly, you absorb about one unit of alcohol an hour, but drink after some food and the rate it enters your bloodstream is slowed,’ Dr Punukollu says.
‘Food absorbs some of the alcohol, and while the gut is absorbing key nutrients from the food, it’ll be far less efficient in absorbing the alcohol.’
Despite having the same number of drinks, someone who starts on an empty stomach can have three times more alcohol in their blood compared with those who have eaten a small meal beforehand, he says: ‘Alternating alcoholic with soft drinks can also slow down the effects.’

10pm: WHY ON EARTH DID YOU SAY THAT? 

After two hours of drinking, now is the time you hit the dance floor and start saying things you might regret the next morning.

Blame this lack of inhibition on the way alcohol interferes with communication between the nerve cells in the cerebral cortex. This part of the brain is responsible for processing information, and also initiates the majority of  muscle movements.

‘That’s why you feel more confident, but actually you make potentially poor judgments, your co-ordination goes and you have a higher pain threshold,’ explains Paul Wallace, professor of primary care at University College London and chief medical adviser for the charity Drinkaware.

Your natural self-protection mechanism is affected, as the alcohol masks warning signals from other parts of your body.

If you’ve continued drinking, your liver will now be going into overdrive — and it might not be able to metabolise the alcohol fast enough, says Dr Punukollu. This increases alcohol concentration in the body, causing further disorientation, nausea and lack of coordination.

And if you suffer from memory blanks the next day, blame the effect alcohol has on the hippocampus and septal areas of your brain — these are responsible for emotional responses and registering and storing memories.

‘This also explains why people cry or become aggressive when drinking,’ says Professor Wallace.

11pm: THE WORST TIME TO DRINK WHISKY

At this point, there is the temptation to feel all is well with the world, and to move from beer or wine to stronger spirits to try to maintain your mental state.

But if you do hit the stronger stuff, stick with clear drinks, such as vodka, which have lower levels of harmful impurities from the fermentation process.

‘While alcohol is responsible for many of the symptoms we associate with hangovers, congeners found in dark drinks such as whisky, port and brandy can linger in your system for up to 24 hours and make a bad situation worse,’ says Professor Wallace.

12am: YES, WOMEN DO GET TIPSY FASTER 

For most of us, it’s this time that the body’s self-preservation signals start to override the over-stimulated brain centres, and you become aware of the intoxicating effects of the alcohol you’ve drunk and start to want to go to bed.

This is affected by a range of factors, explains Dr Martin Prince, a heptologist at BMI The Alexandra Hospital in Cheadle, Cheshire. As a general rule, if you’re larger or male, your body can process alcohol faster.

But some people seem to have higher levels of the liver enzymes needed to break down alcohol, so they can go on drinking for longer — and if you’re a consistent, heavy drinker, your body develops higher levels of these enzymes.

‘Having a tolerance to alcohol simply means you feel you can handle the effects better — you’re still doing yourself potentially irreparable damage,’ says Dr Prince.

Women’s bodies are made up of more fat and less water (they carry 52 per cent water, versus 61 per cent in men).

This means a man’s body will automatically dilute the alcohol more than a woman’s, even if they weigh the same. Women also have less dehydrogenase, the liver enzyme that breaks down alcohol.

2am: FANCY A CURRY? YOU MAY END UP IN A&E 

there’s a reason why kebabs and curries are so popular after drinking, explains Dr John de Caestecker, gastroenterologist at the University Hospitals of Leicester.

‘The pancreas pumps insulin into your system to break down alcohol in your blood, and the delayed reaction is a slump in blood sugar levels, leaving you ravenous, especially for high-calorie, fatty foods.’

However, if you eat too much — such as a large curry — and then vomit later, you risk suffering a tear at the junction between the stomach and your gullet, says Dr de Caestecker.

‘Normally, there is a mechanism where you brace yourself before you’re sick — the retching protects you by holding the gullet in place. But this is by-passed because of alcohol’s effects on your brain. You start vomiting blood as the lining of your oesophagus is damaged.’

This tear normally heals itself with time, but you still need to go to A&E for proper assessment.

‘A heavy session can also affect the movement of food through the gut,’ explains Dr de Caestecker, adding that the gullet, responsible for preventing acid from rising, can relax and malfunction, causing severe heartburn.

4am: SO THAT’S WHY YOU SLEEP SO BADLY

It doesn’t matter what time you get to bed — alcohol will leaves you feeling totally exhausted because it has a sedative effect, says Dr Punukollu.

‘When it reaches a certain level, alcohol makes you feel sedated because of a slump in the same brain chemicals that induced euphoria.

You’ll drop into a deep sleep very quickly, but your sleep will be so deep you won’t achieve any of the restorative REM-stage of sleep, which we need to make us feel rested the next morning.’

It’s also likely you’ll wake in the middle of the night with a full bladder and a raging thirst — alcohol is a diuretic, meaning you expel more fluid in your urine than you’ve taken in along with your alcohol.

7am: IT’S THIRST THAT TRIGGERS HEADACHES

Processing one unit of alcohol an hour could still leave you with a blood alcohol level high enough to put you over the legal drink-driving limit, even if you stopped drinking at midnight.

Blame your headache on dehydration, together with the way your liver has converted the alcohol into a chemical called acetaldehyde and then acetate as it tries to purge the poison from your body.

9am: WHY A FRY-UP MAKES IT WORSE

Alcohol has robbed you of a restorative sleep, which triggers continued low blood sugar levels when you wake — and, in turn, the appeal of a greasy fry-up followed by chocolate to get you through the day.

But anything too heavy or fatty will aggravate an upset stomach by stimulating an over-production of stomach acids.

‘You need a combination of slow-release, low-glycaemic index carbohydrates, such as those found in wholemeal bread or porridge, combined with a little protein from some low-fat dairy like yoghurt,’ says Azmina Govindji, from the British Dietetic Association.

11am: THE WORST YOU’LL FEEL ALL DAY

Ever found that your hangover gets worse throughout the day?
Here’s why: ‘Your liver, kidneys and other organs will have  been processing the alcohol out of your system since last night,’ says Dr Prince.

‘But because of the relentless attack, it’s only when your blood alcohol levels are back around zero that the most acute hangover symptoms will be felt.’

It’s also around now you might be experiencing physical withdrawal symptoms from the alcohol overload, says Dr Punukollu.

‘The levels of the mood-altering brain chemicals which caused your “high” when you first started drinking will be lower than normal now, which can lead to irritability, depression and anxiety, as well as increased body temperature, a racing heart rate, increased blood pressure and the “shakes”,’ he says.

1pm: RECOVERY BEGINS

You should be starting to feel better around now, but you’ll still be suffering the effects of sleep deprivation and potentially an upset stomach.

‘In most cases a regular antacid will help calm an inflamed stomach lining,’ says Dr de Caestecker.

8pm: HANGOVERS CAN LAST FOR TWO DAYS

Your upset stomach can take up to two days to settle down says Dr de Caestecker.

And if you’re one of the estimated 25 per cent of people who don’t suffer hangovers, you might not be as lucky as you think, Dr Prince says.

‘Years of regular drinking  weaken the liver’s reaction to alcohol, so a hangover could actually be a sign your body’s well enough to tell you how it’s feeling and that you’re actually pretty healthy,’ he says.

 

Data from: dailymail